ASEAN Roundup มาเลย์-อินโดฯ-ฟิลิปปินส์ เร่งเสริมความมั่นคงพลังงาน ขยายดีล รัสเซีย-เติร์กฯ-คูเวต รับมือวิกฤติโลก

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 14-20 มิถุนายน 2569

  • มาเลย์-อินโดฯ-ฟิลิปปินส์ เร่งเสริมความมั่นคงพลังงาน ขยายดีล รัสเซีย-เติร์กฯ-คูเวต รับมือวิกฤติโลก
    • รัสเซียให้คำมั่นส่งมอบน้ำมันและก๊าซแก่มาเลเซีย เพื่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว
    • มาเลเซีย-เติร์กเมนิสถานขยายความร่วมมือภาคพลังงาน ปูทางสู่พลังงานสะอาด
    • อินโดนีเซีย-คูเวตกระชับความสัมพันธ์ด้านพลังงานท่ามกลางความไม่แน่นอน
    • ฟิลิปปินส์-รัสเซีย เดินหน้าผลักดันข้อตกลงน้ำมันให้เป็นทางการ
  • เมียนมาพบแหล่งก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลแห่งใหม่ คาดปริมาณสำรองสูงถึง 106 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
  • เวียดนามตั้งเป้าธุรกิจเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศขนาดใหญ่ 10 แห่งในปี 2573
  • เวียดนามรั้งอันดับ 2 ในอาเซียน ด้านการเปิดรับอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ IPv6
  • อินโดนีเซียปรับกฎการนำเข้า หวังลดความล่าช้าของสินค้า-เพิ่มการปฏิบัติตามกฎหมาย

มาเลย์-อินโดฯ-ฟิลิปปินส์ เร่งเสริมความมั่นคงพลังงาน ขยายดีล รัสเซีย-เติร์กฯ-คูเวต รับมือวิกฤติโลก

AI Generated

มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ กำลังเร่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีแนวโน้มร่วมกันในการกระจายความเสี่ยงด้วยการแสวงหาพันธมิตรใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดตะวันตกแบบดั้งเดิม

เช่น การที่อินโดนีเซียกระชับความร่วมมือกับคูเวตและตั้งเป้าสรุปเขตการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ภายในปี 2026 ขณะที่ฟิลิปปินส์เดินหน้าเปลี่ยนข้อตกลงนำเข้าน้ำมันดิบกับรัสเซียจากรูปแบบเฉพาะกิจให้เป็นระบบที่ทางการและถาวร เพื่อเป็นเส้นทางสำรองพลังงานที่ปลอดภัยในยามวิกฤติ

นอกจากความมั่นคงในกลุ่มพลังงานฟอสซิลแล้ว ประเทศเหล่านี้ยังมุ่งเน้นการยกระดับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว โดยมาเลเซียได้ส่งเสริมความแข็งแกร่งในภาคส่วนต้นน้ำผ่านบริษัทปิโตรนาส (Petronas) ที่เข้าไปลงนามข้อตกลงส่วนแบ่งผลผลิตและคว้าสิทธิ์สำรวจแหล่งพลังงานแห่งใหม่ในเติร์กเมนิสถานฉลองครบรอบ 30 ปี ซึ่งความร่วมมือทางเทคนิคเหล่านี้ รวมถึงการหารือด้านพลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจนของอินโดนีเซีย-คูเวต ล้วนเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานพลังงานของภูมิภาคอาเซียนให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

หสือพิมพ์เซาท์ไชนามอนิงโพสต์ (South China Morning Post: SCMP)  รายงานว่า มาเลเซียและอาเซียนพึ่งพารัสเซียเพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงาน และเมิน “อคติ”(prejudices) ฝั่งตะวันตก โดยนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม มาเลเซียส่งสัญญาณกลางเวทีประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ณ เมืองคาซาน ว่ากลุ่มอาเซียนพร้อมเดินหน้าเจรจาการค้ากับมอสโก

รายงานระบุว่า เหล่านักวิเคราะห์ชี้ว่า งานประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ตั้งแต่วันพุธถึงวันพฤหัสบดี(17-18 มิถุนายน 2569) ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นการทดสอบย่อมทว่าสะท้อนภาพได้เป็นอย่างดีต่ออิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อนายอันวาร์และผู้นำภูมิภาคคนอื่นๆ ต่างเดินทางเข้าพบประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย แม้ว่ารัฐบาลกลุ่มประเทศตะวันตกจะพยายามเพิ่มแรงกดดันต่อมอสโกในประเด็นการรุกรานยูเครนก็ตาม

การรวมตัวกัน ณ เมืองคาซาน เมืองหลวงของสาธารณรัฐตาตาร์สถานของรัสเซีย ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับรัสเซียเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่ารัสเซียยังคงมีบทบาทและอิทธิพลทางการทูตที่ขยายวงกว้างไปไกลกว่าจีน อินเดีย หรือเวทีต่อต้านตะวันตกแบบดั้งเดิมทั่วไป

สำหรับเหล่าผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งดึงดูดใจนั้นเห็นผลได้ชัดเจนและทันท่วงทีกว่า นั่นคือ พลังงาน ปุ๋ย เทคโนโลยี และพื้นที่ในการดำเนินนโยบายท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยต่อความมุ่งมั่นของรัฐบาลวอชิงตันที่มีต่ออาเซียน

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่งานประชุมสภาธุรกิจรัสเซีย-อาเซียน (Russia-Asean Business Forum) นายอันวาร์ระบุว่า การเข้าร่วมของเหล่าผู้นำอาเซียนในเมืองคาซาน เป็นสิ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมของกลุ่มประเทศอาเซียนในการสานสัมพันธ์กับรัสเซีย แม้จะเผชิญกับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ตาม

“เรามาพบกันในวันนี้ท่ามกลางสถานการณ์ที่รุมเร้าด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์” นายอันวาร์กล่าวกับผู้ร่วมงานเมื่อวันพุธที่ผ่านมา “ข้อเท็จจริงที่ว่าเพื่อนร่วมงานของผม ซึ่งก็คือเหล่าผู้นำอาเซียนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ พร้อมใจที่จะพบปะและเจรจากับ วลาดิเมียร์ ปูติน ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) รวมถึงความพร้อมของเราในการก้าวข้ามอคติ(prejudices)ที่มีอยู่เดิม เพื่อมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาภูมิภาคของเราและประชาคมโลก”

แม้ว่านายอันวาร์จะไม่ได้ระบุชื่อรัฐบาลสหรัฐหรือยุโรปออกมาโดยตรง แต่นักวิเคราะห์กล่าวว่า ถ้อยแถลงของเขาได้ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างที่กว้างขึ้น ระหว่างความพยายามของฝั่งตะวันตกในการโดดเดี่ยวรัสเซียทางการทูต กับแนวทางของอาเซียนที่พึงประสงค์จะเปิดประตูต้อนรับมอสโก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีความมั่นคงทางพลังงานเป็นเดิมพัน

นายอันวาร์ได้พบกับปูตินนอกรอบการประชุมสุดยอดเพื่อหารือเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงาน ความร่วมมือด้านการจัดหาน้ำมันในระยะยาว เทคโนโลยีเกิดใหม่ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เกษตรกรรม และเภสัชภัณฑ์

การเจรจายังครอบคลุมถึงการเปิดเสรีวีซ่า และแนวทางการขยายการค้าและการลงทุนโดยใช้สกุลเงินท้องถิ่น รวมถึงเงินริง กิตและเงินรูเบิล ทั้งนี้ นายอันวาร์ได้แสดงความขอบคุณปูตินสำหรับความช่วยเหลือของรัสเซียในด้านความร่วมมือทางพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ปิโตรนาส (Petronas) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของมาเลเซีย

ในขณะเดียวกัน นายปูตินได้ระบุว่ามาเลเซียเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน และกล่าวว่าทั้งสองประเทศอยู่ในจุดที่พร้อมอย่างยิ่งที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

“เมื่อปีที่แล้ว มาเลเซียได้ทำหน้าที่ประธานอาเซียน และเรายินดีที่มาเลเซียยังคงรักษาและสนับสนุนการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งแรกระหว่างรัสเซียและอาเซียน” ปูตินกล่าว

มาเลเซียไม่ได้เข้าร่วมการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกต่อรัสเซีย ภายหลังการรุกรานยูเครนของมอสโกในปี 2565 และได้เน้นย้ำแนวทางการทูตของตนเองซ้ำหลายครั้งว่าเป็นแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มุ่งเน้นผลประโยชน์ร่วมกัน และมีรากฐานมาจากผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ในบรรดาสมาชิกอาเซียน สิงคโปร์เป็นประเทศเดียวที่บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรและควบคุมการส่งออกต่อรัสเซียเนื่องจากสงครามดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ วอง (Lawrence Wong) ของสิงคโปร์ ก็ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดครั้งนี้และเข้าพบปูตินด้วยเช่นกัน

เอียน สตอรีย์ (Ian Storey) นักวิชาการอาวุโสจากสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak และผู้เขียนหนังสือ Putin’s Russia and Southeast Asia กล่าวว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้เป็นเรื่องของการที่รัสเซียต้องการขัดเกลาและกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) พร้อมทั้งเสนอความเชี่ยวชาญด้านพลังงานให้แก่ประเทศต่างๆ ที่กำลังกังวลเรื่องอุปทาน

“ในการประชุมทวิภาคีของปูตินกับผู้นำอาเซียนส่วนใหญ่ เรื่องน้ำมัน ก๊าซ และพลังงานนิวเคลียร์ จะเป็นวาระอันดับต้นๆ เสมอ” สตอรีย์กล่าว

แม้ว่าบทบาททางเศรษฐกิจของรัสเซียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังคงมีไม่มาก โดยคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของมูลค่าการค้าต่างประเทศทั้งหมดของอาเซียน แต่รัฐบาลรัสเซียกลับมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากปัญหาการหยุดชะงักด้านพลังงานและการที่ภูมิภาคนี้กำลังมองหาผู้จัดหารายใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือก

“รัฐบาลส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ก้าวข้ามประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครนไปแล้ว และต้องการกลับไปใช้แนวทางความสัมพันธ์กับมอสโกในรูปแบบการดำเนินธุรกิจตามปกติ (business-as-usual)” สตอรีย์กล่าวเสริม

การประชุมสุดยอดที่เมืองคาซานจัดขึ้นในขณะที่กลุ่มผู้นำ G7 ให้คำมั่นที่จะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสงครามของรัสเซีย ซึ่งรวมถึงการคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าไปที่ภาคส่วนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จึงทำให้ภาพของเหล่าผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นั่งร่วมโต๊ะกับปูตินมีความแฝงนัยทางการเมืองที่เข้มข้นยิ่งขึ้น แม้ว่าวาระการประชุมของพวกเขาจะถูกตีกรอบให้อยู่ในเรื่องของการค้าและการพัฒนาก็ตาม

ทางด้านฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐฯ และเป็นประธานอาเซียนในปีนี้ ได้ส่งประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ไปทำหน้าที่ประธานร่วมในการประชุมสุดยอดกับปูติน โดยมาร์กอสได้กล่าวขอบคุณผู้นำรัสเซียสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม พร้อมทั้งเชิญปูตินให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ กรุงมะนิลา ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ด้วย

ขณะที่นายกรัฐมนตรี เล มินห์ ฮึง (Le Minh Hung) ของเวียดนาม ได้ใช้เวทีประชุมสภาธุรกิจเรียกร้องให้พลังงานกลายเป็นเสาหลักสำคัญของความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซีย ส่วนประเทศลาวและรัสเซียก็ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ

โจชัว เคอร์ลานท์ซิก (Joshua Kurlantzick) นักวิชาการอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ประจำสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) กล่าวว่า การรวมตัวกันที่เมืองคาซานแสดงให้เห็นว่า กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความพร้อมและเต็มใจมากขึ้นที่จะดำเนินการตามแนวทางของตนเอง เมื่อพบว่านโยบายของสหรัฐฯ นั้นพึ่งพาไม่ได้

“มันบ่งบอกว่าพวกเขารู้สึกผิดหวังกับสหรัฐฯ และหวาดกลัวต่อการสูญเสียร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐฯ มากเสียจนหันมาดำเนินการด้วยตัวเองและเพิกเฉยต่อสหรัฐฯ เช่นเดียวกับที่ยุโรปได้เริ่มทำไปก่อนหน้านี้แล้ว” เคอร์ลานท์ซิกกล่าว

เคอร์ลานท์ซิกกล่าวอีกว่า “อคติที่มีอยู่เดิม” ที่อันวาร์อ้างถึงนั้น หมายถึง “มุมมองของสหรัฐฯ และในระดับหนึ่งคือยุโรป” นั่นเอง

แซค คูเปอร์ (Zack Cooper) นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะ American Enterprise Institute ในกรุงวอชิงตัน กล่าวว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ไม่น่าจะคัดค้านความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นระหว่างอาเซียนและรัสเซีย เนื่องจากตัวเขาเองก็มีความพยายามที่จะเจรจากับปูตินโดยตรงเช่นกัน ทว่าบุคคลอื่นๆ ในสหรัฐอาจมองการประชุมสุดยอดครั้งนี้ในมุมที่ต่างออกไป

“สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดของอิทธิพลของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในควันหลงของสงครามอิหร่าน” คูเปอร์กล่าว “ผู้นำอเมริกันและพันธมิตรในยุโรปจะประสบกับความยากลำบากในการโน้มน้าวใจบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ ว่ารัสเซียจะต้องถูกโดดเดี่ยวต่อไป”

มูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนและรัสเซียยังคงอยู่ในระดับที่น้อยมาก ดังที่อันวาร์ได้ยอมรับว่าทั้งสองฝ่าย “ยังไม่ได้เป็นคู่ค้าทางเศรษฐกิจหลักต่อกัน” และยังไม่ได้งัด “ศักยภาพอันมหาศาล” ที่มีอยู่ในความสัมพันธ์นี้ขึ้นมาใช้

ข้อมูลจากทางกลุ่มอาเซียนระบุว่า ในขณะที่มูลค่าการค้าสินค้าโดยรวมของอาเซียนสูงถึง 3.84 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 แต่การค้ากับรัสเซียกลับมีมูลค่าเพียง 1.81 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

เบน เคฮิลล์ (Ben Cahill) นักวิชาการอาวุโสสมทบ (non-resident) จากสถาบันแอตแลนติกเคาน์ซิล (Atlantic Council) กล่าวว่า วิกฤตการณ์ตื่นตระหนกด้านพลังงาน (energy shock) ได้บีบให้ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันต้องมองหาแหล่งพลังงานที่ไกลกว่าซัพพลายเออร์รายเดิมที่คุ้นเคย และหันมาพิจารณารัสเซียเป็นหนึ่งในตัวเลือก

“รัสเซียผลิตน้ำมันดิบออกมาหลายเกรด แต่น้ำมันดิบผสมเกรดอูราล (Urals blend) ถือเป็นสิ่งทดแทนที่เหมาะสมสำหรับน้ำมันดิบประเภท Medium Sour (น้ำมันดิบที่มีความหนาแน่นปานกลางและมีกำมะถันสูง) ที่หายไปจากตะวันออกกลาง” เคฮิลล์กล่าว

อย่างไรก็ตาม เคฮิลล์ระบุว่าคุณภาพของน้ำมันดิบก็ยังคงเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากโรงกลั่นต่างๆ มักจะเลือกซื้อน้ำมันเกรดที่เหมาะสมกับการตั้งค่าโครงสร้างของโรงกลั่นตนเอง พร้อมกล่าวว่าการนำเกรดอื่นมาทดแทนนั้นสามารถทำได้ “ในยามขับขัน” แต่บ่อยครั้งมันก็มักจะทำให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพตามมา

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อวันพฤหัสบดี( 18 มิถุนายน 2569) ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามในข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามอิหร่านและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ร่วงลงมาอยู่ที่ 78.66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเกิดการหยุดชะงักนานกว่า 100 วันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่คับแคบและเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่ใหญ่มากของโลก

รัสเซียให้คำมั่นส่งมอบน้ำมันและก๊าซแก่มาเลเซีย เพื่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว

นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ที่งานประชุมรัสเซีย-อาเซียน (Russia-Asean) วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย ที่มาภาพ:เพจ Facebook Anwar Ibrahim

ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวกับรัสเซียและเติร์กเมนิสถานจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านการจัดหาพลังงานของมาเลเซียไปอีกหลายทศวรรษ นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม กล่าว

นายอันวาร์ระบุว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ได้ให้คำมั่นกับมาเลเซียเกี่ยวกับข้อตกลงระยะยาวในการจัดส่งน้ำมัน ก๊าซ และดีเซล เป็นเวลาอย่างน้อย 20 ปี

“เรื่องนี้ได้รับการถ่ายทอดจากประธานาธิบดีรัสเซียระหว่างการหารือร่วมกัน ณ เมืองคาซาน เมื่อครั้งที่ผมเดินทางไปเยือนประเทศรัสเซีย ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทวิภาคีและมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศของเรา” นายอันวาร์กล่าวก่อนพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการนิคมอุตสาหกรรม เซเทีย ฟอนเทนส์ (Setia Fontaines Industrial Park) เมื่อวันเสาร์(20 มิถุนายน 2569)ที่ผ่านมา

นายอันวาร์กล่าวว่า การเยือนประเทศเติร์กเมนิสถานอย่างเป็นทางการของเขาเมื่อเร็วๆ นี้ ประสบความสำเร็จและมีความคืบหน้ามากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเติร์กเมนิสถานได้อนุมัติสิทธิ์การเข้าถึงแหล่งพลังงานแห่งใหม่ให้แก่มาเลเซียในภาคส่วนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

นายอันวาร์กล่าวว่า การเข้าถึงพลังงานแห่งใหม่จะช่เป็นหบักในการตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของประเทศในระยะยาว “มาเลเซียได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงหนึ่งในแหล่งสำรองก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งหมายความว่าความต้องการด้านพลังงานของเราจะได้รับการรับรองอย่างมั่นคง ไปอีกหลายทศวรรษ”

“นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ในการเพิ่มยอดการส่งออกไปยังประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีความต้องการพลังงานในระดับสูง” นายอันวาร์กล่าว

นายอันวาร์ระบุว่า ข้อตกลงนี้เป็นผลมาจากความสัมพันธ์และการเจรจาที่ดีระหว่างมาเลเซียและเติร์กเมนิสถาน ภายหลังการเดินทางมาเยือนมาเลเซียของประธานาธิบดี เซร์ดาร์ แบร์ดือมูฮาเมดอฟ แห่งเติร์กเมนิสถาน เมื่อเดือนธันวาคม 2567

นอกจากนี้ นายอันวาร์ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควรถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนรับประกันความมั่นคงทางพลังงาน โอกาสในการจ้างงาน และการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพื่อประชาชน

มาเลเซีย-เติร์กเมนิสถานขยายความร่วมมือภาคพลังงาน ปูทางสู่พลังงานสะอาด

ที่มาภาพ: https://mediaselangor.com/en/2026/06/380362

มาเลเซียและเติร์กเมนิสถานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขยายความร่วมมือในภาคพลังงาน พร้อมทั้งยอมรับในบทบาทและการสนับสนุนเชิงบวกที่มีมาอย่างยาวนานของบริษัท ปิโตรนาส (Petronas) ในสาขานี้

ในแถลงการณ์ร่วมผู้นำของทั้งสองประเทศได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในภาคพลังงาน

นายกรัฐมนตรี ดาโต๊ สรี อันวาร์ อิบราฮิม (Datuk Seri Anwar Ibrahim) และประธานาธิบดี เซร์ดาร์ แบร์ดือมูฮาเมดอฟ (Serdar Berdimuhamedov) แห่งเติร์กเมนิสถาน ได้ร่วมยินดีในโอกาสครบรอบ 30 ปีแห่งความร่วมมือระหว่างเติร์กเมนิสถานและปิโตรนาส โดยยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญในความสัมพันธ์อันยั่งยืนของทั้งสองฝ่าย “ผู้นำทั้งสองได้ยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพื่อการเติบโตที่มั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ นายอันวาร์ได้สิ้นสุดการเยือนประเทศเติร์กเมนิสถานอย่างเป็นทางการเป็นเวลาสองวันเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569

ผู้นำทั้งสองยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของพิธีลงนามในกรุงอัชกาบัต ซึ่งมีการลงนามในข้อตกลงส่วนแบ่งผลผลิต (PSA) ระหว่างรัฐวิสาหกิจ ตูร์กเมนเนบิต (State Concern Turkmennebit), บริษัท ปิโตรนาส ชาริกาลี (เติร์กเมนิสถาน) (Petronas Carigali (Turkmenistan) Sdn Bhd หรือ PC(T)SB) และรัฐวิสาหกิจ ฮาซาร์เนบิต (State Enterprise Hazarnebit) รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือ (CA) ในการศึกษาคลื่นไหวสะเทือนแบบ 2 มิติ (2D Seismic Studies) ระหว่าง ตูร์กเมนเนบิต กับ PC(T)SB และข้อตกลงรักษาความลับระหว่างรัฐวิสาหกิจ ตูร์กเมนกาส (State Concern Turkmengas) กับบริษัท ปิโตรนาส ชาริกาลี อินเตอร์เนชันแนล เวนเจอร์ส (Petronas Carigali International Ventures Sdn Bhd) ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในภาคส่วนต้นน้ำ (Upstream sector) ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในแถลงการณ์แยกอีกฉบับ ปิโตรนาสระบุว่าภายใต้ข้อตกลงส่วนแบ่งผลผลิต (PSA) นั้น PC(T)SB จะได้รับสิทธิ์ในการมีส่วนร่วม 100% ในบล็อกสัมปทาน 19 และ 20 ซึ่งถือเป็นการก้าวเข้าสู่พื้นที่สำรวจแห่งใหม่ในเติร์กเมนิสถานของบริษัทน้ำมันสัญชาติมาเลเซียรายนี้

ในขณะเดียวกัน ข้อตกลงความร่วมมือ (CA) จะเปิดทางให้มีการจัดหาข้อมูลคลื่นไหวสะเทือนชุดใหม่ เพื่อเข้ามาอุดช่องว่างของข้อมูลที่มีอยู่เดิม และช่วยให้สามารถประเมินพื้นที่บล็อกนอกชายฝั่งทางตอนเหนือ (Northern Offshore Blocks) ได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

นายโมฮัด จูคริส อับดุล วาฮับ (Mohd Jukris Abdul Wahab) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ รองประธานบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ฝ่ายต้นน้ำ) ของปิโตรนาส กล่าวว่า ข้อตกลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของบริษัทในศักยภาพที่ต่อเนื่องของภาคพลังงานในเติร์กเมนิสถาน ตลอดจนความเชื่อในสิ่งที่จะสามารถบรรลุร่วมกันได้ผ่านความร่วมมืออันยาวนานที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันและความร่วมมือทางเทคนิค

นอกจากนี้ ยังชี้ว่า ปิโตรนาสมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรในทุกๆ ที่ เพื่อพัฒนาทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางพลังงาน และสร้างมูลค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

อินโดนีเซีย-คูเวตกระชับความสัมพันธ์ด้านพลังงานท่ามกลางความไม่แน่นอน

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย และนายคาลิด จัสซิม อัลยัสซิน (Khalid Jassim Alyassin) เอกอัครราชทูตคูเวต ที่มาภาพ:https://www.azernews.az/region/259986.html

อินโดนีเซียและคูเวตบรรลุข้อตกลงเมื่อวันศุกร์(19 มิถุนายน 2569) ที่ผ่านมาในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากทั้งสองประเทศมุ่งที่จะรับมือกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่กำลังดำเนินอยู่ได้ดียิ่งขึ้น

สำนักข่าว AzerNEWS รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากสื่อต่างประเทศ ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเจรจาในกรุงจาการ์ตา ระหว่างนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย และนายคาลิด จัสซิม อัลยัสซิน (Khalid Jassim Alyassin) เอกอัครราชทูตคูเวต

นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงาน โดยต่อยอดจากความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานในภาคส่วนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การหารือในครั้งนี้ยังเน้นถึงความสนใจร่วมกันในการขยายกระแสการลงทุนและการปรับปรุงความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางตลาดน้ำมันโลกที่มีความผันผวน

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังแสดงการสนับสนุนการเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างอินโดนีเซียและคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) โดยตั้งเป้าที่จะสรุปการเจรจาให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2569

มุมมองที่น่าสนใจของข้อตกลงนี้คือ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมที่กว้างขึ้น ซึ่งทั้งกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับต่างหันมาขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้มีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือไปจากตลาดตะวันตกแบบดั้งเดิม นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ความร่วมมือดังกล่าวอาจขยายขอบเขตไปสู่โครงการพลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาพลังงานไฮโดรเจนในที่สุด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองภูมิภาคเริ่มหันมาลงทุนอย่างหนักเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว

ฟิลิปปินส์-รัสเซีย เดินหน้าผลักดันข้อตกลงน้ำมันให้เป็นทางการ

ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ณ เมืองคาซาน เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 แถลงร่วมในโอกาสครบรอบ 35 ปีแห่งความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ที่มาภาพ:เพจ Facebook Presidential Communication Office

ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ แห่งฟิลิปปินส์ ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี( 18 มิถุนายน 2569) ที่ผ่านมาว่า ฟิลิปปินส์กำลังแสวงหาแนวทางเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการพัฒนาระบบที่จะช่วยให้ข้อตกลงด้านน้ำมันกับประเทศรัสเซียมีความเป็นทางการและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ประธานาธิบดีมาร์กอสได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย โดยเน้นย้ำว่า แม้จะยังไม่มีการลงนามในสัญญาใดๆ ระหว่างฟิลิปปินส์และรัสเซีย แต่ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันในการจัดตั้งระบบห่วงโซ่อุปทานให้เป็นสถาบัน เพื่อหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตท่ามกลางวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง จากรายงานของ สำนักข่าวแห่งชาติฟิลิปปินส์(Philippine News Agency: PNA)

มาร์กอสชี้ว่า ข้อตกลงกับรัสเซียนั้นเริ่มต้นขึ้นในลักษณะ “เฉพาะกิจ” (ad hoc) ซึ่งหมายความว่าน้ำมันจากมอสโกจะถูกนำเข้ามายังฟิลิปปินส์เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น

“ในแง่ของพลังงาน ยังไม่มีข้อตกลงที่ผูกพันแน่นอน มีเพียงความเข้าใจว่าเราจะพัฒนาสิ่งที่เราได้เริ่มทำไปแล้วต่อไป เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตการณ์น้ำมันที่เป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเราหวังว่าจะสิ้นสุดลงในเร็วๆ นี้” ประธานาธิบดีมาร์คอสกล่าว

“แต่ถึงกระนั้น แม้ว่าสงครามจะสิ้นสุดลง ฟิลิปปินส์ก็ยังคงเดินหน้ามองหาพันธมิตรกลุ่มที่เรียกว่า ‘นอกกรอบดั้งเดิม’ (non-traditional partners) ในแง่ของการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อไป” ประธานาธิบดีมาร์กอสกล่าว

ประธานาธิบดีมาร์กอสกล่าวว่า ฟิลิปปินส์มีเป้าหมายที่จะขยายแหล่งผู้จัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมให้มีความหลากหลาย โดยมองว่ารัสเซียเป็นพันธมิตรนอกกรอบดั้งเดิมที่มีความน่าเชื่อถือ

ประธานาธิบดีระบุว่า ประเทศฟิลิปปินส์ “เปิดกว้างอย่างมาก” ในการรับอุปทานน้ำมันจากรัสเซีย พร้อมกล่าวว่ามันจะเป็น “สิ่งที่ดีมากสำหรับฟิลิปปินส์ที่จะมีเส้นทางชีวิตที่มั่นใจได้อีกเส้นทางหนึ่งเมื่อพูดถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม”

ประธานาธิบดีมาร์กอสกล่าวว่า การทำให้ข้อตกลงน้ำมันกับรัสเซียเป็นทางการ จะช่วยให้ฟิลิปปินส์มีทางเลือกมากขึ้นในการจัดหาแหล่งพลังงานที่ปลอดภัย

“เรื่องนี้ยังต้องมีการตัดสินใจกันต่อไป เนื่องจากมีเรื่องซับซ้อนมากมายและไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น” มาร์กอสกล่าว “แน่นอนว่าต้องมีข้อพิจารณาทางการเมือง ข้อพิจารณาทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้มันสำเร็จ ผมก็มั่นใจเสมอว่ามันจะสำเร็จ และเราจะหาทางผ่านพ้นความท้าทายและความซับซ้อนเหล่านั้นไปได้ เพื่อทำให้มันกลายเป็นความจริง” ประธานาธิบดีมาร์กอสกล่าว

ทั้งนี้ เรือบรรทุกน้ำมันดิบของรัสเซียจำนวนกว่า 700,000 บาร์เรล ได้เดินทางมาถึงฟิลิปปินส์แล้วเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ทางประเทศฟิลิปปินส์ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานแห่งชาติอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

เมียนมาพบแหล่งก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลแห่งใหม่ คาดปริมาณสำรองสูงถึง 106 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

ที่มาภาพ: https://www.irrawaddy.com/news/burma/myanmar-regime-confirms-massive-new-gas-find.html

สำนักข่าวสารและข้อมูลประจำทำเนียบประธานาธิบดีเมียนมาเปิดเผยว่า ประเทศเมียนมาได้ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลที่มีศักยภาพสูงในบริเวณภูมิภาคอิรวดี (Ayeyarwady) และภูมิภาคตะนาวศรี (Tanintharyi) โดยคาดการณ์ว่าบล็อกสัมปทานทั้งสองแห่งนี้อาจมีปริมาณก๊าซธรรมชาติรวมกันสูงถึง 106 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

ปัจจุบันเมียนมามีการผลิตก๊าซธรรมชาติจากโครงการนอกชายฝั่งหลายแห่งอยู่แล้ว ซึ่งครอบคลุมทั้งแหล่งน้ำตื้นที่มีอยู่เดิม อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทีมนักธรณีวิทยาได้ยืนยันการค้นพบแหล่งสะสมก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่เพิ่มเติมในพื้นที่นอกชายฝั่งน้ำลึก โดยอาศัยข้อมูลจากการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนแบบ 3 มิติ (3D seismic surveys) และผลลัพธ์จากการเจาะสำรวจ

รัฐบาลเมียนมาระบุว่า โครงการนอกชายฝั่งทั้ง 4 โครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์หลักในด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า การผลิตปุ๋ยเคมี รวมถึงใช้ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ

ขณะนี้ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการเพื่อพัฒนาโครงการนอกชายฝั่งเพิ่มเติมอีก 4 โครงการ โดยบล็อกสัมปทานนอกชายฝั่งในภูมิภาคอิรวดีและตะนาวศรี ถือเป็นพื้นที่ที่ได้ถูกคาดหวังมากที่สุด เนื่องจากมีปริมาณสำรองก๊าซขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูงในเชิงพาณิชย์

สำหรับแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ค้นพบใหม่ทั้งสองแห่ง ได้แก่

โครงการน้ำลึกนอกชายฝั่งภูมิภาคอิรวดี ได้รับการยืนยันข้อมูลผ่านการเจาะบ่อน้ำมันสำรวจและบ่อประเมินผลแล้ว คาดว่ามีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proven Reserves) สูงถึง 14 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต โดยในขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่กระบวนการผลิตในเชิงพาณิชย์

บล็อกน้ำลึกนอกชายฝั่งภูมิภาคตะนาวศรี: ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติเช่นกัน โดยมีการประเมินในระดับความเชื่อมั่นที่ 90% (P90) ว่าอาจมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสูงถึง 95 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ทั้งนี้ จะ,uการเจาะสำรวจเพิ่มเติมเพื่อวัดขนาดที่แน่ชัดของแหล่งสำรอง ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ต่อไป

เวียดนามตั้งเป้าธุรกิจเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศขนาดใหญ่ 10 แห่งในปี 2573

ที่มาภาพ: https://www.vietnam.vn/en/viet-nam-muon-co-10-doanh-nghiep-cong-nghe-ty-usd-vao-nam-2030

เวียดนามตั้งเป้าสร้าง ‘ธุรกิจเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์’ ในประเทศขนาดใหญ่อย่างน้อย 10 แห่งภายในปี 2573 ภายใต้แผนงานที่เพิ่งได้รับอนุมัติ

รองนายกรัฐมนตรี โฮ ก๊วก ดุง (Ho Quoc Dung) ได้ลงนามในมติอนุมัติแผนพัฒนาวิสาหกิจเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศขนาดใหญ่ สำหรับปี 2569–2573 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล บุคลากรดิจิทัล ข้อมูลดิจิทัล เทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity)

ภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 1091/QD-TTg ได้กำหนดให้ธุรกิจเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่พัฒนาขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ พัฒนา และสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์จากเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมทั้งต้องมีศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินงานตามภารกิจเร่งด่วนระดับชาติในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เพื่อนำไปสู่อธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological sovereignty)

ภายในปี 2573 เวียดนามตั้งเป้าที่จะจัดตั้งวิสาหกิจเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศขนาดใหญ่อย่างน้อย 10 แห่ง ซึ่งจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ ดังนี้

  • แต่ละองค์กรต้องสร้างรายได้ต่อปีอย่างน้อย 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • จ้างงานบุคลากรที่มีประกันสังคมมากกว่า 5,000 คน
  • มีองค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างน้อย 1 แห่งที่ดำเนินงานภายใต้ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
  • จัดสรรรายได้อย่างน้อย 3% ต่อปีเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D)
  • ถือครองสิทธิบัตรอย่างน้อย 1 ฉบับที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาชั้นนำ 5 แห่งของโลก (ได้แก่ USPTO ของสหรัฐฯ, EPO ของยุโรป, JPO ของญี่ปุ่น, KIPO ของเกาหลีใต้ หรือ CNIPA ของจีน)

นอกจากคาดหวังว่าธุรกิจกิจเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งชาติที่ทันสมัย สีเขียว เชื่อมโยงถึงกัน และปลอดภัย ซึ่งสามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล สังคมดิจิทัล และอธิปไตยดิจิทัลของเวียดนาม

เป้าหมายที่เจาะจงลงไปรวมถึงการเปิดใช้งานสายเคเบิลใต้น้ำใยแก้วนำแสงระหว่างประเทศเพิ่มเติมอย่างน้อย 6 เส้นทาง (โดยอย่างน้อย 1 เส้นทางต้องเป็นการลงทุนจากเวียดนามทั้งหมด) และขยายการครอบคลุมของสัญญาณ 5G ให้เข้าถึง 99% ของประชากร

แผนงานนี้ยังมุ่งพัฒนาและยกระดับแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับชาติและฐานข้อมูลร่วม (Shared databases) เพื่อให้บริการแก่กระทรวง ภาคส่วน และท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสีเขียว (Green data centres) ขนาดใหญ่ที่ได้มาตรฐานสากลอย่างน้อย 5 แห่ง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายที่วางไว้สูงของเวียดนามในการเป็นศูนย์กลางข้อมูล (Data hub) ของภูมิภาค

ธุรกิจเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่จะช่วยสร้างระบบนิเวศข้อมูลแห่งชาติที่เปิดกว้าง เชื่อมโยงกัน และปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการแบ่งปันและใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเป็นมาตรฐานและมีความรับผิดชอบ พร้อมทั้งจะมีการส่งเสริมตลาดข้อมูลที่มีการกำกับดูแลรวมถึงบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการติดฉลากข้อมูล (Data labelling)

องค์กรเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลที่มีทักษะสูง ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคธุรกิจ

การฝึกอบรมทักษะดิจิทัลสำหรับหน่วยงานรัฐ องค์กร ธุรกิจ และประชาชน จะดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความจริงเสมือน (VR) และเทคโนโลยีโลกเสมือนผสานโลกจริง (AR) นอกจากนี้ จะมีการนำนโยบายต่างๆ มาใช้เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาร่วมในโครงการเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์

แผนงานดังกล่าวตั้งเป้าหมายให้วิสาหกิจเวียดนามสามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยีได้อย่างน้อย 70% ของเทคโนโลยีที่อยู่ในรายชื่อเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล เวียดนามยังคาดหวังที่จะก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 3 ประเทศชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านการวิจัย การพัฒนา และการประยุกต์ใช้ AI

ระบบ AI อย่างน้อย 6 ระบบที่พัฒนาบนฐานข้อมูลของเวียดนามจะถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการในด้านกระบวนการยุติธรรม การเงิน เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม-กีฬา-การท่องเที่ยว การศึกษา และสาธารณสุข

เป้าหมายอื่นๆ ได้แก่ การพัฒนาแบบจำลองดิจิทัลคู่แฝด (Digital twins) สำหรับจังหวัดและเมืองที่เลือก ซึ่งจะครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานของเมือง การขนส่ง โลจิสติกส์ สาธารณสุข การศึกษา และการจัดการสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับแผนที่ดิจิทัล 3 มิติระดับชาติ นอกจากนี้ จะมีการสร้างแพลตฟอร์มบล็อกเชน (Blockchain) อย่างน้อย 1 แพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนการบริหารงานภาครัฐและการดำเนินธุรกิจ

แผนงานนี้ยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เชิงรุกระดับชาติ เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญและข้อมูลส่วนบุคคล โดยจะมีการพัฒนาเครือข่ายแบ่งปันข้อมูลทั่วประเทศที่เชื่อมโยงศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับจังหวัดเข้ากับศูนย์ระดับชาติภายใต้กระทรวงความมั่นคงสาธารณะและกระทรวงกลาโหม

เวียดนามยังตั้งเป้าที่จะสร้างผลิตภัณฑ์และบริการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันและพร้อมที่จะขยายไปสู่ตลาดสากล

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ แผนงานได้กำหนดแนวทางโดยมุ่งเน้นที่การปรับปรุงสถาบันและการนำนโยบายไปปฏิบัติ การดำเนินภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาตลาด ตลอดจนการเสริมสร้างการตรวจสอบและประเมินผล

อีกทั้งสนับสนุนให้ท้องถิ่นต่างๆ จัดตั้งพื้นที่ทดลองควบคุมกฎระเบียบ (Regulatory sandboxes) ในด้านต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ข้อมูลดิจิทัล เทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ สามารถทดสอบผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ก่อนที่จะนำไปใช้งานจริงในวงกว้าง

แผนงานยังเสนอแนะให้มีการระดมทุนจากกองทุนเพื่อการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนโครงการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลระดับชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมให้วิสาหกิจเทคโนโลยีขนาดใหญ่แบ่งปันมาตรฐานทางเทคนิค กระบวนการ ข้อมูล และเทคโนโลยีร่วมกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัย ผ่านโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน (Joint R&D) และโครงการนำร่องต่างๆ

มาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม ได้แก่ การอำนวยความสะดวกในการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ การเสริมสร้างการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การใช้ประโยชน์จากกองทุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และการให้สิทธิ์แก่ธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการก่อนในแผนงานส่งเสริมการลงทุนและการค้าเพื่อขยายการเข้าถึงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ แผนงานยังเน้นย้ำถึงการพัฒนาทักษะดิจิทัลทั่วประเทศผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและมาตรฐานการฝึกอบรมระดับสากล

เวียดนามรั้งอันดับ 2 ในอาเซียน ด้านการเปิดรับอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ IPv6

ที่มาภาพ: https://vovworld.vn/news/vietnam-aims-to-achieve-an-ipv6-adoption-rate-of-72-by-2026-2429124.vov5

อัตราการเปิดรับ IPv6 ซึ่งเป็นโปรโตคอลอินเทอร์เน็ตยุคใหม่ของเวียดนาม พุ่งสูงขึ้นถึง 67.68% ส่งผลให้ประเทศรั้งอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน และอันดับ 7 ของโลก

ปัจจุบันเวียดนามก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของโลกในการเปลี่ยนผ่านสู่ IPv6 โดยแซงหน้าประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่าหลายประเทศ ด้วยจำนวนผู้ใช้บริการบรอดแบนด์สูงถึง 95 ล้านรายที่ใช้งานบริการ IPv6 อย่างแข็งขัน อ้างอิงจากข้อมูลที่นำเสนอในงานประชุมทบทวนโครงการ IPv6 สำหรับหน่วยงานรัฐ (IPv6 for Gov Programme) ประจำปี 2564–2565 ซึ่งจัดขึ้นที่นครโฮจิมินห์เมื่อวันพฤหัสบดี(18 มิถุนายน 2569)ที่ผ่านมา

หลังจากที่เวียดนามใช้เวลาในช่วงปีแรกๆ ไปกับการเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดจากนานาชาติ (International best practice) ในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศเวียดนามก็ได้กลายมาเป็นกรณีศึกษาให้กับประเทศอื่นๆ ที่สนใจจะเรียนรู้จากการผลักดันและวางระบบนี้ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

การยกตัวจากระบบไปสู่ IPv6 ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยในปัจจุบัน IPv6 และ IPv6+ ถูกมองว่าเป็นสิ่งสำคัญต่ออนาคตของอินเทอร์เน็ตและการให้บริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ๆ อีกทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในระดับชาติ

นายฝ่าม ดึ๊ก ลอง (Pham Duc Long) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า อินเทอร์เน็ตกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ IPv6 ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข้อกำหนดทางเทคนิคที่ต้องติ๊กถูกให้ผ่านไปเท่านั้น แต่เป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งชาติ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) การประมวลผลแบบคลาวด์ (Cloud computing) และบริการดิจิทัลยุคใหม่ และยังเน้นย้ำว่า การผลักดัน IPv6 และการก้าวไปสู่เครือข่ายที่ใช้ IPv6 เพียงอย่างเดียว (IPv6-only) เป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ผูกโยงกับการสร้างกระดูกสันหลังดิจิทัลแห่งชาติที่ทันสมัย พึ่งพาตนเองได้ ปลอดภัย และยั่งยืน

เป้าหมายสำคัญสำหรับปี 2569-2573 คือการยกระดับการเปิดรับ IPv6 ให้ถึง 90%-100% ทั่วทั้งระบบนิเวศอินเทอร์เน็ตของประเทศ พร้อมทั้งทยอยยกเลิกการใช้งาน IPv4 และรักษาตำแหน่งของเวียดนามให้อยู่ในกลุ่ม 10 -20 อันดับแรกของโลกในการเปลี่ยนผ่านสู่ IPv6 ต่อไป

IPv6 (IPv6 addresses) นำเข้ามาใช้ในเวียดนามเป็นครั้งแรกในปี 2547 โดยศูนย์ข้อมูลเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเวียดนาม (VNNIC) ภายใต้กระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร (ซึ่งในปัจจุบันคือกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

อินโดนีเซียปรับกฎการนำเข้า หวังลดความล่าช้าของสินค้า-เพิ่มการปฏิบัติตามกฎหมาย

ที่มาภาพ: https://jakartaglobe.id/business/indonesia-changes-import-rules-to-ease-cargo-delays-improve-compliance

รัฐบาลอินโดนีเซียได้ปรับปรุงนโยบายการนำเข้าผ่านกฎกระทรวงพาณิชย์ (Permendag) ฉบับที่ 18 ประจำปี 2569 โดยปรับขั้นตอนเกี่ยวกับรายงานของผู้ตรวจสอบ (Surveyor reports) การตรวจสอบความถูกต้องของใบอนุมัตินำเข้า ภาระผูกพันในการรายงาน และการแก้ไขปัญหาคอขวดในการนำเข้า

“การแก้ไขเพิ่มเติมนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการบริการด้านการนำเข้า สร้างความแน่นอนทางกฎหมายที่มากขึ้นสำหรับภาคธุรกิจ และเสริมสร้างการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” อันดรี กิลัง นูกราฮา (Andri Gilang Nugraha) ผู้อำนวยการฝ่ายการนำเข้า กล่าวระหว่างการแถลงผ่านระบบออนไลน์ที่จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศเมื่อวันจันทร์(15 มิถุนายน 2569) ที่ผ่านมา

กฎระเบียบดังกล่าวได้นำเสนอการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่

  1. อนุญาตให้เปิดออกรายงานของผู้ตรวจสอบ (LS) ได้ แม้หลังจากที่ใบอนุมัตินำเข้า (PI) หมดอายุ สำหรับการนำเข้าที่ต้องใช้เอกสารทั้งสองฉบับ
  2. กำหนดให้มีการตรวจสอบความถูกต้องระหว่างหมายเลขใบอนุมัตินำเข้าที่ใช้ในใบขนสินค้าขาเข้า (PIB) กับหมายเลขที่ระบุในรายงานของผู้ตรวจสอบ
  3. ปรับเปลี่ยนบทลงโทษสำหรับผู้นำเข้าที่ละเลยไม่ส่งรายงานผลการนำเข้าจริง
  4. เพิ่มข้อบัญญัติทางกฎหมายเพื่อแก้ไขอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อความคล่องตัวของสินค้าตกค้างในการนำเข้า

“ข้อบัญญัติ 3 ประการแรกจะมีผลบังคับใช้ 30 วันหลังจากกฎระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งตรงกับวันที่ 4 กรกฎาคม 2569ส่วนข้อบัญญัติประการที่ 4 มีผลบังคับใช้ทันที ณ วันที่ประกาศใช้ คือวันที่ 4 มิถุนายน 2569 อันดรี กล่าว

การออกรายงานของผู้ตรวจสอบหลังจากใบอนุมัตินำเข้าหมดอายุ

รัฐบาลระบุว่า การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 29 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้นำเข้ามีความแน่นอนมากขึ้นในระหว่างกระบวนการจัดการสินค้านำเข้า ก่อนหน้านี้ ผู้นำเข้าบางรายต้องเผชิญกับปัญหาเมื่อใบอนุมัตินำเข้า (PI) หมดอายุลงก่อนที่งานเอกสารทางบริหารทั้งหมดจะเสร็จสิ้น ทั้งที่ขั้นตอนการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วและสินค้าได้เดินทางมาถึงอินโดนีเซียแล้วก็ตาม

ภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้ รายงานของผู้ตรวจสอบ (LS) จะยังคงสามารถออกให้ได้หลังจากใบอนุมัตินำเข้าหมดอายุ โดยมีเงื่อนไขว่ากระบวนการตรวจสอบหรือการพิสูจน์ยืนยันจะต้องเสร็จสิ้นก่อนที่ใบอนุญาตจะหมดอายุ และสินค้าจะต้องเดินทางมาถึงท่าเรือปลายทางเรียบร้อยแล้ว

การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใบอนุมัตินำเข้าและรายงานของผู้ตรวจสอบ

การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 31 ได้นำเสนอกลไกการตรวจสอบความถูกต้องรูปแบบใหม่ระหว่างใบอนุมัตินำเข้า (PI) และรายงานของผู้ตรวจสอบ (LS) เพื่อปรับปรุงความสอดคล้องของข้อมูลในระบบต่างๆ ของรัฐบาล

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่พบความไม่สอดคล้องกันระหว่างหมายเลขใบอนุมัตินำเข้าที่ระบุในรายงานของผู้ตรวจสอบ กับหมายเลขที่ใช้ในใบขนสินค้าขาเข้าของศุลกากร ซึ่งสร้างอุปสรรคในระหว่างกระบวนการตรวจสอบความถูกต้อง ภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้ หมายเลขและวันที่ของใบอนุมัตินำเข้าที่ใช้ในเอกสารทั้งสองฉบับจะต้องตรงกันและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกระบบ

ทั้งนี้ กลไกการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารนำเข้าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2569

การปรับเปลี่ยนบทลงโทษสำหรับการรายงานการนำเข้า

มาตรา 69 และ 70 ได้มีบทลงโทษที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้นำเข้าที่ละเลยไม่ส่งรายงานผลการนำเข้าจริง ซึ่งเป็นข้อมูลที่รัฐบาลใช้ในการติดตามสินค้านำเข้าและประเมินนโยบายทางการค้า

ภายใต้กฎระเบียบใหม่ ผู้นำเข้าที่ไม่ส่งรายงานที่จำเป็นภายใน 30 วันหลังจากได้รับคำเตือนทางอิเล็กทรอนิกส์ อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษทางปกครอง ซึ่งรวมถึงการระงับใบอนุมัตินำเข้าที่มีอยู่เดิมในหมวดหมู่สินค้าประเภทเดียวกัน

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า บทลงโทษที่เข้มงวดขึ้นนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และช่วยให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะมีข้อมูลการนำเข้าที่ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการกำกับดูแลด้านกฎระเบียบ

การแก้ไขอุปสรรคต่อความคล่องตัวของสินค้านำเข้า

มาตรา 91A ได้ขยายอำนาจของรัฐบาลในการเข้ามาแทรกแซงเมื่อเกิดปัญหาที่ขัดขวางความคล่องตัวของสินค้านำเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาติ สวัสดิภาพของประชาชน โปรแกรมลำดับความสำคัญของรัฐบาล หรือคำสั่งจากประธานาธิบดี

ภายใต้ข้อบัญญัตินี้ รัฐบาลอาจบังคับใช้ข้อยกเว้นหรือมาตรการพิเศษเพื่อช่วยรักษาอุปทานของสินค้า และป้องกันไม่ให้เกิดการหยุดชะงักต่อการค้าและโลจิสติกส์ โดยการตัดสินใจดังกล่าวจะต้องผ่านการประสานงานร่วมกันในการประชุมที่นำโดยกระทรวงประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ กระทรวงประสานงานฝ่ายกิจการอาหาร หรือคณะทำงานเฉพาะกิจ (Task force) ที่จัดตั้งขึ้นโดยประธานาธิบดี

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ข้อบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสามารถตอบสนองต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและความต้องการภายในประเทศได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนโครงการเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลและรักษาการมีอยู่ของสินค้าที่จำเป็น