ASEAN Roundup ประจำวันที่ 1-7 มีนาคม 2569
- อาเซียนออกมาตรการดูแลความมั่นคงพลังงาน หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ฟิลิปปินส์สั่งทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์
- เวียดนามประกาศชุดมาตรการเร่งด่วน
- สิงคโปร์ยันมีกลไกรองรับวิกฤติพลังงาน
- มาเลเซียอุดหนุนราคาน้ำมันได้อีกสองเดือน
- อินโดนีเซียหันนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐ
- เมียนมาสั่งรถยนต์ส่วนบุคคลสลับวันวิ่ง
- สปป.ลาวยืนยันน้ำมันไม่ขาดแคลน
- กัมพูชาห้ามกักตุนน้ำมัน
อาเซียนออกมาตรการดูแลความมั่นคงพลังงาน หลังราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

สถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารที่เริ่มต้นจาก ปฏิบัติการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ก่อนที่เตหะรานจะตอบโต้กลับ ได้พัฒนาไปสู่ความขัดแย้งระดับภูมิภาคที่ยังคงต่อเนื่อง ได้ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความกังวลด้านความมั่นคงทางพลังงาน และทดสอบความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในอาเซียน เพราะหลายประเทศในภูมิภาคนี้ยังคงพึ่งพา พลังงานจากตะวันออกกลาง
การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบ กลุ่มประเทศอาเซียนจึงกำลังเร่งดำเนินมาตรการฉุกเฉินเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคุมราคา และจัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ๆ เนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเสี่ยงที่จะตัดขาดเส้นทางการขนส่งพลังงาน จากการที่น้ำมันถึง 84% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กว่า 83% ที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้มีปลายทางอยู่ที่ตลาดในภูมิภาคเอเชีย
จูเลีย ร็อกนิฟาร์ด อาจารย์อาวุโสจาก มหาวิทยาลัยเทย์เลอร์ส (Taylor’s University) ประเทศมาเลเซีย ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเผชิญผลกระทบเชิงลบจากความขัดแย้งดังกล่าว ทั้งในรูปแบบของ การหยุดชะงักทางการค้าและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
ร็อกนิฟาร์ดกล่าวว่า แม้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็สามารถผลักดันให้เงินเฟ้อในภูมิภาคปรับสูงขึ้นได้ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมักเชื่อมโยงกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจเกือบทุกครั้ง
ขณะเดียวกัน ผลกระทบเป็นลูกโซ่จากสถานการณ์ดังกล่าว เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในหลายประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.
- ฟิลิปปินส์สั่งทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์

วันที่ 6 มีนาคม 2569 ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้มีคำสั่งให้ เริ่มใช้ระบบการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์เป็นการชั่วคราว ในหน่วยงานบางแห่งภายใต้สังกัดฝ่ายบริหาร โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม เป็นต้นไป
มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลในการ ประหยัดพลังงานและลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ
ในแถลงการณ์ถึงประชาชน ประธานาธิบดีมาร์กอสระบุว่า นโยบายนี้จะถูกนำมาใช้กับ หน่วยงานที่ถูกคัดเลือก ภายใต้ฝ่ายบริหารเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของรัฐยังคงมีประสิทธิภาพในขณะที่ช่วยลดภาระด้านพลังงานของประเทศ
หลังจากประกาศของประธานาธิบดีเพียงไม่นาน ทำเนียบประธานาธิบดี (Malacañang) ได้เผยแพร่ หนังสือเวียนฉบับที่ 114 (MC 114) ซึ่งให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานตามคำสั่งดังกล่าว
หนับสือเวียนฉบับที่ 114 ระบุว่าคำสั่งนี้จะครอบคลุมถึง:
- หน่วยงานรัฐบาลระดับชาติ ทั้งหมด
- รัฐวิสาหกิจ (GOCCs)
- หน่วยงานส่วนท้องถิ่น (LGUs)
- องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
- มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยของรัฐ (SUCs)
- หน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ
หนังสือเวียนระบุว่า “มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องนำมาตรการอนุรักษ์พลังงานที่เข้มงวดมาใช้ เพื่อลดการใช้พลังงานในภารกิจของรัฐบาล และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีได้เน้นย้ำว่า หน่วยงานที่ให้บริการที่จำเป็นและงานบริการส่วนหน้าจะยังคงปฏิบัติงานตามปกติ ซึ่งรวมถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านสาธารณสุข ความปลอดภัยสาธารณะ และการจัดการกับฉุกเฉิน เช่น ตำรวจ พนักงานดับเพลิง และหน่วยงานบริการส่วนหน้าอื่น ๆ
นอกเหนือจากการลดวันทำงานให้สั้นลงแล้ว ประธานาธิบดีมาร์กอสยังได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาล ลดการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงลง 10% ถึง 20% อีกด้วย
ภายใต้หนังสือเวียน หน่วยงานราชการได้รับคำสั่งให้ ควบคุมอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 24 องศาเซลเซียส พร้อมกำชับว่าต้องปิดไฟและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่จำเป็นในช่วงพักเที่ยงและหลังเลิกงาน นอกจากนี้ อุปกรณ์สำนักงานควรตั้งค่าให้อยู่ใน “โหมดสลีป” (Sleep Mode) เมื่อไม่มีการใช้งาน
ในทำนองเดียวกัน ประธานาธิบดี ยังได้สั่งการให้ ระงับการเดินทางและกิจกรรมที่ไม่จำเป็นเป็นการชั่วคราว ซึ่งรวมถึงการดูงานนอกสถานที่ กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ในองค์กร (Team-building) และการประชุมต่างๆ ที่สามารถเปลี่ยนไปจัดผ่านช่องทางออนไลน์ได้แทน
นอกเหนือจากมาตรการประหยัดพลังงานแล้ว ประธานาธิบดียังได้ประกาศมาตรการอื่นๆ อีกหลายด้านเพื่อ บรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการ ปรับภาษีผลิตภัณฑ์น้ำมัน และการให้ เงินอุดหนุนค่าน้ำมัน (Fuel Subsidies)
นอกจากนี้ภายใต้การนำและคำสั่งการของประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ อาร์. มาร์กอส จูเนียร์ รัฐบาลฟิลิปปินส์กำลังติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับ สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อ ตลาดน้ำมันโลกและเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์
ปัจจุบัน ฟิลิปปินส์มี ปริมาณสำรองน้ำมันเพียงพอสำหรับการใช้งานประมาณ 50–60 วันของความต้องการทั้งประเทศ ซึ่งช่วยรองรับความผันผวนของราคาในระยะสั้นได้ นอกจากนี้ การจัดหาน้ำมันยังมีความมั่นคง เนื่องจากประเทศสามารถนำเข้าน้ำมันจากหลายประเทศผู้ผลิตได้อย่างยืดหยุ่น
รัฐบาลกำลังติดตาม ปัจจัยสำคัญ 2 ประการ อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดแนวทางการดำเนินมาตรการในระยะต่อไป ได้แก่
- การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลก และ
- ระยะเวลาของความขัดแย้ง รวมถึงความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
ตามคำสั่งของประธานาธิบดี กระทรวงพลังงาน ได้เริ่มหารือกับบริษัทน้ำมันเพื่อ ทยอยปรับราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊ม เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค
นอกจากนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล จะทำงานร่วมกับรัฐสภาเพื่อขออำนาจให้ประธานาธิบดี สามารถลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว หากราคาน้ำมันดิบดูไบ สูงเกิน 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะถูกนำมาใช้โดยอัตโนมัติ แต่เป็น เครื่องมือเชิงนโยบายเชิงป้องกัน ที่รัฐบาลเตรียมไว้ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วหากจำเป็น เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์และรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจโดยรวม
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ รัฐบาลยืนยันว่าจะ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อม และมุ่งมั่นปกป้องสวัสดิภาพของประชาชนฟิลิปปินส์
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง จะยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การตอบสนองต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นไปอย่าง รอบคอบ มีความรับผิดชอบ และทันต่อสถานการณ์
- เวียดนามประกาศชุดมาตรการเร่งด่วน

รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศชุดมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ และป้องกันการหยุดชะงักของการจัดหาเชื้อเพลิง ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง
ตามมติที่ 36 (Resolution 36) ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 รัฐบาลเวียดนามมีเป้าหมายที่จะสร้างหลักประกันความมั่นคงในการจัดหาน้ำมันปิโตรเลียม รักษาการบริหารจัดการราคาเชื้อเพลิงให้มีความยืดหยุ่น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรก๊าซในประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิง
ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดให้ผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม ให้ความสำคัญกับการจำหน่ายน้ำมันดิบหรือคอนเดนเสทที่ยังไม่ได้ทำสัญญาส่งออก ไปยังตลาดภายในประเทศก่อน หากทรัพยากรดังกล่าวสามารถกลั่นได้กับกระบวนการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ
กระทรวงการคลังได้รับมอบอำนาจให้สั่งการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานแห่งชาติเวียดนาม (PetroVietnam:PVN) ในการตัดสินใจดำเนินมาตรการเฉพาะทางต่างๆ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับกฎหมายภายใต้สภาวะวิกฤต
ขณะเดียวกัน PVN และบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจแปรรูปและค้าน้ำมันดิบ ซึ่งรวมถึงโรงกลั่นบิ่ญเซิน และ PVOIL ได้รับอนุญาตให้ซื้อ ขาย นำเข้า และส่งออกน้ำมันดิบรวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปิโตรเลียมได้อย่างอิสระ
นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และกระทรวงการคลัง ยังได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบการจัดหาเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด และดำเนินขั้นตอนเชิงรุกเพื่อประกันว่าจะมีน้ำมันปิโตรเลียมเพียงพอสำหรับการผลิต การดำเนินธุรกิจ และความต้องการของผู้บริโภค
เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความผันผวนของตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รัฐบาลยังได้อนุมัติการเปลี่ยนแปลง กลไกการปรับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ
ภายใต้แนวทางใหม่นี้ หากราคาฐาน (Base Price) ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ 7% ขึ้นไป เมื่อเทียบกับราคาอ้างอิงครั้งก่อน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการ ปรับราคาในทันที หลังจากเกิดการปรับเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องรอรอบการทบทวนราคารายสัปดาห์ตามปกติ
แต่หากการเพิ่มขึ้นของราคานั้น ต่ำกว่า 7% ราคาน้ำมันจะยังคงถูกทบทวนและปรับตามรอบตารางปกติใน ทุกวันพฤหัสบดี ตามข้อกำหนดในคำสั่งฉบับที่ 80/2023/NĐ-CP
รัฐบาลเวียดนามยังได้มอบหมายให้ กระทรวงการคลัง เร่งจัดทำ ร่างแก้ไขอัตราภาษีนำเข้าแบบชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง (Most-Favoured-Nation: MFN) สำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหลายรายการ โดยกำหนดให้เสนอร่างดังกล่าวต่อรัฐบาลภายในวันที่ 7 มีนาคม ภายใต้กระบวนการเร่งด่วน
ในกรณีที่ โรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศไม่สามารถจัดหาน้ำมันได้ตามปริมาณที่ทำสัญญาไว้ รวมถึงการนำเข้าไม่เพียงพอ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้รับมอบหมายให้สั่งการผู้จัดจำหน่าย นำสต็อกน้ำมันเชิงพาณิชย์ออกมาใช้ หรือ ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของการจัดหา
ทั้งนี้ รัฐบาลเน้นย้ำว่า การดำเนินมาตรการทั้งหมดต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือการใช้ประโยชน์จากนโยบายโดยมิชอบ
พื่อลดความเสี่ยงของการขาดแคลนเชื้อเพลิง กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม จะประสานงานกับ การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) และ Petrovietnam เพื่อ ให้ความสำคัญกับการใช้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ภายในประเทศสำหรับการผลิตไฟฟ้า โดยจะนำมาใช้ ทดแทนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ต้องนำเข้าบางส่วน
ในระยะยาว รัฐบาลยังได้มอบหมายให้ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่งทบทวน มาตรฐานทางเทคนิคและเงื่อนไขด้านกฎระเบียบ เพื่อเอื้อให้สามารถ เร่งดำเนินแผนเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel) ได้เร็วกว่ากำหนด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเบนซินจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเพิ่มความพยายามในการประหยัดพลังงานและยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
รัฐบาลเวียดนามยังได้จัดตั้ง คณะทำงานเฉพาะกิจด้านความมั่นคงพลังงาน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง และความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลก
ตามคำสั่งที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋ง (Pham Minh Chinh) ได้อนุมัติการจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าว โดยมี รองนายกรัฐมนตรีบุ่ย แทงห์ เซิน (Bui Thanh Son) เป็นประธานคณะทำงาน ขณะที่ เล มานห์ ฮุ่ง Le Manh Hung (Le Manh Hung) รัฐมนตรีรักษาการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ทำหน้าที่เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน
สมาชิกของคณะทำงานประกอบด้วยตัวแทนจาก สำนักงานรัฐบาล และผู้บริหารระดับสูงจากหลายกระทรวง ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กระทรวงการคลัง กระทรวงก่อสร้าง กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ
นอกจากนี้ ผู้บริหารจาก รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของประเทศ ยังเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานด้วย ได้แก่ Petrovietnam, การไฟฟ้าเวียดนาม (EVN), กลุ่มเหมืองแร่ Vinacomin และ Petrolimex ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม
คณะทำงานดังกล่าวมีหน้าที่ สนับสนุนนายกรัฐมนตรีในการกำกับ สั่งการ และประสานงานกับกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ท่ามกลางวิกฤตในตะวันออกกลาง
คณะทำงานจะทำหน้าที่ ติดตาม ประเมิน และคาดการณ์สถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกำกับการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่มุ่งรักษาเสถียรภาพของการจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับ ภาคการผลิต ภาคธุรกิจ และการใช้ในชีวิตประจำวันของประชาชน
นอกจากนี้ คณะทำงานยังมีหน้าที่ ตรวจสอบปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินมาตรการ และเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างทันท่วงที เพื่อให้มั่นใจว่า ปริมาณน้ำมันเบนซินและน้ำมันเชื้อเพลิงมีเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ
ขณะเดียวกัน คณะทำงานจะ ศึกษาและเสนอแนวนโยบาย กลไก และมาตรการต่าง ๆ ต่อ นายกรัฐมนตรี เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบาย
เป้าหมายสำคัญคือ ทำให้เวียดนามสามารถเตรียมความพร้อมและดำเนินการเชิงรุกได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ทั้งนี้ คณะทำงานยังจะปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านพลังงาน ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเพิ่มเติม
ตามคำสั่งดังกล่าว คณะทำงานมีอำนาจขอให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายงาน ข้อมูล เอกสาร และวัสดุประกอบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสามารถ เชิญผู้บริหารของกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมการประชุมของคณะทำงานได้เมื่อจำเป็น
คณะทำงานจะต้องรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรี ในการดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงานต่อนายกรัฐมนตรีเป็นประจำ และจัดทำรายงานเพิ่มเติมเมื่อมีการร้องขอ
การดำเนินงานของคณะทำงานจะเป็น การทำงานแบบคณะกรรมการร่วมกัน โดยเน้นความรับผิดชอบของหัวหน้าคณะทำงานเป็นหลัก ขณะที่สมาชิกจะปฏิบัติหน้าที่ควบคู่ไปกับภารกิจประจำของตน และยังคงต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
ในการลงนามคำสั่งหรือข้อกำหนดต่าง ๆ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะทำงานจะใช้ตราประทับของนายกรัฐมนตรี ขณะที่ รองหัวหน้าคณะทำงานประจำและสมาชิกคนอื่น ๆ จะใช้ตราประทับของกระทรวงหรือหน่วยงานต้นสังกัด เมื่อลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของตน
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า จะทำหน้าที่เป็น หน่วยงานเลขานุการของคณะทำงาน โดยใช้โครงสร้างและบุคลากรที่มีอยู่เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะทำงาน รวมทั้งจัดทำ ระเบียบการดำเนินงาน แผนงาน และโครงการทำงาน ตลอดจนรวบรวมเอกสาร รายงาน และร่างข้อสรุปภายหลังการประชุม
คณะทำงานดังกล่าวจะ ยุติบทบาทโดยอัตโนมัติเมื่อภารกิจที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น
- สิงคโปร์ยันมีกลไกรองรับวิกฤติพลังงาน

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดพลังงานของสิงคโปร์ (Energy Market Authority: EMA) ระบุเมื่อวันพุธ (4 มี.ค.) ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มจะผลักดันให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น และอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในการตอบคำถามของสำนักข่าว CNA หน่วยงาน EMA ระบุว่า ไฟฟ้าประมาณ 95% ของสิงคโปร์ผลิตจากก๊าซธรรมชาติที่นำเข้า
ในจำนวนนี้ 57% เป็นก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้าจากหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงตะวันออกกลาง ขณะที่อีก 43% เป็นก๊าซธรรมชาติที่ส่งผ่านท่อจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย
EMA ระบุว่า ผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในสิงคโปร์ยังคงมีกันชนรับความผันผวนของราคาในระยะสั้น เนื่องจากอยู่ภายใต้สัญญาค่าไฟแบบราคาคงที่กับผู้ค้าไฟฟ้ารายย่อย หรือชำระค่าไฟตาม อัตราค่าไฟที่กำกับดูแลโดย SP Group และผู้ค้ารายย่อย
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานเตือนว่า ผู้บริโภคบางส่วนอาจต้องเผชิญค่าไฟที่สูงขึ้นเมื่อถึงช่วงต่อสัญญากับผู้ค้ารายย่อย หากต้นทุนเชื้อเพลิงยังคงอยู่ในระดับสูงในเวลานั้น
สำหรับครัวเรือนที่ใช้ อัตราค่าไฟฟ้าที่กำกับดูแล ราคาจะถูกปรับทุกไตรมาส โดยอิงจาก ต้นทุนเชื้อเพลิงเฉลี่ยในช่วงสองเดือนครึ่งแรกของไตรมาสก่อนหน้า
EMA ระบุว่า “หากต้นทุนเชื้อเพลิงยังคงอยู่ในระดับสูง ก็จะนำไปสู่การปรับขึ้นอัตราค่าไฟที่กำกับดูแลในไตรมาสถัดไป”
สถานการณ์ต้นทุนเชื้อเพลิงเกิดขึ้นท่ามกลาง การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ตั้งแต่วันเสาร์(28 กุมภาพันธ์ 2569) ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐและอิสราเอลประกาศทำสงครามกับอิหร่าน
ในโอมาน มีรายงานว่า โดรนโจมตีท่าเรือและถังเก็บเชื้อเพลิง ขณะที่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เขตเก็บน้ำมันแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายจาก เศษซากโดรนที่ถูกสกัดกั้น
ราคาก๊าซปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจาก กาตาร์ปิดโรงงาน LNG เมื่อวันจันทร์( 1 มีนาคม 2569) เนื่องจากสถานการณ์สงคราม โดยกาตาร์เป็นผู้ส่งออก LNG รายสำคัญที่คิดเป็นประมาณ 20% ของการส่งออก LNG โลก
ขณะเดียวกัน ในวันพุธ อิหร่านยังอ้างว่าได้ “ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์” โดยนายพลอิหร่านรายหนึ่งขู่จะ “เผาทำลายเรือทุกลำ” ที่พยายามผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญที่มีน้ำมันประมาณ 20% ของการขนส่งทางทะเลทั่วโลก
ก่อนหน้านี้ ราคาก๊าซที่พุ่งสูงจากปัจจัยอุปสงค์และอุปทานทั่วโลกในปี 2021 เคยก่อให้เกิด วิกฤตพลังงาน ที่สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดไฟฟ้าของสิงคโปร์
หลังจากนั้น EMA ได้จัดตั้ง คลัง LNG สำรอง (standby LNG facility) ซึ่งบริษัทผลิตไฟฟ้า (gencos) สามารถใช้ในการผลิตไฟฟ้าได้ หากการจัดหาก๊าซธรรมชาติเกิดการหยุดชะงัก
นอกจากนี้ ผู้ผลิตไฟฟ้ายังต้อง สำรองเชื้อเพลิงให้เพียงพอตามกำลังการผลิตที่มีอยู่ รวมถึงมี น้ำมันดีเซลสำรองเป็นเชื้อเพลิงสำรอง
ในปี 2023 EMA ยังได้เปิดตัว กลไกจำกัดราคาไฟฟ้าชั่วคราว (temporary price cap) เพื่อทำหน้าที่เป็น “เซอร์กิตเบรกเกอร์” ที่จะถูกใช้ในช่วงที่ตลาดไฟฟ้าขายส่งของสิงคโปร์เผชิญความผันผวนรุนแรงและต่อเนื่อง
“มาตรการเหล่านี้ช่วยสร้างความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงและไฟฟ้า พร้อมทั้งบรรเทาความผันผวนของราคา” EMA ระบุ พร้อมย้ำว่า
“EMA จะยังคงติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด และทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อปกป้องความมั่นคงด้านพลังงานของสิงคโปร์ต่อไป”
- มาเลเซียอุดหนุนราคาน้ำมันได้อีกสองเดือน

มาเลเซียยังสามารถตรึงราคาน้ำมันเบนซิน RON95 (Research Octane Number 95 น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซินที่มีค่าออกเทนเท่ากับ 95) ที่ได้รับเงินอุดหนุนไว้ที่ 1.99 ริงกิตต่อลิตร ได้อีกประมาณ 1–2 เดือน นายกรัฐมนตรี ดาโต๊ะ สรี อันวาร์ อิบราฮิม กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายอันวาร์เตือนว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมเรียกร้องให้ทั้งภาครัฐและเอกชนไม่มองข้ามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
“เราจะพยายามควบคุมสถานการณ์ รวมถึงราคาน้ำมัน RON95 ที่ 1.99 ริงกิตต่อลิตร ขณะนี้เรายังสามารถประคองสถานการณ์ได้อีกประมาณหนึ่งหรือสองเดือน
แต่สัญญาณเบื้องต้นไม่ค่อยดี ผมขอให้ทุกฝ่าย ทั้งข้าราชการ แรงงาน และภาคธุรกิจ ระมัดระวังต่อสถานการณ์นี้ อย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย” นายอันวาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าว หลังจากร่วมละหมาดวันศุกร์ ที่สุเหร่าในศูนย์การค้าแห่งหนึ่งเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้
“แต่เราทราบว่าขณะนี้มี เรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซมากกว่า 200 ลำติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์นี้จะทำให้ ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น เพราะเรือต้องใช้เส้นทางที่ยาวขึ้น รัฐบาลจะดำเนินมาตรการทันที เพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ที่ยืดเยื้อเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ต้นทุนสินค้า การนำเข้าสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึง ราคาอาหาร ก็จะปรับสูงขึ้นด้วย” นายอันวาร์กล่าว
นายอันวาร์ยังกล่าวว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบันไม่ควรถูกทำให้ดูเบากว่าความเป็นจริง และทุกฝ่ายต้องเริ่มคิดหาทางรับมือก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลง
“เราต้องพูดกับสังคมอย่างตรงไปตรงมา จริงใจ และชัดเจน ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอย่าประมาทราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราต้องระมัดระวังตั้งแต่ตอนนี้” นายอันวาร์กล่าว
ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางเดินเรือเพียงเส้นทางเดียวจากอ่าวเปอร์เซียสู่ทะเลเปิด ทำให้เป็น จุดคอขวดด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีการประเมินว่า ประมาณ 20% ของอุปทานน้ำมันโลก ต้องผ่านเส้นทางน้ำแห่งนี้
ช่องแคบที่มีความกว้างประมาณ 55 กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่าง อิหร่านและโอมาน และถูกอิหร่านประกาศปิดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากถูกโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล
ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนที่สอง ดาโต๊ะ สรรี อามีร์ ฮัมซาห์ อาซิซาน (Datuk Seri Amir Hamzah Azizan) เปิดเผยว่า รัฐบาลมาเลเซียจะ ทบทวนประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เคยคาดไว้ 4%–4.5% เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- อินโดนีเซียหันนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐ

รัฐมนตรีพลังงานอินโดนีเซียยืนยัน อุปทานพลังงานยังมั่นคง แม้ความขัดแย้งตะวันออกกลางทวีความตึงเครียด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ของอินโดนีเซีย นายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย (Bahlil Lahadalia) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานของอินโดนีเซีย รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ
“จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการหยุดชะงักของอุปทาน” เขากล่าวกับสื่อมวลชน หลังเข้าร่วมการประชุมจำกัดที่มี ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) เป็นประธาน ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธ (4 มีนาคม 2569)ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นายลาฮาดาเลียยอมรับว่า แม้อุปทานพลังงานของอินโดนีเซียคาดว่าจะยังคงมั่นคงในช่วง 1–2 เดือนข้างหน้า แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อก็อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกได้ในที่สุด
ในประเด็นนี้ นายลาฮาดาเลียระบุว่ารัฐบาลได้เตรียมรับมือความเสี่ยงดังกล่าวไว้แล้วผ่านการหารือในที่ประชุม สภาพลังงานแห่งชาติ (National Energy Council – DEN)
จากการประเมินพบว่า ประมาณ 25% ของน้ำมันดิบที่อินโดนีเซียนำเข้า มาจากตะวันออกกลาง และต้องขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ขณะนี้อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน
ภูมิภาคตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งจัดหาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ของอินโดนีเซียประมาณ 30% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด
เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว รัฐบาลอินโดนีเซียได้เริ่ม ปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบบางส่วนไปยังสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ต้องใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
“สถานการณ์ในขณะนี้คือ น้ำมันดิบที่เรานำเข้าจากตะวันออกกลาง จะถูกปรับเปลี่ยนไปนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาแทน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีอุปทานเพียงพอ” นายลาฮาดาเลียกล่าว
นายลาฮาดาเลียกล่าวว่า นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานในกรณีที่การขนส่งพลังงานในพื้นที่ความขัดแย้งเกิดการหยุดชะงัก
นอกจากนี้อินโดนีเซียจะ กระจายแหล่งนำเข้าก๊าซ LPG บางส่วนไปยังประเทศนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทาน อย่างไรก็ตาม นายลาฮาดาเลียไม่ได้เปิดเผยว่าประเทศที่จะเป็นแหล่งนำเข้าใหม่คือประเทศใด
แต่รัฐมนตรีพลังงานยังยืนยันว่า ไม่มีปัญหาด้านอุปทานก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) แต่อย่างใด และยังระบุด้วยว่า น้ำมันเบนซินส่วนใหญ่ที่อินโดนีเซียนำเข้า มาจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่าตะวันออกกลาง จึงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนั้นค่อนข้างจำกัด
ด้วยมาตรการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานดังกล่าว นายลาฮาดาเลียย้ำว่า สถานการณ์พลังงานของอินโดนีเซียในขณะนี้ยังอยู่ในภาวะปลอดภัยและอยู่ภายใต้การควบคุม
- เมียนมาสั่งรถยนต์ส่วนบุคคลสลับวันวิ่ง

กระทรวงพลังงานเมียนมาระบุว่า ได้มีการนำเข้าและสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงไว้แล้ว ในปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้งานประมาณ 40 วัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ
เมียนมาไม่ได้มีการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากประเทศไทย แต่ นำเข้าน้ำมันเป็นหลักทางทะเลจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยได้มีการจัดเตรียมมาตรการต่าง ๆ ไว้แล้วเพื่อให้ ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดการหยุดชะงัก
กระทรวงพลังงานของเมียนมาได้ดำเนินมาตรการเพื่อ รักษาระดับปริมาณเชื้อเพลิงให้เพียงพอภายในประเทศ โดยปัจจุบันมีการนำเข้าและสำรองน้ำมันไว้แล้ว เทียบเท่ากับความต้องการใช้งานประมาณ 40 วัน และมีการกระจายเชื้อเพลิงไปทั่วประเทศผ่าน รถบรรทุกน้ำมันจากท่าเรือทิลาวา (Thilawa)
นอกจากนี้ ตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้า ยังมี เรือบรรทุกน้ำมันอีก 2 ลำที่อยู่ที่ท่าเรือทิลาวาแล้ว 6 ลำกำลังเดินทางมา และอีก 8 ลำอยู่ระหว่างรอการบรรทุกสินค้า ทั้งนี้ ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ เรือบรรทุกน้ำมันจากต่างประเทศสามารถเดินทางเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง
ทางการยังได้เตรียม มาตรการและแผนสำรอง เพื่อรับมืออย่างมีประสิทธิภาพหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยกระทรวงพลังงานกำลัง ติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงพลังงานจึง ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนเชื้อเพลิง และให้ ติดตามข้อมูลจากประกาศอย่างเป็นทางการของหน่วยงานรัฐเท่านั้น พร้อมทั้งขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน และหลีกเลี่ยงการกักตุนเชื้อเพลิงโดยไม่จำเป็น
อย่างไรก็ตามสำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ในเมียนมาแห่กันไปเติมน้ำมันตามสถานีบริการตั้งแต่วันอังคาร(3 มีนาคม 2569) ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการขาดแคลนเชื้อเพลิง ส่งผลให้ผู้จำหน่ายบางแห่งต้อง จำกัดปริมาณการขายหรือระงับการจำหน่ายชั่วคราว โดยมีรายงาน คิวยาวหน้าปั๊มน้ำมันในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงกรุง เนปิดอว์ ย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์
กระแสการเร่งซื้อเชื้อเพลิงเริ่มขึ้นหลังจาก การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และการตอบโต้ของอิหร่านต่อเป้าหมายต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ การขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคดังกล่าวหยุดชะงัก และส่งผลให้ ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
เมียนมาซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันประมาณ 90% ของความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ตามข้อมูลปี 2024 และเผชิญ ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงานมาอย่างยาวนาน จากทั้งความขัดแย้งภายในประเทศและมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ
ในนครย่างกุ้ง ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของเมียนมา ประชาชนเริ่ม ต่อคิวยาวที่สถานีบริการน้ำมันตั้งแต่วันพุธ ตามคำบอกเล่าของชาวเมือง
“คนส่วนใหญ่ต่อคิวเพราะกังวลว่าจะเกิด การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง” คนขับแท็กซี่รายหนึ่งในย่างกุ้งกล่าวและบอกว่า ณ เช้าวันพฤหัสบดี สถานีบริการน้ำมันในย่างกุ้งมีรถต่อคิวเฉลี่ยราว 30 คันต่อแห่ง
สถานีบริการหลายแห่ง ไม่มีน้ำมันจำหน่ายแล้ว ขณะที่คนขับรถบรรทุกรายหนึ่งกล่าวว่า เขาต้องแวะไปถึง ประมาณ 5 ปั๊มน้ำมันในเช้าวันพฤหัสบดี กว่าจะพบสถานีที่ยอมขายน้ำมันให้ และแม้จะขายก็ จำกัดปริมาณการซื้อ “ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป การวิ่งรถทางไกลจะทำได้ยาก” คนขับรถบรรทุกรายนี้กล่าว
ที่เมืองมัณฑะเลย์ สถานีบริการน้ำมันได้ จำกัดวงเงินการซื้อน้ำมัน ไว้ที่ 5,000 จั๊ต (ประมาณ 1.25 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับรถจักรยานยนต์ และ 15,000 จั๊ต (ประมาณ 2.50 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับรถยนต์
ชาวเมืองมัณฑะเลย์รายหนึ่งกล่าวว่า “ตั้งแต่เช้าตรู่วันพฤหัสบดี ปั๊มน้ำมันในเมืองมีทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์มาต่อคิวยาว บางสถานีต้องปิดไปแล้วเพราะน้ำมันหมด ส่วนสถานีที่ยังเปิดอยู่ก็จำกัดปริมาณการซื้อ”
ในเมือง มิตจีนา (Myitkyina) เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของเมียนมา ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก และ สถานีบริการน้ำมันส่วนใหญ่ปิดให้บริการ ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น
ที่เมือง โมกก (Mogoke) ซึ่งเป็นศูนย์กลางเหมืองแร่ในภูมิภาคมณฑลมัณฑะเลย์ ชาวบ้านรายหนึ่งระบุว่า ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยกล่าวว่า
“เช้าวันนี้ผมจ่าย 32,000 จ๊าตต่อแกลลอนสำหรับน้ำมัน Octane 92” เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อ The Irrawaddy พร้อมระบุว่า ก่อนวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคายังอยู่ที่ 18,000 จ๊าตต่อแกลลอน เท่านั้น และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ ผู้ขับขี่จำนวนมากกำลังต่อคิวที่สถานีบริการน้ำมัน และร้านขายน้ำมันรายย่อยบางแห่งได้ ปิดกิจการชั่วคราว
ขณะที่ เมืองท่าขี้เหล็ก (Tachileik) ในรัฐฉาน ซึ่งเป็นเมืองชายแดนติดกับประเทศไทย กำลังเผชิญปัญหาด้านเชื้อเพลิงตั้งแต่ ประเทศไทยประกาศห้ามส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม
ชาวเมืองท่าขี้เหล็กรายหนึ่งกล่าวกับ The Irrawaddy ว่า “ราคาน้ำมัน Octane 92 เพิ่มจาก 35 บาทต่อลิตร เป็น 70 บาทต่อลิตร ที่ร้านขายน้ำมันในท้องถิ่น” พร้อมระบุว่า สถานีบริการน้ำมันบางแห่งได้ลดเวลาเปิดให้บริการ
โฆษกคณะรัฐบาลทหารเมียนมา ซอ มิน ตุน (Zaw Min Tun) เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า ปัจจุบันเมียนมามี น้ำมันเบนซินและดีเซลสำรองราว 130 ล้านแกลลอน (ประมาณ 492 ล้านลิตร) ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้งานของประเทศประมาณ 40 วัน
เขาระบุว่า เมียนมามีการใช้น้ำมัน เบนซินประมาณ 1.5 ล้านแกลลอนต่อวัน และ ดีเซลประมาณ 1.7 ล้านแกลลอนต่อวัน รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 3.2 ล้านแกลลอนต่อวัน
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา รัฐบาลทหารได้ออกคำสั่งให้ รถยนต์ส่วนบุคคลทุกคันใช้ระบบสลับวันเลขทะเบียนคี่–คู่ (odd-even) เพื่อลดการใช้น้ำมัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม เป็นต้นไป
- รถที่มี เลขทะเบียนคู่ สามารถวิ่งได้ใน วันที่เป็นเลขคู่
- รถที่มี เลขทะเบียนคี่ สามารถวิ่งได้ใน วันที่เป็นเลขคี่
ข้อมูลปี 2024 จาก กรมการขนส่งทางถนนของเมียนมา ระบุว่า ประเทศมี รถยนต์ส่วนบุคคลประมาณ 599,301 คัน
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าว ยกเว้น สำหรับ
- รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล
- รถรับส่งนักเรียน
- รถรับส่งพนักงานของบริษัท
- รถบริการสาธารณะ เช่น แท็กซี่ รถพยาบาล และรถเก็บขยะ
ขณะเดียวกัน ยัง ไม่ชัดเจนว่าผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการจะถูกลงโทษอย่างไร
มาตรการดังกล่าวถูก วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ โดยหลายคนมองว่าเป็นตัวอย่างของ การขาดทักษะในการบริหารจัดการวิกฤตของรัฐบาลทหาร บางความเห็นยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับ การเดินทางระยะไกล เนื่องจากอาจต้องติดค้างระหว่างทางในวันที่รถของตนไม่ได้รับอนุญาตให้ออกวิ่ง
ซอ มิน ตุน ระบุว่า มาตรการจำกัดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนน้ำมันในปัจจุบัน แต่เป็นมาตรการเพื่อ การวางแผนระยะยาวและการประหยัดพลังงาน
แม้รัฐบาลจะออกมายืนยันเช่นนั้น แต่ คำชี้แจงดังกล่าวยังไม่สามารถคลายความกังวลของประชาชนได้มากนัก
- สปป.ลาวยืนยันน้ำมันไม่ขาดแคลน

กระทรวงพาณิชย์สปป.ลาวสั่งตรวจสอบปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง หลังเกิดการแห่เติมน้ำมันจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง
รัฐบาลได้สั่งการให้ตรวจสอบปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่เก็บสำรองตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ภายหลังเกิดการแห่เติมน้ำมันของประชาชน จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบต่ออุปทานน้ำมัน
เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ในนครหลวงเวียงจันทน์และหน่วยงานระดับแขวง ได้เริ่มเข้าตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันและธุรกิจค้าน้ำมัน ภายหลังจากที่กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าออกประกาศแจ้งเตือน
กระทรวงฯได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์การกระจายน้ำมันอย่างใกล้ชิด และกำชับให้สถานีบริการน้ำมันเปิดให้บริการประชาชนตามปกติในช่วงที่ความขัดแย้งยังดำเนินอยู่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นท่ามกลางบรรยากาศความไม่แน่นอนและกระแสข่าวลือ
การตรวจสอบครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประชาชนเกิดความกังวลจากรายงานข่าวว่า ความไม่มั่นคงในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานและน้ำมันในตลาดโลก ข่าวลือดังกล่าวทำให้ผู้ใช้รถในหลายพื้นที่รีบไปเติมน้ำมันที่สถานีบริการ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงยืนยันว่าปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงในลาวยังคงมีเสถียรภาพ โดยข้อมูลที่มีการนำเสนอในการประชุมล่าสุดระบุว่า ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569 ประเทศมีน้ำมันสำรองมากกว่า 10 ล้านลิตร
เจ้าหน้าที่ยังยืนยันด้วยว่า ประเทศไทยยังคงส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงมายังลาวอย่างต่อเนื่อง โดยทางการไทยได้ออกประกาศยืนยันว่าการส่งออกน้ำมันจะยังดำเนินต่อไป พร้อมติดตามสถานการณ์ในตลาดพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด
บริษัทค้าน้ำมันที่ดำเนินธุรกิจในลาวยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการในปัจจุบัน และสามารถป้องกันการขาดแคลนได้
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้านการค้าได้ลงพื้นที่ตรวจสถานีบริการน้ำมันเพื่อให้แน่ใจว่าสถานีเปิดให้บริการตามปกติและจำหน่ายน้ำมันตามข้อกำหนด หากพบว่าสถานีใดมีน้ำมันอยู่แต่จงใจปิดบริการเพื่อสร้างกระแสเก็งกำไรหรือข่าวลือ ผู้บริหารสถานีจะถูกสั่งให้กลับมาเปิดให้บริการทันที
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบยังทำการตรวจคุณภาพน้ำมันและระบบการวัดปริมาณ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้บริโภคได้รับน้ำมันที่มีมาตรฐานและปริมาณถูกต้อง
ทางการเตือนว่าผู้ประกอบการรายใดที่ฝ่าฝืนข้อกำหนดจะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวด ซึ่งอาจรวมถึงการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการระงับและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ
เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล กระทรวงยังได้สั่งให้ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายน้ำมันดูแลให้สถานีบริการมีน้ำมันเพียงพอก่อนที่จะจัดสรรน้ำมันให้กับโครงการเชิงพาณิชย์ต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการค้าระดับอำเภอยังได้รับคำสั่งให้ติดตามสถานีบริการน้ำมันที่รายงานว่าขาดแคลนหรือปิดให้บริการชั่วคราวอย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงในพื้นที่และป้องกันการกักตุนสินค้า
กระทรวงยังเรียกร้องให้ประชาชนรักษาความสงบและหลีกเลี่ยงการแห่ซื้อน้ำมัน โดยระบุว่าการใช้น้ำมันอย่างระมัดระวังจะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของครัวเรือน และลดแรงกดดันต่อทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศ
- กัมพูชาห้ามกักตุนน้ำมัน

กระทรวงพาณิชย์กัมพูชา ได้ขอความร่วมมือประชาชนให้หลีกเลี่ยงการกักตุนเชื้อเพลิง โดยเตือนว่าการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานทางเทคนิคอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อการเกิดเพลิงไหม้
ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ กระทรวงพาณิชย์แนะนำให้ผู้จำหน่ายเชื้อเพลิง ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน และผู้บริโภค ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยในการจำหน่าย การซื้อ และการเก็บรักษาเชื้อเพลิงอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติ
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดกระแสการซื้อน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมากจากผู้บริโภคที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากราคาที่อาจปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศได้ปรับตัวสูงขึ้นในสัปดาห์นี้ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินทั้งหมด
กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันเป็นประจำ เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย และเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า
ภายใต้กฎระเบียบในปัจจุบัน รัฐบาลได้ใช้มาตรการอุดหนุนภาษีเพื่อควบคุมความผันผวนของราคาให้อยู่ในระดับที่ประชาชนสามารถรับได้ โดยในช่วงที่ตลาดโลกมีความไม่แน่นอน มักมีการตรึงราคาขายปลีกให้อยู่ในระดับต่ำกว่าราคาตลาดจริงประมาณ 10%



