ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ รายงาน
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบประธานาธิบดีเมียนมา ในกรุงเนปิดอ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้นำทับทิมก้อนใหญ่ซึ่งถูกระบุว่าเพิ่งขุดค้นเจอที่เมืองโมโก๊ะ ภาคมัณฑะเลย์ มาจัดแสดงเพื่อให้ อู มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดี พร้อมด้วยบุคคลสำคัญในคณะรัฐบาล ได้ช่วยกันตรวจสอบ
คณะบุคคลที่มาร่วมตรวจสอบทับทิมก้อนนี้ร่วมกับประธานาธิบดีมินอ่องหล่าย ประกอบด้วย อู โหญ่ซอ กับ ดอ นางหนี่หนี่เอ รองประธานาธิบดี คนที่ 1 และ 2 อู ขิ่นหยี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) อู อ่องลินดวย ประธาน Amyotha Hluttaw หรือสภาสูง พล.อ.แยวินอู ผู้บัญชาการทหารสูงสุด อู ขิ่นหม่องหยี่ รัฐมนตรีประจำสำนักงานประธานาธิบดี และ อู ซานอู รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ทับทิมที่เพิ่งขุดพบ มีน้ำหนัก 2,200 กรัม หรือ 4.8 ปอนด์ เท่ากับ 11,000 กะรัต ซึ่งหายากมาก เพราะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ถือเป็นทับทิมก้อนใหญ่ที่สุดไม่กี่ก้อนที่เคยขุดขึ้นมาได้ในรอบกว่า 30 ปีมานี้ นอกจากนี้ สีแดงม่วงเจือด้วยสีเหลืองของทับทิมที่พบ เป็นสีที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นทับทิมคุณภาพสูง

ข่าวการขุดพบทับทิมยักษ์ขนาด 2.2 กิโลกรัม ดึงดูดความสนใจของผู้ที่ติดตามเรื่องราว ข่าวคราวที่เกิดขึ้นในเมียนมาได้พอสมควร
แล้วทับทิมก้อนนี้ เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองอย่างไร…?
ตามรายงานของสื่อในเมียนมา ทับทิมก้อนนี้ถูกขุดพบใกล้กับตัวเมืองโมโก๊ะ หลังเพิ่งผ่านพ้นเทศกาลตะจาน หรือเทศกาลขึ้นปีใหม่ เปลี่ยนศักราชเมียนมาเข้าสู่ปีที่ 1388 ได้เพียงไม่กี่วัน
เป็นทับทิมคุณภาพสูงก้อนมหึมา ที่ขุดพบได้หลัง อู มินอ่องหล่าย เพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้เพียงหนึ่งสัปดาห์
พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองทัพพม่า ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่นำโดยพรรค NLD เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดในรัฐบาลทหารยาวนาน 5 ปี
วันที่ 30 มีนาคม 2569 พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ลาออกจากกองทัพพม่า ยอมทิ้งยศทางทหาร เปลี่ยนคำนำหน้านามเป็นคำว่า”อู” เพื่อเข้ารับเลือกเป็นประธานาธิบดีในรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง
วันศุกร์ที่ 3 เมษายน รัฐสภาเมียนมา ลงมติเลือก อู มินอ่องหล่าย ขึ้นเป็นประธานาธิบดี คนที่ 11 ถัดมาหนึ่งสัปดาห์ วันศุกร์ที่ 10 เมษายน ก่อนเข้าสู่เทศกาลตะจาน 3 วัน อู มินอ่องหล่ายสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง
เมื่อผ่านพ้นเทศกาลตะจานได้ไม่นาน เมียนมาก็เผยแพร่ข่าวการขุดพบทับทิมคุณภาพดีก้อนใหญ่ ที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประเมินมูลค่าอย่างเป็นทางการออกมาว่ามีราคาสูงเท่าใด
จังหวะเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดูลงตัว เหมือนถูกกำหนดล่วงหน้าไว้แล้วว่า เมื่อเข้าสู่เมียนมาศักราชที่ 1388 ประเทศได้รัฐบาลชุดใหม่เป็นรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่ามหาศาลจะถูกค้นพบจากใต้ผืนดิน…
ตามข่าวที่สื่อของเมียนมาได้เผยแพร่ไว้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ให้ข้อมูลว่าทับทิมก้อนนี้ เป็นทับทิมขนาดใหญ่ก้อนที่ 4 ที่ถูกขุดพบในเมืองโมโก๊ะ ในช่วงกว่า 30 ปีมานี้ โดย 3 ก้อนแรก ได้แก่
1.ทับทิมขนาด 496.25 กะรัต หนัก 99.25 กรัม ถูกขุดพบในปี 2533 และได้รับการตั้งชื่อว่า “นะวะต๊ะ”
2.ทับทิมยักษ์ขนาด 21,450 กะรัต หนัก 4,290 กรัม หรือ 4.2 กิโลกรัม ถูกขุดพบในปี 2539 ไม่มีรายงานการตั้งชื่อ
3.ทับทิมขนาด 2,789.25 กะรัต หนัก 557.85 กรัม ถูกขุดพบในปี 2565 และได้รับการตั้งชื่อว่า “นะซะก๊ะ”
ชื่อ “นะวะต๊ะ” ของทับทิมก้อนแรกที่พบในปี 2533 มาจากตัวอักษร နဝတ ซึ่งย่อมาจาก နိုင်ငံတော် ငြိမ်ဝပ်ပိပြားမှု တည်ဆောက်ရေးအဖွဲ့ แปลเป็นภาษาไทยว่า “สภาฟื้นฟูกฏหมายและความสงบเรียบร้อยแห่งรัฐ” (State Law and Order Restoration Council၊ ) ที่คนไทยชอบเรียกสั้นๆว่า “สลอร์ค” (SLORC)
“สลอร์ค” ที่คนเมียนมาเรียกว่า “นะวะต๊ะ” เป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ ตั้งขึ้นในปี 2531 จากการรัฐประหารของนายพลซอหม่อง หลังเหตุการณ์ 8888 หรือการประท้วงใหญ่ของประชาชนในวันที่ 8 สิงหาคม 2531 หรือ ค.ศ.1988
ปี 2535 นายพลซอหม่องลงจากตำแหน่งประธานสลอร์ค พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย จากรองประธาน ได้ขึ้นเป็นประธานสลอร์คแทน ต่อมาในปี 2540 หลังพบทับทิมยักษ์ก้อนที่ 2 พล.อ.อาวุโส ตานฉ่วย เปลี่ยนชื่อองค์กรจากสลอร์ค เป็น”สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ” หรือ SPDC (State Peace and Development Council) หรือ နိုင်ငံတော်အေးချမ်းသာယာရေးနှင့်ဖွံ့ဖြိုးရေးကောင်စီ ใช้อักษรย่อว่า နအဖ (นะอ๊ะพะ)
ชื่อทับทิมก้อนที่ 3 “นะซะก๊ะ” ที่พบในปี 2565 มาจากอักษร နစက ซึ่งย่อมาจาก နိုင်ငံတော်စီမံအုပ်ချုပ်ရေးကောင်စီ แปลเป็นภาษาไทยว่า “สภาบริหารแห่งรัฐ” (State Administration Council) หรือ SAC รัฏฐาธิปัตย์ที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564
วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 องค์กรนะซะก๊ะ หรือ SAC ได้ถูกเปลี่ยนเป็น”คณะกรรมการความมั่นคงและสันติภาพแห่งรัฐ” (State Security and Peace Commission) หรือ SSPC เขียนในภาษาพม่าว่า နိုင်ငံတော်လုံခြုံရေးနှင့် အေးချမ်းသာယာရေးကော်မရှင် ใช้อักษรย่อว่า နလအ (นะละอ๊ะ) โดย พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ยังคงดำรงตำแหน่งประธาน
ถัดมาอีก 5 เดือน ปลายปี 2568 SSPC ได้เริ่มกระบวนการเลือกตั้งทั่วไปในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ จนทำให้ได้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนเมษายน 2569
ทับทิมยักษ์ที่ถูกขุดพบในโมโก๊ะ ตั้งแต่ “นะวะต๊ะ” , “นะซะก๊ะ” จนถึงก้อนล่าสุดที่หนัก 2.2 กิโลกรัม จึงมีส่วนเกี่ยวข้อง สัมพันธ์ และสอดคล้องกับจังหวะเวลาการปรับเปลี่ยนรัฏฐาธิปัตย์ที่ปกครองประเทศ
……
“โมโก๊ะ” หรือ “โมก๊ก” เป็น 1 ใน 2 เมืองของชาวไทใหญ่ ที่ถูกแยกไปขึ้นกับภาคมัณฑะเลย์ ในช่วงที่อังกฤษปกครองพม่า โดยอีกเมืองหนึ่ง คือ “ปินอูลวิน”
“โมโก๊ะ”มีชื่อในภาษาไทใหญ่ว่า “เมืองกุ๊ต” ส่วน “ปินอูลวิน” มาจากชื่อในภาษาไทใหญ่ว่า “ปางอู๋โหลง”
เมืองกุ๊ตมีพื้นที่ติดกับเมืองมีตของรัฐฉานเหนือ เป็น 1 ใน 3 แหล่งอัญมณีที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมา โดยอีก 2 แหล่ง คือ เมืองผากั้น จังหวัดโมญิน รัฐคะฉิ่น กับเมืองสู้ จังหวัดดอยแหลม รัฐฉานใต้
เมืองกุ๊ตกับเมืองสู้ ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งพลอยคุณภาพดีที่ใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะพลอยสีแดงหรือทับทิม และพลอยสีน้ำเงินหรือไพลิน ส่วนอัญมณีขึ้นชื่อของเมืองผากั้นคือหยก
พื้นที่หุบเขาในเมืองกุ๊ตมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์เมียนมา เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งเกิดสงครามสู้รบของกลุ่มอำนาจเพื่อต้องการแย่งชิงแหล่งพลอยใต้ดินที่นี่มาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ยุคที่เมืองต่างๆถูกปกครองโดยเจ้าฟ้า หรือกษัตริย์ มาถึงยุคที่กองกำลังติดอาวุธหลากหลายกลุ่ม หลากหลายชาติพันธุ์ ต้องการขยายอิทธิพลเข้ามาครอบครองเมืองกุ๊ต
ล่าสุด ในเดือนกรกฎาคม 2567 เมื่อกองทัพตะอั้ง (TNLA) จับมือกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ที่เป็นกองกำลังติดอาวุธของรัฐบาลเงา(NUG) เปิดปฏิบัติการ 1027 รอบที่ 2 สู้รบกับกองทัพพม่าในบางพื้นที่ของภาคมัณฑะเลย์และรัฐฉานเหนือ กองทัพตะอั้งได้บุกมายึดเมืองกุ๊ตและเมืองมีตเอาไว้ เพื่อต้องการควบคุมผลประโยชน์ทั้งด้านการค้าและการผลิตพลอยที่ได้จากเมืองกุ๊ต
อย่างไรก็ตาม หลังถูกกดดันหลายรูปแบบจากทางการจีน รวมถึงถูกโจมตีอย่างหนักโดยเฉพาะทางอากาศจากกองทัพพม่า กองทัพตะอั้งจำต้องถอนกำลังทั้งหมดออกจากเมืองกุ๊ตและเมืองมีตในเดือนตุลาคม 2568 และยอมคืนทั้งเมืองกุ๊ตกับเมืองมีตให้กลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพพม่า
อีก 6 เดือนถัดมา ก็มีการขุดพบทับทิมยักษ์ 11,000 กะรัต จากใต้ผืนดินของเมืองกุ๊ต…
สำนักข่าว Tai TV Online ได้เขียนถึงประวัติการทำเหมืองพลอยในเมืองกุ๊ตไว้เมื่อวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 ว่า เริ่มขึ้นตั้งแต่ ค.ศ.1414 (พ.ศ.1957) ซึ่งอยู่ในช่วงของเจ้าเสืองำฟ้า เป็นเจ้าฟ้าหลวงปกครองเมืองมีต
ในปีนั้น มีสามี-ภรรยาคู่หนึ่ง ได้ขึ้นไปบุกเบิกผืนดินในบริเวณที่เรียกกันว่า “กะป่าง” ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองมีต หวังใช้เป็นพื้นที่ทำกิน ทำสวน ทำไร่
ระหว่างบุกเบิก ถากถางพื้นที่ สามี-ภรรยาคู่นี้ ขุดเจอพลอยแดงขนาดใหญ่ 2 ลูก ลูกหนึ่งใหญ่เท่าไข่ไก่ ส่วนอีกลูกหนึ่งใหญ่เท่าผลสมอ จึงได้นำพลอยแดงทั้ง 2 ลูก ไปถวายเจ้าเสืองำฟ้า
เจ้าเสืองำฟ้าเห็นว่าพลอยแดงทั้ง 2 ลูก ล้วนเป็นอัญมณีที่มีค่าและหายาก จึงมีความยินดี พาไพร่ฟ้าเข้าไปเปิดหน้าดิน ทำเหมืองพลอยในเขตกะป่างและบริเวณโดยรอบ สามารถขุดพบพลอยแดงกับพลอยน้ำเงินขึ้นมาได้อีกเป็นจำนวนมาก จนชาวบ้าน ชาวเมืองพากันขนานนามเจ้าเสืองำฟ้าว่าเป็น “เจ้าฟ้าบ่อพลอย”
หลังมีการพบบ่อพลอยในเขตกะป่าง ชาวบ้านอีกเป็นจำนวนมากจากหลายพื้นที่ ต่างพากันโยกย้ายครอบครัวเข้าไปปักหลัก ทำมาหากินอยู่ในบริเวณนี้ จนทำให้เขตกะป่างกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่
ด้วยความที่การเดินทางเข้าไปยังเขตกะป่างทำได้ลำบาก เส้นทางคดเคี้ยว ลัดเลาะไปตามหุบเขา ชาวบ้านหลายคนจึงเรียกพื้นที่กะป่างว่า “เมืองก๊ต” (ก๊ตในภาษาไทใหญ่แปลว่าคด , งอ)
ขณะที่ชาวบ้านอีกบางกลุ่มเรียกกะป่างว่า”เมืองกุ๊บ” (กุ๊บในภาษาไทใหญ่แปลว่างอบ หรือหมวก) เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งมีภูเขาล้อมรอบเป็นวงกลมเหมือนคนสวมหมวก
นอกจากนี้ ยังชาวบ้านอีกบางกลุ่มเรียกกะป่างว่า “เมืองกั๊ต” (กั๊ตในภาษาไทใหญ่แปลว่าหนาว , เย็น) เนื่องจากเป็นเมืองที่อยู่ในหุบเขาสูง ที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี
ทั้งคำว่าก๊ต , กุ๊บ และกั๊ต เมื่อถูกเรียกต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ได้เพี้ยนเสียงกลายเป็นคำว่า “กุ๊ต” ในอีกหลายปีต่อมา
ชาวพม่าเรียกชื่อเมืองกุ๊ตว่า “โมโก๊ะ” หรือ “โมก๊ก” ตามสำเนียงพม่า โดยเรียกจากเสียงที่ได้ยินจากชาวบ้าน และจากชื่อที่เขียนโดยตัวอักษรภาษาไทใหญ่
เมื่อชาวอังกฤษเข้ามามีอิทธิพล เป็นเจ้าอาณานิคมของพม่า ได้เขียนชื่อและเรียกพื้นที่กะป่างตามสำเนียงและตัวอักษรพม่าว่า Mogok
พื้นที่ดั้งเดิมของกะป่างในปัจจุบันเป็นเมืองระดับตำบล มีชื่อในภาษาพม่าว่าเมืองจั๊ตปิ่น ขึ้นกับอำเภอโมโก๊ะ จังหวัดตะเบ็กจิน ภาคมัณฑะเลย์ (ดูแผนที่ประกอบ)


