ASEAN Roundup ประจำวันที่ 24-30 พฤษภาคม 2569
- เวียดนามตั้งเป้าการผลิตในประเทศของอุตสาหกรรมสำคัญ 40-45% ภายในปี 2573
- รัฐบาลเวียดนามอนุมัติโครงการ 5 ปี สนับสนุนธุรกิจยั่งยืน
- เวียดนามก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 10 ของโลกครั้งแรก
- ไทย-เวียดนาม เดินหน้าสู่ 50 ปีความสัมพันธ์
- ลาว-กัมพูชา ขับเคลื่อนโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าอาเซียน
- อินโดนีเซียเปิดทางนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซีย หนุนความมั่นคงทางพลังงาน
- อินโดนีเซียยกเว้นสหรัฐฯ พันธมิตร จากเกณฑ์เงินตราต่างประเทศที่ได้จากส่งออกทรัพยากรธรรมชาติฉบับใหม่
- มาเลเซียเร่งผลิตไฟจากก๊าซ ลดใช้ถ่านหิน รับมือความต้องการพลังงานพุ่งทุบสถิติ
- มาเลเซียเข้มเก็บภาษีนำเข้าทองคำแท่ง 10%
- ฟิลิปปินส์เร่งเพิ่มพลังงานหมุนเวียน 20 GW มุ่งเป้าหมายพลังงานสะอาดปี 2040
เวียดนามตั้งเป้าการผลิตในประเทศของอุตสาหกรรมสำคัญ 40-45% ภายในปี 2573

เวียดนามตั้งเป้ายกระดับอัตราการผลิตในประเทศโดยเฉลี่ยของอุตสาหกรรมสำคัญสู่ระดับ 40-45% ภายในปี 2573 ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนสำหรับช่วงปี 2569–2578 ที่รัฐบาลได้อนุมัติไปเมื่อเร็วๆ นี้
เวียดนามได้อนุมัติโครงการระดับชาติฉบับใหม่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมสนับสนุน โดยมุ่งเพิ่มอัตราการผลิตในประเทศ ยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรม และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกให้ลึกยิ่งขึ้น
โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนปี 2569–2578 มุ่งช่วยให้บริษัทในประเทศค่อยๆ พัฒนาศักยภาพการผลิตวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และปัจจัยการผลิตทางอุตสาหกรรม ควบคู่กับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทเวียดนามกับวิสาหกิจที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)
ภายใต้โครงการนี้ ภายในปี 2573 เวียดนามตั้งเป้ายกระดับอัตราการผลิตในประเทศโดยเฉลี่ยในอุตสาหกรรมสำคัญสู่ระดับ 40–45% และติดอันดับหนึ่งในสามประเทศอาเซียนที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมสูงสุด
อุตสาหกรรมที่ได้รับความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุปกรณ์พลังงาน ระบบราง การผลิตยานยนต์ วิศวกรรมเครื่องกลและระบบอัตโนมัติ อุตสาหกรรมไฮเทค สิ่งทอ และรองเท้า โดยให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว
เป้าหมายอัตราการผลิตในประเทศเฉพาะรายสาขาภายในปี 2573 ได้แก่
(1) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์: 25–30% ภายในปี 2573 และ 35–40% ภายในปี 2578
(2) วิศวกรรมเครื่องกล: 40% ภายในปี 2573 และ 50% ภายในปี 2578
(3) อุตสาหกรรมยานยนต์: 22–30% ภายในปี 2573 และ 32–40% ภายในปี 2578
(4) สิ่งทอ: 60% ภายในปี 2573 และ 70% ภายในปี 2578
(5) หนังและรองเท้า: 60–65% ภายในปี 2573 และ 70–75% ภายในปี 2578
(6) อุตสาหกรรมไฮเทค: 15% ภายในปี 2573 และ 20% ภายในปี 2578
การพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนมีเป้าหมายเพื่อสร้างขีดความสามารถการผลิตในประเทศ เสริมสร้างความพึ่งพาตนเองทางอุตสาหกรรม และลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วน อะไหล่ และอุปกรณ์ปัจจัยการผลิต อันจะเป็นส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสองหลัก
นอกจากนี้จะต้องเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจภายในห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าระดับโลกและระดับภูมิภาค โดยใช้ข้อกำหนดทางเทคนิค มาตรฐานคุณภาพ และอัตราการผลิตในประเทศที่กำหนดโดยบริษัทชั้นนำเป็นแนวทางหลักในการดำเนินกิจกรรมพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน
การพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนจะต้องผูกโยงเข้ากับการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองและความเป็นอิสระด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ โครงการยังวางแผนสนับสนุนวิสาหกิจ 900 แห่งผ่านการให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการ และช่วยเหลือบริษัท 120 แห่งในด้านการวิจัย พัฒนา และการผลิตเชิงทดลอง โดยคาดว่าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งจะสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ไปใช้งานได้สำเร็จ
รัฐบาลเวียดนามอนุมัติโครงการ 5 ปี สนับสนุนธุรกิจยั่งยืน

รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติโครงการสนับสนุนธุรกิจยั่งยืนสำหรับช่วงปี 2569–2573 แล้ว โดยมีเป้าหมายสนับสนุนวิสาหกิจ ครัวเรือนธุรกิจ และสหกรณ์จำนวน 25,000 ราย ในช่วง 5 ปีข้างหน้า
เป้าหมายหลักของโครงการคือ ส่งเสริมการเติบโตที่มีคุณภาพสูงและมีประสิทธิภาพของธุรกิจเอกชนสู่ความยั่งยืน โดยมุ่งให้กิจกรรมทางธุรกิจทุกด้านสร้างสมดุลระหว่างผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 ข้อภายในปี 2573 และพันธกิจการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
ภายใต้โครงการนี้ จะมีการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของกิจการ ธุรกิจครัวเรือน และสหกรณ์ เพื่อประโยชน์เชิงบวกต่อการสร้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการปกป้องสิ่งแวดล้อมและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศ
โครงการยังมุ่งสร้างความตระหนักรู้ในบรรดากิจการธุรกิจ ธุรกิจครัวเรือน และสหกรณ์ เกี่ยวกับบทบาท ความสำคัญ และคุณค่าของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมและเสริมสร้างความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ และพนักงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ การสนับสนุน และการให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจยั่งยืน
ทั้งนี้ จะมีการพัฒนารูปแบบธุรกิจยั่งยืนที่ประสบความสำเร็จและเป็นแบบอย่างอย่างน้อย 20 รูปแบบ จากกิจการ ธุรกิจครัวเรือน และสหกรณ์ เพื่อเป็นแนวทางอ้างอิงและส่งเสริมให้ธุรกิจต่าง ๆ นำแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนไปใช้อย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น
เวียดนามก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 10 ของโลกครั้งแรก

เวียดนามติดอันดับผู้ผลิตเหล็กกล้าดิบรายใหญ่อันดับ 10 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 ด้วยปริมาณการผลิตโดยประมาณ 2.1 ล้านตัน ซึ่งเป็นการทะยานเข้าสู่กลุ่ม 10 อันดับแรก หรือ Top 10 เป็นครั้งแรก
ด้วยปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบเป็นรายปี และส่งผลให้เวียดนามแซงหน้าอิตาลี ขึ้นมาในตารางอันดับ ตามข้อมูลจากสมาคมเหล็กโลก (World Steel Association)
สำหรับในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 เวียดนามผลิตเหล็กกล้าดิบได้ 8.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
สมาคมฯ ระบุว่า อุตสาหกรรมเหล็กของเวียดนามมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในด้านขนาดและประเภทของผลิตภัณฑ์ โดยในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ผู้ผลิตในประเทศยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเหล็กแท่ง (billets) เป็นหลักเพื่อนำมาผลิตเหล็กก่อสร้าง
นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมนี้ได้ก้าวหน้าครั้งสำคัญไปสู่การพึ่งพาตนเอง และในปัจจุบันมีความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กที่ครอบคลุมทุกรูปแบบ เพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมวิศวกรรมเครื่องกล การต่อเรือ พลังงาน และการป้องกันประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดดำเนินงานศูนย์รวมอุตสาหกรรมเหล็กกล้าขนาดใหญ่และทันสมัย โดยเฉพาะ ศูนย์รวมอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าครบวงจร Hoa Phat Dung Quat Iron and Steel Integrated Complex ซึ่งดำเนินงานโดยเครือ Hoa Phat Group ซึ่งเป็นผู้นำในการผลิตผลิตภัณฑ์เหล็กคุณภาพสูงและเหล็กชนิดพิเศษ รวมถึงเหล็กวิศวกรรม เหล็กโครงยางรถยนต์ (tire cord steel) ลวดเชื่อม เหล็กสปริง เหล็กสำหรับเครนยก เหล็กแรงดึงสูง (prestressed steel) และเหล็กรางรถไฟสำหรับรถไฟความเร็วสูง
ผลผลิตเหล็กกล้าดิบของเวียดนามเพิ่มขึ้นจาก 20 ล้านตันในปี 2566 เป็น 24.6 ล้านตันในปีที่ผ่านมา ซึ่งในเวลานั้นเวียดนามครองอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 11 ของโลก
ทั้งนี้ Hoa Phat Group มีสัดส่วนการผลิตคิดเป็น 44.7% หรือราว 11 ล้านตัน โดยคาดว่ากำลังการผลิตต่อปีของบริษัทจะกระโดดขึ้น 30% เมื่อเทียบเป็นรายปี และทะลุ 14 ล้านตันในปีนี้
ไทย-เวียดนาม เดินหน้าสู่ 50 ปีความสัมพันธ์

ไทย-เวียดนาม เดินหน้าสู่ 50 ปีแห่งการ “เติบโตไปด้วยกัน” พร้อมเป็นสักขีพยานลงนาม 4 ความร่วมมือสำคัญ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมอนาคต
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569)เวลา 11.35 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (H.E. Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Republic of Viet Nam) ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยและเวียดนาม ก่อนร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม และแถลงข่าวร่วม ซึ่งบรรยากาศการพบหารือ ทั้งการหารือเเบบเต็มคณะ (Plenary) และพิธีการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความอบอุ่นและชื่นมื่น สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนาม พร้อมทั้งแสดงถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของผู้นำทั้งสองประเทศในการสานต่อและยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน
ทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจและเอกสารความร่วมมือ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่
1. แผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย–เวียดนาม ปี 2569 – 2574 (Plan of Action on Implementing the Comprehensive Strategic Partnership between Thailand and Viet Nam 2026 – 2031)
2. การแลกหนังสือทางการทูตระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม เพื่อยืนยันว่าทั้งสองกระทรวงเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการประสานความร่วมมือภายใต้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Exchange of Diplomatic Notes between the Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation of the Kingdom of Thailand and the Ministry of Science and Technology of the Socialist Republic of Viet Nam confirming that the two ministries are the lead agencies responsible for the implementation and coordination of cooperation under the Agreement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Socialist Republic of Viet Nam on Cooperation on Science, Technology and Innovation)
3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) และ เวียตเจ็ท (VIETJET GROUP) (Memorandum of Understanding on the Collaboration for the Development of MRO Center at U-Tapao International Airport)
4. บันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และการจัดการปกครองแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (Memorandum of Understanding between the Academy of Public Administration and Governance, Vietnam and Khon Kaen University)
จากนั้น นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเวียดนามได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนาน การเติบโตร่วมกัน และความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของไทยและเวียดนาม ผ่านการออกแบบเลข “5” ที่สื่อถึงความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเลข “0” ที่สื่อถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพ เพื่อนำพาทั้งสองประเทศก้าวสู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดฯ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรียินดีที่ประธานาธิบดีเวียดนามเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนภายหลังเข้ารับตำแหน่ง สะท้อนถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในปีแห่งการครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมพิธีเปิดตัวตราสัญลักษณ์เฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามแลกเปลี่ยนแผนปฏิบัติการว่าด้วยการดำเนินความร่วมมือภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระยะต่อไปอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม
ด้านประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวยินดีที่ได้เยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงเวลาสำคัญของการครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม พร้อมขอบคุณรัฐบาลและประชาชนชาวไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ โดยชื่นชมความสำเร็จของประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนพัฒนาประเทศในระยะต่อไปได้อย่างประสบความสำเร็จ ทั้งยังชื่นชมบทบาทสำคัญของไทยในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาคมอาเซียน พร้อมย้ำว่าเวียดนามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศไทย และพร้อมร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาค
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมหารือเเบบเต็มคณะ ถึงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
1. ด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการทหาร การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ Online Scam และการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) และย้ำหลักการไม่อนุญาตให้บุคคลใดใช้ดินแดนของอีกฝ่ายในการเคลื่อนไหวทางการเมือง และจะร่วมกันผลักดันการดำเนินการตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนในกรอบอาเซียนไปปฏิบัติอย่างจริงจัง รวมถึงการธำรงบทบาทแกนกลางของอาเซียนในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค
2. ด้านเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยจะไปเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย-เวียดนามในบ่ายวันนี้ด้วย พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีโดยเร็ว รวมถึงส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยน MOU ระหว่างบริษัท Vietjet กับ EEC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในพื้นที่ EEC
ไทยและเวียดนามจะร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Three Connects” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ประกอบด้วย การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียว โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กันไป
3. ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยินดีที่ได้มีการแลกหนังสือทางการทูตระหว่างหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ ดาวเทียม เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีเสนอให้ไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ร่วมกันมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในอนุภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน
ในช่วงท้าย ประธานาธิบดีเวียดนาม กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนามในโอกาสแรก ขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า ผลการหารือในครั้งนี้จะช่วยต่อยอดความสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม ซึ่งเติบโตอย่างมั่นคงตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดของภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนไทยและเวียดนามต่อไป
ลาว-กัมพูชา ขับเคลื่อนโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าอาเซียน

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ลาวและกัมพูชาได้ลงนามในกรอบข้อตกลงร่วมที่กรุงพนมเปญ เพื่อเริ่มการศึกษาความเป็นไปได้ของการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าข้ามพรมแดนโดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนลำดับความสำคัญด้านพลังงานระดับภูมิภาคภายใต้แผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน (ASEAN Plan of Action for Energy Cooperation:APAEC) ปี 2569–2573
กรอบข้อตกลงครั้งเป็นการลงนามระหว่างรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคของทั้งสองประเทศ โดยมีศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Center for Energy) ร่วมลงนามและประสานงานโครงการซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากธนาคารโลก นักวิจัยจะประเมินมาตรฐานทางเทคนิค กรอบกฎหมาย และกลยุทธ์การส่งกระแสไฟฟ้าที่จำเป็นสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างทั้งสองประเทศ
โครงข่ายพลังงานไฟฟ้าอาเซียนตั้งเป้าให้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วน 30% ในการจัดหาพลังงานปฐมภูมิรวม และ 45% ในกำลังการผลิตติดตั้ง ภายในปี 2573 โดยมีสามวัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ เสริมสร้างการเชื่อมต่อพลังงานในภูมิภาค เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน เร่งกระบวนการลดคาร์บอน และส่งเสริมการพัฒนาพลังงานอย่างทั่วถึง
ข้อตกลงลาว-กัมพูชาเพิ่มเส้นทางพลังงานทางใต้ให้กับโครงข่ายระดับภูมิภาคที่กำลังขยายตัวอยู่แล้ว ในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ลาวและจีนได้เปิดใช้งานสายส่งไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ สายใหม่ที่สามารถรองรับการส่งกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 3.0 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปีจากแขวงอุดมไซ รวมถึงไฟฟ้าจากโครงการฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดของลาว ซึ่งมีกำลังการผลิต 1,000 เมกะวัตต์ และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1.65 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี การเชื่อมต่อดังกล่าวทำให้ลาวกลายเป็นประเทศแรกที่ซื้อขายพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าของจีนโดยตรง
นอกจากนี้ ลาวยังจัดหาพลังงานสะอาดให้กับประเทศที่อยู่ไกลออกไปกว่าประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง โครงการบูรณาการพลังงานไฟฟ้าลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ได้ส่งกระแสไฟฟ้าพลังน้ำของลาวไปยังสิงคโปร์ผ่านไทยและมาเลเซียตั้งแต่ปี 2565 นับเป็นการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนแบบพหุภาคีครั้งแรกในกลุ่มประเทศอาเซียน 4 ประเทศ ปัจจุบันโครงการดำเนินงานในกำลังการผลิตเต็มที่หลังการขยายศักยภาพ เพิ่มกำลังการส่งรวมเป็น 200 เมกะวัตต์ โดยมีลาวเป็นผู้จัดหาพลังงานต้นทางหลัก
อินโดนีเซียเปิดทางนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซีย หนุนความมั่นคงทางพลังงาน

กระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณีอินโดนีเซียได้เปิดโอกาสให้ศูนย์ทดสอบน้ำมันและก๊าซ (BBPMGB Lemigas) สามารถนำเข้าน้ำมันได้ ซึ่งรวมถึงการนำเข้าจากรัสเซีย ภายหลังการประกาศใช้กฎระเบียบประธานาธิบดี (Presidential Regulation) ฉบับที่ 26 ประจำปี 2569
กฎระเบียบดังกล่าวควบคุมดูแลการจัดซื้อจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง และ/หรือก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพื่อความมั่นคงทางพลังงานแห่งชาติ
“ดังนั้น ภายใต้กฎระเบียบฉบับนี้ (Lemigas) จึงสามารถดำเนินการนำเข้าได้” นายยูลิออต ตันจุง (Yuliot Tanjung) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณี กล่าวเมื่อวันศุกร์(29 พฤษภาคม 2569) ที่ผ่านมา
ภายใต้ข้อบังคับนี้ รัฐบาลอนุญาตให้หน่วยงานบริการสาธารณะ (BLUs) ในภาคพลังงาน สามารถนำเข้าน้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง และ LPG ร่วมกับรัฐวิสาหกิจ (SOEs) ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดการนำเข้ามาโดยตลอด โดยในปัจจุบัน การนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานจะดำเนินการโดยบริษัท เปอร์ตามินา (Pertamina)
ข้อบัญญัติดังกล่าวระบุไว้ในมาตรา 4 ของกฎระเบียบประธานาธิบดี ฉบับที่ 26 ประจำปี 2569 โดยมาตรา 4 วรรค (3) ระบุว่า การนำเข้าโดยหน่วยงานบริการสาธารณะ (BLU) ในภาคพลังงาน ให้ดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงความร่วมมือ
นายตันจุงระบุว่า หน่วยงานบริการสาธารณะ (BLUs) สามารถดำเนินการนำเข้าตามข้อตกลงความร่วมมือ ทั้งในระดับระหว่างรัฐบาล (G2G) และระหว่างรัฐบาลกลางกับผู้จัดหาวัตถุดิบ (Suppliers) ในต่างประเทศ
“เราจะเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของ BLU ที่มีอยู่ ซึ่งรวมถึง Lemigas ด้วย ดังนั้น การจัดซื้อจัดหาจะดำเนินการผ่าน Lemigas” นายตันจุงกล่าวเสริม
อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบประธานาธิบดี ฉบับที่ 26 ประจำปี 2569 ยังอนุญาตให้ BLU สามารถจัดซื้อนำเข้านอกเหนือจากข้อตกลงความร่วมมือระหว่างรัฐบาล หรือข้อตกลงระหว่างรัฐบาลกลางกับผู้จัดหาวัตถุดิบต่างประเทศได้ เพื่อจัดหาปริมาณสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง (Energy Buffer Reserves) และ/หรือปริมาณสำรองเพื่อการดำเนินงาน (Operational Reserves) ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 4 วรรค (6) และวรรค (7)
นอกจากนี้ มาตรา 5 ของกฎระเบียบประธานาธิบดี ฉบับที่ 26 ประจำปี 2569 ยังให้ความยืดหยุ่นแก่ BLU และบริษัทเปอร์ตามินา ในการนำเข้าภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ว่าราคาจะมีความแตกต่างกันตามปริมาณ คุณสมบัติเฉพาะของผลิตภัณฑ์ ประเทศต้นทาง และเวลาในการส่งมอบ โดยให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา
นายตันจุงอธิบายว่า สถานการณ์ฉุกเฉินจะถูกกำหนดโดยรัฐมนตรีที่กำกับดูแลภาคส่วนน้ำมันและก๊าซ ซึ่งในกรณีนี้คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณี
ในขณะเดียวกัน นายลาโอเด สุไลมาน (Laode Sulaeman) อธิบดีกรมน้ำมันและก๊าซประจำกระทรวงฯ แถลงว่า รัฐบาลจำเป็นต้องจัดเตรียมข้อบังคับเพิ่มเติมและกรอบการนำเข้าเสียก่อน เนื่องจากผลิตภัณฑ์น้ำมันจากรัสเซียจำเป็นต้องมีการจัดการที่เข้มงวดเป็นพิเศษ
ในฐานะที่เปอร์ตามินาเป็นบริษัทน้ำมันและก๊าซของรัฐ ซึ่งดำเนินงานผ่านการระดมทุนด้วยหุ้นกู้ระดับโลก บริษัทจึงต้องหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นการละเมิดข้อผูกพันของหุ้นกู้ดังกล่าว
เงื่อนไขนี้ส่งผลให้กระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณีต้องหากลไกที่เหมาะสมในการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย
ระเบียบฉบับเดียวกันยังระบุด้วยว่า ในสถานการณ์ “เร่งด่วน” รัฐบาลได้รับอนุญาตให้ระงับการส่งออกจากแหล่งน้ำมันและก๊าซในประเทศได้
มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการบรรลุข้อผูกพันที่จะนำเข้าน้ำมันจำนวน 150 ล้านบาร์เรลจากรัสเซีย โดยมีกำหนดการดำเนินงานเป็นระยะๆ ไปจนถึงสิ้นปี 2026 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเดินทางเยือนรัสเซียของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto)
อินโดนีเซียยกเว้นสหรัฐฯ พันธมิตร จากเกณฑ์เงินตราต่างประเทศที่ได้จากส่งออกทรัพยากรธรรมชาติฉบับใหม่

อินโดนีเซียจะยกเว้นข้อบังคับบางส่วนของนโยบายรายได้เงินตราต่างประเทศฉบับใหม่ที่ได้จากการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ ให้กับประเทศพันธมิตรหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา
“มีการยกเว้นให้แก่กลุ่มประเทศพันธมิตร ซึ่งเราจะทำการตรวจสอบในภายหลัง โดยหนึ่งในประเทศเหล่านั้นตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา” นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 อินโดนีเซียประกาศกฎใหม่คุมเข้มการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ โดยกำหนดให้ส่งผ่านบริษัท พีที ดานันตารา ซุมเบอร์ ดายา อินโดนีเซีย (PT Danantara Sumber Daya Indonesia:DSI) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจเท่านั้น พร้อมกับออกกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับรายได้จากการส่งออก โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกทรัพยากรธรรมชาติต้องนำรายได้จากการส่งออกทั้งหมด 100% ฝากไว้ในธนาคารของรัฐ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป
ข้อบัญญัติดังกล่าวอยู่ในการควบคุมภายใต้กฎระเบียบของรัฐบาล (PP) ฉบับที่ 21 ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎระเบียบ PP ฉบับที่ 36 ประจำปี 2566 ว่าด้วยรายได้เงินตราต่างประเทศจากการแสวงหาประโยชน์ การจัดการ และ/หรือการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติ
ภายใต้กฎระเบียบนี้ รัฐบาลจะมีความยืดหยุ่นสำหรับการปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าทวิภาคีและการจัดเตรียมเฉพาะบางประการ โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มิถุนายน 2569
กฎระเบียบใหม่ระบุให้ผู้ส่งออกทรัพยากรธรรมชาติจำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังนี้:
- การฝากเงินตราต่างประเทศ: ผู้ส่งออกต้องฝากรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศจากการส่งออกเต็มจำนวน 100% เข้าบัญชีของธนาคารรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรวมกลุ่มกันในชื่อกลุ่มธนาคาร Himbara
- การกันสำรองเงินตราต่างประเทศ (Retention):
- กลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ: ต้องคงรายได้จากการส่งออกไว้อย่างน้อย 30% ในบัญชีพิเศษของระบบธนาคาร Himbara เป็นระยะเวลาขั้นต่ำ 3 เดือน
- กลุ่มที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ: ต้องคงรายได้ไว้เต็มจำนวน 100% เป็นระยะเวลาขั้นต่ำ 12 เดือน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ปรับลดสัดส่วนข้อบังคับในการแปลงสกุลเงินตราต่างประเทศจากรายได้ส่งออกให้เป็นสกุลเงินรูเปียะฮ์ลง โดยลดจากเดิมที่ต้องแปลงเต็มจำนวน 100% ให้เหลือสูงสุดไม่เกิน 50%
สำหรับกรณีของข้อตกลงการค้าทวิภาคี รายได้จากการส่งออกที่มีต้นทางมาจากภาคการทำเหมืองแร่ จะต้องคงเงินสำรองขั้นต่ำไว้ที่ 30% เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน และได้รับอนุญาตให้นำไปฝากไว้ในธนาคารพาณิชย์อื่นนอกกลุ่มธนาคาร Himbara ได้
มาเลเซียเร่งผลิตไฟจากก๊าซ ลดใช้ถ่านหิน รับมือความต้องการพลังงานพุ่งทุบสถิติ

มาเลเซียกำลังดึงก๊าซสำรองจากแหล่งนอกชายฝั่งมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ อันเป็นผลมาจากคลื่นความร้อนที่รุนแรงและการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Centres) ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในเอเชียจำต้องหันไปพึ่งพาการเผาถ่านหินมากขึ้นเพื่อชดเชยการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน
รายงานของหน่วยงานระบบโครงข่ายไฟฟ้ามาเลเซีย (GSO) แสดงให้เห็นว่า ความต้องการไฟฟ้าในพื้นที่คาบสมุทรมลายู (ซึ่งคิดเป็น 80% ของความต้องการทั้งประเทศ) ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 11.5% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือนเมษายน
การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเติบโตเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2561 เป็นอย่างน้อย โดยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.54 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) ในเดือนเมษายน ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลดลงอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบกว่าสามปี เหลือ 6.67 TWh ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 27 พฤษภาคม การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 28.3% ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลดลง 4.8%
“ในคาบสมุทรมาเลเซีย การเพิ่มขึ้นของการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติส่งผลให้ความต้องการก๊าซเพิ่มสูงขึ้น” บริษัท PETRONAS ของรัฐบาลชี้แจงรอยเตอร์ในแถลงการณ์
เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัทผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ได้ส่งออก LNG จำนวน 446,000 ตันจากแหล่งก๊าซนอกชายฝั่งไปยังคาบสมุทรมาเลเซียในปีนี้ ซึ่งเกือบสามเท่าของปริมาณ 150,000 ตันที่ส่งออกตลอดทั้งปี 2025 ตามข้อมูลของ Kpler
“ความต้องการก๊าซภายในประเทศได้รับการตอบสนองผ่านระบบการใช้ก๊าซคาบสมุทรเป็นหลัก ซึ่งส่งก๊าซจากแหล่งนอกชายฝั่งและเสริมด้วยการนำเข้า LPG” PETRONAS กล่าว โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ยุทธศาสตร์ของมาเลเซียถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการพึ่งพาถ่านหินนำเข้าในระดับสูงมาหลายทศวรรษเพื่อควบคุมต้นทุน ขณะที่ประเทศผู้ใช้ก๊าซรายอื่นในเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ กลับไปใช้ถ่านหินมากขึ้นเพื่อชดเชยปริมาณ LNG ที่ลดลงอันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วสู่การใช้ก๊าซได้ผลักดันสัดส่วนของก๊าซในการผลิตไฟฟ้าเดือนเมษายนขึ้นสู่ระดับ 42.6% ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ขณะที่สัดส่วนของถ่านหินลดลงสู่ 51.2% จาก 62.2% ในเดือนเมษายน 2568 ตามข้อมูลของ GSO
เคเชอร์ สุมีต (Kesher Sumeet) นักวิเคราะห์จาก Energy Aspects ระบุว่า มาเลเซียกำหนดราคาก๊าซสำหรับภาคการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าราคาอ้างอิง LNG ระดับนานาชาติเพื่อรักษาระดับราคาให้ต่ำ ซึ่งเป็นแรงจูงใจในการลงทุนของศูนย์ข้อมูล
“เราคาดว่าความต้องการพลังงานโดยรวมจะเติบโตประมาณ 4% ต่อปีในช่วงปีต่อๆ ไป โดยมีศูนย์ข้อมูลที่อยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างต่างๆ เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก” สุมีตกล่าว
PETRONAS ระบุเมื่อปีที่แล้วว่ามาเลเซียจะนำเข้า LNG ในปริมาณมากภายในสิ้นทศวรรษนี้ เนื่องจากความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล ในปีนี้ คณะกรรมการพลังงานของประเทศคาดว่าสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและศูนย์ข้อมูลจะยังคงเป็นแรงผลักดันความต้องการพลังงาน ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดการณ์ว่าอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติจะยังคงยืดเยื้อไปจนถึงเดือนกรกฎาคม
อย่างไรก็ตาม มาเลเซียได้เพิ่มการส่งออก LNG ขึ้น 14.6% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 12.81 ล้านตันในช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ตามข้อมูลของ Kpler
“เราคาดการณ์ว่าหลังปี 2571 โลกจะเข้าสู่ภาวะอุปทาน LNG ล้นตลาดอย่างชัดเจน” อเล็กซ์ เซียว(Alex Siow) นักวิเคราะห์จาก ICIS กล่าว “ในเวลานั้น การที่ PETRONAS ส่งออก LNG ต่อไปผ่านสัญญาระยะยาวและซื้อ LNG ในตลาด spot ที่ถูกกว่ามากเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า”
มาเลเซียเข้มเก็บภาษีนำเข้าทองคำแท่ง 10%

มาเลเซียได้เรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% สำหรับการขนส่งทองคำแท่งบางส่วน ส่งผลกระทบต่อการค้าทองคำในประเทศ
ผู้ค้าและตัวแทนจำหน่ายซึ่งขอไม่เปิดเผยตัวตนเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับสื่อมวลชนระบุว่า สินค้าขาเข้าบางส่วนถูกเรียกเก็บภาษี 10% ตั้งแต่ต้นเดือนนี้เป็นอย่างน้อย
ผลที่ตามมาคือ สินค้าบางส่วนถูกกักไว้ที่ศุลกากรหรือถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังที่อื่น เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้สะท้อนในราคาทองคำในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นในระดับเดียวกัน ทำให้การนำเข้าไม่คุ้มทุน
ธนาคารอิสลามในประเทศอย่าง Bank Muamalat Malaysia Bhd ที่เสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนในทองคำ ระบุว่า หากมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทองคำ 10% ต้นทุนดังกล่าวจะถูกโอนไปยังลูกค้า
โฆษกของกรมศุลกากรมาเลเซียแจ้งว่า กระทรวงการคลังจะ “หารือกับภาคอุตสาหกรรม” เกี่ยวกับการนำเข้า “ผลิตภัณฑ์ทองคำที่ผ่านการผลิต”
สมาคมทองคำมาเลเซียและตัวแทนในประเทศของ World Gold Council ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ ราคาทองคำพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นปีนี้ จุดประกายความสนใจของนักลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าว
ในมาเลเซีย ธนาคารในประเทศบางแห่งได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนในทองคำในช่วงปีที่ผ่านมา และบริษัท Loomis AB ผู้ให้บริการขนส่งทองคำ ได้เปิดคลังเก็บทองคำใกล้กับกัวลาลัมเปอร์เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
มาเลเซียนำเข้าทองคำที่ไม่ใช่เงินตราประมาณ 9,700 ล้านริงกิตนับถึงเดือนเมษายนปีนี้ ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติ
ฟิลิปปินส์เร่งเพิ่มพลังงานหมุนเวียน 20 GW มุ่งเป้าหมายพลังงานสะอาดปี 2040

ฟิลิปปินส์เร่งเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนอีก 20 กิกะวัตต์ (GW) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการจัดหาพลังงานครึ่งหนึ่งของประเทศจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน ซึ่คาดว่าการประมูลพลังงานที่กำลังจะเปิดอีกครั้งจะช่วยขับเคลื่อนได้
“จากประมาณการของเรา ฟิลิปปินส์ต้องการพลังงานหมุนเวียนอีกราวๆ 20 กิกะวัตต์ เพื่อให้บรรลุสัดส่วนร้อยละ 50 ภายในปี 2040” ชารอน เอส. การิน (Sharon S. Garin) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ปัจจุบันฟิลิปปินส์ยังคงพึ่งพาถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศเป็น 35% ภายในปี 2030 และเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2040
นางสาวการินกล่าวว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ ประเทศจำเป็นต้องจัดการประมูลโครงการพลังงานสีเขียว (Green Energy Auction หรือ GEA) อีกหลายรอบ ซึ่ง GEA เป็นโครงการของรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาพลังงานหมุนเวียนเข้ายื่นประมูลสัญญาเพื่อจ่ายไฟฟ้าในราคาที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
นับตั้งแต่การเปิดตัวการประมูล GEA รอบแรกในปี 2022 กระทรวงพลังงานได้จัดการประมูลไปแล้ว 4 รอบ ซึ่งคาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้มากกว่า 20 กิกะวัตต์ไปจนถึงปี 2035
การประมูลรอบที่ผ่านมาครอบคลุมพลังงานหลายประเภท ได้แก่:
- พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar)
- พลังงานลมบนบก (Onshore wind)
- พลังงานชีวมวล (Biomass)
- พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal)
- พลังงานน้ำ (Hydropower)
- ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy storage systems)
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานกำลังเตรียมจัดการประมูลระดับประเทศเพื่อให้เกิดการแข่งขันครั้งแรกสำหรับโครงการพลังงานลมในทะเล (Offshore wind) โดยเฉพาะในปีนี้
“เราคาดการณ์ว่าเราต้องจัดทำโครงการ GEA เพิ่มเติมอีก 20 กิกะวัตต์” นางสาวการินกล่าว
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้เปิดเผยแผน GEA ระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมอย่างน้อย 25 กิกะวัตต์ โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 25 ล้านล้านเปโซ
การประมูลรอบต่อๆ ไปจะครอบคลุมเทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น:
- พลังงานขยะ (Waste-to-energy)
- พลังงานลมบนบก (Onshore wind)
- โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating solar)
- โซลาร์รูฟท็อป (Rooftop solar)
- ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery energy storage systems)
โดยโครงการเหล่านี้มีกำหนดเริ่มส่งมอบพลังงานอย่างเร็วที่สุดตั้งแต่ปี 2027 ยาวไปจนถึงปี 2035
“การเตรียมแผนงานที่ชัดเจน บวกกับการประมูลที่เตรียมไว้ ทำให้เราสามารถสร้างความชัดเจนในตลาดให้กับผู้พัฒนาโครงการและสถาบันการเงิน เพื่อให้พวกเขาสามารถวางแผน ระดมทุน และดำเนินโครงการได้ตามกำหนดเวลา” นางสาวการินกล่าว
โฮเซ เอ็ม. ลายุก (Jose M. Layug) กรรมการบริหารสถาบันวิจัยและนโยบายพลังงานแห่งฟิลิปปินส์ (Philippine Energy Research & Policy Institute) กล่าวว่า ฟิลิปปินส์กำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อบรรลุเป้าหมายผ่านการประมูลที่จัดเตรียมไว้
“ผมเชื่อว่าฟิลิปปินส์สามารถบรรลุเป้าหมายได้ผ่านโครงการ GEA หากรัฐบาลยังคงทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนในการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่เสนอ และลดขั้นตอนระบบราชการในกระบวนการขอใบอนุญาต” นายลายุกกล่าวกับสำนักข่าว BusinessWorld
นายลายุกระบุว่า เป้าหมายนี้อาจเจออุปสรรคจาก “กระบวนการที่ยาวนานในการขอใบอนุญาตจำนวนมากจากหน่วยงานรัฐบาลส่วนกลางและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นที่แตกต่างกัน”
นอกจากนี้ นายลายุกยังกล่าวเสริมว่า ฟิลิปปินส์ควรใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ เพื่อบริหารจัดการความต้องการพลังงานให้ดียิ่งขึ้น ท่ามกลางวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก และเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง
“วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของฟิลิปปินส์ต่อปัญหาสภาวะการขาดแคลนและราคาพลังงานที่ผันผวน เนื่องจากเราพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้าอย่างหนัก” นายลายุกกล่าว “เรารู้เรื่องนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่เรายังไม่ได้เปลี่ยนผ่านเพื่อลดการพึ่งพาดังกล่าวอย่างจริงจังเสียที”



