ASEAN Roundup อินโดนีเซีย เตรียมคุมเข้มการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 17-23 พฤษภาคม 2569

  • อินโดนีเซีย เตรียมคุมเข้มการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์
  • กระทรวงดิจิทัลอินโดนีเซียผลักดัน “3 เสาหลัก” ขับเคลื่อนนโยบาย AI
  • สิงคโปร์แซงอินโดนีเซียขึ้นแท่นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • เวียดนามปรับลดธุรกิจที่มีเงื่อนไขลงเหลือ 142 ประเภทเริ่มกรกฎาคมนี้
  • ลาวระงับนำเข้ารถยนต์สันดาป พร้อมคุมราคารถยนต์ไฟฟ้า
  • กรมเจ้าท่าไทย–สปป.ลาว ลงนาม MOU ยกระดับมาตรฐานการเดินเรือระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

อินโดนีเซีย เตรียมคุมเข้มการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์

ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างการประชุมเต็มคณะ ณ อาคารรัฐสภา กรุงจาการ์ตา เมื่อวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่มาภาพ:https://jakartaglobe.id/business/new-commodity-export-controls-could-save-indonesia-150-billion-annually-prabowo

อินโดนีเซียเตรียมตั้งรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ส่งออกรายเดียวสำหรับน้ำมันปาล์ม ถ่านหินที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า และนิกเกิล

อินโดนีเซีย ประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีแผนที่จะรวมศูนย์การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ โดผ่านหน่วยงานของรัฐ ซึ่งความเคลื่อนไหวในครั้งนี้คาดว่าจะสร้างความสั่นสะเทือนให้กับการดำเนินธุรกิจในประเทศที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันปาล์ม ถ่านหินที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า (thermal coal) และนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก

ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต แถลงในระหว่างการแถลงสุนทรพจน์ครั้งสำคัญซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพุธ( 20 พฤษภาคม 2569) ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะจัดตั้งจัดตั้งหน่วยงานส่งออกแห่งใหม่ของรัฐเพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารจัดการการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติของอินโดนีเซีย

หน่วยงานนี้เป็นรัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ส่งออกแต่เพียงผู้เดียว” (sole exporter) สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภทที่ผลิตภายในประเทศ

ความคิดริเริ่มดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการสูญเสียรายได้ของรัฐอันเกิดจากการปั่นราคา การแจ้งยอดส่งออกต่ำกว่าความเป็นจริง และการกำกับดูแลที่หละหลวมต่อการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์

“รัฐบาลภายใต้การนำของข้าพเจ้าได้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการบริหารจัดการการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ประเภททรัพยากรธรรมชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าวต่อสมาชิกรัฐสภา

กฎระเบียบดังกล่าวได้รับการสานต่อด้วยการจัดตั้ง บริษัท พีที ดานันตารา ซุมเบอร์ ดายา อินโดนีเซีย (PT Danantara Sumber Daya Indonesia:DSI) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานโดยตรงภายใต้การกำกับดูแลของดานันตารา (Danantara)

“การขายทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดของเรา เริ่มตั้งแต่น้ำมันปาล์ม ถ่านหิน และโลหะผสม (ferroalloys) จะต้องผ่านรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลอินโดนีเซียแต่งตั้งให้เป็นผู้ส่งออกรายเดียวเท่านั้น” ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าว

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีอินโดนีเซียไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นโลหะผสมประเภทใดบ้าง แต่น่าจะรวมถึงนิกเกิลบางประเภท ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสเตนเลสสตีลและแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

การจัดตั้งหน่วยงานกำกับการส่งออกในครั้งนี้ ส่งผลให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมและตรวจสอบหนึ่งในภาคส่วนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจอินโดนีเซียอย่างเข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ มีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดโลกที่ต้องพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์จากอินโดนีเซียอย่างมาก และอาจส่งผลให้กำไรของบริษัทด้านทรัพยากรธรรมชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศลดลงด้วย

ราคาน้ำมันปาล์มดิบอ้างอิงในตลาดมาเลเซียดีดตัวขึ้นเกือบ 2% ทันทีหลังการประกาศ เนื่องจากตลาดกังวลว่ามาตรการควบคุมการส่งออกดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานในตลาด เช่นเดียวกับราคานิกเกิลที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทานเช่นกัน

ขณะเดียวกัน หุ้นของบริษัท AEP Plantations ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ร่วงลงกว่า 20% ในช่วงเช้าวันพุธ สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์

ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่นี้ ผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์จะต้องขายผลผลิตของกิจการให้แก่หน่วยงานของรัฐ จากนั้นหน่วยงานดังกล่าวจะเป็นผู้เจรจาต่อรองกับผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยประธานาธิบดีปราโบโวระบุอีกว่า

“ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหมดจะต้องถูกกำหนดภายในประเทศของเราเอง”

มาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้เป็นระยะๆ (in phases) ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตในอินโดนีเซียยังคงสามารถขายให้กับผู้ซื้อต่างชาติได้โดยตรง

ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าวว่า มาตรการนี้มีความจำเป็นอย่างมากในการปราบปรามการทุจริตส่งออก ผ่านวิธีการสำแดงมูลค่าสินค้าในใบแจ้งหนี้ต่ำกว่าความเป็นจริง (under-invoicing) ซึ่งประธานาธิบดีปราโบโวชี้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวทำให้ประเทศสูญเสียรายได้ไปมากถึง 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างปี 2534 ถึง 2567

ระยะแรกของแผนควบคุมการส่งออกนี้คาดว่าจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม โดยบริษัทเอกชนจะต้องโอนย้ายธุรกรรมการนำเข้าและการส่งออกไปให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ดูแล และคาดว่ารัฐวิสาหกิจของรัฐจะเข้ามาบริหารจัดการธุรกรรมทางการค้าทั้งหมดระหว่างผู้ซื้อต่างประเทศและผู้ขายในประเทศอย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนกันยายน

ประธานาธิบดีปราโบโวแถลงว่า “นโยบายนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับรายได้จากภาษีและรายได้ของรัฐบาล รวมถึงการบริหารจัดการและการขายทรัพยากรธรรมชาติของเรา”

และกล่าวด้วยว่า “เราไม่อยากให้รายได้ของประเทศเราอยู่ในระดับต่ำสุด เพียงเพราะเราขาดความกล้าหาญที่จะเข้ามาบริหารจัดการสิ่งที่เป็นของเรา สิ่งที่เป็นของประชาชนชาวอินโดนีเซียทุกคน”

นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังได้ออกกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับรายได้จากการส่งออก โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกทรัพยากรธรรมชาติต้องนำรายได้จากการส่งออกทั้งหมด 100% ฝากไว้ในธนาคารของรัฐ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป

รัฐบาลยืนยันว่า DSI จะไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “พ่อค้าคนกลาง” หรือเรียกเก็บค่าคอมมิชชันจากผู้ส่งออก แต่จะทำหน้าที่เป็นระบบกลางสำหรับบันทึก ตรวจสอบ และติดตามข้อมูลการส่งออกเพื่อเพิ่มความโปร่งใสเท่านั้น นอกจากนี้ การดำเนินงานเต็มรูปแบบจะยังไม่เริ่มในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 แต่ช่วงเดือนมิถุนายน–ธันวาคม 2569 จะเป็นเพียงระยะทดลองระบบและการรายงานข้อมูล ก่อนเข้าสู่การเชื่อมโยงธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มส่วนกลางอย่างเต็มรูปแบบในเดือนมกราคม 2570

ด้าน เดดิ ดีนาร์โต (Dedi Dinarto) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของบริษัทที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ FGS Global กล่าวว่า “คำถามสำคัญในตอนนี้คือ รัฐบาลจะกำหนดราคาอย่างไร? สัญญาที่มีอยู่เดิมจะจัดการอย่างไร? หน่วยงานของรัฐแห่งนี้จะดึงส่วนต่างกำไร (margin) ไปมากน้อยแค่ไหน? และผู้ส่งออกจะยังคงมีความยืดหยุ่นทางการค้าเพียงพอหรือไม่?”

“หากนักลงทุนมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนนโยบายในวงกว้าง ไปสู่การควบคุมของรัฐตามอำเภอใจ มันก็อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการเข้ามาลงทุนในอนาคตได้”

แนวคิดนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่อินโดนีเซียสั่งบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกอย่างกะทันหัน โดยในปี 2563 รัฐบาลอินโดนีเซียเคยสั่งห้ามส่งออกแร่นิกเกิลดิบ เพื่อกดดันให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในโรงงานแปรรูปนิกเกิลภายในประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับการส่งออก และการดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้อินโดนีเซียกลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตลาดนิกเกิลโลก

อย่างไรก็ตาม เอ็ดดี้ มาร์โตโน ประธานสมาคมน้ำมันปาล์มอินโดนีเซีย(the Indonesian Palm Oil Association) เตือนว่า ปริมาณการส่งออกอาจได้รับผลกระทบ หากหน่วยงานจัดตั้งใหม่นี้ไม่มีการบริหารจัดการที่ดีพอ

“บริษัทการค้า (Trading companies) ที่ดำเนินธุรกิจในปริมาณย่อม น่าจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า โดยบางรายอาจถึงขั้นต้องปิดตัวลง ซึ่งอาจนำไปสู่การเลิกจ้างงานตามมา” มาร์โตโนกล่าว

การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนกำลังต้องรับมือกับการรวมศูนย์อำนาจที่เพิ่มมากขึ้น ภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว รวมถึงนโยบายการคลังและนโยบายเศรษฐกิจของเขา

นอกจากนี้ คำเตือนจาก MSCI ผู้จัดทำดัชนีระดับโลกเมื่อต้นปีนี้ เกี่ยวกับการอาจปรับลดระดับอินโดนีเซียลงสู่ “ตลาดชายขอบ” (Frontier Market) ก็ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไปก่อนหน้าแล้ว

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.50%  สู่ระดับ 5.25% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบสองปี เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินรูเปียะฮ์ที่ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดใหม่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

หน่วยงานส่งออกแห่งใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลในการเพิ่มรายได้ของรัฐ ในขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาคและการคลังกำลังเพิ่มสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

นับตั้งแต่ก้าวขึ้นสู่อำนาจในช่วงปลายปี 2567 ประธานาธิบดีปราโบโวได้มุ่งเน้นไปที่นโยบายประชานิยมที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล เช่น โครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับเด็กนักเรียน ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับระบบการคลังของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นยังกลายเป็นภาระหนัก เนื่องจากอินโดนีเซียมีการอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศอย่างหนัก

ยิ่งไปกว่านั้น ภาคทรัพยากรธรรมชาติของอินโดนีเซียกำลังบอบช้ำจากนโยบายของปราโบโว ที่เดินหน้ายึดคืนที่ดินทำกินหลายล้านเฮกตาร์คืนจากบริษัทน้ำมันปาล์มและบริษัทเหมืองแร่ โดยอ้างเหตุผลเรื่องการละเมิดกฎหมายสิ่งแวดล้อม แม้ภาคธุรกิจจะออกมาแย้งว่ารัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้องก็ตาม

ดินิตา เซตยาวาตี(Dinita Setyawati) จาก Ember ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองด้านพลังงาน กล่าวว่า การที่รัฐเข้ามาควบคุมมากขึ้นจะช่วยให้ประเทศอินโดนีเซียมี “อำนาจต่อรอง” สูงขึ้น ในการเจรจาอนาคตร่กับบรรดาประเทศมหาอำนาจที่ต่างต้องการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของประเทศ

เซตยาวาตีกล่าวอีกว่า ระบบการรวมสินค้าโภคภัณฑ์ไว้ที่ศูนย์กลางในรูปแบบใหม่นี้ อาจช่วยให้อินโดนีเซียแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เรื้อรังมานาน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการตักตวงผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจนเกินขอบเขต อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะได้ผลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวิธีการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง

“มันจะกลายเป็นประเด็นเรื่องความเชื่อมั่น” เซตยาวาตีกล่าว “สิ่งที่มีชื่อเสีย (ฉาวโฉ่) ที่สุดอย่างเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน คือสิ่งจำเป็นที่ต้องได้รับการเฝ้าระวัง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างถูกต้องตามที่ควรจะเป็น”

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียได้เดินหน้าปราบปรามการทำเหมืองที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมโรงกลั่นและแปรรูปสินค้าโภคภัณฑ์ภายในประเทศ เช่น ถ่านหินและนิกเกิล หลังจากที่เคยประกาศให้การส่งออกแร่นิกเกิลดิบเป็นสิ่งผิดกฎหมายมาตั้งในปี 2563

ปุตรา อธิกูนา(Putra Adhiguna) จาก Energy Shift Institute ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในกรุงจาการ์ตา กล่าวว่า การประกาศของประธานาธิบดีปราโบโวในสัปดาห์นี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลในการเข้าควบคุมสินค้าโภคภัณฑ์ของประเทศโดยตรง

อธิกูนาชี้ว่า นโยบายนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ และช่วยชดเชยงบประมาณที่ขาดหายไปจากการที่รัฐบาลต้องจ่ายเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้น เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตการณ์ทางพลังงานที่เกิดจากสงครามอิหร่าน โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่าการส่งออกถ่านหินของอินโดนีเซีย ไปยังตลาดโลกในปี 2568 มีมูลค่า 24,482,764,923 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจาก 30,480,547,999 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 หรือลดลงร้อยละ 19.68 ขณะที่ช่วงเดือนมกราคม 2569 การส่งออกถ่านหินทั่วโลกลดลงร้อยละ 16.04 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดหลัก ได้แก่ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ส่วนไทยเป็นตลาดส่งออกถ่านหินอันดับที่ 10 ของอินโดนีเซีย มีมูลค่าส่งออก 798,603,848 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และในเดือนมกราคม 2569 อินโดนีเซียส่งออกถ่านหินไปไทยมูลค่า 58,144,187 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 31.31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.19 ของการส่งออกถ่านหินทั้งหมดของอินโดนีเซีย

กระทรวงดิจิทัลอินโดนีเซียผลักดัน “3 เสาหลัก” ขับเคลื่อนนโยบาย AI

นายเนซาร์ ปาเตรีย (Nezar Patria) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัล ที่มาภาพ:https://en.antaranews.com/amp/news/416755/indonesia-pushes-three-pillars-in-ai-policies-ministry

กระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัลแห่งอินโดนีเซีย เน้นย้ำว่าประเทศอินโดนีเซียได้กำหนด “3 เสาหลัก” ในนโยบายปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลระดับชาติ และขับเคลื่อนผลกระทบทางเศรษฐกิจดิจิทัล

เสาหลักแรก มุ่งเน้นไปที่กฎระเบียบที่สร้างความสมดุลระหว่างนวัตกรรมและการคุ้มครอง โดยกำหนดให้แพลตฟอร์ม AI ต้องรักษาความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความปลอดภัย พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจว่าค่านิยมของระบบ AI เหล่านั้นสอดคล้องกับค่านิยมทางวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย

นายเนซาร์ ปาเตรีย (Nezar Patria) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัล ระบุในแถลงการณ์ที่ได้รับและยืนยันในกรุงจาการ์ตาเมื่อวันศุกร์(22 พฤษภาคม 2569) ที่ผ่านมาว่า “ขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการจัดทำเครื่องมือเชิงนโยบายที่สำคัญสองประการ ได้แก่ โรดแมป (Roadmap) ด้าน AI ระดับชาติ และข้อบังคับประธานาธิบดีว่าด้วยจริยธรรมของ AI”

นอกจากนี้ เสาหลักที่สอง ในการพัฒนา AI ของอินโดนีเซีย คือการมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับโลก เพื่อสนับสนุนการดำเนินการด้านนี้ อินโดนีเซียยังคงเปิดรับความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกผ่านโครงการริเริ่มด้านการลงทุนและการพัฒนาต่างๆ

นายปาเตรียได้สรุปถึงคำมั่นด้านการลงทุนและการพัฒนาหลายโครงการที่อินโดนีเซียได้รับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้แก่

  • Microsoft ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลงทุนมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ในอินโดนีเซีย
  • Nvidia และ Amazon ต่างก็ยืนยันคำมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียเช่นกัน

เพื่อให้สอดรับกับการพัฒนา AI คาดว่าศูนย์ข้อมูล (Data Center) จะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2569 อินโดนีเซียมีศูนย์ข้อมูลจำนวน 185 แห่ง ด้วยกำลังการผลิตรวม 274 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิตนี้ให้มากกว่า 2,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2572

และเสาหลักสุดท้าย คือการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลอย่างครอบคลุม (Inclusive digital talent development) โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงฯ ระบุว่า แรงงานที่มีทักษะความสามารถนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ดังนั้นการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลจึงกลายเป็นภารกิจเร่งด่วน

“โครงสร้างพื้นฐานระดับโลกจะมีมูลค่าน้อยมากหากปราศจากแรงงานที่มีทักษะ ปัจจุบันอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับการขาดแคลนบุคลากรดิจิทัลอยู่ประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้” นายปาเตรียกล่าว

ด้วยการใช้ประโยชน์จาก 3 เสาหลักนี้ อินโดนีเซียมีเป้าหมายที่จะรักษาตำแหน่งระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอินโดนีเซียจะมีมูลค่ามากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 และมีศักยภาพที่จะพุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 2.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึง 3.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573

สิงคโปร์แซงอินโดนีเซียขึ้นแท่นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มาภาพ: https://singaporeland.com/portfolio/sgx-centre-two/

อินโดนีเซียที่ยังคงเผชิญกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่อย่างต่อเนื่อง ได้สูญเสียตำแหน่งตลาดหุ้นที่มีมูลค่ามากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้แก่สิงคโปร์

ข้อมูลที่รวบรวมโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ระบุว่า มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalisation) รวมของบริษัทที่จดทะเบียนในอินโดนีเซีย ดิ่งลงกว่า 30% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนมกราคม มาอยู่ที่ 6.18 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.93 แสนล้านดอลลาร์สิงคโปร์) ในขณะที่มูลค่าตลาดของสิงคโปร์ไต่ขึ้นไปอยู่ที่ 6.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอินโดนีเซียย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียอาจถูกลดชั้นไปอยู่ในกลุ่มตลาดชายขอบ

(Frontier Markets) ประกอบกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่อย่าง ฟิตช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) และ มูดีส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) ต่างปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศลงสู่ระดับ “เชิงลบ” (Negative)

ดัชนีหุ้นของอินโดนีเซียร่วงลงไปอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่ค่าเงินรูเปียะฮ์ก็ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง

นายโซ ชิ ไก (Soh Chih Kai) ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก ไลออน โกลบอล อินเวสเตอร์ส (Lion Global Investors) กล่าวว่า แรงส่งในขณะนี้อาจไม่หนุนอินโดนีเซียนัก อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่ควรตัดความเป็นไปได้ที่ตลาดจะฟื้นตัวในอนาคต

แต่สถานการณ์นี้ได้ช่วยตอกย้ำสถานะที่แข็งแกร่งของตลาดสิงคโปร์ เนื่องจากกระแสเงินทุนยังคงวิ่งเข้าหาความมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายระดับโลก นายโซกล่าว

หุ้นสิงคโปร์ได้รับปัจจัยหนุนจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงการปฏิรูปตลาดที่นำโดยรัฐบาล โดยดัชนีสเตรตส์ไทมส์ (Straits Times Index) พุ่งทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนมองหาแหล่งพักเงินที่ปลอดภัย (Defensive havens) ในช่วงที่ตลาดเผชิญความผันผวนอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่าน ส่งผลให้หุ้นของประเทศที่เป็นเกาะแห่งนี้มีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นอินโดนีเซียมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569

“ความมั่งคั่งคือปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการเติบโตของผลกำไร และเมื่อรวมกับค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์ที่แข็งค่า คาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น” นางสาวคาร์เมน ลี (Carmen Lee) หัวหน้าฝ่ายวิจัยตราสารทุนของโอซีบีซี (OCBC) กล่าว

การเทขายหุ้นอินโดนีเซียเป็นมูลค่าเกือบ 3.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เพิ่มขึ้นสำหรับประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) ในขณะที่เขาพยายามจะผลักดันเป้าหมายการเติบโตที่วางไว้สูงและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอาจกดดันความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ในขณะที่เงินรูเปียะฮ์ที่อ่อนค่าก็กำลังทำให้วัตถุดิบนำเข้ามีราคาแพงขึ้นด้วย

ข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า นักลงทุนทั่วโลกได้ถอนเงินมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐออกจากหุ้นในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2569 โดยเงินที่ออกจากอินโดนีเซียมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า การที่ MSCI ตัดสินใจถอดหุ้นท้องถิ่นบางตัว เช่น บาริโต รีนิวเวเบิลส์ เอนเนอร์จี (Barito Renewables Energy) และ ดิอัน สวาสติติกา เซนโตซา (Dian Swastatika Sentosa) ออกจากดัชนี จะทำให้เงินทุนไหลออกอีกมากถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลดอันดับ ทางการอินโดนีเซียได้เร่งดำเนินมาตรการปฏิรูปในวงกว้างในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เช่น การเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Minimum Float) เป็นสองเท่าเป็น 15% โดยมีระยะเวลาผ่อนผันสูงสุด 3 ปีสำหรับบางบริษัท ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจนถึงปัจจุบันยังคงมีความแข็งกร่งและฟื้นตัวได้ดี

สำหรับนักลงทุนในหุ้นอินโดนีเซีย จุดสนใจในตอนนี้จึงมุ่งไปที่การทบทวนสถานะตลาดของ MSCI ในเดือนมิถุนายน ซึ่งบริษัทจัดทำดัชนีจะตัดสินว่ามาตรการล่าสุดของอินโดนีเซียนั้นเพียงพอที่จะรักษา สถานะการเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ไว้ได้หรือไม่

นายซูเฟียนติ (Sufianti) นักกลยุทธ์ด้านตราสารทุนจาก บลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ (Bloomberg Intelligence) กล่าวว่า การปฏิรูปตลาดหุ้นเมื่อเร็วๆ นี้ถือเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ความกังวลเรื่อง MSCI ปัญหาด้านการคลัง และแรงกดดันด้านค่าเงิน อาจจะยังคงทำให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุนต่อไป

เวียดนามปรับลดธุรกิจที่มีเงื่อนไขลงเหลือ 142 ประเภทเริ่มกรกฎาคมนี้

ที่มาภาพ: https://vietnamtravel.com/tour/haiphong-city-tour/

มติล่าสุดของคณะรัฐมนตรีเวียดนาม ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป จำนวนประเภทธุรกิจที่มีเงื่อนไข (Conditional Business Lines) จะถูกปรับลดลงจากเดิม 198 ประเภท เหลือเพียง 142 ประเภท

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมติ 8 ฉบับว่าด้วยการลดขั้นตอน การกระจายอำนาจ และการลดความซับซ้อนของขั้นตอนทางราชการรวมถึงเงื่อนไขทางธุรกิจ

ขั้นตอนทางราชการและเงื่อนไขทางธุรกิจเหล่านี้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรม กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงการคลัง กระทรวงการก่อสร้าง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม และธนาคารกลางแห่งเวียดนาม

ภายใต้มติเหล่านี้ รัฐบาลได้ตัดสินใจยกเลิกขั้นตอนทางราชการ 184 ขั้นตอน ลดความซับซ้อนลง 394 ขั้นตอน และกระจายอำนาจในการดำเนินการอีก 134 ขั้นตอนให้แก่หน่วยงานท้องถิ่น

สำหรับเงื่อนไขทางธุรกิจ รัฐบาลได้ตัดสินใจยกเลิกเงื่อนไขทางธุรกิจ 890 ข้อ และปรับปรุงเงื่อนไขให้ง่ายขึ้น 4 ข้อ ซึ่งจะส่งผลให้ระยะเวลาและต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance time and costs) ลดลงถึง 50% เมื่อเทียบกับปี 2567

การออกมติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของรัฐบาลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ขอความร่วมมือไปยังกระทรวง หน่วยงาน และท้องถิ่นต่างๆ ให้จัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานตามมติเหล่านี้จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับรายชื่อ 142 ประเภทธุรกิจที่มีเงื่อนไขภายใต้มติเลขที่ 66.17/2026/NQ-CP ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ได้แก่

  • ธุรกิจการผลิตตราประทับ
  • ธุรกิจการค้าเครื่องมือสนับสนุน (รวมถึงการซ่อมแซม)
  • ธุรกิจการค้าพลุดอกไม้ไฟ (ไม่รวมวัตถุระเบิด)
  • ธุรกิจการค้าอุปกรณ์และซอฟต์แวร์พรางตาที่ใช้ในการบันทึกเสียง บันทึกวิดีโอ ระบุตำแหน่ง รบกวนหรือขัดขวางสัญญาณการสื่อสารเคลื่อนที่
  • ธุรกิจการค้าเครื่องแบบและอุปกรณ์ทางทหารสำหรับกองทัพ, อาวุธยุทโธพกรณ์, อุปกรณ์ทางเทคนิค, ยานพาหนะพิเศษของทหารและตำรวจ, ชิ้นส่วน, อะไหล่, วัสดุอุปกรณ์, อุปกรณ์พิเศษ และเทคโนโลยีเฉพาะทางในการผลิตสิ่งเหล่านั้น
  • ธุรกิจโรงรับจำนำ
  • ธุรกิจบริการนวด (เพื่อสุขภาพ/สปา)
  • ธุรกิจบริการรักษาความปลอดภัย
  • ธุรกิจการว่าความและบริการทางกฎหมาย
  • ธุรกิจบริการงานโนตารี (การรับรองเอกสารและลายมือชื่อ)
  • ธุรกิจบริการพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์/ผู้เชี่ยวชาญศาล
  • ธุรกิจบริการตรวจสอบบัญชี
  • ธุรกิจคลังสินค้า
  • ธุรกิจสถานที่สำหรับพิธีการศุลกากร การรวบรวม การตรวจสอบ และการกำกับดูแลทางศุลกากร
  • ธุรกิจการซื้อขายหลักทรัพย์
  • ธุรกิจบริการจดทะเบียนหลักทรัพย์ ฝากหลักทรัพย์ หักบัญชี และชำระราคาหลักทรัพย์ รวมถึงบริการสนับสนุนการซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนในประเทศ
  • ธุรกิจประกันภัย (ไม่รวมบริการสนับสนุนด้านการประกันภัย)
  • ธุรกิจบริการประเมินราคา/มูลค่าทรัพย์สิน
  • ธุรกิจสลากกินแบ่ง
  • ธุรกิจเกมอิเล็กทรอนิกส์ชิงรางวัล (รวมถึงเกมสำหรับชาวต่างชาติ คาสิโน และการพนันขันต่อ)
  • ธุรกิจบริการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
  • ธุรกิจบริการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยสมัครใจ
  • ธุรกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงและปิโตรเลียม
  • ธุรกิจการค้าวัตถุระเบิดเชิงอุตสาหกรรม (รวมถึงกิจกรรมการทำลายวัตถุระเบิด)
  • ธุรกิจการค้าสารตั้งต้นวัตถุระเบิด
  • ประเภทธุรกิจที่มีการใช้วัตถุระเบิดเชิงอุตสาหกรรมและสารตั้งต้นวัตถุระเบิด
  • ธุรกิจบริการระเบิดหิน/ทำลายด้วยวัตถุระเบิด
  • ธุรกิจการผลิตและการค้าเคมีภัณฑ์ (ยกเว้นเคมีภัณฑ์ที่ต้องห้ามในภาคผนวก II แนบท้ายกฎหมายว่าด้วยการลงทุน ฉบับที่ 143/2025/QH15)
  • ธุรกิจการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ วัตถุดิบยาสูบ เครื่องจักร และอุปกรณ์เฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมยาสูบ (ไม่รวมบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบใช้ความร้อน)
  • ธุรกิจการค้าอาหารภายใต้การจัดการเฉพาะทางของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข
  • การดำเนินงานของตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า
  • ธุรกิจการผลิต การส่ง การจำหน่าย การค้าส่ง และการค้าปลีกไฟฟ้า
  • ธุรกิจการส่งออกข้าว
  • ธุรกิจการค้าสารตั้งต้นเชิงอุตสาหกรรม
  • ธุรกิจการค้าสินค้าโภคภัณฑ์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ของผู้ให้บริการต่างชาติในเวียดนาม
  • ธุรกิจตลาดแบบตรง/ธุรกิจเครือข่าย (Multi-level marketing)
  • กิจกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce), การบริหารและการดำเนินงานแพลตฟอร์มตัวกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการรับรองสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ทางการค้า
  • กิจกรรมด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
  • กิจกรรมการจัดการอาชีวศึกษา
  • ธุรกิจบริการประเมินคุณภาพทักษะวิชาชีพ
  • ธุรกิจบริการตรวจสภาพทางเทคนิคด้านความปลอดภัยในการทำงาน
  • ธุรกิจบริการจัดส่งแรงงานไปต่างประเทศ
  • ธุรกิจบริการบำบัดยาเสพติดโดยสมัครใจ
  • ธุรกิจการขนส่งทางบก
  • ธุรกิจการผลิต การประกอบ และการนำเข้ารถยนต์
  • ธุรกิจบริการตรวจสภาพรถยนต์
  • ธุรกิจบริการฝึกอบรมการขับขี่รถยนต์
  • ธุรกิจบริการทดสอบขับรถ (โรงเรียนสอบใบขับขี่)
  • ธุรกิจบริการตรวจสอบความปลอดภัยทางจราจร
  • ธุรกิจบริการฝึกอบรมลูกเรือและผู้ขับขี่พาหนะทางน้ำในประเทศ
  • ธุรกิจการฝึกอบรมและโค้ชชิ่งลูกเรือเดินทะเล และการจัดหา/จัดส่งคนประจำเรือเดินทะเล
  • ธุรกิจการขนส่งทางอากาศ
  • ธุรกิจบริการออกแบบ ผลิต บำรุงรักษา และทดสอบอากาศยาน เครื่องยนต์อากาศยาน ใบพัดอากาศยาน รวมถึงอุปกรณ์และชิ้นส่วนอากาศยานในเวียดนาม
  • ธุรกิจการนำเข้า การนำเข้าชั่วคราวเพื่อส่งออกกลับ (Temporary import for re-export) และการส่งออกชั่วคราวเพื่อนำกลับเข้าของอากาศยานไร้คนขับ (UAV/Drone), พาหนะบินได้, เครื่องยนต์อากาศยาน, ใบพัดอากาศยาน และอุปกรณ์ของอากาศยานไร้คนขับหรือพาหนะบินได้อื่นๆ
  • ธุรกิจการวิจัย การผลิต การทดสอบ การซ่อมแซม และการบำรุงรักษาอากาศยานไร้คนขับ พาหนะบินได้ เครื่องยนต์อากาศยาน ใบพัดอากาศยาน และอุปกรณ์ของอากาศยานไร้คนขับหรือพาหนะบินได้อื่นๆ
  • ธุรกิจสนามบินและทางวิ่งอากาศยาน
  • ธุรกิจบริการการบิน ณ ท่าอากาศยาน
  • ธุรกิจบริการฝึกอบรมและโค้ชชิ่งบุคลากรด้านการบิน
  • ธุรกิจการขนส่งทางรถไฟ
  • ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ
  • ธุรกิจบริการขนส่งวัตถุอันตราย
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
  • ธุรกิจการบริหารจัดการโครงการลงทุนก่อสร้าง
  • ธุรกิจบริการสำรวจเพื่อการก่อสร้าง
  • ธุรกิจบริการออกแบบและตรวจสอบการออกแบบสิ่งปลูกสร้าง
  • ธุรกิจบริการที่ปรึกษาการควบคุมงานก่อสร้าง
  • ธุรกิจบริการทดสอบเฉพาะทางด้านการก่อสร้าง
  • ธุรกิจบริการที่ปรึกษาการวางผังเมืองและผังเมืองรวมชนบท
  • ธุรกิจบริการไปรษณีย์
  • ธุรกิจบริการโทรคมนาคม
  • ธุรกิจบริการจัดการความน่าเชื่อถือ (Trust services / บริการออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์)
  • กิจกรรมสำนักพิมพ์
  • ธุรกิจบริการการพิมพ์ (ไม่รวมการพิมพ์บรรจุภัณฑ์)
  • ธุรกิจบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social network)
  • ธุรกิจบริการเกมบนเครือข่ายโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต
  • ธุรกิจบริการวิทยุและโทรทัศน์แบบระบบบอกรับสมาชิก (Pay TV)
  • ธุรกิจบริการจัดตั้งเว็บไซต์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป
  • ธุรกิจการแปรรูปและซ่อมแซมผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้แล้วซึ่งต้องห้ามนำเข้า สำหรับคู่ค้าต่างประเทศ
  • ธุรกิจบริการการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic authentication)
  • ธุรกิจผลิตภัณฑ์และบริการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity)
  • ธุรกิจบริการจัดจำหน่ายสื่อสิ่งพิมพ์/สิ่งพิมพ์ต่างประเทศนำเข้า
  • ธุรกิจผลิตภัณฑ์และบริการรหัสลับพลเรือน (Civil cryptography)
  • กิจกรรมการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย
  • กิจกรรมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • กิจกรรมการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา
  • กิจกรรมของสถาบันการศึกษาที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ และสาขาของสถาบันการศึกษาต่างประเทศในเวียดนาม
  • กิจกรรมการจัดการศึกษาต่อเนื่อง
  • ธุรกิจการทำประมง/การจับสัตว์น้ำ
  • ธุรกิจพาณิชย์สัตว์น้ำ
  • ธุรกิจการผลิตอาหารสัตว์น้ำและอาหารสัตว์ทั่วไป
  • ธุรกิจการจดทะเบียนเรือประมง
  • ธุรกิจการค้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร/ยาป้องกันและกำจัดศัตรูพืช
  • ธุรกิจบริการจัดการหรือกำจัดศัตรูพืชสำหรับวัตถุที่อยู่ภายใต้การกักกันพืช
  • ธุรกิจบริการทดสอบยาป้องกันและกำจัดศัตรูพืช
  • ธุรกิจการค้ายาสัตว์ วัคซีน ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ จุลินทรีย์ และเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในทางสัตวแพทย์
  • ธุรกิจบริการทดลองและศัลยกรรมสัตว์
  • ธุรกิจบริการฉีดวัคซีน วินิจฉัย สั่งยา รักษา และดูแลสุขภาพสัตว์
  • ธุรกิจบริการทดสอบและวิเคราะห์ยาสัตว์ (รวมถึงยาสัตว์ทั่วไป ยาสัตว์น้ำ วัคซีน ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ จุลินทรีย์ และเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในทางสัตวแพทย์และสัตวแพทย์ทางน้ำ)
  • ธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์
  • ธุรกิจโรงฆ่าสัตว์ (โค กระบือ และสัตว์ปีก)
  • ธุรกิจการผลิตปุ๋ย
  • ธุรกิจบริการทดสอบปุ๋ย
  • ธุรกิจการค้าพันธุ์พืชและสายพันธุ์สัตว์
  • ธุรกิจการผลิตและการเพาะเลี้ยงพันธุ์สัตว์น้ำ
  • ธุรกิจการค้าผลิตภัณฑ์ดัดแปรพันธุกรรม (GMOs)
  • ธุรกิจบริการตรวจและรักษาโรค (โรงพยาบาลและคลินิก)
  • ธุรกิจอุตสาหกรรมยาและเภสัชกรรม
  • ธุรกิจการผลิตเครื่องสำอาง
  • ธุรกิจเครื่องมือแพทย์
  • ธุรกิจบริการด้านการปฏิบัติงานเกี่ยวกับรังสี
  • ธุรกิจบริการสนับสนุนการประยุกต์ใช้พลังงานปรมาณู
  • ธุรกิจบริการประเมินความสอดคล้องตามมาตรฐาน (Conformity assessment)
  • ธุรกิจบริการประเมิน ตีราคา และตรวจสอบเทคโนโลยี
  • ธุรกิจบริการตัวแทนทรัพย์สินทางปัญญา (รวมถึงตัวแทนลิขสิทธิ์ ตัวแทนทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม และตัวแทนสิทธิในพันธุ์พืช)
  • ธุรกิจบริการเผยแพร่ภาพยนตร์
  • ธุรกิจบริการประเมินโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ
  • ธุรกิจการวางแผน จัดทำ ออกแบบ จัดระบบการก่อสร้าง และที่ปรึกษาการควบคุมงานก่อสร้างสำหรับโครงการอนุรักษ์ บูรณะ และปฏิสังขรณ์โบราณสถาน
  • ธุรกิจบริการคาราโอเกะและดิสโก้เธค (สถานบันเทิง)
  • ธุรกิจบริการนำเที่ยวและท่องเที่ยว (Travel agency)
  • กิจกรรมทางกีฬาขององค์กรธุรกิจกีฬาและสโมสรกีฬาอาชีพ
  • ธุรกิจบริการที่พักแรม (โรงแรม/รีสอร์ท)
  • ธุรกิจการค้าโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ (ไม่รวมการส่งออกโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ) รวมถึงบริการอนุรักษ์ ปฏิสังขรณ์ ทำให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล และสร้างฐานข้อมูลของโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ
  • ธุรกิจการนำเข้าสินค้าทางวัฒนธรรมภายใต้การจัดการเฉพาะทางของกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว
  • ธุรกิจบริการรังวัดและทำแผนที่
  • ธุรกิจบริการพยากรณ์และเตือนภัยทางอุทกอุตุนิยมวิทยา
  • ธุรกิจบริการเจาะและสำรวจน้ำบาดาล
  • ธุรกิจบริการพัฒนาและใช้น้ำจากทรัพยากรน้ำ
  • ธุรกิจบริการสำรวจแร่
  • ธุรกิจการทำเหมืองแร่
  • ธุรกิจบริการขนส่งและบำบัดของเสียอันตราย
  • ธุรกิจการนำเข้าเศษซากวัสดุ/เศษเหล็กและขยะรีไซเคิล (Scrap)
  • ธุรกิจบริการตรวจสอบและเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม
  • กิจกรรมทางธุรกิจของธนาคารพาณิชย์
  • กิจกรรมทางธุรกิจของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร
  • กิจกรรมทางธุรกิจของธนาคารร่วมทุน, กองทุนสินเชื่อประชาชน และสถาบันการเงินชุมชน/ไมโครไฟแนนซ์
  • ธุรกิจบริการระบบการชำระเงินที่เป็นตัวกลาง (Intermediary payment) และการให้บริการชำระเงินที่เป็นตัวกลางโดยไม่ผ่านบัญชีชำระเงินของลูกค้า
  • ธุรกิจการให้บริการข้อมูลเครดิต (เครดิตบูโร)
  • ธุรกิจการค้าทองคำ
  • ธุรกิจการค้าผลิตภัณฑ์และบริการตัวกลางสำหรับการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล
  • ธุรกิจบริการแลกเปลี่ยนข้อมูล
  • กิจกรรมการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล/สินทรัพย์คริปโท (Crypto assets)
  • ธุรกิจบริการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล

ลาวระงับนำเข้ารถยนต์สันดาป พร้อมคุมราคารถยนต์ไฟฟ้า

ที่มาภาพ:https://laotiantimes.com/2023/06/01/loca-leads-e-mobility-revolution-paving-way-for-sustainable-future-in-laos

รัฐบาลลาวประกาศระงับการนำเข้ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล (รถยนต์สันดาป) เกือบทุกประเภทไปจนถึงสิ้นปี 2569 พร้อมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมราคารถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเข้มงวด เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักนายกรัฐมนตรีลาวได้มีคำสั่งให้เริ่มดำเนินมาตรการดังกล่าวในทันที

ภายใต้นโยบายใหม่นี้ จะมีเพียงรถยนต์นั่งส่วนบุคคล, รถยนต์สำหรับโครงการและการผลิต รวมถึงรถยนต์สำหรับฟังก์ชันพิเศษเฉพาะทางเท่านั้น ที่ได้รับการยกเว้นจากการสั่งห้ามนำเข้าในครั้งนี้

หน่วยงานภาครัฐได้มอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนาโครงสร้างราคาที่ครอบคลุม ทั้งต้นทุนจากโรงงาน, ค่าขนส่ง, ภาษี และเพดานกำไร (Profit ceilings) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทและทุกแบรนด์ที่วางจำหน่ายในประเทศลาว

บริษัทใดที่เจตนาตั้งราคาเกินกว่าเพดานที่กำหนดไว้จะต้องเผชิญกับการถูกปรับและบทลงโทษเพิ่มเติม โดยในประกาศระบุว่า “หากบริษัทใดอาศัยโอกาสนี้ในการขึ้นราคารถยนต์ไฟฟ้าอย่างไม่มีเหตุผล จะมีการบังคับใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการปรับและลงโทษ”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่รัฐยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้จัดจำหน่ายและนำเข้ารถยนต์รายเดิม จึงได้สั่งการให้มีการศึกษาแนวทางเพื่อบรรเทาผลกระทบและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นแล้ว

คำสั่งในปี 2569 นี้ เป็นการต่อยอดมาจากนโยบายที่ค่อยเป็นค่อยไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพื่อส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในลาว

มาตรการก่อนหน้านี้รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี, การลดค่าธรรมเนียมการนำเข้า และการกำหนดสัดส่วนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าสำหรับผู้ให้บริการขนส่ง โดยเมื่อต้นปีนี้ รัฐบาลลาวเพิ่งจะปรับลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่าบริการสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมทั้งเพิ่มการจัดเก็บภาษีกับรถยนต์สันดาปเพื่อกระตุ้นให้คนหันมาใช้พลังงานสะอาดทางเลือกกันมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลลาวยังคงดำเนินนโยบายทางการเงินที่ยืดหยุ่น โดยมีการปรับอัตราดอกเบี้ยและรวมศูนย์เงินฝากของรัฐเพื่อบริหารจัดการอัตราเงินเฟ้อและสินเชื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าจะไม่ส่งผลกระทบให้เกิดภาวะช็อกทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

การควบคุมราคารถยนต์ไฟฟ้าและการจำกัดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในครั้งนี้ รัฐบาลลาวมีเป้าหมายที่จะเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่การขนส่งที่ยั่งยืน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวของประเทศ

กรมเจ้าท่าไทย–สปป.ลาว ลงนาม MOU ยกระดับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมแม่น้ำโขง สู่มาตรฐานการเดินเรือระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ที่มาภาพ:เพจFacebook กรมเจ้าท่า

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยกฎระเบียบด้านความปลอดภัยในการเดินเรือและการป้องกันมลพิษในแม่น้ำโขง ร่วมกับกรมทางน้ำ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ

พิธีลงนามดังกล่าวได้รับเกียรติจากนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า เป็นผู้แทนฝ่ายไทย ลงนามร่วมกับท่านคำหล้า พมมะวัน อธิบดีกรมทางน้ำ สปป.ลาว โดยมีท่านบุษฎี สันติพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งประเทศไทยและ สปป.ลาว เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการยกระดับความปลอดภัยการเดินเรือ การป้องกันและควบคุมมลพิษทางน้ำ รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งทางน้ำข้ามพรมแดนให้มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับบริบทของลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญของภูมิภาค

ภายหลังพิธีลงนาม คณะผู้แทนได้เยี่ยมชมและศึกษาดูงานภารกิจสำคัญของกรมเจ้าท่า เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการทางน้ำ ได้แก่ ศูนย์ควบคุมการจราจรและความปลอดภัยทางน้ำ การบริหารจัดการท่าเรือและอู่ต่อเรือ ตลอดจนศูนย์ฝึกพาณิชยนาวี ซึ่งมีการฝึกอบรมคนประจำเรือด้วยเทคโนโลยีเครื่องจำลองสถานการณ์และหลักสูตรตามมาตรฐานสากล

อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวทิ้งท้ายว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากฎระเบียบและมาตรฐานการกำกับดูแลของทั้งสองประเทศให้สอดคล้องกัน รองรับการเติบโตของการขนส่งทางน้ำในอนาคต และนำไปสู่การปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางคมนาคมที่ปลอดภัย สะอาด และยั่งยืนสืบไป