1721955
เป็นประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง และสถานการณ์น่าจะยังคงคุกรุ่นไปอีกหลายเดือน หรืออาจจะเป็นปี เมื่อสหรัฐร่วมมือกับอิสราเอลถล่มอิหร่าน ในการสังหารผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี แล้วเนื่องด้วยคอลัมน์ของเราเกี่ยวกับซีรีส์
บทความนี้เราเลยลองหาดูว่าอิหร่านผลิตซีรีส์หรือไม่ แล้วซีรีส์ของอิหร่านหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งเราพบว่าความเป็นจริงแล้ว อิหร่านในช่วงไม่กี่ปีมานี้ผลิตซีรีส์เยอะมาก และแมสในอิหร่านเป็นอย่างมาก แถมยังมีคุณภาพสูงมากด้วย แม้จะมีข้อจำกัดด้านข้อห้ามและการเซ็นเซอร์อันเข้มงวดหลายอย่าง แต่อิหร่านเก่งอยู่แล้วในการใช้ศิลปะการเล่าเรื่องเพื่อหลีกหนีโลกแห่งความเป็นจริง หลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าหมายของรัฐ และสะท้อนสังคมไปพร้อม ๆ กัน และอันที่จริงอิหร่านผลิตซีรีส์หลากหลายแนว แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นเราอาจจะต้องถอยไปในช่วงเหตุการณ์ก่อนโควิด19 สักนิดเพื่อจะทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นเกี่ยวกับซีรีส์อิหร่านที่เราจะขอเล่าย่อ ๆ เฉพาะที่สำคัญ อาทิ
Prophet Joseph / Yousuf e Payambar (2008-2009)
ซีรีส์ 45 อีพีเรื่องนี้มีให้ดูทางยูทูบครบ เพราะเรื่องนี้ดังในหมู่ศาสนิกเป็นอย่างมาก ฉบับไทยชื่อว่า “ยูซุฟ มหัศจรรย์ตำนานผู้พยากรณ์” ผลิตโดย องค์การสื่อกระจายเสียงและโทรทัศน์รัฐอิสลามแห่งอิหร่าน (Islamic Republic of Iran Broadcasting -หลังจากนี้เราจะเรียกย่อ ๆ ว่า “IRIB”) อันเป็นช่องของรัฐบาลอิหร่านเอง และกำกับโดย ฟาราโจลลาห์ ซาลาห์ชูร์
ซีรีส์นี้คือตำนานสร้างกระแสให้กับซีรีส์รัฐบาลอิหร่านอย่างแท้จริง ก่อนที่เกมจะพลิกผันในช่วงโควิด แต่ก่อนที่ซีรีส์อิหร่านจะกลายเป็นอย่างทุกวันนี้ ในช่วงปี 2008 Prophet Joseph คือศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่ของสถานีแห่งชาติ ซึ่งแม้จะไม่เคยเปิดเผยว่าทุ่มงบไปเท่าไหร่ แต่แหล่งข่าวภายนอกระบุว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 7 หมื่นล้านเรียล หรือคิดเป็นค่าเงินไทยในช่วงปีนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 200-250 ล้านบาท เนื่องจากช่วงปี 2004-2008 ค่าเงินอิหร่านแข็งตัวเป็นอย่างมาก แต่หากนำมาแปลงเป็นค่าเงินในปัจจุบัน หลังจากที่อิหร่านอยู่ในภาวะเงินเฟ้อ และเทคโนโลยีที่แพงขึ้น มูลค่าของซีรีส์นี้จะพุ่งไปถึง พันหกร้อยล้านบาทไทย ตามค่าเงินปัจจุบัน
ซีรีส์นี้มีการเซ็ตเนรมิตฉากเมืองอียิปต์โบราณขึ้นมาใหม่ทั้งหมดกว่าหลายร้อยไร่ จำลองแม่น้ำไนล์ขึ้นมาจริง ๆ ไหนจะเสื้อผ้าหน้าผมของประดับฉากต่าง ๆ และมีนักแสดงทั้งหมดมากกว่า 2,000 คน ทำให้ทั้งโปรเจกต์นี้ต้องใช้เวลาเตรียมงานสร้างไปจนถึงผลิตเสร็จจึงกินเวลานนานมากถึง 20 ปี!
Yousuf e Payambar เป็นเรื่องราวชีวิตของท่านนบียูซุฟ (หรือโจเซฟในไบเบิล) ตั้งแต่วัยเด็กจนบั้นปลายชีวิต ยูซุฟเป็นลูกรักของนบียะอ์กูบ (ยาโคบ) ทำให้พี่ชายทั้ง 11 คนอิจฉาและวางแผนฆ่าเขาโดยการโยนลงในบ่อน้ำแล้วโกหกพ่อว่าหมาป่าคาบไปกิน แต่ยูซุฟถูกพ่อค้าเร่ช่วยไว้และนำไปขายเป็นทาสในอียิปต์ให้กับอาซีซขุนนางระดับสูง ยูซุฟเติบโตเป็นชายหนุ่มรูปงามทำให้ซุไลคอ ภรรยาของอาซีซหลงรักและพยายามยั่วยวน เมื่อยูซุฟปฏิเสธเพราะศรัทธาในพระเจ้า เขาจึงถูกใส่ร้ายและติดคุกเป็นเวลาหลายปี ในคุกยูซุฟได้แสดงปาฏิหาริย์ในการทำนายฝัน ความเก่งกาจนี้เข้าถึงหูฟาโรห์ เขาจึงได้รับมอบหมายให้ช่วยบริหารจัดการอียิปต์ในช่วงวิกฤติความแห้งแล้ง 7 ปี
ซีรีส์นี้ทำให้ มอสตาฟา ซามานิ ผู้รับบทยูซุฟ กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ไปทันที ผู้คนต่างชื่นชมว่าใบหน้าเขาตรงตามบรรยายในคัมภีร์ที่ว่า “งดงามดั่งจันทร์เพ็ญ” ซีรีส์นี้กินเวลานานกว่า 20 ปีเพื่อเนรมิตฉากเมืองอียิปต์โบราณ อารามเทพเจ้า และพระราชวังที่ทำออกมาได้สมจริงอย่างมากในยุคนั้น แปลเป็น 20 ภาษา และออกอากาศในโลกมุสลิมกว่า 100 ประเทศ ฮิตอย่างมากในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของยุโรป นอกจากนี้การเลือกประวัติศาสตร์ในช่วงนี้นับว่าถูกต้องมาก เพราะนี่คือช่วงประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันระหว่าง อิสลาม คริสต์ และยูดาย เพียงแต่ต้องไม่ลืมเน้นด้วยว่า ผ่านมุมมองแบบมุสลิม
ตรงนี้อาจต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า ในพันธสัญญาเดิมที่ใช้ร่วมกันระหว่างอิสลาม คริสต์ และยูดายนั้น อับราฮัมมีบุตรชาย 2 คน คนหนึ่งชื่อ อิสอัค อีกคนชื่อ อิชมาเอล
อิสอัคมีบุตรชาย 2 คนคือ เอซาว กับ ยาโคบ เอซาวเป็นบรรพบุรุษของชนชาติเอโดม ส่วน ยาโคบเป็นบรรพบุรุษของชนชาติอิสราเอล 12 เผ่า เพราะเขามีลูกชาย 12 คน ตามรายชื่อ 12 เผ่าของชนชาติอิสราเอล คือ รูเบน, สิเมโอน, เลวี, ยูดาห์, ดาน, นัฟทาลี, กาด, อาเชอร์, อิสสาคาร์, เศบูลุน, โยเซฟ, เบนยามิน แต่เผ่าโยเซฟแตกออกเป็น 2 เผ่าเนื่องจากสิทธิ์มรดกสองส่วนเป็นเกียรติพิเศษจากยาโคบ คือ เอฟราอิม กับมนัสเสห์ (12 เผ่านี้ไม่นับเลวี เนื่องจากเป็นเผ่าดั้งเดิมของยาโคบ และต่อมาถือว่าเลวีเป็นเผ่าปุโรหิต จะไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง)
และโยเซฟเป็นต้นตระกูลของ โมเสส (ที่เราจะกล่าวถึงในอีกซีรีส์หนึ่ง) แต่ตามความเชื่อแล้ว ชนชาติอิสราเอล สืบเชื้อสายมาจาก อิสอัค ที่ต่อมากลายเป็นศาสนา ยูดาย กับ คริสต์ ส่วนในความเชื่ออิสลามเชื่อว่า บรรพบุรุษของพวกเขาคือ อิชมาเอล ผู้เป็นบรรพชนของอาหรับจำนวนมาก และท่านศาสดามูฮัมมัด มาจากเผ่าอาหรับชื่อว่า กุเรซีย์ (Quraysh)
ตามคัมภีร์ปฐมกาล ลูกหลานอิชมาเอล (นับเฉพาะบุตรชาย) คือ นะบาโยท, เคดาร์, อัดบีเอล, มิบสัม, มิชมะ, ดูมาห์, มัสสา, ฮะดัด, เทมา, เยทูร์, นาฟิช, เคเดมาห์ เผ่าเหล่านี้ต่อมาแบ่งเป็น สายอาหรับเหนือ (อัดนานิ) อัดนาน, มะอัดด์, นิซาร, มุฎ็อร, อิลยาส, มุดริกะฮ์ (อัมร์), คุซัยมะฮ์, กินานะฮ์, อันนะฎร์, มาลิก, ฟิฮ์ร ซึ่งฟิฮ์ร เป็นต้นกำเนิดเผ่ากุเรซีย์ ให้กำเนิด ฆอลิบ, ลุอัยย์, กะอ์บ, มุรเราะฮ์, กิลาบ, กุศ็อยย์, อับดุลมะนาฟ, ฮาชิม จากลูกหลานของฮาชิมนี้เองที่เรียกว่า “บะนูฮาชิม” ซึ่งท่านนบีมูฮัมมัดสืบเชื้อสายมาจาก บะนูฮาชิม
หรือลำดับอีกอย่างว่า อับราฮัม → อิชมาเอล → อัดนาน → กินานะฮ์ → ฟิฮ์ร → กุเรช → ฮาชิม → บะนูฮาชิม → มุฮัมมัด
ดังนั้นแม้ว่าเรื่องราวนี้จะอยู่ในอัลกุรอาน แต่หากย้อนเชื้อสายกลับไปจะพบว่าเป็นเรื่องราวคนละสายกับ อิชมาเอล ต้นกำเนิดอิสลาม แต่การเลือกเนื้อหาในช่วงนี้ก็นับว่าถูกต้อง เพราะสามารถเข้าถึงได้รู้เรื่องทั้ง อิสลาม คริสต์ และยิว
Moses the Kalimullah / Musa Kalimullah และ Salman the Persian / Salman Farsi
ความสำเร็จของ Yousuf e Payamba ทำให้รัฐบาลอิหร่านเล็งเห็นความคุ้มค่าในการสร้างซีรีส์ฟอร์มยักษ์ พวกเขาจึงตัดสินใจสร้างต่ออีก 2 ซีรีส์ยักษ์ หนึ่งในนั้นคือ Musa Kalimullah เป็นงานมหากาพย์เล่าถึงชีวิตและภารกิจของนบีมูซา (ศาสดาโมเสส) หากยูซุฟเป็นผู้ทำให้อิสราเอลย้ายไปอยู่อียิปต์ นบีมูซาคือผู้ที่ย้ายอิสราเอลออกจากอียิปต์ ซีรีส์ส่วนนี้จะเล่าตั้งแต่ถือกำเนิดในยุคที่ชาวฮีบรู(ชื่อเดิมของชนชาติอิสราเอลโบราณ)ถูกกดขี่ในอียิปต์ การเติบโตของราชสำนักฟาโรห์ การได้รับวิวรณ์จากพระเจ้า การนำชาวอิสราเอลอพยพจากอียิปต์ และการเผชิญหน้ากับอำนาจเผด็จการและการทดสอบศรัทธา โดยฉบับของอิหร่านจะอิงจากคัมภีร์ในฉบับ “อพยพ Exodus”
อีกเรื่องหนึ่งคือ Salman Farsi บุคคลในประวัติศาสตร์อิสลามรู้จักกันในนาม “ซาลมานแห่งเปอร์เซีย” ที่แต่เดิมเคยนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ ก่อนจะแสวงหาความศรัทธาผ่านศาสนาคริสต์ แล้วภายหลังจึงพานพบแล้วหันมาศรัทธาในศาสดามูฮัมมัด เป็นหนึ่งในตำนาน “เศาะหาบะฮ์ (สหายของท่านศาสดา / ผู้ที่ได้พบและศรัทธาในศาสดามูฮัมมัด และเสียชีวิตในฐานะมุสลิม)” ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก
สองโปรเจกต์นี้ถูกเรียกรวมกันว่า “Moses and Salman” นี่คือ 2 ซีรีส์เรือธงของอุตสาหกรรมซีรีส์อิหร่านในยุคนี้ เพื่อโชว์ศักยภาพทางเทคโนโลยี ที่รัฐบาลอิหร่านยอมทุ่มงบสำหรับ 2 ซีรีส์นี้รวมกันสูงถึง 54 ล้านดอลลาร์ (ราวหนึ่งพันเจ็ดร้อยล้านบาท) ซึ่งสะท้อนถึงการลงทุนมหาศาลในคอนเทนต์เชิงประวัติศาสตร์และศาสนา การผลิต 2 โปรเจกต์นี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2012 ก่อนจะขลุกขลักในช่วงโควิด เดิมทีวางตัวให้ผู้กำกับคนเดิมจาก Yousuf e Payamba ฟาราโจลลาห์ ซาลาห์ชูร์ มากำกับ แต่เขาเสียชีวิตไปในปี 2016
ทั้งสองเรื่องวางแผนว่าจะมีเรื่องละ 3 ซีซั่น และลากยาวเป็นมหากาพย์เรื่องละ 60 ตอน ส่วนของ โมเสสจะเล่าตั้งแต่ก่อนกำเนิด, จนพาชาวยิวอพยพออกจากอียิปต์, ผ่านถิ่นทุรกันดาร 40 ปี, ได้รับอาหารทิพย์จากสวรรค์, ขึ้นภูเขาศักดิ์สิทธิ์รับบัญญัติ 10 ประการอันเป็นกฎหมายศาสนาชุดแรก ขณะที่ซาลมาน จะลากยาวตั้งแต่ยุคเปอร์เซีย ท่ามกลางอารยธรรมรุ่งเรื่องที่สุดในเวลานั้น ไปสู่ยุคไบแซนไทน์เมื่อซาลมาเดินทางไปซีเรียและตุรกีเพื่อศึกษาคริสต์ จนถึงยุคฮิญาซ เมื่อเขาถูกจับเป็นทาสในแดนอาหรับ แล้วได้พบท่านนบีมูฮัมมัด
อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยการใช้ทุนสร้างมหาศาลจึงถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการล้างผลาญเงินภาษีประชาชนท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ รวมถึงวิช่วลที่ตั้งใจจะใช้เป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย ขณะที่อุตสาหกรรมอิหร่านยังล้าหลังอยู่มากเนื่องจากยังไม่ปรับตัวให้ทันโลก ไปจนถึงไม่ยอมรับเทคโนโลยีฮอลลีวูดของสหรัฐ(และพวกยิว) จึงมีปัญหาอย่างมากในการทำ CGI ความคืบหน้าเดิมทีทั้งสองเรื่องวางแผนจะฉายกลางปีที่ผ่านมาอย่างยิ่งใหญ่ แต่เนื่องด้วยภาวะสงครามจึงยังไม่มีกำหนดออกอากาศที่แน่นอน อย่างไรก็ตามเมื่อปลายปี 2025 ซีรีส์โมเสสได้ถูกตัดต่อบางส่วนออกมาเป็นภาพยนตร์ความยาวสองชั่วโมงในชื่อ Moses the Kalimullah: At Dawn (2025)
เราจะขอเรียงไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ซีรีส์อิหร่านให้เข้าใจง่าย ๆ ดังนี้
ยุค 80s-90s อิหร่านสร้าง 10-15 เรื่องต่อปี เป็นยุคปฏิวัติอิสลาม IRIB เป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียว ส่วนใหญ่เป็นแนวประวัติศาสตร์ศานา เช่น Amir Kabir, Sultan and the Shepherd หรือดราม่าครอบครัวที่แฝงคติสอนใจ
ยุค 2000-2010 ขยับเป็น 20-30 เรื่องต่อปี เริ่มทำซีรีส์คอมเมดี้ และซีรีส์สำหรับฉายในช่วงเดือนรอมฎอนที่ได้รับความนิยมสูงมาก เช่น The Green Journey, Prophet Joseph ขณะเดียวกันก็มีการนำเข้าซีรีส์ต่างชาติอย่าง ญี่ปุ่น หรือเกาหลี มาฉายคู่ขนานไปด้วย แต่รัฐคุมเข้มเนื้อหาแบบ 100%
ยุค 2011-2020 เนื่องจากผู้กำกับหลายคนอึดอัดต่อระบบเซ็นเซอร์ของช่องรัฐ จึงหันมาผลิตซีรีส์ลงแผ่นดีวีดีขายตามร้านชำ เช่น Bitter Coffee และอีกหลายเรื่องที่เราจะเล่าในลำดับต่อไป รัฐยังคงผลิต 25-30 เรื่องต่อปี แต่เริ่มมีซีรีส์นอกระบบรัฐแทรกเข้ามาปีละ 5-10 เรื่อง
กระทั่งในปัจจุบันยุค 2021-2026 ตัวเลขซีรีส์ช่วงนี้พุ่งสูงถึงปีละ 30-50 เรื่อง ด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ
1.แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง (VOD): แพลตฟอร์มอย่าง Filimo และ Namava เข้ามาแทนที่การขาย DVD ทำให้การเข้าถึงง่ายขึ้นและดึงดูดนักลงทุนภาคเอกชนมหาศาล
2.การแข่งขัน: เมื่อเอกชนสร้างซีรีส์ที่ สนุกและกล้ากว่า เช่น Mortal Wound, The Lion Skin ทำให้ช่องรัฐ IRIB ต้องเร่งสปีดผลิตซีรีส์ใหม่ ๆ ออกมาสู้เพื่อดึงเรตติ้งคืน
3.โควิด-19: ช่วงปี 2020-2021 พฤติกรรมคนอิหร่านเปลี่ยนมาดูซีรีส์ผ่านเน็ตมากขึ้นแบบก้าวกระโดด ทำให้อุตสาหกรรมนี้กลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ของประเทศ
ความพลิกผันสำคัญในแวดวงซีรีส์อิหร่านเกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 สังเกตได้ว่าเฉพาะในช่วงปี 2021-2025 อิหร่านผลิตซีรีส์และเนื้อหาเพื่อความบันเทิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราเติบโตของ VOD ในอิหร่านเพิ่มสูงขึ้นราว 134 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราวสี่พันสามร้อยล้านบาท) และมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 3.6% ต่อปี แต่ความเติบโตนี้ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่ซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ศาสนา และต่อไปนี้คือจักรวาลคู่ขนานที่บ้านเราอาจจะนึกภาพไม่ออกว่า อิหร่านก็มีซีรีส์อีกแบบอยู่เหมือนกัน
Shahrzad (2015-2018)
ซีรีส์ระดับปรากฏการณ์ของอิหร่านที่สร้างสถิติยอดผู้ชมสูงสุด และได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพการผลิตเทียบเท่าซีรีส์ระดับโลก โดยแบ่งออกเป็น 3 ซีซั่น เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1953 ณ กรุงเตหะราน ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงที่รัฐบาลของ ดร.โมฮัมหมัด มอสซาเดก กำลังถูกรัฐประหารโดยการสนับสนุนของ CIA เพื่อคืนอำนาจให้พระเจ้าชาห์ ดำเนินเรื่องผ่าน ชาห์รซัด นักศึกษาแพทย์สาวหัวสมัยใหม่ ฉลาด และรักอิสระ, ฟาร์ฮัด นักเขียนและนักข่าวหนุ่มผู้รักความยุติธรรมและอุดมการณ์ทางการเมือง เขาเป็นคนรักของชาห์รซัด, โบซอร์ก อากา เจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเตหะราน ผู้อยู่เบื้องหลังโครงสร้างอำนาจและการเมือง, โกบัด หลานชายของโบซอร์ก อากา เป็นคนเสเพล ขาดความมั่นใจ และแต่งงานกับลูกสาวของโบซอร์ก อากาแต่ไม่มีลูกด้วยกัน
ชาห์รซัด และ ฟาร์ฮัด กำลังจะแต่งงานกัน แต่โศกนาฏกรรมเริ่มขึ้นเมื่อฟาร์ฮัดถูกจับกุมในข้อหาต่อต้านรัฐบาลและถูกตัดสินประหารชีวิต โบซอร์ก อากา ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ครอบครัวของทั้งคู่ ได้ใช้อิทธิพลช่วยชีวิตฟาร์ฮัดออกมาได้ ทว่า… ความช่วยเหลือนี้มี “ราคา” ที่ต้องจ่าย โบซอร์ก อากา มีลูกสาวชื่อ ชีริน ซึ่งแต่งงานกับ โกบัด มานานแต่ไม่สามารถมีทายาทสืบทอดตระกูลได้ เพื่อรักษาอำนาจและมรดก โบซอร์ก อากาจึงสั่งให้ ชาห์รซัดต้องแต่งงานกับโกบัด ในฐานะภรรยาคนที่สอง เพื่อให้กำเนิดบุตรชาย
ชาห์รซัดต้องยอมกลืนเลือดตัวเอง แต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่ได้รัก เพื่อแลกกับชีวิตของคนรัก ในขณะที่ฟาร์ฮัดต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดที่เห็นหญิงคนรักกลายเป็นเมียคนอื่น เมื่อชาห์รซัดเข้าไปอยู่ในบ้านของโกบัด เธอต้องเผชิญกับการจิกกัดและริษยาจากเมียหลวงอย่างชีริน แต่ในขณะเดียวกัน โกบัด ที่เคยเป็นคนไม่เอาถ่าน กลับเริ่มตกหลุมรักชาห์รซัดจริง ๆ เพราะความดีและความฉลาดของเธอ ทำให้เขากลายเป็นคนใหม่
เมื่อชาห์รซัดให้กำเนิดลูกชาย อำนาจในบ้านก็เปลี่ยนไป โบซอร์ก อากาเริ่มรักและเอ็นดูชาห์รซัดมากขึ้น สร้างความโกรธแค้นให้ชีรินจนนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงและการล่มสลายของจิตใจตัวละคร นำไปสู่ซีซั่นต่อไปเมื่อการตายของตัวละครสำคัญทำให้มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ ชาห์รซัดพยายามดิ้นรนเพื่อกลับไปหาฟาร์ฮัด แต่ “บ่วง” ของตระกูลมาเฟียนี้ไม่ยอมปล่อยเธอไปง่าย ๆ โกบัด กลายเป็นเจ้าพ่อคนใหม่ที่เต็มไปด้วยความแค้นและต้องการครอบครองชาห์รซัดไว้เพียงผู้เดียว ส่วนฟาร์ฮัดก็กลายเป็นนักเคลื่อนไหวเต็มตัวที่พยายามจะทำลายระบอบของโบซอร์ก อากา, ชาห์รซัด ต้องติดอยู่ตรงกลางระหว่าง “หน้าที่ของแม่”, “ความรักในอดีต” และ “อิสรภาพที่เธอโหยหา”
ด้วยความที่บทประพันธ์มีความซับซ้อนเหมือนนิยายคลาสสิก สะท้อนภาพสังคมอิหร่านที่ผู้หญิงถูกบีบด้วยจารีตและอำนาจชายเป็นใหญ่ ประกอบกับแฟชั่นและการออกแบบ เสื้อผ้าหน้าผมของชาห์รซัดกลายเป็นเทรนด์ในอิหร่าน (โดยเฉพาะสร้อยคอ “Murgh-e Amin หรือนกแห่งความหวัง”) รวมถึงเพลงประกอบที่ประพันธ์โดย Mohsen Chavoshi ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ฮิตถล่มทลายไปทั่วประเทศ ทว่าซีรีส์เรื่องนี้ไม่เคยได้ฉายทางทีวีรัฐบาล (IRIB) แต่ขายผ่านระบบ Home Video และออนไลน์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สตรีมมิงในอิหร่านบูมมาถึงทุกวันนี้
The Lion Skin (2022-2023)
ซีรีส์ 3 ซีซั่นที่มีทั้งหมด 24 ตอน นี่คือสุดยอดซีรีส์อาชญากรรมระทึกขวัญของอิหร่านที่สร้างปรากฎการณ์ถนนโล่งในอีพีฟินาเล่ ได้รับคะแนนสูงใน IMDB ถึง 8.4/10 เรื่องราวของนาอีม ชายวัยกลางคนที่เพิ่งพ้นโทษจำคุก 15 ปี หลังจากติดคุกเขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อกลับไปเชื่อมสัมพันธ์กับชาฮัล ลูกสาวที่เขาไม่ได้เจอหน้ามาตลอดเวลาที่อยู่ในคุก นาอีมพาลูกสาวไปเที่ยวพักผ่อนทางตอนเหนือของอิหร่านเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไป แต่ฝันร้ายก็บังเกิดเมื่อของของเขาถูกลักพาตัวและฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม ตำรวจทำงานล่าช้าและดูจะมีเงื่อนงำอำพรางมากมาย นาอีมจึงออกตามล่าฆาตกรด้วยตนเองโดยมีเพื่อนสนิทให้ความช่วยเหลือ ขณะเดียวกันโมเฮบ นายตำรวจฝีมือดีที่เพิ่งสูญเสียลูกสาวไปเช่นกัน ก็พยายามเข้ามาทำคดีนี้เพื่อไถ่บาปในใจ
แต่นี่คือซีรีส์อาชญากรรมหักมุม จงอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็น ทุกตอนจะทิ้งปมให้คนดูสงสัยทุกตัวละครรอบตัวนาอีม และการเฉลยปมฆาตรกสุดท้ายถูกยกย่องว่าเป็นการเขียนบทที่ชาญฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในอิหร่าน ฮาดิ เฮจาซิฟาร์ ผู้รับบทนาอีมถูกยกย่องว่าถ่ายทอดบทบาทได้อย่างยอดเยี่ยม ร่วมด้วยสารวัตรโมเฮบ ที่แสดงโดย ชาฮับ ฮอสเซนี เจ้าของรางวัลนักแสดงนำชายจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เรื่อง The Saleman ซีรีส์นำเสนอภาพลักษณ์ของกรุงเตหะรานในมุมมืด ทั้งแหล่งมั่วสุม มาเฟียท้องถิ่น และความฟอนเฟะของระบบซึ่งต่างจากซีรีส์แสนสะอาดตาของรัฐบาล
หมายเหตุ: จุดจบของซีรีส์นี้จะว่าไปค่อนข้างเหวออยู่เหมือนกัน หากผู้ชมคุ้นชินกับเนื้อหาแบบนี้ อย่างในเกาหลีเองก็มีซีรีส์ล้างแค้นหลายเรื่อง ที่พอตัวเอกจับผู้ร้ายได้ หมายจะฆ่าให้ตายคามือ แต่สุดท้ายหลายครั้งหลายหน ฝ่ายพระเอกจะเลือกไม่ฆ่า และปล่อยให้ผู้ร้ายไปชดใช้ความผิดชั่วในคุก แต่ของอิหร่านคือตาต่อต่อฟันต่อฟัน ซีรีส์เรื่องนี้เลือกจุดจบฉีกไปอีกทาง สิ่งนี้สะท้อนความคับข้องใจและปลดปล่อยความรู้สึกของผู้ชมชาวอิหร่านที่ไม่สามารถต่อกรต่อระบอบเผด็จการอันชั่วร้ายของรัฐได้ จึงไม่แปลกทีเราจะได้เห็นคลิป หรือข่าวว่ามีผู้คนมากมายในอิหร่านเองที่สะใจต่อความตายของ คาเมเนอี
Mortal Wound (2021-2024)
นวนิยายเรื่อง Twenty Dead-End Street ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจหลักมาจาก Macbeth ของเช็คสเปียร์ เรื่องโฟกัสที่มาเลกีชายหนุ่มผู้ทะเยอทะยานทำงานให้กับ อากา ข่าน มหาเศรษฐ๊เจ้าของอาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ แม้มาเลกีจะเป็นคนเก่งแต่เขาถูกกดขี่และไม่ไดรับความสำคัญเท่าที่ควร จะดเปลี่ยนของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อซามิรา ภรรยาของมาเลกี (ซึ่งถอดแบบมาจากเลดี้แม็คเบธ) ผู้มีความโลภและอำมหิต ได้ยุยงให้มาเลกีสังหารข่านเพื่อฮุบสมบัติและอำนาจทั้งหมด เมื่อมาเลกีแปดเปื้อนเลือดเขาก็ถอยหลังกลับไม่ได้อีกแล้ว เขาสังหารเจ้านาย จัดฉากให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ กำจัดเสี้ยนหนามทุกคนที่จ้องจะสงสัยในตัวเขา รวมถึงครอบครัวของเจ้านายเก่าด้วย อำนาจที่เขาได้มาต้องแลกด้วยแผลฉกรรจ์ทางจิตใจและความสัมพันธ์กับผู้คนที่ค่อย ๆ พังทลาย
ซีรีส์เป็นที่ฮือฮาในแง่การนำเสนอความดาร์กที่ก้าวข้ามขีดจำกัด เป็นหนึ่งในซีรีส์อิหร่านเพียงไม่กี่เรื่องที่มีฉากความรุนแรง สูบบุหรี่จัด และการแสดงความกราดเกรี้ยวซึ่งปกติจะถูกเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดในทีวีรัฐบาล แต่เรื่องนี้ฉายในแบบวีโอดี, การชิงไหวชิงพริบแบบหนังมาเฟียอย่างหนังฮอลลีวูด The Godfather หรือ Succession แต่ยังคงกลิ่นแบบตะวันออกกลางที่เน้นเรื่องตระกูลและเกียรติยศ ความสำเร็จอย่างหนักของซีซั่นแรกทำให้ต้องสร้างต่ออีก 2 ซีซั่นที่ตามไปเล่าเรื่องราวความแค้นของรุ่นลูกกับการกลับมาทวงอำนาจคืน
เพื่อที่จะทำความเข้าใจถึงจักรวาลคู่ขนานแบบอิหร่านให้มากขึ้น เราจะขอยกตัวอย่างซีรีส์ยอดฮิตปี 2024 ทั้งคู่ แต่คู่นี้เรื่องหนึ่งมาจากทีวีช่องรัฐ อีกเรื่องเป็นผู้ผลิตเอกชน Viper of Tehran และ Touba เอาเฉพาะภาพนิ่งสองภาพนี้ ถ้าคุณไม่ได้รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับมันเลย เราขอให้สังเกต “ไรผม” คุณจะบอกได้ทันทีว่าซีรีส์ไหนเป็นผลงานของช่องรัฐ IRIB ทั้งสองเรื่องนี้สามารถหาดูได้ในอิหร่าน และถูกกฎหมายทั้งคู่ และนี่คือจุดสังเกตใหญ่ของจักรวาลคู่ขนานนี้
Touba เป็นซีรีส์เรตติ้งถล่มทลาย ทางช่อง IRIB TV1 กำกับโดย ซาอีด ซอลตานิ (จากซีรีส์ Setayesh) เป็นซีรีส์โรแมนซ์ดราม่าอิงประวัติศาสตร์ ความยาว 54 อีพี เล่าชีวิตของหญิงสาวนามว่า “ตูบา” ลากยาวตั้งแต่ยุค 1970 ไปจนถึง 2011 เป็นเวลา 40 ปี
เรื่องเริ่มต้นขึ้นในยุคก่อนปฏิวัติอิสลามสมัยพระเจ้าชาห์ พ่อของตูบาถูกหน่วยงาน SAVAK (หน่วยข่าวกรองและความมั่นคงสมัยชาห์) สังหาร ก่อนที่เส้นเรื่องจะข้ามไปยังอิรักช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก และการลี้ภัยไปอยู่ในกรุงแบกแดดท่ามกลางการปกครองที่โหดเหี้ยมของพรรคบะอษ์ (Arab Socialist Ba’ath Partyพรรคชาตินิยมอาหรับ-รัฐฆราวาส ก่อตั้งในช่วง 1940 ภายหลังแยกเป็นสายซีเรียและอิรัก) และซัดดัม ฮุสเซน ปิดท้ายเรื่องด้วยการเดินทางแสวงบุญ อัรบะอีน (Arba’een) ในวันรำลึกครอบรอบ 40 วันหลังการซะอีด(เสียชีวิต)ของ ฮุเซน อิบนุ อาลี (หลานชายของศาสดามูฮัมมัด) ในเหตุการณ์ Battle of Karbala เมื่อปีค.ศ. 680 ที่เมืองคาร์บาลา (ปัจจุบันคืออิรัก) ที่กลายเป็นจุดเชื่อมโยงความศรัทธาและครอบครัวเข้าด้วยกัน ทำให้ซีรีส์นี้มีจุดเด่นที่ผสมผสานประวัติศาสตร์ การเมือง ความรัก และการสูญเสียเข้าด้วยกันอย่างลงตัว และเป็นครั้งแรกในซีรีส์อิหร่านที่มีการลงรายละเอียดลึก ๆ เกี่ยวกับอาชญากรรมของซัดดัม ฮุสเซนในอิรัก
Viper of Tehran (Af’i-ye Tehran) เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซจากฝั่งแพลตฟอร์ม VOD (Filmnet) นำแสดงและเขียนบทโดย เพย์มาน มาอาดี (พระเอกจากหนัง A Separation ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์สาขาภาษาต่างประเทศ และคว้ารางวัลหมีทองคำจากเทศกาลหนังเบอร์ลิน) กำกับโดย ซามาน โมฆัดดัม (จากซีรีส์ Paytakht/Capital ซิตคอมที่เรตติ้งสูงมาก) Viper of Tehran เป็นซีรีส์อาชญากรรมระทึกขวัญจิตวิทยา 14 อีพีจบ เล่าเรื่องของ อาร์มัน นักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่ได้รับโอกาสให้กำกับหนังเรื่องแรกในชีวิต ซึ่งสร้างมาจากคดีจริงของฆาตกรต่อเนื่องฉายา “อสรพิษแห่งเตหะราน” ผู้ที่เลือกจะสังหารเฉพาะคนที่เคยมีประวัติทารุณกรรมเด็ก
ฆาตกรในเรื่องนี้เป็นปริศนาสำคัญตลอดทั้งเรื่อง “อสรพิษ” มีพฤติกรรมเฉพาะตัวที่จะเลือกฆ่าเฉพาะพ่อแม่หรือใครก็ตามที่ทำร้ายเด็ก แต่เขาไม่ใช้ปืนหรือมีด เขาใช้การฉีดยาพิษ (นี่คือสาเหตุว่าทำไมเขาจึงถูกเรียกว่า “อสรพิษ”) ให้ตายอย่างทรมานช้า ๆ ระหว่างเรื่องอสรพิษจะโทรหาอาร์มัน เพื่อให้เบาะแสสำคัญบางอย่าง
ขนานไปกับบาดแผลในวัยเด็กของอาร์มันที่โตมากับการถูกพ่อทารุณกรรมอย่างหนัก ความทรงจำเหล่านี้หลอกหลอนให้เขาต้องมากำกับหนังเกี่ยวกับฆาตกรรายนี้ ระหว่างทางคนดูจะเริ่มสับสนว่าตกลงอาร์มันกำลังตามล่าฆาตกร หรือจริง ๆ แล้วอาร์มันเองนั่นแหละคือฆาตกร เพราะเขาเข้าใจหัวอกฆาตกรดีเหลือเกิน ซีรีส์เล่นกับปมทางจิตวิทยาอย่างหนัก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกกับลูกชาย และการทำจิตบำบัดกับนักจิตวิทยา ซึ่งสะท้อนบาดแผลในวัยเด็กของตัวเอกที่ขนานไปกับคดีฆาตกรรม เป็นซีรีส์ที่ภาพสวยมากและบทก็ฉลาดมาก
วกกลับไปถึงประเด็นเรื่องไรผม อันเป็นความต่างลำดับแรกของทีวีสองฟากนี้ เพราะความแตกต่างระหว่างในทีวีรัฐกับสตรีมมิ่งเอกชน คือ IRIB จะมีกฎเหล็กเข้มข้นมาก ที่เห็นได้ชัดคือ การสวมฮิญาบผ้าคลุมผมนั้นต้องปิดมิดชิดห้ามเห็นไรผมเลย ขณะที่ VOD เอกชน กฎระเบียบจะยืดหยุ่นกว่า เพราะอยู่ภายใต้หน่วยงาน SATRA หรือกระทรวงวัฒนธรรม (ซึ่งจริงๆ ก็อยู่ภายใต้ IRIB แต่ยืดหยุ่นกว่า) ผู้กำกับสามารถขยับผ้าคลุมให้เห็นไรผมได้ (Loose Hijab) เพื่อให้ดูสมจริง เพราะในชีวิตจริงแม้แต่ชาวบ้านในเมืองเตหะรานเขาก็สวมฮิญาบแบบนี้จริง ๆ ในปัจจุบัน
ในโลกความเป็นจริง โดยเฉพาะในเตหะราน ผู้หญิงยุคใหม่ ชนชั้นกลาง ไม่ได้คลุมฮิญาบมิดชิดมานานแล้ว พวกเธอใส่ผ้าคลุมแค่พอเป็นพิธี (อยู่แค่ช่วงกลางหัว) เพื่อประท้วงเงียบ ๆ หรือเป็นแฟชั่น สิ่งนี้กลายเป็นว่าการสวมฮิญาบแบบมิดชิดในทีวีช่องรัฐ จึงดูปลอมและไม่สมจริงไปเลย
ผู้กำกับและนักแสดงหัวก้าวหน้าของอิหร่านหลายคนมักจะลองดีกับเส้นแบ่งการเซ็นเซอร์อยู่เสมอ การที่ซีรีส์ให้ตัวนักแสดงนำหญิงเห็นไรผมเยอะ เป็นเชิงสัญลักษณ์ถึงการอยู่ข้างเสรีภาพของผู้หญิง ซีรีส์เหล่านี้จึงดังมากในแง่ความกล้า และเอ่ยถึงปัญหาในชีวิตจริงอย่างท้าทายอำนาจ
แน่นอนว่าช่อง IRIB ช่อง 1,2และ3 ของรัฐ ต้องปิดมิดชิดทุกเส้นผม แต่ Filmnet เป็นหน่วยงานเอกชนที่ไม่ต้องผ่านกองเซ็นเซอร์จากทีวีรัฐ ทำให้เกิดช่องโหว่ และรูระบายความอึดอัดของฝ่ายประชาชนมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ารัฐก็รู้
เพราะวงการบันเทิงอิหร่านคือการต่อสู้ระหว่างผู้สร้างกับกองเซ็นเซอร์ตลอดเวลามานานแล้ว ผู้กำกับจะค่อย ๆ แอบขยับผ้าคลุมถอยไปทีละนิด ๆ ในทุก ๆ ปี เพื่อดูทีท่าว่ารัฐบาลจะสั่งแบนหรือไม่ ถ้าเรื่องไหนฮิตมาก รัฐก็จะหลับตาข้างหนึ่ง เพราะไม่อยากขัดใจประชาชนที่กำลังอิน แต่ถ้าเรื่องไหนแดกดันการเมืองจ๋าเกินไปก็เสี่ยงจะโดนระงับกลางอากาศได้เหมือนกัน ( Viper of Teharan หวิดจะโดนหลายรอบอยู่เหมือนกัน)
อีกประการสำคัญนับตั้งแต่การประท้วงใหญ่ในปี 2022 กรณี มาห์ซา อามีนี รัฐบาลอิหร่านคุมเรื่องฮิญาบยากขึ้นมาก บนถนนเตหะรานตอนนี้ผู้หญิงเดินไม่คลุมผมกันเพียบ อีกทั้งซีรีส์เหล่านี้ฉายได้เพราะมันเป็นสตรีมมิ่งแบบจ่ายเงิน และเป็นพื้นที่ที่รัฐยอมให้มีรูระบายให้ชาวบ้านได้หายใจบ้าง ได้คลายเครียดไม่ให้ผู้คนออกไปประท้วงตามถนน
เหตุการณ์ มาห์ซา อามีนี คือจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์อิหร่าน ที่นำไปสู่การสั่นคลอนรัฐบาลอย่างรุนแรงในปี 2022 หลังจากหญิงสาวชาวเคิร์ด-อิหร่าน มาห์ซา อามีนี วัย 22 ปี เดินทางจากบ้านเกิดมาเยี่ยมญาติที่กรุงเตหะราน เธอถูกตำรวจศีลธรรม เข้าจับกุมขณะอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดิน โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเธอสวมฮิญาบไม่เรียบร้อย หลังถูกควบคุมตัวไปสถานีตำรวจเพื่อปรับทัศนคติเพียงไม่กี่ชั่วโมง เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในสภาพโคม่าและเสียชีวิตในอีก 3 วันต่อมาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2022 รัฐแถลงว่าเธอหัวใจล้มเหลวเนื่องจากโรคประจำตัว ทว่าฝ่ายครอบครัวและผู้เห็นเหตุการณ์แย้งว่าเจ้าหน้าที่ทำร้ายร่างกายและทุบตีเธอที่ศีรษะจนเลือดออกในสมอง ซึ่งต่อมามีภาพหลุดของเธอในสภาพใบหน้าบวมช้ำขณะอยู่บนเตรียงโรงพยาบาลออกมาตอกย้ำกระแสนี้
เหตุการณ์นี้จุดให้ประชาชนลุกฮือครั้งใหญ่ “Woman, Life, Freedom” งานศพของเธอที่เมืองชักเกซ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงที่ลามไปทั่วประเทศในเวลาอันรวดเร็ว ภายใต้สโลแกนภาษาเปอร์เซียว่า “Zan, Zendegi, Azadi (ผู้หญิง ชีวิต เสรีภาพ)” หญิงอิหร่านจำนวนมากออกมาเผาฮิญาบในที่สาธารณะและตัดผมตัวเอง การประท้วงขยายวงกว้างจากการเรียกร้องสิทธิสตรีไปสู่การขับไล่รัฐบาลและผู้นำสูงสุด (คาเมเนอี) รัฐบาลอิหร่านตอบโต้อย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามหลายร้อยคน และมีผู้ถูกประหารชีวิตจากการเกี่ยวข้องกับการประท้วง แต่เหตุการณ์นี้ทำให้โลกหันมาจับตามองประเด็นสิทธิมนุษยชนในอิหร่านอย่างหนัก ส่งผลให้มีการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่อิหร่านจากนานาชาติ และผู้หญิงยังคงประท้วงเงียบด้วยการ ไม่คลุมฮิญาบ หรือคลุมครึ่งเดียว หรือแม้แต่ทำสีผม
แต่อย่าคิดว่ารัฐอิสลามอิหร่านจะผ่อนปรน แม้การประท้วงจะขยายวงกว้างตั้งแต่ปลาย 2022-2023 รัฐบาลอิหร่านกลับตอบโต้ด้วยการผ่านร่างกฎหมาย Hijab and Chastity Bill ในปลายปี 2023 เพื่อยกระดับบทลงโทษให้โหดกว่าเดิม คือมีโทษสูงสุดถึง 10 ปี สำหรับกรณีที่มองว่าเป็นการท้าทายระบบอย่างรุนแรง บางกรณีต้องเสียค่าปรับมหาศาลถึงราว สองพัน- สี่พันดอลาร์ ซึ่งมากกว่ารายได้เฉลี่ยของคนอิหร่านหลายเท่าเพื่อให้ผู้หญิงหลาบจำ รวมไปถึงมีการสั่งปิดกิจการร้านค้าหรือคาเฟ่ที่ปล่อยให้ลูกค้าไม่สวมฮิญาบ
ทว่าแม้กฎหมายจะโหดเหี้ย-ม แต่นับตั้งแต่ปี 2024 ภาพที่เห็นในกรุงเตหะรานคือการดื้อแพ่ง ผู้หญิงจำนวนมากยังคงเดินบนถนนโดยไม่สวมฮิญาบหรือสวมไว้เพียงหลวม ๆ บนบ่า เพื่อแสดงว่า “กูไม่ยอมแพ้” คนเจ็นZ มีความกล้ามากขึ้น ไม่กลัวการจับกุมอย่างคนรุ่นเก่า แม้รัฐจะใช้ความกลัวและเทคโนโลยีตรวจจับควบคุม แต่ประชาชนได้ก้าวข้ามความกลัวนั้นไปแล้ว มันจึงเป็นภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นและรอวันระเบิดได้ทุกเมื่อหากมีการจับกุมครั้งรุนแรงสักครั้ง รัฐบาลไม่สามารถไล่จับผู้หญิงทุกคนที่คลุมฮิญาบไม่เรียบร้อยได้ เพราะคนเหล่านี้มีเป็นจำนวนมาก หรือถ้าจะจับจริงก็เสี่ยงจราจลอีกรอบ
มาถึงบรรทัดนี้ผู้อ่านน่าจะเริ่มสังเกตได้ชัดถึงเนื้อหาระหว่างเอกชนและช่องรัฐได้แล้วใช่ไหม แต่ความต่างระหว่างซีรีส์คู่ขนานสองจักรวาลไม่ได้มีแค่นี้
Gando (2019-2021)
แต่ซีรีส์ของรัฐอิสลามอิหร่านไม่ได้มีเพียง 2 แบบนี้เท่านั้น ยังมีผลงานกึ่งรัฐที่เป็นข้อกลางน่าสนใจอีกแบบ ตัวอย่างคือ Gando ที่ผู้ผลิตคือ สถาบันศิลปะและสื่อ (Owj Arts and Media Organization เป็นหน่วยงานกึ่งรัฐที่สัมพันธ์ใกล้ชิตกับ IRGC กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หน่วยงานความมั่นคงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอิหร่าน) ออกฉายทางช่องรัฐ IRIB TV3 โดยใช้งบประมาณและทรัพยากรของรัฐ สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ทางการทหาร โดรนสอดแนม รถหุ้มเกราะ หรือข้อมูลเชิงลึกจากแฟ้มคดีจารกรรมจริงได้ และมีเนื้อหาเชิดชูความสามารถของหน่วยข่าวกรองของรัฐอิสลาม รวมถึงส่งเสริมอุดมการณ์ความมั่นคงของชาติอิหร่าน อันเป็นภารกิจหลักของสื่อในกำกับของรัฐ
ซีซั่นแรกปี 2019 มี 30 ตอน อิงจากคดีของ เจสัน เรซายัน นักข่าววอชิงตันโพสต์ (ในเรื่องเปลี่ยนชื่อเป็น ไมเคิล ฮาชาไมน์) ที่ถูกอิหร่านจับกุมในข้อหาจารกรรมข้อมูล เล่าเรื่องผ่านทีมเจ้าหน้าที่ข่าวกรองหนุ่มไฟแรง โมฮัมหมัด หัวหน้าทีมที่เก่งด้านการวิเคราะห์ พวกเขาตรวจพบเครื่อข่ายที่พยายามแทรกซึมเข้ามาในหน่วยงานรัฐอิหร่านเพื่อขโมยข้อมูลลับด้านนิวเคลียร์และเศรษฐกิจ ในซีรีส์มีฉากแสดงการดักฟัง การใช้โดรนสอดแนม และการถอดรหัสคอมพิวเตอร์แบบวินาทีต่อวินาที
ส่วนซีซั่นสอง 2021 มี 37 ตอน ทวีความแรงขึ้นดดยพุ่งเป้าไปที่หน่วยข่าวกรองอังกฤษ (MI6) เน้นเรื่องการแทรกซึมผ่านสายงานการฑูตและการพยายามขัดขวางการเจรจาระดับนานาชาติของอิหร่าน มีฉากถ่ายทำในต่างประเทศและโชว์ปฏิบัติการทางเรือที่ดูดุดันกว่าซีซั่นแรก
จุดน่าสนใจคือแม้มันจะเป็นซีรีส์ของรัฐ แต่ดันโจมตรีรัฐบาลฝ่ายบริหารในขณะนั้นเสียเอง แต่ซีรีส์นี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการวิจารณ์ฝ่ายการเมืองภายในประเทศ ซีรีส์แสดงภาพให้เห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐบาลในยุคนั้น (ฝ่ายสายกลางประนีประนอม) ดูอ่อนแอและถูกจารชนตะวันตกหลอกใช้ ซีรีส์เรื่องนี้สร้างความขัดแย้งรุนแรงระหว่างหน่วยงานความมั่นคง (ฝั่งผู้สร้าง) กับรัฐบาลบริหาร ถึงขั้นมีการสั่งตัดฉายบางตอนออก หรือขอให้เซ็นเซอร์เนื้อหาบางส่วนออก
เนื้อหาโจมตีรัฐบาลสายกลาง อาทิ กล่าวหาว่าคนในรัฐบาลอิหร่านเอง (น่าจะหมายถึงยุคประธานาธิบดีโรฮานี) มีคนอ่อนแอที่รู้เห็นเป็นใจกับพวกจารชน ทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศในเวลานั้นถึงกับออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง มีการใช้ข้อมูลที่อ้างว่ามาจากไฟล์ลับของหน่วยความมั่นคงจริง ๆ มาเป็นส่วนประกอบในบท นี่คือซอลฟ์พาวเวอร์สายเหยี่ยวที่ซีรีส์ต้องการโชว์ให้โลกและคนในประเทศได้เห็นถึงศักยภาพของหน่วยข่าวกรองอิหร่านว่าล้ำสมัยและรู้เท่าทันตะวันตกทุกย่างก้าว
ซีรีส์นี้ทำให้เจสัน เรซายัน ตัวจริงผู้ที่เคยถูกจำคุกในเรือนจำเอวิน ของอิหร่านนานถึง 544 วัน และถูกปล่อยตัวในปี 2016 หลังจากเขาได้เห็นตัวเองกลายเป็นวายร้ายระดับชาติใน Gando (ชื่อนี้คือสายพันธุ์จระเข้ท้องถิ่นในอิหร่านที่ขึ้นชื่อเรื่องการซุ่มรอและกัดไม่ปล่อย)
เจสันออกมาให้สัมภาษณ์และเขียนบทความผ่านวอชิงตันโพสต์ว่า “เรื่องนี้ห่างไกลจากความจริงมหาศาล เป็นแคนโฆษณาชวนเชื่อของรัฐอิหร่านที่พยายามจะสร้างภาพให้หน่วยข่าวกรองดูเหนือชั้น และทำให้การจับกุมผมมีความชอบธรรม” เขายังกล่าวติดตลกเกี่ยวกับตัวละครไมเคิล ในเรื่องด้วยว่า “ตัวเอกที่เลียนแบบผมดูเป็นจารชนผู้ทรงอิทธิพล มีเครือข่ายสายลับล้ำสมัย แต่ผมเป็นแค่นักข่าวที่ชอบทำประเด็นอาหารและไลฟ์สไตล์ ไม่ได้มีอำนาจสั่งการใครได้ขนาดนั้น แถมซีรีส์นำเสนอว่าผมกินหรูอย่างแบบมีไลฟ์สไตล์เพลย์บอยภายในคุก ทั้งที่ความเป็นจริงผมเสียน้ำหนักตัวไปมหาศาลและถูกทรมานซ้ำ ๆ ในคุกขังเดี่ยว” เจสันยังแสดงความกังวลด้วยว่า Gando ถูกใช้เพื่อทำให้คนอิหร่านรุ่นใหม่หวาดระแวงคนต่างชาติและคนสองสัญชาติ เขารู้สึกแย่ที่คนในประเทศที่เขาเคยรักและพยายามจะนำเสนอในแง่มุมดี ๆ ผ่านวัฒนธรรมอาหารในงานข่าวของเขา กลับมองว่าเขาเป็นศัตรูของชาติ เป็นตัวร้ายที่หมายจะทำลายชาติเพราะการบิดเบือนในซีรีส์เรื่องนี้
ข้อเท็จจริงอีกอย่างคือ ในปี 2019 (ปีเดียวกันกับที่ซีรีส์นี้ออกอากาศซีซั่นแรก) ศาลสหรัฐได้ตัดสินให้อิหร่านจ่ายเงินชดเชยแก่เจสันและครอบครัวเป็นเงิน 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6,400 ล้านบาท) สำหรับการซ้อมทรมานและกักขังโดยมิชอบ ซึ่งทางอิหร่านไม่เคยจ่ายค่าเสียหายนั้น แถมยังตอบโต้ด้วยซีรีส์นี้
อิหร่านปฏิเสธอำนาจศาลสหรัฐ อ้างว่าไม่มีอำนาจอื่นใดเหนืออำนาจอธิปไตยของอิหร่านเอง และมองว่าคำตัดสินนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พวกเขาจึงเพิกเฉยต่อคำสั่งนี้อย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามคดีนี้จริง ๆ แล้วเจสันรู้อยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลอิหร่านจะเซ็นเช็คส่งมาให้ แต่เขาจงใจจะฟ้องคดีนี้เพื่อเน้นให้เป็นการบันทึกความจริงเชิงกฎหมาย เพื่อประณามสิ่งที่อิหร่านกระทำกับเขามากกว่าหวังจะได้เงินที่ไม่มีทางได้
คลิปข่าว CNN เป็นภาพชาวอิหร่านทั้งในประเทศและนอกประเทศหลังจากรู้ข่าวการตายของคาเมเนอี
สิ่งสำคัญอีกอย่างของการสร้างภาพของรัฐอิสลามอิหร่านคือมักจะแสดงภาพลักษณ์ว่าหน่วยงานความมั่นคงทำเพื่อปกป้องประชาชนจากภัยภายนอก ความจริงแล้วพวกเขาคุมเข้มประชาชนอย่างหนัก เอาเข้าจริงสื่อกลางและทำให้หลายกรณีความรุนแรงภายในอิหร่านกลายเป็นไวรัล คือสื่อโซเชียลต่าง ๆ ทั้งทวิตเตอร์และอินสตาแกรม อย่างหลาย ๆ กรณีคลิปหลุด อาทิ ชาวบ้านต่างออกมาโห่ร้องเต้นรำ (การเต้นรำผิดหลักศาสนารัฐอิสลามคือห้ามอย่างเด็ดขาด) ไปจนถึงจุดไฟรูปท่านผู้นำสูงสุดหลังจากเขาตายไปแล้วทั่วและรอบเตหะราน ไปจนถึงกรณีคาเมเนอีคนใหม่ถูกแต่งตั้ง ในยามค่ำคืนก็ปรากฏคลิปชาวบ้านส่งเสียงระงมสาปแช่งลูกชายคาเมเนอีที่ถูกแต่งตั้งใหม่ว่า “ขอให้ไปตายเสียโดยเร็ว”
พระเอกตัวจริงคือสื่อโซเชียลต่าง ๆ ที่เผยให้เห็นความจริงอันน่าสะอิดสะเอียนที่รัฐบาลอิหร่านพยายามจะปกปิดอย่างหนัก แม้พวกเขาจะตัดเน็ต แต่ก็ยังมีหลุดมาให้เห็นอยู่ตลอดเวลา


