1721955
ส่วนตัวเราเป็นแฟนซีรีส์ของ ไรอัน เมอร์ฟีย์ มานาน ผลงานเด่นของเขาในยุคแรก ๆ ที่บางเรื่องยังคงลากยาวมาจนบัดนี้ คือ Nip /Tuck ( 2003–2010 ), Glee (2009–2015) , American Horror Story (2011–ปัจจุบัน) ที่ต่อมากลายเป็นจักรวาลเมอร์ฟี่แยกย่อยไปอีกยุ่บยั่บ และหนึ่งในนั้นคือซีรีส์ชุด Monster ที่ออกมาเป็นซีรีส์ที่สามแล้ว และเราขอสารภาพตรง ๆ ว่า Monster: The Jeffrey Dahmer Story (2022) เราทนดูไม่จบ, Monsters: The Lyle and Erik Menendez Story (2024) เรายังไม่ได้ดู แล้วเพิ่งจะมาดูภาคนี้ Monster: The Ed Gein Story (2025)
ความโด่งดังปรอทแตกของซีรีส์ Monster เซ็ตนี้ Dahmer (ที่เราทนดูไม่จบ) คือซีรีส์ภาษาอังกฤษที่มียอดผู้ชมมากที่สุดอันดับสองของเน็ตฟลิกซ์ตลอดกาลภายใน 28 วัน และเป็นซีรีส์เน็ตฟลิกซ์เรื่องที่สามที่มียอดผู้ชมทะลุหนึ่งพันล้านชั่วโมงภายใน 60 วัน พุ่งทะยานสู่ชาร์ตสตรีมมิ่งของนีลเซ่น ท็อป 10 ในสัปดาห์แรก และอยู่ในอันดับที่ 7 ตลอดกาลของชาร์ตนี้ ความสำเร็จอย่างมากตั้งแต่ภาคแรกนี้ทำให้ Monster ยังคงถูกสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยซีรีส์ต่อไปคือ ฆาตกรหญิงผู้ลอยนวลจากการจามขวานฆ่าพ่อแท้ ๆ และแม่เลี้ยงตัวเอง ลิซซี่ บอร์เดน ที่แว่วข่าวว่ากำลังอยู่ระหว่งการถ่ายทำ
แต่เราก็ยังขอย้ำว่าเราทนดูไม่จบในซีซั่นแรก เพราะนี่คือซีรีส์ที่คอนเซ็ปต์รวมของมันคือเล่าชีวประวัติของฆาตกรดังในฉบับดรามาติก ฆ่าโหด และอยู่ในโหมดเซ็กซี่ทะลักล้น ส่วนตัวเราไม่มีติดเลยกับเรื่องเหล่านี้ เราชอบมากเรื่องดาร์ก ๆ เรื่องแซ่บ ๆ และเราบอกแล้วว่าเราเป็นแฟนงานของเมอร์ฟีย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเซ็กซี่บนความสยองสุดพิลึกพิลั่น แต่เราติดแค่อย่างเดียวคือ Monster เป็นซีรีส์ชุดที่ดัดแปลงมาจากฆาตกรจริง ๆ
แต่เราตัดสินใจดู Monster: The Ed Gein Story เพราะ เอ็ด กีน เป็นหนึ่งในฆาตกรที่โด่งดังที่สุดที่ถูกนำมาตีความในโลกภาพยนตร์มากที่สุด แต่เป็นซีซั่นแรกที่ ไรอัน เมอร์ฟีย์ ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งโชว์รันเนอร์ของเรื่องนี้ อันที่จริงแล้วซีรีส์ชุดนี้ เมอร์ฟี่ ร่วมกันทำงานคู่กับ เอียน เบรนแนน มาตั้งแต่ Dahmer และ เบรนแนนเขียนบทแทบจะทุกตอนในสองซีซั่นที่ผ่านมา แต่ภาค Ed Gein คราวนี้เขาฉายเดี่ยวควบทั้งตำแหน่งเขียนบทเพียงคนเดียวทั้ง 8 ตอน แถมยังเป็นโชว์รันเนอร์ฉายเดี่ยวเป็นครั้งแรกด้วย
แต่ปัญหาเดิม ๆ ก็ยังคงอยู่ เพราะอย่างที่บอกว่าซีรีส์ของแก๊งผู้จัดชุดนี้เน้นความเซ็กซี่ สำหรับเรามันเลยกลายเป็นการโน้มน้าวใจให้หลงใหลและทำความเข้าใจในความหลงใหลนั้นของฆาตกร ซึ่งประเด็นนี้กลายเป็นเสียงแตกมาตั้งแต่ภาค Dahmer แล้ว แต่อาจจะต่างนิดหน่อยตรงภาค Ed Gein ถูกจวกยับ
นับตั้งแต่เว็บมะเขือเน่าให้เลเวลต่ำเตี้ยแค่ 19% ส่วนเมตาคริติกให้ 28 คะแนน (จากร้อยในทั้งสองเว็บ) อันบ่งบอกว่าภาพรวมของภาคนี้คือ “แย่” ในบทวิจารณ์จากนิตยสาร Variety อารามิด ทินูบู เริ่มต้นด้วยการอวยยศซีซันนี้ในเรื่องคุณค่าการผลิตที่แข็งแกร่ง โดยเน้นย้ำถึง “การแสดงที่โดดเด่นอย่างยิ่งของนักแสดงนำ และการนำเสนอสไตล์ภาพยนตร์นัวร์ คลาสสิก แบบรัฐวิสคอนซินในช่วงทศวรรษ 1950” ก่อนจะจวกว่า “อย่างไรก็ตามซีรีส์นี้อยู่ในโทนที่เชย ความรุนแรงที่มากเกินจำเป็น และพล็อตเรื่องย่อยที่มากเกินไป ส่งผลให้ขาดโทนและความละเมียดละไมที่ควรจะเชื่อมโยงกัน…ซีรีส์นี้ให้ความสำคัญกับ ภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมป๊อป ของเอ็ด กีน มากกว่าการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกที่ทำร้ายร่างกายกันอย่างลึกซึ้ง อันเป็นแก่นเรื่องที่เปิดตัวในตอนแรกแต่ส่วนใหญ่กลับถูกละทิ้งไปหลังจากนั้น…การมุ่งเน้นนี้ทำให้เอ็ด กีนกลับมาเป็นตำนานอีกครั้ง และในทางกลับกันก็ทำให้เนื้อหาและความดิบเถื่อนที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อความสำเร็จของซีรีส์นี้หายไป”
แดเนียล ไฟน์เบิร์ก จาก The Hollywood Reporter วิจารณ์ซีซันนี้ว่าเป็น “ซีรีส์ที่น่าเบื่อและอัดแน่นเกินไป ซึ่งบั่นทอนการแสดงของชาร์ลี ฮันแนมและลอรี เมทคาล์ฟ ขณะเดียวกันก็ล้มเหลวในการนำเสนอธีมหลักของซีรีส์เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของอาชญากรรมที่แท้จริง” ไฟน์เบิร์กตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของซีรีส์ที่เน้นการนำเสนอภาพอนาจาร โดยระบุว่า “ซีรีส์นี้ตอบสนองความต้องการของผู้ชมที่มีต่อ ‘ความน่าสะพรึงกลัว’ ในขณะเดียวกันก็เยาะเย้ยการบริโภคเนื้อหาเหล่านั้น…ซีซันนี้วุ่นวายและธีมของซีรีส์ก็ขัดแย้งกันเอง ขาดตอนที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างที่พบในซีรีส์ก่อนหน้านี้ ทำให้ซีซั่นนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูงานของเมอร์ฟี่ที่กำลังหมดแรง และให้ความสำคัญกับความตื่นตาตื่นใจมากกว่าเนื้อหาสาระในแบบไม่ให้เกียรติทั้งเหยื่อและฆาตกร”
ร็อกซานา ฮาดาดี แห่งนิตยสาร Vulture เขียนไว้ว่า ” ซีซั่นนี้กำลังพยายามอย่างสุดกำลังที่จะนำเสนอข้อโต้แย้งที่กระตุ้นความคิดเกี่ยวกับวิธีที่เราใช้ความบันเทิงเพื่อหลีกเลี่ยงการรับผิดชอบต่อบาปร่วมกันของเราในเรื่องความพึงพอใจในตนเองและการหลงตัวเองทางวัฒนธรรม ทว่าเช่นเดียวกับ กีน ในซีรีส์นี้ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด… เรารู้ดีอยู่แล้วว่าเรื่องราวของ กีนจะจบลงอย่างไร ทั้งในแง่การค้าและความอัปยศ แต่สิ่งที่ซีรีส์นี้มองข้ามไปคือตัวมันเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้ด้วย”
เว็บสุดยอดบทวิจารณ์ที่คอหนังเชื่อถือ RogerEbert.com ไบรอัน ทาลเลริโก ให้คะแนนซีซั่นนี้เพียง 1 ดาวครึ่งจาก 4 ดาว โดยเขียนว่า “โชว์รันเนอร์เรื่องนี้มีความทะเยอทะยานที่จะสำรวจอิทธิพลของ เอ็ด กีน ที่มีต่อสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมป็อปอย่างหนังสุดคลาสสิก Psycho ของ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก และ The Texas Chain Saw Massacre เพื่อสะท้อนความหลงใหลในปัจจุบันของเราที่มีต่อความรุนแรงสุดขั้วและเรื่องราวอาชญากรรมที่แท้จริง…ทว่าซีซั่นนี้กลับดำเนินเรื่องไม่ตรงจุด เน้นไปที่ความน่าตกใจแบบน่าขนลุกมากกว่าแก่นเรื่องสำคัญ…เหมือนเกมต่อจุดที่พยายามจะเชื่อมแต่ละจุดเข้าด้วยกันให้เป็นรูปเป็นร่าง…แต่ขาดความลึกซึ้งในการพูดถึงผลกระทบของความรุนแรง”
ทาลเลริโกยังวิจารณ์การแสดงของฮันแนมอีกด้วยว่า “กวนใจและไม่น่าเชื่อถือ เหมือนคนโง่เขลาเบาปัญญาที่ไร้มนุษยธรรม แถมยังความคลาดเคลื่อนทางข้อเท็จจริง เช่น การพรรณนาถึงอาชญากรรมของกีน โดยไม่มีหลักฐานยืนยัน รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์กับเหยื่อ และการสร้างฉากอาบน้ำแบบโรคจิตที่ไร้จุดหมาย” เขาตั้งคำถามว่า “จุดประสงค์ของการสร้างฉากที่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมเช่นนี้ขึ้นมาใหม่ แต่กลับทำโดยใช้ฉาก ‘สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น’ แบบ Netflix 2025 คืออะไร มันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์หรือแค่การยั่วยุ…แม้ซีรีส์นี้จะมีธีมที่น่าสนใจแต่ท้ายที่สุดแล้วมันกลับไม่ส่งสัญญาณชีพใดใดให้รับรู้ถึงหัวใจที่ยังเต้น ล้มเหลวด้านการวิพากษ์วิจารณ์ความรุนแรงในวัฒนธรรมป๊อปโดยสิ้นเชิง”
เอ็ด กีน กับวัฒนธรรมป๊อป
ก่อนเราจะเล่าถึงโครงเรื่องของซีรีส์ภาคนี้ เราขอเล่าก่อนว่า นี่คือฆาตกรสุดโหดที่มีตัวตนอยู่จริง และมีอิทธิพลมากที่สุดในกระแสวัฒนธรรมป๊อปมาตั้งแต่ยุค60s จนมาถึงยุคนี้ มันถูกนำเสนอผ่านสื่อกระแสนิยมอเมริกันมากมาย นับตั้งแต่ นิยายระทึกขวัญ Psycho (1959) เขียนโดย เบิร์ต บล็อก ที่นอกจากจะโด่งดังจากหนัง Psycho (1960) ของผู้กำกับรุ่นเก๋าผู้ล่วงลับแต่ยังคงเป็นตำนาน อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก แล้ว มันยังถูกนำไปดัดแปลงเป็นองค์ประกอบในเรื่องอื่น ๆ ด้วย อาทิ Deranged (1974), The Texas Chainsaw Massacre (1974), In the Light of the Moon (2000) (ออกฉายในสหรัฐอเมริกาแต่ฉบับฉายออสเตรเลียในปี 2001 ใช้ชื่อว่า Ed Gein), Ed Gein: The Butcher of Plainfield (2007), Ed Gein, the Musical (2010) และภาพยนตร์ ของ ร็อบ ซอมบี้เรื่อง House of 1000 Corpses (2003) รวมถึง The Devil’s Rejects (2005)
กีน กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับฆาตกรต่อเนื่องในนิยายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นอร์แมน เบตส์ ( Psycho ), ลีเธอร์เฟซ (The Texas Chain Saw Massacre), บัฟฟาโล บิลล์ (The Silence of the Lambs), การ์แลนด์ กรีน (Con Air) และตัวละครดร. โอลิเวอร์ เธรดสัน ในซีรีส์ American Horror Story: Asylum นี่ยังไม่ได้นับรวมนิยาย ละครเวที เพลง ที่กลายเป็นสินค้ากระแสนิยมและโด่งดังไปทั่วโลก
แล้วอันที่จริงแม้ในวิดีโอเกมหลาย ๆ เกมจะไม่ได้ปรากฏชื่อของ เอ็ด กีน เป็นตัวหลัก แต่ดีเอ็นเอของเขาฝังแน่นอยู่ในวิดีโอเกมแนวสยองขวัญแทบทุกเกมที่เน้น “แปลงร่างกายมนุษย์ให้เป็นวัตถุ” อาทิ ในเกม Resident Evil 7: Biohazard อย่างตระกูล Baker มีลักษณะ “คนบ้านนอกจิตหลอน ใช้ศพคนทำเฟอร์นิเจอร์ ทำอาหาร”, เกม Silent Hill 2 ตัวละครและบรรยากาศหลายอย่าง โดยเฉพาะ Pyramid Head ที่มีเนื้อหนังผิวคนหลอมรวมกับสภาพจิตใจของตัวเอก ซึ่งสะท้อนแนวคิดเดียวกับ เอ็ด กีน และใช้ “ร่างกายมนุษย์” แทนวัตถุทางจิตใจ (body horror/psychological guilt), เกม The Evil Within ตัวละคร “Ruvik” และฉากในบ้านร้างที่เต็มไปด้วยศพถูกถลกผิว ถูกเย็บ รวมร่าง ผ่านภาพจำของ “เนื้อหนังมนุษย์กลายเป็นศิลปะ”
Outlast (2013) มีตัวละครในโรงพยาบาลจิตเวชใช้ร่างมนุษย์ทำสิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์ เช่นเดียวกับที่ กีน ทำในชีวิตจริง, เกม Dead by Daylight (2016) – The Cannibal (Leatherface), Manhunt (2003) เกมแนวสังหารสุดโหดนำเสนอความวิปริตและการสร้าง “ภาพยนตร์สยองจากฆาตกรจริง”, The Mortuary Assistant (2022) เกมสยองเกี่ยวกับมัณฑนากรที่ต้องเตรียมศพ แต่ศพกลับ “เคลื่อนไหว” และ “กลับมา”, Friday the 13th: The Game (2017) ตัวละคร เจสะน วัวร์ฮีส์ ได้แรงบันดาลใจจากหลายแหล่ง รวมถึง เอ็ด กีนn ในแง่ของ “การสวมหน้ากาก”, “การอยู่โดดเดี่ยว” และ “ความสัมพันธ์กับแม่ที่บิดเบี้ยว”
Monster: The Ed Gein Story
ครึ่งแรกของซีรีส์พาเราไปตามติดชีวิตชนบทของ เอ็ด กีน [(ชาร์ลี ฮันแนม จาก ซีรีส์ Sons of Anarchy (2008–2014), หนัง Pacific Rim (2013), Crimson Peak (2015) Rebel Moon – Part One: A Child of Fire (2023)] ชายผู้มีนิสัยเก็บตัวและโดดเดี่ยวที่อาศัยอยู่ในรัฐวิสคอนซินในยุค 1950s เขาเติบโตมากับ ออกัสต้า [(ลอรี เมทคาล์ฟ จาก ซีรีส์ Desperate Housewives (2007), The Big Bang Theory (2016), Horace and Pete (2016) เคยเข้าชิงออสการ์และลูกโลกทองคำจากหนัง Lady Bird (2017)] แม่ผู้เคร่งศาสนาซึ่งมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อความคิดของกีน เธอจำกัดโลกภายนอกให้เขาและสร้างความผูกพันที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อเธอเสียชีวิต ซีรีส์แสดงให้เห็นว่าความโดดเดี่ยว จิตเภท และความหมกมุ่นกับแม่ของเขานำไปสู่การเริ่มต้นรื้อสุสานเพื่อขโมยศพ มาแต่งเติมบ้านด้วยชิ้นส่วนมนุษย์ และสุดท้ายคือการก่อคดีฆาตกรรม เมื่อภาพลักษณ์สาธารณะและแรงกดดันต่าง ๆ ส่งผลให้การกระทำมืดมนของเขาถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน
ในช่วงท้ายของซีรีส์ ซีซันบิดแนวทางให้เกิดองค์ประกอบเมตา (meta) และจินตนาการมากขึ้น กีน ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดระยะท้ายและอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช ขณะที่เขาทบทวนชีวิตของตนเองผ่านภาพหลอนและบทสนทนากับตัวละครสมมุติ เช่น อะเดลีน วัตกินส์ และแม่ของเขา ความทรงจำ ความเป็นตำนานในกระแสสังคม และอิทธิพลของเขาต่อวัฒนธรรมสยองขวัญ — ทั้งหมดถักทอให้เป็นเรื่องราวที่ตั้งคำถามว่า “ใครคือมอนสเตอร์ที่แท้จริง” ซีรีส์จบด้วยการแสดงถึงมรดกของ กีน ที่ถูกมองในฐานะต้นแบบของไอคอนสยองขวัญในฮอลลีวูด และภาพลักษณ์ของเขาที่หลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์ไปสู่สัญลักษณ์แห่งความชั่วร้าย
FYI เมตา
“meta” มาจากภาษากรีก แปลว่า “เหนือกว่า” หรือ “ไปอีกชั้น” ในบริบทของภาพยนตร์หรือซีรีส์ หมายถึงการ พูดถึง “ตัวเอง” หรือ “สื่อ” ที่ตัวเองเป็นอยู่ เช่น หนังที่รู้ว่ามันเป็น “หนัง” แล้วพูดถึงข้อเท็จจริงนั้นในเนื้อเรื่อง หรือเล่าเรื่องฆาตกรในแบบที่ตั้งคำถามว่า “การที่เราดูเรื่องนี้อยู่ มันทำให้เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรงหรือเปล่า?”
ใน Monster: The Ed Gein Story ใช้ “meta” เพื่อ ไม่เล่า เอ็ด กีน แค่ในฐานะคนจริง ๆ แต่เล่าเขาในฐานะ “ตัวละครที่ถูกโลกใบนี้สร้างขึ้น” ตัวอย่างเช่น ฉากที่ กีน นั่งดูหนัง Psycho แล้วเห็น นอร์แมน เบ็ตส์ อันเป็นตัวละครที่สร้างโดยได้แรงบันดาลใจจาก กีน กล่าวคือตัวละครที่แสดงเป็นฆาตกรที่มีอยู่จริงกำลังดู “ตัวเองในฉบับที่ถูกแต่งขึ้นอีกที” ทำให้ซีรีส์กำลังพูดถึงการที่สื่อสร้าง “ภาพจำ” ของฆาตกรจนกลายเป็นว่าตัวตนของคนนั้นจริง ๆ หายไป เหลือแต่ตำนาน
หรือฉากตัดสลับภาพเบื้องหลังการถ่ายทำหนัง Texas Chain Saw Massacre ซีรีส์ “พูดถึง” การสร้างหนังที่ได้แรงบันดาลใจจากคดี ของ กีน แต่ไม่ได้เล่าเรื่องจริงของ กีน แต่กลับเล่าถึงแต่การที่ กีน ถูกทำให้กลายเป็นหนัง, ฉากหลอนที่ กีน เห็นตัวเองเป็นไอคอนในโปสเตอร์หนัง ของเล่น เพลงดังต่าง ๆ คือการทะลุไปสู่โลกแห่งเรื่องแต่งเข้าสู่โลกแห่งวัฒนธรรมป๊อป ซีรีส์บอกว่า กีน ไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโลกจริงแล้ว แต่อยู่ในจิตสำนึกของสังคมที่ยกย่องเขาให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้าย, รวมถึงฉากการจำลองรายการทอล์คโชว์ อันเป็นสื่อยุค 70s (คดีของเขาเกิดขึ้นในยุค 50s และยุค70s เขาอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช) ที่พูดถึงตำนานเอ็ด กีน สื่อในเรื่องพูดถึงเรื่องราวเดียวกับที่เรากำลังดูอยู่ ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเราเองก็กำลังทำสิ่งเดียวกับบุคคลในเรื่อง นั่นก็คือ “การเสพความสยองเพื่อความบันเทิง”
“meta” คือการที่หนังหรือซีรีส์รู้ตัวว่ามันเป็นหนัง แล้วกำลังพูดถึงสิ่งนั้น ในกรณีของ Monster: The Ed Gein Story เมตา นี้กำลังชี้ให้เราเห็นว่า ตัวตนของเอ็ด กีน จริง ๆ เป็นเพียงผู้ป่วยจิตจากชนบท แต่ เอ็ด กีน ในกระแสวัฒนธรรมป๊อป เขากลับกลายเป็นสัญลักษณ์อมตะของความสยดสยอง แล้วการที่เรากำลังดูซีรีส์นี้อยู่ ก็เหมือนกับว่าเรากำลังร่วมกันสร้าง “มอนสเตอร์” นี้ขึ้นมาซ้ำอีกครั้ง
FYI อะเดลีน วัตกินส์
Adeline Watkins (แสดงโดย ซูซานน่า ซอน นักแสดง นักดนตรี และนางแบบ ผู้โด่งดังจากหนัง Red Rocket (2021) และหนังเน็ตฟลิกซ์ Fear Street: Prom Queen) มักถูกพูดถึงในบางสื่อที่เล่าคดี เอ็ด กีน แม้ว่าสิ่งที่เราเล่าไปก่อนหน้านี้ว่า ตัวละครนี้จะเป็นตัวละครสมมติ แต่อันที่จริง เธอมีตัวตนอยู่จริง ๆ เพียงแต่อย่างที่บอกว่า ในซีรีส์นี้ไม่ได้เล่าตรงไปตรงมาตามความเป็นจริง และเล่นใหญ่เกินเบอร์ด้วยกลวิธีเมตา เพื่อเปรียบเทียบ ดังนั้นหลาย ๆ สิ่งที่ตัวละครนี้ทำในซีรีส์ จึงไม่เป็นความจริง เธอไม่ใช่เหยื่อจริง ๆ แต่คือตัวละครที่แต่งขึ้นในซีรีส์นี้
อะเดลีน วัตกินส์ มีตัวตนอยู่จริง เธอกับกีน เคยออกเดทกันในราวปี 1954 ที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ในแบบไม่เป็นทางการ” เช่น เคยไปดูหนังด้วยกัน และกีนเคยแวะมาที่บ้านของเธอบ้างเป็นครั้งคราว ทว่าภายหลังเมื่อความสัมพันธ์ของเธอถูกเปิดเผยในข่าวสาธารณะ ในสมัยนั้นที่มีแค่หนังสือพิมพ์กับทีวีที่ยังไม่ทันสมัยเหมือนเดี๋ยวนี้ นักข่าวก็เล่นข่าวของเธอเกินจริง ใหญ่เกินเบอร์ไปมาก ซึ่งภายหลังเธอปฏิเสธเนื้อหาบางส่วน
ตอนที่กีนถูกจับในปี 1957 วัตกินส์ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Minneapolis Tribune ว่าเธอและกีนคบหากันมานาน 20 ปี และว่า กีน เคยขอแต่งงานกับเธอ แต่ในเวลาต่อมาเธอก็ถอนคำพูดบางส่วน อ้างว่าเรื่องนั้นถูก “ขยายและบิดเบือนไปมาก” โดยสื่อ หลังจากประเด็น 20 ปีนี้ถูกตั้งคำถามโดยผู้ใส่ใจข่าวในเวลานั้น เธอจึงออกมาให้ข่าวว่า “เกินจริง และฉันไม่ใช่ หวานใจ ของ กีน อย่างเป็นทางการ และฉันมองว่าความสัมพันธ์ในอดีตเป็นเพียงมิตรภาพมากกว่าความรักลึกซึ้ง”
อย่างไรก็ตามมีหลักฐานว่าวัตกินส์เคยให้สัมภาษณ์สื่อจริง ๆ ว่า กีน ขอแต่งงานกับเธอเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1955 ซึ่งเวลานั้นเธอให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันปฏิเสธเขา แต่ไม่ใช่เพราะเขามีปัญหาอะไรหรอก ฉันมีเรื่องไม่สบายใจต่างหาก ฉันคงกลัวว่าตัวเองจะทำไม่ได้อย่างที่คาดหวังไว้…กีนเป็นคนดี ทำในสิ่งที่ฉันอยากให้ทำ แต่บางครั้งฉันก็เหมือนกำลังเอาเปรียบเขา เพราะเขายอมทำทุกสิ่งที่ฉันต้องการ” ต่อมาหลายแหล่งข่าวระบุว่า วัตกินส์ออกมาให้สัมภาษณ์ในภายหลังอีกครั้งกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Stevens Point Journal ว่าเรื่องราวในสื่อ รวมถึงคำขอแต่งงานและความสัมพันธ์ 20 ปีอะไรนั่น ถูกขยายความเกินจริง และมีข้อความที่ไม่ถูกต้อง เธอเล่าใหม่ว่า แม้เธอจะรู้จักเขามานาน 20 ปี “แต่ความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการนี้เกิดขึ้นเพียงสั้น ๆ แค่ 7 เดือน และไม่ได้ลึกซึ้งอะไรอย่างที่สื่อเคยประโคม”
ทว่าในซีรีส์นี้เราสามารถฟันธงได้เลยว่า ตัวละครนี้เป็นตัวละครสมมติ เพราะมันถูกสร้างขึ้นเพื่อแทนผู้หญิงหลากหลายคนที่เอ็ด กีน หมกมุ่น หรือหลายศพจากสุสาน ในบางตอนของซีรีส์ วัตกินส์ ถูกเล่าว่าเป็นหญิงท้องถิ่นที่หายตัวไปอย่างลึกลับ ก่อนคดีของ เบอร์นิซ เวิร์ดเดน (เหยื่อรายสุดท้ายของกีน) ทำให้ผู้ชมสับสนว่า วัตกินส์คือหนึ่งในเหยื่อของกีน แต่ความเป็นจริงแล้ว วัตกินส์ไม่เคยถูก กีน ทำร้ายเลย
วัตกินส์ เป็นภาพแทนของหญิงจากสุสาน กีนขุดศพหญิง 9 ศพจากสุสานเพลนฟีลด์ และเขามักเลือกศพที่มีลักษณะคล้ายแม่ผู้ล่วงลับของเขา วัตกินส์ จึงเป็นภาพแทนเหยื่อเหล่านี้ที่ตายไปแล้วและถูกนำร่างกลับมา แทนความโหยหาแม่ ขณะเดียวกัน วัตกินส์ ก็เป็นตัวละครที่แทน “แม่ผู้ลึกลับ” และ “หญิงในดวงใจ” ของกีนด้วยเช่นกัน หลายต่อหลายตอนซีรีส์จงใจให้ วัตกินส์ แยกไม่ออกระหว่างบุคคลจริง ๆ, จินตนาการจากภาวะหลอน หรือเป็นตัวละครที่พูดคุยกับเขาในจิตใจ
อย่างไรก็ตามกรณีนี้หลายแหล่งติง อาทิ TheWrap ว่า “สิ่งที่ถูกเล่าในซีรีส์นี้ ได้เติมแต่งบทบาทของ วัตกินส์ ให้มีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับ กีน มากกว่าที่หลักฐานจริงยืนยันจะได้” ส่วน AETV ก็ติงอีกว่า “บทบาทในละครอาจแสดงให้ วัตกินส์ มีส่วนร่วมในการกระทำรุนแรงหรือช่วยในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายด้วย เช่น การรื้อหลุมศพ ซึ่งไม่เคยปรากฎหลักฐานยืนยันในชีวิตจริงว่าเธอมีส่วนในสิ่งเหล่านี้เลย”
ใครคือผู้สร้างตำนานมอนสเตอร์ เอ็ด กีน
Monster: The Ed Gein Story ถูกออกแบบให้ ไม่ใช่แค่ชีวประวัติฆาตกร แต่เป็นการสำรวจว่า “สังคมกับวัฒนธรรมป๊อป” ร่วมกันสร้างตำนาน เอ็ด กีน ขึ้นมาให้โด่งดังเกินจริงมาได้อย่างไร ซีรีส์จึงจงใจเล่าเรื่องของ เอ็ด กีน ผ่านเลนส์แบบวัฒนธรรมป๊อปด้วยการสอดแทรกภาพจำจาก หนัง เพลง และสื่อจริง ๆ ต่าง ๆ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากเขา หรือบิดเบือนภาพของเขาให้กลายเป็น “ไอคอนของมอนสเตอร์แบบอเมริกัน”
มันคือการจงใจให้เห็นว่า กีน ตัวจริงได้กลายเป็นตัวละครในจินตนาการของคนอื่นไปแล้ว ตัวตนของเขาอยู่ในหนังมากกว่าจะอยู่ในชีวิตจริง และตำนานฆาตกรโหดนี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือเขา แต่ถูกสร้างขึ้นมาจากฮอลลีวูด ซีรีส์จึงจงใจให้คนดูเห็นว่าฮอลลีวูดขโมยเรื่องของ กีน ไปทำเงิน แล้วเปลี่ยนเขาจากผู้ป่วยจิตเวชให้กลายเป็นตำนานมอนสเตอร์เพื่อความบันเทิง
ไม่เพียงเท่านั้นแต่ยังรวมถึงสื่อมวลชนต่าง ๆ ที่เป็นผู้ประสร้างความหวาดกลัวไปพร้อม ๆ กับสร้างความหลงใหล ทำให้ฆาตกรรายนี้กลายเป็นแบรนด์ ไปจนถึงสื่อโฆษณาเวลานั้นและแมกกาซีนดัง อาทิ Life ถึงกับทำอิดิชั่นพิเศษเป็นเรื่องเกี่ยวกับ เอ็ด กีน ล้วน ๆ ถึงขนาดพาไปทัวร์บ้านของกีน, หนังสือแนว True Detective ที่รวบรวมเรื่องเกี่ยวกับอาชกรรมจริง ๆ (คล้ายนิตยสาร 191 ของบ้านเราสมัยก่อน) ไปจนถึงโปสเตอร์หนังแบบไดรฟ์-อิน ก็ประโคมกันชูประเด็นบ้านในชนบท หน้ากากหนังคน ในช่วงยุค50-60s ทำให้กีนกลายเป็นสินค้าสยองขวัญ ซีรีส์ตีความหลงใหลของอเมริกันชนที่มีต่อตัวละครจริง ๆ ว่าคือภาพสะท้อนอาการจิตป่วยของสังคม
และเชื่อหรือไม่ว่าในซีรีส์เล่าถึงว่ามีการประมูลข้าวของเครื่องใช้จริง ๆ ของ กีน เช่น หมวก โคมไฟ หรือชิ้นส่วนกระดูก ในคดีนี้ ที่สะท้อนความบ้าคลั่งนี้ แม้แต่รถของเขายังถูกนำไปจัดแสดงในงานคาร์นิวัล ทำให้ความตายกลายเป็นโชว์บันเทิง ในเรื่องมีการใส่เพลงที่เกี่ยวข้องกับกีน อาทิ ผลงานของ ร็อบ ซอมบี, มาริลีน แมนสัน ที่ชี้ให้เห็นความโรมานซ์ความวิปริตเหล่านี้ ไปจนถึงศิลปะและแฟชั่นยุคนั้นที่ร่วมกันจินตกรรมให้ผิวหนังมนุษย์เป็นอีกสื่อหนึ่งทางศิลปะ ใช้ชิ้นส่วนของร่างกายมนุษย์เป็นวัตถุประดับในระดับอุตสาหกรรมแฟชั่น เราจึงได้เห็นสร้อยคือรูปหัวกะโหลกเอย นิ้วมือเอย ซีรีส์นี้จึงกลายเป็น “ชีวประวัติของภาพจำฆาตกรที่ถูกประกอบสร้างขึ้นโดยสื่อ วัฒนธรรมและผู้ชม”
ทว่าในขณะที่ตัวซีรีส์กำลังวิพากษ์วิจารณ์สิ่งเหล่านี้ ตัวมันเองก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาเสียเองด้วยเช่นกัน
ข้อเท็จจริงของคดีจริง เบอร์นิส วอร์เดน
เบอร์นิส วอร์เดน คือ เหยื่อรายหลักและรายสุดท้ายที่ทำให้ เอ็ด กีน ถูกจับได้อันถือเป็นจุดเปลี่ยนของคดีทั้งหมด เบอร์นิส เป็นหญิงม่ายวัย 58 ปี เธอเป็นเจ้าของร้านฮาร์ดแวร์ชื่อ Worden’s Hardware Store ในเมืองเพลนฟีลด์ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 1957 วันนั้นมีคนสังเกตว่า ร้านของเบอร์นิสปิดเงียบผิดปกติ แฟรงค์ วอร์เดน ลูกชายของเธอซึ่งเป็นรองนายอำเภอเข้าไปดูแล้วพบว่าเคาน์เตอร์มีรอยเลือด ใบเสร็จสุดท้ายในสมุดขายของระบุว่า “เอ็ด กีน ซื้อสารน้ำยาละลายน้ำแข็ง” นั่นทำให้ตำรวจสงสัยว่าเอ็ดน่าจะเกี่ยวข้อง เมื่อเจ้าหน้าที่ไปที่บ้านของ กีน ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7 ไมล์ สิ่งที่พวกเขาพบคือภาพฝันร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา ศพของ เบอร์นิส วอร์เดน ถูกแขวนหัวลงในโรงเก็บของ ถูกชำแหละราวกับสัตว์ และในบ้านเต็มไปด้วยหัวกะโหลกที่ทำเป็นถ้วย หน้ากากหนังมนุษย์ โซฟาหุ้มด้วยหนังคน เสื้อผ้าตัดเย็บจากผิวหนังผู้หญิง ทั้งหมดนี้ กีน สารภาพว่ามาจากศพของผู้หญิงที่ขุดมาจากสุสาน แต่ตอนนั้นเขารับสารภาพว่า “เบอร์นิส เป็นคนเดียวที่ผมฆ่าด้วยมือตัวเอง”

คดีจริงของแมรี โฮแกน
แม้เบื้องต้น กีน จะสารภาพว่าเขาฆ่ารายเดียว แต่อันที่จริงยังมีอีกคดีหนึ่งที่มั่นใจได้ว่า กีน เป็นผู้ลงมือ แมรี โฮแกน เป็นหญิงเชื้อสายเยอรมัน-อเมริกัน ตอนที่หายตัวไปเธออายุ 51 ปี เป็นเจ้าของร้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Mary’s Tavern อยู่ในเมืองไพน์ โกรฟ เมืองติดกันกับเมืองที่กีนอยู่
แมรี่เป็นคนโผงผาง ร่าเริง ชอบร่ำสุรา และคุยเล่นฉอเลากับลูกค้าในร้านเป็นประจำ อันเป็นบุคลิกแบบที่ขัดต่อหญิงเคร่งศาสนาอย่างที่แม่ของกีนสอนให้เกลียดอยย่างมาก แมรี หายตัวไปเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1954 หลังจากชาวเมืองพบว่าร้านอาหารของเธอถูกทิ้งร้าง มีรอยเลือดลากยาวจากหลังเคาน์เตอร์ไปถึงลานจอดรถ และพบปลอกกระสุน .32 คาลิเบอร์ตกอยู่ที่พื้น แมรีหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีพยานหรือหลักฐาน กลายเป็นคดีปิดไม่ลงนานถึง 3 ปี
กระทั่งวันที่ 16 พฤศจิกายน 1957 เมื่อตำรวจบุกเข้าค้นบ้านของกีนหลังการหายตัวไปของ เบอร์นิส พบว่าหนึ่งในกะโหลกที่พบในบ้านกีน พร้อมทั้งบางส่วนของร่างที่เก็บไว้ในช่องฟรีซเป็นของ แมรี โฮแกน สุดท้ายเขารับสารภาพอีกครั้งว่าเขาฆ่าเหยื่อไปสองราย แล้วยังสารภาพอีกว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาหมกมุ่นกับการขุดสุสานใกล้บ้าน เพื่อเอาชิ้นส่วนร่างกายมาประกอบเป็นร่างใหม่ของผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบตามแบบภาพลักษณ์ของแม่เขา
กีน อ้างว่าที่ฆ่า แมรี โฮแกน เพราะ “เธอมีบางอย่างเหมือนแม่ แต่ก็เหมือนเป็นร่างบาปในแบบที่แม่เกลียด” เขาให้การกับเจ้าหน้าที่อย่างเยือกเย็นว่า “เธอไม่เคยหายไปไหนหรอก เธออยู่ที่ฟาร์มของผมนี่แหละ”
สองคดีนี้ถูกตัดสินในปี 1958 กีนมีความผิดจริง แต่เป็นเพราะความป่วยจิต ทำให้เขาไม่เคยถูกจำคุกเลย แต่ถูกส่งเข้ากักกันตัวในโรงพยาบาลจิตเวช Central State Hospital for the Criminally Insane และต่อมาย้ายไปที่ Mendota State Hospital จนเสียชีวิตไปในปี 1984 ด้วยวัย 77 ปี
คดีทั้งสองนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “อเมริกันมอนสเตอร์” ชายผู้ใช้ความโดดเดี่ยว, การถูกล้างสมองจากแม่, และการหมกมุ่นในศพหญิง มาผสมกันจนเกิดพฤติกรรมสุดวิปริต เขาถูกตั้งฉายาจากสื่อว่า “The Plainfield Ghoul” และ “The Butcher of Plainfield”
ข้อมูลเท็จ
สิ่งที่ซีรีส์ชุดล่าสุดนี้ถูกจวกหนักคือความผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงมากเกินไป แม้ว่าประเด็นนี้จะถูกจวกมาตลอดตั้งแต่ภาคแรก แต่ที่ผ่านมามันก็ไม่เคยพาคนดูไปไกลขนาดนี้ และต่อไปนี้เราจะมาแจกแจงว่ามีประเด็นไหนบ้างที่ผิดไปจากความเป็นจริง
1.ความสัมพันธ์กับอะเดลีน วัตคินส์ ซีรีส์แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นมากกว่าเพื่อนสนิท ไปไกลถึงขั้นเธอร่วมลงมือกระทำการบางอย่างกับกีน
2.ฆ่าพี่ชายตัวเอง ในซีรีส์แสดงให้เห็นว่า เอ็ด เป็นผู้ฆ่า เฮนรี กีน พี่ชายแท้ ๆ ของตัวเองโดยวางแผนตีหัว แล้วเผาปกปิดหลักฐาน ทว่าในความเป็นจริง เฮนรี กีน เสียชีวิตจากอาการหัวใจล้มเหลว และโรคปอดไหม้ แต่ไม่เคยมีหลักฐานเลยว่า เอ็ด เป็นผู้สังหาร และไม่เคยมีการสืบสวนคดีของพี่เขาด้วย
3.ความสัมพันธ์ทางเพศกับ เบอร์นิส วอร์เดน ในซีรีส์มีการแสดงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่าง กีน กับ วอร์เดน ก่อนที่เขาจะลงมือฆ่าเธอ ความเป็นจริงพวกเขารู้จักกันแค่เป็นลูกค้าในเมืองเดียวกัน ละแวกบ้าน ไม่มีหลักฐานยืนยันเลยว่าทั้งสองมีสัมพันธ์โรแมนติกก่อนฆ่า
4.การช่วยจับ เท็ด บันดี้ ติดต่อเอฟบีไอ ร่วมมือไขคดีอื่น ๆ ตรงนี้คือถูกจวกหนักมาก เพราะในเรื่องมีฉากที่ฉายภาพว่าเขาช่วยเอฟบีไอในการตามล่าตัวฆาตกรต่อเนื่อง เท็ด บันดี้ ฆาตกรชื่อดังที่สื่อหลงใหลเพราะเขาหล่อและมีบุคลิกแบบหนุ่มอเมริกันสุดเพอร์เฟ็กต์ แถมในซีรีส์ยังระบุด้วยว่า กีน เคยได้รับจดหมายจากฆาตกรอีกราย ริชาร์ด สเป็ค ผู้ช็อคสังคมในฐานะฆาตกรสังหารหมู่ที่ฆ่าข่มขืนตัวประกันซึ่งเป็นนางพยาบาลหญิงทั้งหมด 9 ราย ทีละราย ทว่าในความเป็นจริงไม่เคยมีหลักฐานใดใดเลยว่า กีน เคยร่วมสืบใดใดกับเอฟบีไอ หรือได้รับการติดต่อจากฆาตกรรายอื่น
5.การแสดงพฤติกรรมเสพกามกับศพ เนโครฟีเลีย (necrophilia) ซีรีส์แสดงฉาก กีน มีเพศสัมพันธ์กับศพ จุดนี้จินตนาการไปไกลจากข้อเท็จจริงอย่างมาก เพราะความจริงคือ กีน ถูกกล่าวหาว่ารื้อหลุมศพ และใช้ชิ้นส่วนของศพมาเป็นวัสดุ เช่น หนังศีรษะ ฟัน ฯลฯ แต่เขาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่ามีการร่วมเพศกับศพ โดยกล่าวในคำให้การว่า “กลิ่น” เป็นอุปสรรค ซึ่งการเติมสิ่งนี้เข้ามาก็แค่เพื่อสร้างความวิปลาสอย่างถึงขีดสุด แต่นักวิจารณ์ถือว่าไม่ให้เกียรติต่อเหยื่อและตัวฆาตกรเจ้าของเรื่องเองเลย
6.มีส่วนร่วมมือกับผู้สร้างหนัง แม้ว่ากีนจะเคยเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังสยองขวัญหลายเรื่อง แต่ก็ไม่เคยมีหลักฐานยืนยันได้ว่าเขาเคยร่วมมือกับผู้สร้างหนัง หรือมีมุมมองในชีวิตจริงแบบเดียวกับภาพยนตร์อย่างที่ซีรีส์กระหน่ำแทรกเข้ามาอย่างหนักหน่วง มันเป็นเพียงการสร้างแนวคิดในการทำเรื่องจริงให้กลายเป็นตำนาน
7.จำลองเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีหลักฐานเลย ในหนังยังมีอีกหลายฉากที่ไม่จริง เช่น วัตกินส์ พบร่างแม่ของกีน, การฆ่าเด็ก สิ่งเหล่านี้ไม่มีเบาะแสทางประวัติศาสตร์สนับสนุนแม้แต่นิดเดียว
แฮโรลด์ เช็คเตอร์ นักประวัติศาสตร์ผู้เขียนชีวประวัติ เอ็ด กีน เรียกซีรีส์นี้ว่าเป็น “เรื่องแต่งแท้ ๆ เพราะมันมีเรื่องที่แต่งขึ้นอยู่เยอะ และอาจทำให้เข้าใจผิดว่าคือเรื่องจริงทั้งหมด หนังสือพิมพ์ นิวยอร์กโพสต์ ตั้งคำถามว่า ทำไมถึงใช้คำว่า “ฆาตกรต่อเนื่อง” ในการจำกัดความเอ็ด กีน เพราะเขาลงมือฆ่าเพียงสองราย ไม่เหมือนอย่างฆาตกรอย่าง เท็ด บันดี้ ที่ฆ่ามาเป็นสิบ ๆ ราย ซ้ำยังจวกด้วยว่า “ซีรีส์นี้ทำให้ความเป็นจริงกับจินตนาการคลุกเคล้ากันเกินไป เมื่อเส้นแบ่งไม่ชัดเจน อาจทำให้คนดูเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เห็นคือความเป็นจริงทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แม้จะอ้างว่าเป็นเรื่องแต่ง แต่มันก็มีมากล้านเกินพอดีไปไกลเกินความเป็นจริงมากโข”
อีกประเด็นที่นิวยอร์กโพสต์ชูขึ้นมาคือ“เมื่อคุณลดความเคารพต่อเหยื่อ เมื่อคุณดัดแปลงให้ตัวละครที่เป็นเหยื่อมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฆาตกร มันอาจกลายเป็นการด้อยคุณค่าของเหยื่อในทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งกลายเป็นว่าซีรีส์เรื่องนี้กำลังบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วยการนำเสนอแรงจูงใจทางเพศมากเกินไปจนอาจเข้าใจผิดว่าพฤติกรรมของเขาเป็นเพราะแรงขับทางเพศ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วปัจจัยสำคัญของกรณี เอ็ด กีน คือ การเลี้ยงดูจากแม่ผู้เคร่งศาสนา, ความเหงาหลังจากแม่ผู้เป็นโลกทั้งใบของเขาเสียชีวิต และอาการป่วยจิตของเขาเองที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับความอีโรติกเลยด้วยซ้ำ
จนถึงบรรทัดนี้เราไม่แน่ใจจริง ๆ ว่าซีรีส์นี้ประสบความสำเร็จหรือไม่ในการพยายามจะฉายภาพให้ชัดเจนว่า เราทุกคนมีส่วนในการผลักเคลื่อนวัฏจักรที่ทำให้ฆาตกรในชีวิตจริงกลายเป็นไอคอนทางวัฒนธรรม อย่างที่ซีรีส์ตบท้ายประโยคเด็ดว่า
“เอ็ด กีน ไม่ได้ทำให้ตัวเขาเองกลายเป็นมอนสเตอร์…แต่อเมริกาต่างหากที่ทำ” ที่น่าขำคือ ซีรีส์นี้เองก็มีส่วนในการขุดเขากลับมาทำให้กลายเป็นไอคอนของความบันเทิงในการฆ่า…ด้วยฉากที่ดูจัดมาอย่างเย้ายวนชวนหลงใหลในการฆ่า…อีกครั้ง



