เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
ทุกปีเมื่อรายงานWorld Happiness Report ถูกเผยแพร่ สิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะเหมือนเดิมเสมอคือ “ฟินแลนด์ครองอันดับ 1 ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก” “เดนมาร์ก นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ติดอันดับต้น ๆ อีกครั้ง” จากนั้นโลกทั้งโลกก็เริ่มแชร์บทความประเภท “5 บทเรียนจากชาวฟินแลนด์” หรือ “ทำไมประเทศนอร์ดิกถึงมีความสุขกว่าเรา” ราวกับว่าโลกได้ค้นพบ “สูตรสำเร็จของชีวิตที่ดี” แล้วเรียบร้อย แต่คำถามสำคัญคือ ใครเป็นคนกำหนดว่า “ความสุข” หน้าตาแบบไหน? และเป็นไปได้ไหมว่า สิ่งที่รายงานนี้กำลังวัด ไม่ใช่ “ความสุขสากลของมนุษย์” แต่คือความใกล้เคียงกับอุดมคติแบบยุโรปเหนือมากกว่า
World Happiness Report จัดทำโดยเครือข่ายนักวิจัยร่วมกับ Gallup และองค์กรภายใต้ UN โดยใช้คำถามสำคัญที่เรียกว่า Cantril Ladder ให้ผู้ตอบประเมินชีวิตตัวเองจาก 0 ถึง 10 ว่าอยู่ตรงขั้นไหนของบันไดชีวิต ฟังดูเรียบง่าย เป็นวิทยาศาสตร์ และ “เป็นกลาง” แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิชาการจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า มนุษย์จากแต่ละวัฒนธรรม “ตีความ” คำถามนี้เหมือนกันจริงหรือไม่ บางวัฒนธรรมอาจมองว่าการให้คะแนนชีวิตตัวเองสูงเกินไปเป็นเรื่องโอ้อวด ขณะที่บางสังคมให้คุณค่ากับความถ่อมตัว ความอดทน หรือการยอมรับความทุกข์ในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิต ในอีกด้านหนึ่ง สังคมแบบปัจเจกนิยมตะวันตกอาจคุ้นเคยกับการประเมิน “ความพึงพอใจของตัวเอง” มากกว่าอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่ดูเหมือน “มาตรวัดสากล” อาจมีวัฒนธรรมบางแบบซ่อนอยู่ในนั้นตั้งแต่ต้น
ความสุขแบบนอร์ดิกคืออะไร
หากดูให้ดี ประเทศที่ได้คะแนนสูงแทบทุกปี มักมีลักษณะร่วมกันหลายอย่าง ประเทศเหล่านี้มักเป็นรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็ง มีรายได้เฉลี่ยสูง ความเหลื่อมล้ำต่ำ ประชาชนเชื่อมั่นในรัฐบาล และมีระบบสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ และแน่นอน สิ่งเหล่านี้สำคัญมาก ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธคุณค่าของมัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประเทศนอร์ดิก “ไม่ดี” แต่อยู่ตรงที่ โลกเริ่มทำให้ “ชีวิตที่ดีแบบนอร์ดิก” กลายเป็นมาตรฐานกลางของมนุษยชาติโดยไม่รู้ตัว
ในโมเดลแบบนี้ ชีวิตที่ดีมักหมายถึงชีวิตที่มั่นคง ปลอดภัย มี autonomy มี work-life balance มีระบบรัฐที่ไว้ใจได้ และมี predictability สูง แต่คำถามคือ นี่คือ “ความสุข” เพียงรูปแบบเดียวจริงหรือ?
แล้วชีวิตที่เต็มไปด้วยความหมาย ความผูกพันทางจิตวิญญาณ ความเข้มข้นทางอารมณ์ หรือการเสียสละเพื่อผู้อื่นล่ะ มันถูกนับรวมอยู่ตรงไหนของสมการนี้?
Happiness ไม่เท่ากับ Meaning
หนึ่งในข้อวิจารณ์สำคัญที่สุดต่อ World Happiness Report คือมันอาจกำลังวัด “life satisfaction” มากกว่า “ความหมายของชีวิต” และสองสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน
มนุษย์จำนวนมากอาจไม่ได้ “มีความสุข” ตลอดเวลา แต่ยังรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า พ่อแม่ที่เหนื่อยจากการเลี้ยงลูก นักกิจกรรมที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐ ศิลปินที่ใช้ชีวิตอย่างไม่มั่นคง พระที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย หรือแม้แต่คนที่กำลังดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย อาจไม่ได้ตอบแบบสอบถามว่าชีวิตตัวเองอยู่ที่ 9 เต็ม 10 แต่เราแทบไม่อาจพูดได้ว่าชีวิตเหล่านั้น “ล้มเหลว”
นี่คือจุดที่หลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะในเอเชีย มองโลกต่างจากแนวคิดแบบ liberal individualism ของตะวันตก
ในพุทธศาสนา ความสุขไม่ได้หมายถึงการหลีกหนีความทุกข์ทั้งหมด แต่อาจหมายถึงความสามารถในการอยู่กับความไม่แน่นอนของชีวิตอย่างเข้าใจ
ในญี่ปุ่น ความงามจำนวนมากเกิดขึ้นจากความไม่สมบูรณ์แบบและความไม่เที่ยง
ในสังคมละตินอเมริกา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนอาจสำคัญกว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
แต่เมื่อโลกใช้มาตรวัดเดียวกัน ประเทศเหล่านี้มักถูกจัดให้อยู่ต่ำกว่า “มาตรฐานแห่งความสุข”
อคติแบบ WEIRD
นักวิชาการจำนวนมากเรียกอคติลักษณะนี้ว่า WEIRD bias
WEIRD ย่อมาจาก Western, Educated, Industrialized, Rich, Democratic หมายถึงความจริงที่ว่า งานวิจัยจำนวนมากของโลกถูกสร้างขึ้นจากประชากรตะวันตกชนชั้นกลางในประเทศร่ำรวย แล้วถูกนำไปอธิบาย “มนุษย์ทั้งโลก”
คำถามเรื่องความสุขก็เช่นกัน เมื่อคนทั้งโลกถูกถามด้วยกรอบเดียวกัน ประเทศที่มีลักษณะใกล้เคียงโลกตะวันตกมากที่สุด ย่อมได้เปรียบโดยธรรมชาติ นักวิจัยจาก Polish Academy of Sciences ให้สัมภาษณ์กับ Science News ว่า เราควรระมัดระวังการอ้างข้อสรุปใหญ่ ๆ จากการเปรียบเทียบความสุขข้ามวัฒนธรรม เพราะแต่ละสังคมตอบคำถามเรื่องความสุขไม่เหมือนกัน
บทความจาก Greater Good Magazine ของ UC Berkeley ชี้ว่า บางวัฒนธรรมให้คุณค่ากับความสมดุล ความสงบ หรือความสัมพันธ์ มากกว่าความรู้สึก “พึงพอใจในชีวิต” แบบที่แบบสอบถามใช้วัด พูดอีกแบบคือ World Happiness Report อาจไม่ได้เป็นแค่ “กระจกสะท้อนโลก”แต่มันกำลังสร้างโลกแบบหนึ่งขึ้นมาด้วย
โลกที่ทุกคนอยากเป็นฟินแลนด์
ทุกวันนี้ รายงานนี้ไม่ได้อยู่แค่ในวงวิชาการ มันถูกใช้โดยสื่อ รัฐบาล startup culture นักพัฒนาเมือง และอินฟลูเอนเซอร์สาย self-improvement จนเกิดสิ่งที่น่าสนใจมากคือ ผู้คนเริ่มไม่ได้แค่ “อ่าน” อันดับความสุข แต่เริ่ม “ปรารถนา” จะกลายเป็นประเทศเหล่านั้น
เมืองต่าง ๆ เริ่มถูกออกแบบให้ “เหมือนโคเปนเฮเกน” คนรุ่นใหม่เริ่มฝันถึง “ชีวิตแบบสแกนดิเนเวีย” แม้แต่แนวคิดเรื่อง work-life balance หรือ minimalism ก็ถูกทำให้กลายเป็น soft power ทางวัฒนธรรม แน่นอน หลายอย่างมีประโยชน์
แต่ปัญหาคือ เมื่ออุดมคติแบบหนึ่งกลายเป็น global aspiration โลกก็เริ่มสูญเสียความหลากหลายในการจินตนาการถึง “ชีวิตที่ดี” บางที ชีวิตที่ดีของชาวไทย อาจไม่เหมือนชีวิตที่ดีของชาวฟินแลนด์ตั้งแต่ต้น
ความสนุก ความยืดหยุ่น ความสัมพันธ์ระหว่างคน ความไม่เป็นทางการ หรือแม้แต่การใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวขยาย อาจเป็นรูปแบบคุณค่าที่ไม่สามารถแปลงเป็นคะแนนบนบันได 0-10 ได้ง่ายนัก
แม้แต่นอร์ดิกเองก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ
ที่น่าสนใจคือ แม้ประเทศนอร์ดิกจะติดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ประเทศเหล่านี้เองก็ยังเผชิญปัญหาด้านสุขภาพจิต ความโดดเดี่ยว และภาวะซึมเศร้าในคนรุ่นใหม่จำนวนมาก
นักเขียนอย่าง Yascha Mounk ถึงกับวิจารณ์ว่า World Happiness Report มีปัญหาทางวิธีวิทยาหลายด้าน และบางครั้งไม่สอดคล้องกับตัวชี้วัดด้าน mental health จริง ๆ กล่าวอีกแบบคือ ประเทศที่คนให้คะแนนชีวิตตัวเองสูง อาจไม่ใช่ประเทศที่ผู้คน “อบอุ่น มีความหมาย หรือรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง” มากที่สุดเสมอไป และนั่นอาจสะท้อนข้อจำกัดสำคัญของการพยายามแปลงประสบการณ์มนุษย์อันซับซ้อนให้กลายเป็นการจัดอันดับ หรือ Ranking
บางที ปัญหาอาจไม่ใช่การวัดความสุข
มนุษย์ควรวัดคุณภาพชีวิต และเราควรพยายามสร้างสังคมที่ผู้คนอยู่ได้ดีขึ้น แต่ปัญหาอาจอยู่ตรงที่ โลกเริ่มทำให้ “ความสุขแบบเดียว” กลายเป็นมาตรฐานกลางของมนุษยชาติ
ทั้งที่มนุษย์มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และจินตนาการต่อชีวิตที่ดีแตกต่างกันมหาศาล บางสังคมให้ค่ากับเสรีภาพ บางสังคมให้ค่ากับชุมชน บางสังคมให้ค่ากับความสงบ บางสังคมให้ค่ากับศักดิ์ศรี บางสังคมให้ค่ากับความหมายมากกว่าความสบาย
โลกที่ดี อาจไม่ใช่โลกที่ทุกประเทศพยายามเป็นฟินแลนด์ แต่อาจเป็นโลกที่มนุษย์แต่ละวัฒนธรรม ยังมีสิทธิ์นิยาม “ชีวิตที่ดี” ด้วยภาษาของตัวเอง



