1721955
Boots (2025) ซีรีส์ 8 ตอนจบที่กำลังกระแสฮิตอยู่ตอนนี้ เล่าเหตุการณ์ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เมื่อการเป็นเกย์ยังถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามในกองทัพของสหรัฐฯ เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ คาเมรอน โคป (ไมล์ส ไฮเซอร์ จากซีรีส์ 13 Reasons Why และ Parenthood) เกย์หนุ่มน้อยที่ถูกเรย์ แมคอัฟฟี (เลียม โอ นายแบบอเมริกันเชื้อสายไอริช-เกาหลี) เพื่อนชายแท้สุดซี้ดึงเข้าร่วมค่ายฝึกนาวิกโยธินสหรัฐ อันเป็นการฝึกหนักที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบ ความโหดเหี้ยม การแข่งขัน และคำก่นด่าจากครูฝึกที่คอยตะโกนกรอกหูด้วยสารพัดคำด้อยค่าความเป็นคน ในขณะเดียวกัน คาเมรอน ก็ต้องคอยปกปิดตัวตนที่แท้จริงของเขาไว้ ระหว่างนั้นเรื่องจะพาไปพบเพื่อน ๆ ร่วมค่ายที่มาจากหลากหลายพื้นเพ ภายใต้แรงกดดันและนิยามความเป็นชายแท้ตามระเบียบกองทัพสหรัฐ
Boots ดัดแปลงจากหนังสือ The Pink Marine: One Boy’s Journey Through Boot Camp to Manhood (2015) โดย เกรก โคป ไวท์ ซีรีส์ได้รับคำวิจารณ์ในเชิงบวกจาก Rotten Tomatoes สูงถึง 90% ขณะที่เว็บ Metacritic ให้ 72 คะแนน ส่วนเว็บ Rogerebert.com หนึ่งในนักวิจารณ์จากเว็บนี้ นันทินี บาเลียล ชี้ว่า “ข้อบกพร่องของ Boots คือการอธิบายชีวิตทหารในแบบเรียบง่ายเกินไป ทั้งที่ความเป็นจริงทหารที่มีความหลากหลายทางเพศซับซ้อนกว่านั้นมาก แม้ว่าผู้สร้างจะมีเจตนาดีก็ตาม” แต่ทันทีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ พีท เฮกเซธ ออกมาจวกซีรีส์เรื่องนี้หนักมากด้วยวลีว่า “เป็นเศษขยะของพวกตื่นรู้ (woke garbage)” ซีรีส์นี้ก็มียอดผู้ชมพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ส่วนตัวเราค่อนข้างผิดหวังเพราะเห็นหลายเพจดูจะอวยหนักมาก โดยเฉพาะความน่ารักโซคิ้วของสองนักแสดงนำ ไมล์ส ไฮเซอร์ กับ เลียม โอ แต่เราแอบคาดหวังว่ามันจะมีอะไรโว้คกว่านี้ และผิดหวังมากที่ไปไปมามาดันมากลายเป็นซีรีส์สนับสนุนให้ผู้คนเข้าร่วมกองทัพ สนับสนุนสงคราม ความรุนแรง และการฆ่าฟันกันซะงั้น ถ้ายุคนึงลุงตู่จะเคยอวยซีรีส์เกาหลีเรื่อง Descendants of the Sun (2016) ในยุคนี้กองทัพน่าจะใช้เรื่องนี้ต่อสู้กับวลี “มีทหารไว้ทำไม” ได้เลย
ขณะที่เราค่อนข้างจะคาดหวังว่ามันจะเล่าความขัดแย้งชีวิตชาวเกย์ในกองทัพ เพราะเรื่องจงใจจะเล่าไทม์ไลน์ในช่วงยุค 90s อย่างน้อยก็น่าจะแตะประวัติศาสตร์อันเกี่ยวข้องกับระเบียบ “การห้ามเกย์” มากกว่านี้สักหน่อย ซึ่งกว่าจะเล่าจริง ๆ จัง ๆ ก็ล่อไปอีพี 6 (จาก 8 อีพี) ด้วยเหตุนี้บทความนี้จะมาไล่เรียงไทม์ไลน์ของประวัติศาสตร์หน้านี้ที่เราว่าสำคัญ แต่มันถูกหยิบมาเล่าเพียงผิวเท่านั้นใน Boots
ประวัติศาสตร์ “ห้ามเกย์” ในกองทัพสหรัฐ
อันที่จริงในหนังสือที่เกรกเขียนนั้นเล่าเหตุการณ์ในปี 1979 แต่ซีรีส์เปลี่ยนไปเล่าในปี 1990 แทน อย่างไรก็ตามสำหรับคนยุคนี้ที่การเป็น LGBTQ+ อาจจะไม่ใช่เรื่องต้องห้ามอีกต่อไปแล้ว โดยเฉพาะกับบ้านเราที่เปิดกว้างขนาดยอมให้มีสมรสเพศเดียวกันเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชีย บางคนจึงนึกภาพไม่ออกว่าในความเป็นจริงแล้ว เหตุการณ์ที่เรากำลังจะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องร้ายแรงมาก มีทั้งคนที่ฆ่าตัวตาย คนถูกกระทืบตาย เพียงเพราะว่าพวกเขาเกิดมาเป็นชาวรักเพศเดียวกัน
การห้ามเกย์ในกองทัพสหรัฐฯ” (U.S. military gay ban) เป็นหนึ่งในประเด็นอื้อฉายในประวัติศาสตร์สิทธิมนุษยชนของอเมริกาก็ว่าได้ อีกทั้งยังเกี่ยวพันกับกฎหมาย, กับความคิดทางศีลธรรมในสังคม และกับนโยบายทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลามานานกว่า 70 ปี และยังคงเปลี่ยนกลับไปกลับมาจนทุกวันนี้
โทษฐานอนาจารขั้นร้ายแรง
แต่ก่อนจะเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐ บางทีเราอาจต้องย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ในอังกฤษเคยมีกฎหมายหนึ่งที่เคยถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลากประเทศ และปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ในบางประเทศ หรือแม้แต่ในบางรัฐของสหรัฐเองก็ยังคงมีกฎหมายนี้อยู่ นั่นก็คือ โทษฐานอนาจารขั้นร้ายแรง (Gross indecency) ใช้เพื่อลงโทษกิจกรรมทางเพศระหว่างชายกับชาย(ไม่ว่าจะสมยอมหรือไม่สมยอมก็ตาม และไม่ว่าจะสอดใส่หรือไม่ก็ตาม)ที่ไม่ถึงขั้นเป็นความผิดอาญา
คำนี้ถูกใช้ครั้งแรกในกฎหมายอังกฤษในพระราชบัญญัติของรัฐสภาอังกฤษเมื่อปี 1885 ก่อนจะนำมาใช้ในกฎหมายอื่น ๆ ทั่วจักรวรรดิอังกฤษ ขอบเขตความผิดนี้ต้องถูกตัดสินโดยคำพิพากษาของศาล คนดังที่เคยถูกลงโทษด้วยกฎหมายนี้ อาทิ ออสการ์ ไวลด์ นักประพันธ์ชาวไอริชผู้ทรงอิทธิพล เคยถูกตั้งข้อหานี้ถึง 3 คดีรวดในปี 1895 ทำให้เขาถูกจำคุก 2 ปีและต้องถูกใช้แรงงานอย่างหนัก หลังพ้นโทษชีวิตของเขาพังทลาย และเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นานในปี 1900
อลัน ทัวริง นักคณิตศาสตร์ นักเข้ารหัสผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ทว่าเขาถูกตัดสินฐานความผิดนี้ในปี 1952 ด้วยการรับสารเคมีที่ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง หลังจากนั้นในปี 1954 เขาเสียชีวิตด้วยไซยาไนต์ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเขาฆ่าตัวตาย (แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมแย้งว่าเขาบังเอิญได้รับสารพิษนี้จากวัตถุอื่นในยุคนั้นที่ไม่ยังไม่ตระหนักถึงสารปนเปื้อน) แล้วกว่าเขาจะได้รับอภัยโทษก็ปาไปปี 2013 (หรือ 59 ปีหลังจากทัวริงเสียชีวิต) ทำให้ต่อมาในปี 2017 อังกฤษได้ออกกฎหมายทัวริง (Turing Law) เพื่อระบุว่าผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันนี้ “ไม่ใช่ผู้กระทำความผิด” อันเป็นการประกาศว่ากิจกรรมทางเพศของชาวเกย์ไม่ใช่ความผิดอีกต่อไป
ปัจจุบันความผิดลักษณะนี้ยังคงอยู่ อาทิ เคนยา ไม่ว่าจะกระทำในที่สาธารณะหรือในที่ส่วนตัว ถือเป็นความผิดอาญามีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี แต่หากมีการร่วมเพศทางทวารหนักจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 14 ปี ส่วนในสหรัฐแม้ในบางรัฐจะยังมีการระบุโทษ ‘gross indecency’ อยู่แต่แทบไม่มีผลบังคับใช้จริง เนื่องจากขัดกับคำตัดสินของศาลสูงสุด ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2003 เรียกว่า “คดี Lawrence v. Texas” เมื่อศาลสูงสุดของสหรัฐตัดสินว่า กฎหมายห้ามนี้ขัดต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวตามรัฐธรรมนูญ การบังคับใช้จึงถือว่าผิดรัฐธรรมนูญไปโดยปริยาย แม้กฎหมายนี้ยังคงถูกระบุอยู่ในรัฐมิชิแกน หรือบางรัฐทางตอนใต้ และมิดเวสต์ แต่ถูกยกเลิกบังคับใช้ในทางปฏิบัติไปแล้ว
คดี Lawrence v. Texas
เป็นคดีประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่มีผลอย่างมากต่อสิทธิเสรีภาพของกลุ่ม LGBTQ+ เพราะมันคือคดีที่ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ (U.S. Supreme Court) ตัดสินว่า “การมีกิจกรรมทางเพศระหว่างผู้ใหญ่ที่ยินยอมทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าระหว่างเพศใดก็ตาม ไม่ใช่อาชญากรรม” คำตัดสินนี้ถือเป็น การยกเลิกกฎหมายห้ามเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันทั่วประเทศ และเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญที่สุดของสิทธิ LGBTQ+ ในอเมริกา
ที่มาของคดีในปี 1998 ตำรวจเมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส ได้บุกเข้าห้องพักของชายสองคนคือ จอห์น ลอวเรนซ์ และ ไทรอน การ์เนอร์ หลังจากได้รับแจ้งเท็จว่ามีเหตุทะเลาะวิวาทเกิดขึ้น แต่เมื่อเข้าไปตำรวจพบชายทั้งสองกำลังมีเพศสัมพันธ์กันในห้องนอน เจ้าหน้าที่จึงจับกุมพวกเขาในข้อหา “กระทำการทางเพศอย่างผิดกฎหมายระหว่างเพศเดียวกัน” ภายใต้กฎหมายของรัฐเท็กซัสที่เรียกว่า Texas “Homosexual Conduct” law อย่างไรก็ตามสิ่งที่สังคมขณะนั้นยอมรับไม่ได้เนื่องจากฝ่ายหนึ่งเป็นคนดำทำให้สื่อละเลงข่าวนี้อย่างครึกโครม
กฎหมายเท็กซัสในเวลานั้นระบุว่า “การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักหรือปากระหว่างคนเพศเดียวกันถือเป็นอาชญากรรมลหุโทษ” แม้รัฐอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะยกเลิกกฎหมายลักษณะนี้ไปแล้ว แต่ในปี 1998 ยังมีอยู่ประมาณ 13 รัฐที่ยังคงบังคับใช้อยู่
ในชั้นศาลทั้งคู่โต้แย้งว่า “กฎหมายนี้ละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัว (right to privacy) และ สิทธิความเสมอภาค (equal protection) ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ (โดยเฉพาะบทแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 14 — Fourteenth Amendment) คดีนี้จึงขึ้นไปถึงศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ซึ่งกินเวลาพิจารณาเกือบ 5 ปี
วันที่ 26 มิถุนายน 2003 ศาลสูงสุดมีมติ 6 ต่อ 3 ให้ ยกเลิกกฎหมายห้ามเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน ผู้พิพากษา แอนโธนี เคนเนดี เขียนคำตัดสินเสียงข้างมากโดยระบุว่า: “รัฐบาลไม่อาจแทรกแซงความสัมพันธ์ที่เป็นเรื่องส่วนตัวและยินยอมของผู้ใหญ่สองคนในบ้านของพวกเขาเองได้… กฎหมายเท็กซัสละเมิดสิทธิพื้นฐานในเสรีภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์” คำตัดสินนี้ล้มล้างคำพิพากษาเก่าปี 1986 ในอีกคดีที่คล้ายกันในรัฐจอร์เจียไปด้วย
ผลกระทบสำคัญจากคำตัดสินนี้ทำให้ ยกเลิกกฎหมาย Sodomy laws (กฎหมายห้ามเพศสัมพันธ์เพศเดียวกัน) ในทุกมลรัฐ ยืนยันสิทธิใน “ความเป็นส่วนตัวทางเพศ” (sexual privacy) ของบุคคล เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่นำไปสู่: คำตัดสินคดี United States v. Windsor (2013) — ยกเลิกกฎหมาย DOMA ที่ห้ามรัฐบาลกลางรับรองการแต่งงานเพศเดียวกัน และคดี Obergefell v. Hodges (2015) — ทำให้การแต่งงานเพศเดียวกันถูกต้องตามกฎหมายทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามนิตยสาร News Week เมื่อปี 2022 มีการสำรวจว่าในปัจจุบันยังมีอีกอย่างน้อย 67 ประเทศที่ LGBTQ+ เป็นสิ่งผิดกฎหมาย เช่น อุซเบกิสถาน จำคุกไม่เกิน 3 ปี, บรูไน ตามกฎหมายอิสลามอาจถูกประหารชีวิต, ซีเนกัล จำคุกไม่เกิน 5 ปี, อิหร่าน โทษประหารชีวิตภายใต้กฎหมายอิสลาม, เมียนมาร์ โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี, มาเลเซียมีโทษโบยและจำคุก, สิงคโปร์เพิ่งยกเลิกโทษนี้ในปี 2022 (แต่การสมรสเพศเดียวกันถือว่าผิดกฎหมาย), เกาหลีใต้แม้จะไม่ผิดกฎหมายแต่มีการเลือกปฏิบัติในกองทัพ และถูกต่อต้านอย่างหนักในสังคม บางประเทศเช่น อินเดีย, สิงคโปร์, เคนยา, อูกานด้า, ซาอุฯ มีการระบุด้วยว่าการสมรสระหว่างเพศเดียวกันถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
FYI เกย์ในค่ายกักกันนาซี
เกย์ในยุคนาซีเยอรมนี (1933–1945) หลังจากฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจในปี 1933 รัฐบาลนาซีเริ่มใช้กฎหมายอาญามาตรา ย่อหน้าที่ 175 ซึ่งมีอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วในกฎหมายเยอรมัน แต่ถูก “ขยายและเข้มงวดขึ้น” ให้การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายด้วยกันถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง โดยไม่ต้องมีหลักฐานการมีเพศสัมพันธ์จริงก็สามารถถูกจับได้เพียงจาก “พฤติกรรมหรือท่าทีที่ดูเป็นเกย์”
สถิติจำนวนผู้ถูกจับกุมคุมขังเป็นชายเกย์อย่างน้อยหนึ่งแสนคนถูกจับภายใต้กฎหมายนี้ ในจำนวนนี้มีราวห้าหมื่นคนถูกตัดสินว่ามีความผิดและต้องโทษจำคุก ทว่ายังมีอีกหมื่น-หนึ่งหมื่นห้าพันคนที่ถูกส่งไปยังค่ายกักกันนานซี เช่น Dachau, Buchenwald, Sachsenhausen
ในค่ายกักกันของนาซี นักโทษแต่ละประเภทจะถูกแบ่งแยกด้วย “เครื่องหมายสามเหลี่ยมคว่ำ” บนชุดนักโทษ เช่น เหลือง: ชาวยิว แดง: นักโทษการเมือง น้ำเงิน: ชาวต่างชาติหรือแรงงานบังคับ เขียว: อาชญากรทั่วไป ดำ: “พวกไม่เป็นที่พึงประสงค์” เช่น โสเภณีหรือเร่ร่อน ชมพู: ชายรักร่วมเพศ
พวกสามเหลี่ยมสีชมพู (Pink Triangle) จะถูกจัดสถานะในลำดับที่ต่ำสุดของบรรดานักโทษทั้งหมด ถูกซ้อมทรมาน ถูกใช้แรงงานหนักเกินมนุษย์ และมักถูกเจ้าหน้าที่หรือเพื่อนนักโทษคนอื่นกลั่นแกล้ง มีบางรายถูกนำไปใช้ทดลองทางการแพทย์ เช่น การ “รักษาความเป็นเกย์” ด้วยสารเคมีต้านอารมณ์ทางเพศหรือช็อตไฟฟ้า และอัตรารอดชีวิตของพวกสามเหลี่ยมชมพูถือว่าต่ำมาก
วิบากกรรมของชาวพิงค์ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะหลังสงครามสิ้นสุดลงในปี 1945 ชาวเกย์สามเหลี่ยมสีชมพูกลุ่มนี้ “ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเหยื่อของนาซี เพราะกฎหมายย่อหน้าที่ 175 ยังคงอยู่ในเยอรมนีตะวันตกต่อไปจนถึงปี 1969 หมายความว่าผู้ชายที่เคยถูกจำคุกเพราะเป็นเกย์ ยังถูกนับว่าเป็นอาชญากรอยู่ แม้พวกเขาจะผ่านค่ายกักกันมาแล้วก็ตาม
จนกระทั่งช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21 เยอรมนีจึงเพิ่งเริ่มขอโทษอย่างเป็นทางการ ต่อเหยื่อรักร่วมเพศในยุคนาซี ยกเลิกคำพิพากษาเดิม ภายใต้ Paragraph 175 และสร้างอนุสรณ์สถาน เช่น “Memorial to Homosexuals Persecuted Under Nazism” ที่กรุงเบอร์ลิน (เปิดในปี 2008)
แม้ว่าสามเหลี่ยมสีชมพูจะเป็นเครื่องหมายแห่ง “ความอัปยศ” แต่ปัจจุบันชาว LGBTQ+ ยุคใหม่ นำกลับมาใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจและการต่อต้านการกดขี่ โดยเฉพาะในยุค 1970s–1980s เมื่อขบวนการสิทธิ LGBTQ ในยุโรปและอเมริกากำลังเติบโต มันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำ ความรอด และการไม่ยอมจำนนต่อความเกลียดชัง
จุดเริ่มต้นของ “การห้ามเกย์” ในกองทัพสหรัฐ
วกกลับมาที่เฉพาะในสหรัฐช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (1940s) ตอนนั้นกองทัพสหรัฐเริ่มมีการ “ตรวจสุขภาพจิต” ก่อนเกณฑ์ทหาร ผู้ที่ถูกสงสัยว่าเป็น “homosexual” จะถูกตีตราว่า “unfit for service” (ไม่เหมาะสมต่อการรับราชการทหาร) เหตุผลทางการแพทย์ที่ใช้อ้างคือ “homosexuality is a psychiatric disorder” (เป็นความผิดปกติทางจิต) อันเป็นมุมมองของจิตเวชศาสตร์ยุคนั้น เมื่อสงครามสิ้นสุด ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นเกย์ในระหว่างประจำการ มักจะถูกปลดออกโดยไม่ให้เกียรติ (dishonorable discharge) ส่งผลเสียอย่างหนัก เช่น เสียสิทธิ์สวัสดิการทหาร, หางานยาก ไปจนถึงถูกประจานในสังคม
ยุคสงครามเย็น – ยุคแห่ง “Lavender Scare” (1950s–1980s)
ในช่วงสงครามเย็น รัฐบาลอเมริกามองว่าการเป็นเกย์ = เสี่ยงต่อการถูกชักจูงโดยคอมมิวนิสต์ ดังนั้นในช่วงที่เรียกว่า “Lavender Scare” (คู่ขนานกับ Red Scare) จึงมีการไล่ล่าคนที่เป็นหรือถูกสงสัยว่าเป็นเกย์ทั้งในรัฐบาลและกองทัพ ทำให้หลายพันคนถูกปลดออกจากงานราชการเพียงเพราะมีพฤติกรรม “ไม่เข้ากรอบเพศชายตามค่านิยม” อีกทั้งกองทัพสหรัฐยังคงมี กฎห้ามคนรักเพศเดียวกันเข้ารับราชการ จนถึงปลายยุค 1980s เอกสารระบุชัดว่า “homosexual conduct is incompatible with military service. (มีพฤติกรรมรักร่วมเพศไม่สอดคล้องกับการรับราชการทหาร)”
FYI “Red Scare” และ “Lavender Scare”
เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาช่วงสงครามเย็น (ประมาณทศวรรษ 1940–1960s) ซึ่งทั้งสองเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันและมีลักษณะ “การล่าแม่มด” ต่อผู้ที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แต่เป้าหมายของการล่าแตกต่างกันอย่างชัดเจน
Red Scare (ความกลัวสีแดง) คือ “กระแสความหวาดกลัวคอมมิวนิสต์” ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนอเมริกันจำนวนมากเชื่อว่ามี “สายลับคอมมิวนิสต์” แทรกซึมอยู่ในรัฐบาล ฮอลลีวูด มหาวิทยาลัย และสื่อมวลชน
Red Scare ครั้งที่ 1 (1917–1920) เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติรัสเซีย (1917) สหรัฐฯ หวาดกลัวว่าคอมมิวนิสต์จะปลุกระดมชนชั้นแรงงานให้ล้มรัฐบาล มีการจับกุมและเนรเทศผู้ต้องสงสัยว่าเป็นนักปฏิวัติในเหตุการณ์ที่เรียกว่า Palmer Raids (1919–1920)
Red Scare ครั้งที่ 2 (ปลายทศวรรษ 1940–กลางทศวรรษ 1950) เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองไปจนถึงระหว่างสงครามเย็น จุดพีคคือยุคของ วุฒิสมาชิก โจเซฟ แมคคาร์ธี (พรรครีพับลิกัน, วิสคอนซิน) เขาอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐบาลและคนในฮอลลีวูดจำนวนมากเป็นคอมมิวนิสต์ นำไปสู่กระบวนการ “McCarthyism” อันเป็นการสอบสวนและป้ายสีผู้คนโดยไม่มีหลักฐานชัด มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากสูญเสียงาน ถูกขึ้นบัญชีดำ และถูกสังคมรังเกียจ ภายใต้อำนาจหน่วยงานที่เรียกว่า House Un-American Activities Committee (HUAC) ส่งผลกระทบให้นักแสดงและคนทำหนังในฮอลลีวูด เช่น นักแสดงตลก ชาลี แชปลิน, ผู้เขียนบทรางวัลออสการ์ ดาลตัน ทรัมโบ (Roman Holiday, Spartacus) ถูกขึ้นบัญชีดำ, ข้าราชการและครูหลายพันคนถูกไล่ออก เกิดบรรยากาศหวาดกลัวและไม่ไว้ใจกันครอบงำสังคมอเมริกัน
Lavender Scare (ความกลัวสีม่วง) คือ การล่าพนักงานที่เป็น LGBTQ+ เริ่มราวปี 1950 ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี แฮรรี เอส ทรูแมน กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานรัฐบาลต่าง ๆ เริ่มสอบสวน “พฤติกรรมทางเพศ” ของพนักงาน เชื่อว่าคนที่เป็นเกย์ “เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ” เพราะเชื่อว่าสามารถถูก “แบล็คเมล์หรือชักจูง” โดยสายลับโซเวียตได้ และถูกมองว่าบุคคลกลุ่มนี้ “ผิดศีลธรรม” และ “ไว้ใจไม่ได้”
ต่อมาในปี 1953 ประธานาธิบดีดไวท์ ดี ไอเซนฮาวร์ ออกคำสั่งฝ่ายบริหารหมายเลข Executive Order 10450 ระบุว่าผู้มี “พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ” (sexual perversion) ไม่สามารถรับราชการได้ ทำให้พนักงานเกย์มากกว่าห้าพันคนถูกบีบให้ออกจากงาน เกิดบรรยากาศหวาดกลัว ทำให้ LGBTQ+ ต้องปกปิดตัวตนและใช้ชีวิตในเงามืดทางสังคมอีกหลายสิบปี มีผลต่อเนื่องไปจนถึงยุค 1970 เมื่อขบวนการสิทธิเกย์เริ่มลุกขึ้นสู้
การเปลี่ยนผ่านสู่ “Don’t Ask, Don’t Tell” (DADT1993–2011)
ในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน มีแรงกดดันจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ยกเลิกการแบนเกย์ ฝ่ายทหารและอนุรักษ์นิยมไม่ต้องการให้ “ชีวิตส่วนตัว” ของทหารมาปะปนกับหน่วยงาน ดังนั้นจึงเกิดนโยบาย “Don’t Ask, Don’t Tell (DADT)” มีผลบังคับใช้ปี 1993 หลักการคือ: “ห้ามถาม และห้ามบอก” หมายความว่าผู้บังคับบัญชาห้ามถามว่าทหารคนไหนเป็นเกย์ ทหารเองก็ห้ามเปิดเผยว่าตัวเองเป็นเกย์ ฟังดูเหมือน “ประนีประนอม” แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นกับดัก เพราะถ้ามีใคร “ถูกเปิดเผย” ว่าเป็นเกย์ (ไม่ว่าถูกบังคับหรือบังเอิญ) ก็ยังถูกปลดออกอยู่ดี เฉพาะช่วงปี 1993–2011 มีทหารกว่า 13,000–14,000 คน ถูกปลดเพราะ DADT
การยกเลิก DADT และการเปิดรับทหาร LGBTQ+ อย่างเป็นทางการ
ปี 2010 ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ลงนามให้ ยกเลิกนโยบาย Don’t Ask, Don’t Tell มีผลอย่างเป็นทางการในปี 2011ตั้งแต่นั้นมาทหารสามารถเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศของตนได้โดยไม่ถูกลงโทษ ต่อมาในปี 2021 ภายใต้รัฐบาล โจ ไบเดน ยังได้ยกเลิกการห้ามบุคคลข้ามเพศ (transgender) เข้ารับราชการทหารอีกด้วย (นโยบายนี้เคยถูกใช้ในยุค ทรัมป์1)
อย่างไรก็ตามผู้ที่เคยถูกปลดเพราะ “เป็นเกย์” ก่อนปี 2011 บางส่วนยังคงมีบันทึกปลดแบบ “dishonorable” ทำให้สูญเสียสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ รัฐบาลไบเดนจึงเริ่มโครงการ “discharge record correction” เพื่อแก้ไขประวัติให้พวกเขาในปี 2023
ปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่สงบภายใต้รัฐบาลทรัมป์2
มีข้อมูลชัดเจนว่าในปี 2025 ภายใต้การกลับมาเป็นประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ เขาและรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังดำเนินนโยบายที่ ห้ามหรือจำกัดไม่ให้บุคคลข้ามเพศ (transgender) เข้ารับราชการทหาร ภายใต้ชื่อ “ความพร้อมรบ” (military readiness) ซึ่งถือเป็นการถอยหลังของสิทธิ LGBTQ+ อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อ 27 มกราคม 2025 ทรัมป์ลงนามคำสั่งบริหาร Executive Order 14183 (Prioritizing Military Excellence and Readiness) ซึ่งระบุว่าให้กองทัพรักษาความสามารถรบสูงสุด และเพศหรือการระบุสถานะทางเพศไม่ควรถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนหรือยอมให้บริการในกองทัพ
นโยบายที่ตามมาคือ กำหนดให้หน่วยงานทหาร (United States Department of Defense – DoD) ปรับเกณฑ์การรับสมัครและการรักษาการปฏิบัติของสมาชิก เช่น ห้ามบุคคลที่มี “ประวัติหรือการรักษา gender dysphoria (ความทุกข์ทรมานใจต่อเพศกำเนิดของตน)” เข้ารับราชการใหม่
เพื่อจำกัดไม่ให้บุคคลข้ามเพศเข้ารับราชการทหาร โดยให้เหตุผลว่า คนกลุ่มนี้มีภาวะ gender dysphoria ทำให้อาจต้องการการรักษาต่อเนื่อง ซึ่งอาจกระทบต่อความพร้อมรบ (combat readiness) ของกองทัพ ฝ่ายคัดค้าน เช่น ACLU หรือ Human Rights Campaign ชี้ว่า การอ้างแบบนี้เป็นการตีตราและเลือกปฏิบัติ เพราะไม่มีหลักฐานว่าบุคคลข้ามเพศส่งผลต่อประสิทธิภาพจริง
อย่างไรก็ตามเมื่อ 6 พฤษภาคม 2025 ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้อนุญาตให้การสั่งห้ามที่ว่ามีผลบังคับใช้ได้ขณะรอคำวินิจฉัยคดี นอกจากนี้มีคำสั่งอื่น ๆ ที่มากับแนวคิดเดียวกัน เช่น ยืนยันว่า “เพศ” หมายถึงชายหรือหญิงตามสรีระ, ไม่รวมถึงอัตลักษณ์ทางเพศ
เราจะเห็นได้ว่าทรัมป์มีความพยายามอย่างหนักในการหาช่องทางบ่อนเซาะทำลายกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งแม้จะถูกตีตกไปแล้วในสมัยไบเดน แต่เขาก็พยายามจะเบี่ยงไปเล่นงานด้วยข้ออ้างที่ไม่มีงานวิจัยยืนยัน และแน่นอนว่าทรัมป์จะไม่หยุดเพียงเท่านี้
FYI: Semper fi
ในซีรีส์เราจะเห็นรอยสักของตัวละครหนึ่งระบุคำนี้ ซึ่งย่อมาจาก Semper Fidelis อันเป็นภาษาละติน แปลว่า “จงรักภักดีเสมอ (Always Faithful)” เป็นคำขวัญประจำหน่วยของนาวิกโยธินสหรัฐอเมริกา (USMC) ที่มีมาตั้งแต่ปี 1883 สื่อถึงความมุ่งมั่นที่จะซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า ประเทศชาติ กองทัพ และเพื่อนทหารด้วยกันตลอดไป
ใครเป็นเกย์บ้าง
ใครเป็นเกย์โดยเปิดเผยบ้างในซีรีส์ Boots น่าจะเป็นคำถามที่ทุกคนอยากรู้ แน่นอนว่าหนุ่มน้อย ไมล์ส ไฮเซอร์ ในบท คาเมรอน โคป นายเอกของเรื่องนี้ ที่ในเรื่องยังไม่บรรลุนิติภาวะนั้น ความเป็นจริงเขาอายุ 31 ปีแล้ว และเป็นเกย์โดยเปิดเผยมาตั้งแต่ตอนอายุ 19 เขาเคยเล่าว่า “เหมือนฝันร้ายเมื่อคุณต้องเปิดตัวกับครอบครัวที่มีบางคนเคร่งศาสนาหนักมาก”
อีกคนคือครูฝึกสุดโหด เลียม ซัลลิแวน แสดงโดย แม็กซ์ พาร์คเกอร์ (จากซีรีส์ Vampire Academy) ไม่เพียงแต่เป็นเกย์ที่เคยเปิดเผยออกสื่อเมื่อปี 2020 เท่านั้น แต่ล่าสุดเขาเพิ่งจะแต่งงานเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง กับ คริส มอครี ทั้งสองเคยแสดงซีรีส์ร่วมกันใน Emmerdale
แต่ที่เชื่อว่าน่าจะเซอไพรส์สุดคือ แองกัส โอ ไบรอัน ในบท ฮิกส์ พลทหารสุดเฮี้ยน ในชีวิตจริงเขาเป็นเกย์พังค์ผู้หลงใหลการเปลือยเปล่า ชุดหนังและโลหะมันวาว ความย้อนแย้งคือในปี 2016 ซีรีส์ The Path เขาเคยแสดงเป็นคนขาวหัวรุนแรงสนับสนุนนีโอนาซีและตามตัวเต็มไปด้วยรอยสัก ซ้ำยังมักจะถูกออดิชั่นบทคนขี้เหยียดและบูลลี่เกย์ ทั้งที่ในชีวิตจริงตรงข้ามอย่างสุดขั้ว
อย่างไรก็ตามแม้ซีรีส์นี้จะบันเทิงมาก ดูสนุกและดูจบได้ง่าย ๆ เพราะมีแค่ 8 ตอน แถมยังมีแนวโน้มว่าน่าจะมีซีซั่นสอง แต่สำหรับเราปัญหานี้ร้าวลึกกว่านั้น ยกตัวอย่างความโหดร้ายเหล่านี้ เช่น (เรียงลำดับตามภาพจากซ้ายไปขวา)
คดีฆาตกรรม แบร์รี วินเซลล์ เขามีความสัมพันธ์กับหญิงข้ามเพศ คาลเปอร์เนีย แอดดัมส์ ทำให้เพื่อนทหารบางคนล้อเลียนวินเซลล์อย่างรุนแรง กระทั่งในคืนวันที่ 6 กรกฎาคม 1999 เพื่อนร่วมหน่วยของเขา คาลวิน โกลเวอร์ ได้ใช้ค้อนทุบศรีษะขณะที่วินเซลล์หลับอยู่จนตายด้วยความเกลียดชังต่อเกย์ ในขณะนั้นวินเซลล์มีอายุเพียง 21 ปี
คดีฆาตกรรม อัลเลน อาร์ ชินด์เลอร์ จูเนียร์ นายทหารจ่าโทประจำกองทัพเรือสหรัฐ ถูกฆาตกรรมเพราะเป็นเกย์ โดยพลทหารฝึกหัดเทอร์รี เอ็ม เฮลวีย์ ร่วมกับชาร์ลส์ อี วินส์ ด้วยการกระทืบโหดคาห้องน้ำในจังหวัดนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ขณะที่เหยื่อมีอายุเพียง 22 ปี
จ่าสิบเอกลี โอนาร์ด ฟิลลิป แมทโลวิช เป็นทหารผ่านศึกในสงครามเวียดนาม เป็นครูสอนความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ และเคยได้เหรียญตราหลายรางวัล เขาเป็นเกย์คนแรกที่จงใจเปิดตัวต่อต้านกองทัพ ภาพของเขาเคยปรากฎหราบนนิตยสารไทม์เมื่อปี 1975 ภายหลังถูกขับออกจากกองทัพโดยไร้ศักดิ์ศรีและไร้สวัสดิการ ต่อมาเขาเสียชีวิตด้วยเชื้อเอชไอวี กรณีของเขากลายเป็นสัญลักษณ์เพื่อสิทธิทหารเกย์
สิ่งเหล่านี้แทบไม่ถูกพูดถึงเลย แต่ซีรีส์กลับไปเน้นประเด็นการเรียนรู้ ความสามัคคี การเข้าร่วมกองทัพ ซึ่งย้อนแย้งอย่างมาก กลายเป็นเนื้อหาว่าด้วยเกย์อยู่เป็น อยู่อย่างไรให้รอดท่ามกลางความโหด เหยียด และโชว์แมน
ข่าวดีส่งท้าย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา นิตยสารไทม์รายงานว่าประเทศเกาหลีใต้ได้ทำการอัปเดทระบบลงทะเบียนดิจิทัลของแบบสำรวจ “ประชากรและที่อยู่อาศัย 2025 (2025 Population and Housing Census) เพื่อให้ผู้ที่อยู่ครัวเรือนเดียวกันเป็นคู่รักเพศเดียวกันสามารถเลือกสถานะว่าเป็น คู่สมรส (spouse)” หรือ “อยู่ด้วยกันแบบไม่แต่งงาน (cohabiting partner) ได้อย่างถูกต้องเป็นครั้งแรกในระดับประเทศ กล่าวคือในแบบสำรวจก่อนหน้านี้หากคู่รักเพศเดียวกันกดเลือกสถานะเป็น “คู่สมรส” ระบบจะถือว่าเออเร่อ แล้วจะถูกเปลี่ยนให้เป็นบุคคลอยู่ร่วมกับผู้อื่น (other cohabitants) ทำให้ความสัมพันธ์จะถูกนับเป็นแค่เพื่อนร่วมห้อง หรืออยู่ร่วมบ้านกันเฉย ๆ แต่ไม่ถูกนับเป็นครอบครัวในสถิติของรัฐ
อย่างไรก็ตามจนถึงเดี๋ยวนี้เกาหลีใต้ยังคงไม่อนุญาตให้มีการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน และไม่สามารถจดทะเบียนคู่ชีวิตอย่างเป็นทางการได้ แต่การเปลี่ยนแปลงในแบบสำรวจนี้ก็นับเป็นก้าวสำคัญในการให้การรับรู้และนับรวมคู่รักเพศเดียวกันเข้าไว้ในสถิติชาติอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
อีกทั้งยังมีความท้าทายอยู่มาก เพราะแบบสำรวจพบว่าประมาณ 50% ของผู้ถูกสำรวจไม่เห็นด้วยกับการแสดงออกทางสัมพันธ์รักของกลุ่ม LGBTQ+ เช่น การจูบหรือจับมือในที่สาธารณะแบบที่คู่รักชายหญิงทั่วไปทำกัน และยังมีสถิติที่แสดงให้เห็นความคิดในการต่อต้านสมรสเพศเดียวกันในระดับที่สูงอยู่
รวมถึงแม้แบบสำรวจจะเปิดโอกาสให้ทำได้ แต่ในความเป็นจริงก็เป็นไปได้ว่าอาจมีหลายคู่ที่ไม่กล้าจะเปิดเผยข้อมูลนี้ และเป็นไปได้อย่างมากที่พวกเขาจะเลือกเป็นเพียงผู้อยู่อาศัยร่วมกันเท่านั้น
ส่วนในด้านกองทัพแม้ว่าในปี 2022 ศาลสูงสุดของเกาหลีใต้จะกลับคำตัดสินคดีของทหาร 2 คนที่เคยถูกจำคุกในคดีมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายโดยสมัครใจ ทว่าศาลมีความเห็นว่าคดีนี้เกิดขึ้นนอกฐานทัพและนอกเวลางาน จึงถือว่าโทษจำคุกนี้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ขัดต่อเสรีภาพทางเพศและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นครั้งแรกที่ศาลมีความเห็นเช่นนี้
อย่างไรก็ตามกฎหมาย Article 92‑6 of the Military Criminal Act ที่ห้ามการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างทหารชาย (รวมถึงการกระทำอันไม่เหมาะสมระหว่างบุคลากรทหาร) ยังคงอยู่ และยังคงถูกยืนยันด้วยรัฐธรรมนูญโดยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปลายปี 2023 แม้ว่าแอมเนสตี้นานาชาติจะระบุว่ากฎหมายดังกล่าวสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดทางให้เกิดการคุกคามต่อ LGBTQ+ ภายในกองทัพให้รุนแรงขึ้น ทว่าศาลรัฐธรรมนูญยังคงถือว่ากฎหมายข้อนี้จำเป็นต่อ “วินัย” และ “ความพร้อมรบ” ของกองทัพ โดยอ้างถึงสถานการณ์ความขัดแย้งกับเกาหลีเหนือ ซึ่งนักสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน เนื่องจากกฎหมายนี้บังคับใช้เฉพาะทหารเพศเดียวกันเท่านั้น



