1721955

กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วสำหรับซีรีส์เกาหลีท้ายปีที่จะมีแต่เดือด ๆ โดดเด่นทั้งเนื้อเรื่อง โปรดัคชั่น และการแสดง ดังเช่น Dear X (2025) ที่ตอนนี้ผ่านไป 4 ตอนแล้วจาก 12 ตอน ซึ่งจะพาเรื่องพลิกไปสู่สเตจใหม่ ๆ ของเรื่อง และนี่คือซีรีส์ล่าสุดของ คิมยูจอง ที่เราเชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักเธอจากบทหญิงปลอมเป็นขันทีคู่ใจองค์รัชทายาทใน Love in the Moonlight (2016) คิมยองแด ผู้แจ้งเกิดจากซีรีส์ The Penthouse (2020-2021) ทั้งสามภาค รวมถึงผู้กำกับร่วมสองคนที่หนึ่งในนั้นคือ อีอึงบก ที่มีแต่ผลงานตลาดแตกไม่ว่าจะเป็น Dream High (2011-2012) ทั้งสองภาค, Descendants of the Sun (2016) ซีรีส์ที่ลุงตู่ปลาบปลื้ม, Goblin (2016-2017) ซีรีส์คืนบรรลังก์ กงยู และ Sweet Home (2020-2024) ซีรีส์สู้สัตว์ประหลาดทั้งสามภาค
Dear X ดัดแปลงจากเว็บตูนชื่อเดียวกันโดย บังจีวุน เจ้าของนามปากกา Vanziun ที่เว็บตูนเรื่องก่อนหน้านี้ของเขาก็เคยถูกดัดแปลงเป็นซีรีส์ย้อนยุคโชซอนโบราณมาแล้วใน Love Song for Illusion (2024) แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายไปอีกใน Dear X คือนอกจากเนื้อเรื่องจะเป็นปัจจุบันแล้ว บทนางเอกของ คิมยูจอง จากที่เคยแสดงแต่บทสาวใสหน้าซื่อ คราวนี้เธอจะแสดงเป็นนังตัวร้ายหน้ายิ้มสุดเย็นชา
ซีรีส์เปิดเรื่องเมื่อ แพ็คอาจิน (คิมยูจอง) กลายเป็นดาราดังทะลุฟ้า ก่อนจะย้อนกลับไปเล่าปมสุดดาร์กในวัยเด็ก ที่เต็มไปด้วยปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและในโรงเรียน ซึ่งสอนให้เธอสู้กลับ แต่ด้วยวิธีที่ร้ายลึกจนคาดไม่ถึง และตลอดมามีผู้ชายอีกคนที่คอยสนับสนุนเธอ คือ ยุนจุนซอ (คิมยองแด) ลูกติดแม่เลี้ยงของเธอ ก่อนที่เธอจะค้นพบว่าเธอจะมีอำนาจหากกลายเป็นคนดัง ยิ่งดังเป็นดาราระดับโลกอำนาจก็ปกป้องเธอจากคนร้าย ๆ ที่จ้องจะทำลายเธอ
กฎเหล็กล่าสุดของเกาหลี
Dear X เป็นซีรีส์ที่ดูสนุกลุ้นระทึกไม่มีแผ่ว แต่ประเด็นที่เราหยิบมาในคราวนี้เพราะนอกจากซีรีส์จะเน้นความรุนแรงภายในโรงเรียนแล้ว ก็ให้บังเอิญว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้เอง หนังสือพิมพ์ทุกหัวไม่ว่าจะเป็น เดอะ สเตรทไทม์, เดอะ โคเรีย เฮอรัลด์, จุงอังเดลี ฯลฯ ต่างพร้อมใจกันเล่นข่าว “6 มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ปฏิเสธนักศึกษา 45 คน เนื่องจากเคยมีประวัติใช้ความรุนแรงในโรงเรียน ― และสังคมต้อนรับเป็นอย่างดี”
ในจำนวนนี้มี 2 คนถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัยโซล (1 ใน 3 มหาวิทยาลัยแถวหน้าและเข้ายาก), 22 คนจากมหาวิทยาลัยคยองพุก, มหาวิทยาลัยปูซาน 8 คน, มหาวิทยาลัยคังวอน 5 คน, มหาวิทยาลัยยอนบุก 5 คน และมหาวิทยาลัยกยองซัง อีก 3 คน นี่คือการเชือดไก่ให้ลิงดูระลอกแรก
กฎหมายใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศอย่างจริงจังตั้งแต่ปีการศึกษา 2026 นี้เป็นต้นไป โดยทุกมหาวิทยาลัยต้องนำ “ประวัติความรุนแรงในโรงเรียน” มาใช้พิจารณาในการเข้ารับสมัครนักศึกษาใหม่ ซึ่งรวมถึงการมีผลต่อคะแนนรวมหรือการตัดสิทธิ์คัดออกได้ด้วย โดยนับตั้งแต่ปีการศึกษา 2025 นี้มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มทดลองใช้แล้ว โดยเริ่มจากการหักคะแนนผู้สมัครที่มีประวัติรังแกเพื่อน

แนวทางนโยบาย
ผู้กำหนดนโยบายนี้คือ สภามหาวิทยาลัยเกาหลี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกแบบแนวทางรับสมัครนี้ โดยกำหนดว่าจะตัดสิทธิ์ผู้มีประวัติใช้ความรุนแรงในโรงเรียน แม้ว่าผู้นั้นจะมีคะแนนเรียนดีเด่แค่ไหนก็ตาม หรืออาจจะมีการหักคะแนนตามความรุนแรงของเหตุการณ์นั้น เช่น ระดับการขอโทษอย่างจริงใจ การย้ายออก การไล่ออก แนวคิดนี้ได้แรงกดดันจากสาธารณะหลังจากเกิดคดีดังขึ้นหลายตอหลายครั้ง ไปจนถึงการตั้งคำถามถึงพวกที่เรียนดีแต่พฤติกรรมเลวทรามควรจะได้รับโอกาสไหม อันเป็นเหตุผลสนับสนุนในการลุกฮือขึ้นเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้
เดิมทีในเกาหลีใต้การรับเข้ามหาวิทยาลัยจะประเมินจากผลการเรียนและคะแนนสอบซูนึงเป็นหลัก แต่โทษทางวินัยมักถือเป็นเรื่องภายในโรงเรียนเก่า ไม่เคยส่งผลต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมากนัก แต่หลังจากมีผู้ถูกกลั่นแกล้งจนถึงขั้นบางรายฆ่าตัวตายทำให้รัฐบาลและหน่วยงานการศึกษาตัดสินใจว่า “พฤติกรรมในโรงเรียน” ต้องมีผลมากขึ้น และผู้ที่เคยกระทำสิ่งใดไว้ก็ควรรับผลบางอย่างด้วย

ขั้นตอนการตรวจสอบ
1.แหล่งข้อมูลจาก “บันทึกพฤติกรรมในระบบ” นักเรียนทุกคนจะมีแฟ้มประวัติชีวิต ที่ออกโดยกระทรวงศึกษาธิการ แฟ้มนี้จะระบุทั้ง ผลการเรียน, การเข้าเรียน, การเข้าร่วมกิจกรรม และประวัติการกระทำผิดวินัยหรือความรุนแรงในโรงเรียน หากมีการไต่สวนหรือพิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในโรงเรียน ข้อมูลจะถูกบันทึกลงแฟ้มนี้โดยอัตโนมัติ พร้อมระดับความรุนแรงตั้งแต่ 1-9 ตามคำตัดสินของ “คณะกรรมการว่าด้วยความรุนแรงในโรงเรียน”
2.กระบวนการยืนยันข้อเท็จจริง ก่อนที่ชื่อของนักเรียนจะถูกระบุ ต้องเริ่มจาก มีผู้แจ้งเหตุต่อคณะกรรมการระดับเขต, ขณะกรรมการจะเรียนสอบสวนทั้งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและผู้เสียหาย ไปจนถึงครูประจำชั้น พยาน และหลักฐาน เช่น ดิจิทัลฟุตปรินท์, กล้องวงจรปิด ฯลฯ จากนั้นจะตัดสินระดับโทษ ระดับ 1-2 ตักเตือน / ขอโทษ / เข้ารับการปรึกษา, ระดับ 3-5 กักตัว / พักการเรียน / ชดใช้ค่าเสียหาย, ระดับ 6-9 ย้ายโรงเรียน / ไล่ออก ผลคะแนนจะถูกบันทึก แต่ตลอดกระบวนการเหล่านี้ผู้ปกครองและนักเรียนมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
3.ระยะเวลาที่บันทึกในระบบ เดิมทีคือแค่ 2 ปีหลังจบการศึกษา แต่ในปี 2024 รัฐบาลได้ขยายเป็น 4 ปีหลังจบมัธยมปลาย หลังจากนั้นระบบจะถูกลบโดยอัตโนมัติเว้นแต่บุคคลนั้นจะมีคดีอาญาหรือความผิดร้ายแรง
4.มหาวิทยาลัยจะได้รับแฟ้มข้อมูลนี้จากระบบของกระทรวงศึกษาในช่วงการพิจารณารับสมัคร ผู้สมัครต้องลงนามยินยอมให้เปิดเผยข้อมูล ซึ่งหากไม่ยินยอมก็จะกลายเป็นสละสิทธิ์การสอบเข้าโดยปริยาย อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยจะไม่เห็นรายละเอียด จะประเมินจากระดับความผิดและคะแนนเท่านั้น แต่จะไม่เห็นข้อมูลส่วนตัวเช่น ชื่อของเหยื่อ หรือรายละเอียดคำให้การเพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งหรือไม่เป็นธรรม

ถูกใส่ร้าย
อย่างที่รู้กันว่าดราม่าชาวเน็ตในเกาหลีนั้นหนักหน่วงมาก และมีดาราดังหลายคนเคยถูกกล่าวหาว่าเคยใช้ความรุนแรงในโรงเรียน อาทิ จีซู พระเอกดาวรุ่งจากซีรีส์ River Where The Moon Rises (2021) ที่ข่าวลือถึงกับทำให้เขาถูกปลดกลางอากาศระหว่างการถ่ายทำไปแล้ว 6 ตอนจนต้องเปลี่ยนตัวแสดงจนบัดนี้ต้องระเห็จไปทำงานในฟิลิปินส์, คิมฮีรา หนึ่งในตัวร้ายจาก The Glory สารภาพหลังจากถูกขุดทางเน็ตว่าเคยอยู่ในกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง แต่ไม่เคยทำร้ายใคร, พระเอกดัง นัมจูฮยอค (Twenty Five Twenty One, Vigilante) เคยถูกกล่าวหาว่าบูลลี่สมัยเรียนแต่ศาลพบข้อพิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นความจริง, ซงฮายุน (A History of Losers, Marry My Husband) และ โจบยองกยู (The Uncanny Counter, Hot Stove League) ต่างก็ไม่มีหลักฐานยืนยันต่อคำกล่าวหาเรื่องความรุนแรงในโรงเรียน
ส่วนกรณีที่เป็นข่าวดังที่ไม่ใช่ดาราก็มีเช่น ตามรายงานของหนังสือพิมพ์โชซอนอิลโบะระบุว่า ‘ปี 2022 เมืองแทกู นักเรียนชายมัธยมปลายรายหนึ่งถูกระบุว่ารังแกเพื่อน หลังจากเกิดเหตุวิวาทในแชทกลุ่ม ภายหลังครอบครัวยื่นอุทธรณ์เนื่องจากพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่ใช้เป็นหลักฐานนั้นถูกตัดแต่ง และไม่มีการทำร้ายจริงเกิดขึ้น ภายหลังศาลพิจารณายกฟ้อง, ปี 2023 โซล นักเรียนหญิงรายหนึ่งถูกสั่งให้ย้ายโรงเรียนเพราะเพื่อนกล่าวหาว่าเธอบูลลี่เพื่อนในโลกออนไลน์ ครอบครัวของเธอจึงฟ้องกลับโดยอ้างหลักฐานที่ให้มานั้นบิดเบือน ศาลมีคำสั่งระงับการย้ายโรงเรียนชั่วคราวแล้วสอบสวนใหม่
ปี 2024 กระทรงศึกษาได้รับเรื่องร้องเรียนมากกว่า 300 กรณีต่อปีที่ผู้ปกครองอ้างว่าการตัดสินของคณะกรรมการโรงเรียนไม่เป็นธรรม ส่วนสถิติตัวเลขย้อนหลังไปในช่วงไม่กี่ปีนี้ระบุว่า ปี 2020 มี 8,357 กรณี, ปี 2023 มี 61,445 กรณี และ ปี 2024 มี 58,502 กรณี
สามคดีสะเทือนขวัญ
น่าสนใจว่าแม้ในช่วงหลายปีมานี้จะมีซีรีส์ที่เน้นย้ำถึงโทษภัยของการใช้ความรุนแรงในโรงเรียนอยู่มาก ทว่ากระทรวงศึกษาเกาหลีระบุว่าเฉพาะในปี 2024 เพียงปีเดียว มีเหยื่อความรุนแรงภายในโรงเรียนกว่า 30 คนตัดสินใจฆ่าตัวตาย และต่อไปนี้คือตัวอย่างความรุนแรงที่กลายเป็นข่าวสะเทือนขวัญที่อันเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศ คือ

1.คดีนักเรียนมัธยมต้นเมืองแทกู ปี 2011
เด็กชาย ซึงมิน อายุ 13 ปี นักเรียนมัธยมต้นเมืองแทกู ถูกเพื่อนร่วมชั้นรุมทำร้ายร่างกายและจิตใจต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน เช่น บังคับให้ยืมเงิน, ถูกเตะต่อยในห้องเรียน, ถูกเอาไฟจี้, ถูกบังคับให้นั่งในถังขยะ
วันที่ 2 ธันวาคม 2011 เขาเสียชีวิตด้วยการกระโดดหน้าต่างแฟลตชั้นเจ็ดของบ้านทิ้งจดหมายลาตายถึงพ่อแม่ว่า “พ่อครับแม่ครับผมขอโทษที่ต้องจากไปก่อน ผมไม่อยากไปโรงเรียนอีกแล้ว พวกเขาตีผมทุกวัน เอาไฟแช็กมาจี้ผม บังคับให้ผมให้เงินพวกเขาทุกวัน ผมร้องขอให้พวกเขาหยุด แต่ไม่มีใครฟัง ผมกลัวมากครับ ผมคิดว่าถ้าตายไปทุกอย่างจะจบลงสักที ขอโทษนะครับที่ทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ” จดหมายนี้ถูกพบในห้องนอนของเขา ภายหลังตำรวจเปิดเผยต่อสื่อ
ในเวลานั้นประธานาธิบดี อีมยองบัก ออกมาขอโทษต่อสังคม และรัฐบาลของเขาประกาศกฎหมายใหม่ “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามความรุนแรงในโรงเรียน (2012)” ที่บังคับให้ทุกโรงเรียนต้องมีการจัดตั้ง คณะกรรมการสอบสวนการกลั่นแกล้งรังแกภายในโรงเรียน
2. คดีนักเรียนหญิงมัธยมต้นเมืองปูซาน ปี 2017
นักเรียนหญิงคนหนึ่งถูกเพื่อนผู้หญิงสองคนรุมทำร้ายอย่างรุนแรงด้วยการเตะต่อยเหยื่อซ้ำ ๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง ถ่ายคลิปแล้วโพสต์ประจานลงโซเชียล เหยื่อต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลกว่าสามเดือน ต่อมาผู้กระทำผิดถูกจำคุกในสถานพินิจเยาวชน ภาพเหตุการณ์หลุดสู่มือสื่อทำให้เกิดแรงกดดันอย่างหนัก จนรัฐบาลต้องออกประกาศแก้กฎหมายให้ผู้รังแกต้องได้รับโทษทางอาญาได้ตั้งแต่ระดับมัธยมต้นหรือตั้งแต่อายุ 14 ขึ้นไป จากเดิมทีเป็นมัธยมปลาย
ในคลิปปรากฎว่าเธอถูกเตะหน้า เอาไม้ตีหัวไม่น้อยกว่า 50 ครั้งแม้จะรอดชีวิตมาได้แต่ก็เจ็บสาหัสและมีแผลถาวร เธอให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว JTBC News ว่า “ฉันอยากตายตอนนั้นจริง ๆ เพราะไม่มีใครช่วยฉันเลย พวกเขาบอกว่า ‘เธอไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก’ แล้วก็หัวเราะเยาะฉัน”

3.คดีเด็กหญิงวัย 15 ปีเมืองช็อนจู ปี 2022
เด็กหญิงถูกเพื่อนร่วมชั้นรุมรังแกและแยกเธอออกจากกลุ่ม ด่าทอ ตีหน้า ถ่ายคลิปประจาน เธอเขียนจดหมายลาตาย ระบุชื่อผู้รังแกและรายละเอียดการรุมทำร้ายก่อนจะฆ่าตัวตายในเดือนเมษายนปีนั้น คนบูลลี่ทั้งสามคนถูกดำเนินคดี
หลังการเสียชีวิตของเธอ ครอบครัวได้ส่งจดหมายลาตายของเธอให้สื่อ คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีการออกอากาศซีรีส์ The Glory พอดี กลายเป็นการจุดประกายและกดดันอย่างหนักให้กระทรวงศึกษามีการบันทึกประวัติการกลั่นแกล้งอันส่งผลต่อการเข้ามหาวิทยาลัยที่เพิ่งเกิดขึ้นจริงในตอนนี้
บทความนี้ขอทิ้งท้ายด้วยจดหมายขอน้องคนนี้ที่เสียชีวิตในปี 2022 เธอเขียนลาไว้ว่า “ฉันพยายามอดทนแล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อฉันเลย ครูบอกให้ฉันให้อภัยพวกเขาเพราะมันเป็นเรื่องของเด็ก ๆ แต่ฉันไม่ใช่ของเล่นของใคร ฉันอยากไปอยู่ในที่ที่ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะของพวกเขาอีกต่อไป”



