Hunter with a Scalpel นิทานที่เล่าไม่จบ และคดีที่คล้ายกัน

1721955

ซีรีส์เกาหลีแนวอาชญากรรมจิตวิทยาระทึกขวัญ Hunter with a Scalpel (2025) เป็นเรื่องของซอเซฮยอน (พัคจูฮยอน จาก Extracurricular, Zombie Detective และ Mouse) แพทย์นิติเวชสาวฝีมือฉกาจแต่มีอดีตดำมืดซ่อนอยู่ วันหนึ่งจองจองฮยอน (คังฮุน จาก The Secret Romantic Guesthouse, A Time Called You และ Dear Hyeri) ตำรวจหนุ่มแผนกสืบสวนคดีร้ายแรงได้เข้ามาขอความช่วยเหลือจากเธอ แล้วขณะที่เธอกำลังชันสูตรศพนั้น เธอก็พบลายเซ็นการฆ่าแบบเดียวกับพ่อของเธอที่เป็นฆาตกรต่อเนื่อง ทว่าพ่อคนนั้นเธอมั่นใจว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 20 ปีก่อน

ความน่าแปลกใจสำหรับเราคือโดยปกติ อีจองฮุน ผู้กำกับเรื่องนี้แม้จะมีผลงานมากมายแต่มักจะทำแต่แนวเบาสมอง หรือไม่ก็ละครยาวสำหรับคุณแม่บ้าน อาทิ Happy Sisters, Shady Mom-in-Law, Miss Ma, Nemesis, Longing Heart ที่จะใกล้เคียงแนวสอบสวนสุดระทึกก็เห็นจะมีแค่เขาเคยเป็นผู้กำกับภาพให้กับ The Escape of the Seven ซีซั่นแรก แต่กลายเป็นว่าพอหันมากำกับแนวสืบสวนจิตวิทยาก็ทำได้น่าตื่นเต้นชวนติดตามและลุ้นระทึกอย่างมาก

Hunter with a Scalpel (2025) Phycological Thriller K-Drama l Trailer

“ตอนที่ผมอ่านบทครั้งแรก ผมรู้สึกว่ามันชวนให้ดื่มด่ำมากกว่าที่คาดไว้ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างโรคจิตกับโรคต่อต้านสังคม แต่คือ ‘ความกลัวที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกสาว’ ต่างหาก”

“ผมพยายามใส่ความรู้สึกหนักหน่วงและสัมผัสได้จริงลงไปในภาพ เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกถึงแรงกดดันทางจิตใจของ ‘เซฮยอน’ ได้อย่างเต็มที่” ส่วนหนึ่งของคำสัมภาษณ์จากผู้กำกับ

ซีรีส์เรื่องนี้สร้างจากนิยายชื่อเดียวกัน โดย ชเวอีโด ฉบับแปลไทยใช้ชื่อว่า ‘กรีด ฆ่า ล่า ตาย’ แปลโดย มันจอม สำนักพิมพ์ Shadow และสิ่งที่ทำให้นิยายเรื่องนี้สมจริงอย่างมากคงเป็นเพราะผู้เขียนนิยายต้นฉบับเองจบมาด้านสายงานบริหารในกรมตำรวจ และลงลึกอย่างมากในด้านความรู้ทางอาชญากรรม นิติเวช จึงมีรายละเอียดที่สมจริงในแง่เทคนิคการสืบสวน

แต่สิ่งที่ต่างกันระหว่างฉบับซีรีส์กับนิยายคือ ในนิยายจะเล่าผ่านมุมมองหลายบุคคล เช่น จากมุมแพทย์นิติเวช, มุมตำรวจ และมุมจากฆาตกรสลับกันไป คือมีความสลับซับซ้อนระหว่างผู้ตรวจศพ นักสืบ และตัวฆาตกรเองทำให้การอ่านจะยิ่งตึงเครียดและซับซ้อนมาก ขณะที่ในซีรีส์จะเน้นเฉพาะมุมจากตัวนางเอกเซฮยอนเพียงคนเดียว เป็นแกนศูนย์กลางในการปะทะกับตำรวจ และปมอดีตกับพ่อของเธอเอง และดูจะเน้นความสัมพันธ์พ่อลูกสาวมากกว่าฉบับนิยาย

ดังนั้นขณะที่ตัวซีรีส์ออกแบบให้เห็นฉากฆาตกรรมสุดพิศดาร การชันสูตรอย่างสมจริง และฉากไล่ล่าสุดระทึก จริง ๆ แล้วธีมหลักของในนิยายจะเป็นการต่อสู้ภายในจิตใจของแต่ละตัวละคร โดยเฉพาะเซฮยอนที่ดิ้นรนระหว่างอยากทำงานให้ดี มีความยุติธรรมเพื่อชดเชยต่อบาปและอดีตภายในใจ ในนิยายจึงมีแนวโน้มไปด้านจิตวิทยามากกว่า และมีจังหวะเนิบช้ากว่าฉบับซีรีส์

นิทานที่เล่าไม่จบ

ในซีรีส์จะแทรกนิทานฝรั่งเรื่องหนึ่งที่ตัวละคร โกอึนซอ (ชินยอนอู จาก Connection, When The Phone Rings และ Head Over Heels) พี่สาวเล่าให้เซฮยุนในวัยเด็กฟัง นิทานเรื่องนั้นมีชื่อว่า Rose Red & Snow White (แม้จะมีตัวละครเอกชื่อ สโนว์ไวท์ แถมในเรื่องยังมีคนแคระและเจ้าชาย แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย) เป็นนิทานพื้นบ้านเยอรมัน (Schneeweißchen und Rosenrot) ซึ่งฉบับที่โด่งดังที่สุดเป็นฉบับที่ถูกรวบรวมเอาไว้โดยพี่น้องตระกูลกริมม์ เมื่อปี 1837 ในหนังสือรวมเล่ม “เทพนิยายกริมม์ ฉบับ 3 (Grimms’ Fairy Tales)” แต่มันถูกตีพิมพ์ครั้งแรกก่อนหน้านั้นแล้วโดย วิลเฮล์ม กริมม์ เมื่อปี 1827 ในวารสาร Märchen-Almanach ซึ่งอันที่จริงตัวต้นฉบับเดิมมีชื่อว่า “The Ungrateful Dwarf (คนแคระเนรคุณ)”เขียนโดยแคโรไลน์ สตาห์ล (ราวช่วงปี 1776–1837)

ในซีรีส์ใช้เป็นตัวแทนความสัมพันธ์ของตัวละครเด็กคู่นี้ โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากชุดที่พวกเธอใส่ คนหนึ่งสีแดง โรสเรด อีกคนสีขาว สโนว์ไวท์ ทว่าในซีรีส์มันถูกเล่าคาไว้ไม่จบ ดังนั้นเราจะมาเล่าให้ฟังตั้งแต่ต้นในที่นี้

สโนว์ไวท์และโรสเรด เด็กหญิงตัวน้อยสองคนที่อาศัยอยู่กับแม่ผู้เป็นหญิงม่ายยากจนในกระท่อมเล็ก ๆ ชายป่า สโนว์ไวท์เป็นเด็กเงียบขรึมขี้อาย ชอบอยู่แต่ในบ้าน ทำงานบ้านและอ่านหนังสือ ส่วนโรสเรดเป็นคนพูดตรงไปตรงมา มีชีวิตชีวา และร่าเริง และชอบอยู่ข้างนอก พวกเธอเป็นเด็กดี รักกันและรักแม่มาก และแม่ก็รักพวกเธอมากเช่นกัน

คืนหนึ่งในฤดูหนาวมีเสียงเคาะประตู โรสเรดเปิดประตูและพบหมีตัวใหญ่ ตอนแรกเธอกลัวมาก แต่หมีบอกเธอว่าไม่ต้องกลัว “ฉันหนาวไปครึ่งตัวแล้ว แค่อยากขอมาซุกตัวให้อุ่นที่บ้านเธอสักหน่อย” พวกเธอจึงยอมให้หมีเข้ามาในบ้าน แล้วเขาก็นอนลงหน้าเตาผิง สโนว์ไวท์กับโรสเรดช่วยกันปัดหิมะออกจากหมี แล้วพวกเขาก็สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว เล่นกับหมีและกลิ้งตัวไปมา ปล่อยให้หมีค้างคืนหน้าเตาผิง พอตอนเช้าเจ้าหมีใหญ่ก็วิ่งเหยาะ ๆ หายลับเข้าป่าไป นับจากนั้นทุกคืนหมีจะกลับมาตลอดช่วงฤดูหนาว และคุ้นเคยกับครอบครัวนี้เป็นอย่างดี

เมื่อฤดูร้อนมาถึง หมีบอกพวกเธอว่าเขาต้องไปสักพักเพื่อปกป้องสมบัติของเขาจากคนแคระชั่วร้าย ในช่วงฤดูร้อนขณะที่เด็กน้อยเติบโตเป็นสาวกำลังเดินผ่านป่า พวกเธอพบคนแคระคนหนึ่งที่มีเครายาวเฟื้อยติดอยู่บนต้นไม้ สาว ๆ จึงช่วยเขาไว้โดยการตัดเคราของเขาให้หลุด แต่คนแคระนั้นเนรคุณตะโกนใส่พวกเธอที่ตัดเคราอันสวยงามของเขา สาวๆ พบกับคนแคระหลายครั้งในฤดูร้อนนั้น แล้วทุกครั้งพวกเธอก็จะช่วยเขาให้พ้นจากอันตรายในแต่ละครั้ง แต่เขาก็ยังคงไม่รู้จับขอบคุณหรือซาบซึ้งใจต่อความช่วยเหลือของสาว ๆ ในทุกครั้ง

แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็ได้พบกับคนแคระอีกครั้ง คราวนี้เขาหวาดกลัวเพราะหมียักษ์กำลังจะฆ่าเขา คนแคระวิงวอนหมีและขอร้องให้กินเรดโรสกับสโนว์ไวท์แทน แต่กลับกันหมีไม่สนใจคำวิงวอนของเขาแล้วฆ่าคนแคระด้วยการฟาดอุ้งเท้าเพียงครั้งเดียว ทันใดนั้นหมีก็กลายเป็นเจ้าชาย เพราะคนแคระเคยสาปเจ้าชายหลังจากมันถูกจับได้ว่าขโมยอัญมณีของเจ้าชายไป แล้วก็สาปให้เขากลายเป็นหมี คำสาปถูกถอนด้วยการตายของคนแคระ สโนว์ไวท์แต่งงานกับเจ้าชาย ส่วนโรสเรดก็ได้แต่งงานกับน้องชายของเจ้าชาย

คดีที่คล้ายกัน

แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า Hunter with a Scalpel ดัดแปลงมาจากคดีอาชญากรรมจริง ๆ แต่มีบางแง่มุมที่อาจมีแรงบันดาลใจหรือสะท้อน “ธีม-แนวคิด” ที่เคยเกิดขึ้นจริง:

  1. คดีฆาตกรต่อเนื่อง / ฆาตกรที่ซ่อนตัวอยู่ในสังคมปกติ
     - คอนเซปต์ “ฆาตกรที่ดูเป็นคนปกติในสังคม” (เช่น เจ้าของธุรกิจธรรมดา) เป็นสิ่งที่หลายคดีอาชญากรรมจริงมักมีองค์ประกอบนี้ ผู้ร้ายบางคนดูเหมือนไม่มีพิษภัย แต่ซ่อนความโหดไว้เบื้องหลัง
     - มีคดีในเกาหลีใต้ที่ฆาตกรซ่อนตัวในบทบาท “คนธรรมดา” มาก่อน แม้จะไม่ตรงกับรายละเอียดเรื่อง พ่อที่เคยตายแล้วกลับมาก็ตาม
  2. การใช้หลักทางนิติเวช / พิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
     - ในหลายคดีจริง การใช้ DNA, ลายนิ้วมือ, ร่องรอยบาดแผลบนศพ ฯลฯ เป็นข้อมูลสำคัญในการจับกุม
     - เรื่องนี้อาจได้รับแรงบันดาลใจจากกรณีฆาตกรรมในเกาหลีที่มีการพิสูจน์ทางนิติเวชอย่างเข้มข้น เช่น คดี Hwaseong serial murders มีการเก็บดีเอ็นเอ, มีการเก็บข้อมูลลำดับร่องรอยบาดแผล ฯลฯ 
  3. การไขปมอดีต / ปมครอบครัวที่เป็นต้นเหตุ
     - แนวคิดที่ “ครอบครัวมีปม” หรือ “อดีตที่ถูกปิดซ่อน” มักถูกนำมาประกอบในงานอาชญากรรม-จิตวิทยา
     - บางคดีชีวิตส่วนตัวของผู้ต้องสงสัยหรือผู้ร้ายมักมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม เช่น ประสบการณ์ในวัยเด็ก, ความสัมพันธ์ในครอบครัว
  4. เรื่องสมมติแล้วยืมลักษณะจากคดีจริง
     - แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่เป็นไปได้ว่าทีมเขียนบทอาจดึงแรงบันดาลใจบางส่วนจากข่าวคดีฆาตกรรมที่เคยเป็นประเด็นในเกาหลี เพื่อให้เรื่องดูสมจริง เช่น การซ่อนศพ, วิธีจัดการศพ, การปลอมอำพราง หรือการใช้ลายเซ็นฆาตกรรม
     - แต่รายละเอียด “พ่อที่คิดว่าเสียชีวิตแล้วกลับมาอีกครั้ง” หรือ “ลูกที่รู้วิธีฆาตกรรมจากการชันสูตร” เป็นการประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อสร้างความน่าสนใจเฉพาะของเรื่อง

และต่อไปนี้คือคดีจริงที่มีบางส่วนคล้ายกับในซีรีส์นี้

คดีแด๊ดดี้ฟันกราม

อียังฮัก ผู้ได้ฉายาจากสื่อว่า “แด๊ดดี้ฟันกราม” พ่อผู้มีภาพลักษณ์รักลูกเป็นอย่างมาก เพราะเนื่องจากเขามีเนื้องอกที่ฟันกรามอันเป็นโรคหายากชนิดหนึ่ง ทำให้เขาเคยได้ออกรายการทีวีเนื่องจากอาการโรคของเขาส่งผลต่อพันธุกรรมของลูกสาว กลายเป็นที่เห็นอกเห็นใจในกระแสสื่ออยู่พักใหญ่ มีการระดมเงินบริจาคให้เขามากมาย คาดว่าคิดเป็นเงินไทยราวสามสิบล้านบาทเนื่องจากสื่อเกาหลีในเวลานั้นต่างโหมทำประเด็นเกี่ยวกับเขา เขาได้ไปออกรายการทีวีมากมาย ได้ออกหนังสือชีวประวัติตัวเอง จนได้เอาเงินไปลงทุนธุรกิจร้านอาหาร ในฐานะคุณพ่อสู้ชีวิต สื่อจึงตั้งฉายาเขาแต่นั้นมา ก่อนที่ชื่อของเขาจะปรากฎในสื่ออีกครั้งในฐานะฆาตกร

เหตุเกิดเมื่อช่วงปลายกันยายนถึงต้นตุลาคม 2017 ชายผู้นี้วางแผนล่อเหยื่อซึ่งเป็นเด็กหญิงวัยเพียง 14 ปี และเป็นเพื่อนของลูกสาววัย 15 ปีของเขา เมื่อเธอมาที่บ้านเขาใช้ยานอนหลับบดใส่ในเครื่องดื่มให้เธอกิน จนเมื่อเหยื่อสลบเขาก็กระทำอนาจารแล้วฆ่าเธอตายด้วยการรัดคอ ก่อนจะนำศพใส่กระเป๋าเดินทางแล้วเอาไปทิ้งไว้บนภูเขาห่างไกลในเขตจังหวัดกังวอน

แต่สิ่งที่ช็อคสังคมเป็นอย่างมากคือ ลูกสาวของเขามีส่วนร่วมในการล่อให้เพื่อนมาที่บ้าน และยังมีส่วนร่วมในการช่วยพ่อโยนศพทิ้งด้วยส่งผลให้ศาลตัดสินจำคุกลูกสาวคนนี้ราว 4 ปี ส่วนฝ่ายผู้เป็นพ่อได้รับโทษขั้นร้ายแรงที่สุดคือโทษประหาร (แต่อย่างที่รู้กันว่าความจริงเกาหลีใต้ยกเลิกโทษประหารในทางปฏิบัติไปนานแล้ว อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้ที่ https://thaipublica.org/2024/08/series-society-no-way-out-the-roulette/ )

ดังนั้นเมื่อโทษประหารไม่มี โทษสูงสุดที่นายอีได้รับคือจำคุกตลอดชีวิต โดยศาลอุทธธรณ์ตัดสินเมื่อปี 2018 พิจารณาจากปัจจัยเรื่องสภาพยจิต ปูมหลัง พฤติกรรมการก่อเหตุ ซึ่งในปลายปีเดียวกันศาลฎีการก็ยืนยันคำตัดสินจำคุกตลอดชีวิตด้วยเช่นกัน

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญของชาวเกาหลีเนื่องเพราะความคลั่งไอดอลคนดี ประกอบกับสื่อก็โหมกระแสเล่นข่าวจนเขากลายเป็นคนดัง ทว่าอันที่จริงแล้วหลังจากเขาดังไม่นานก็มีคนขุดคุ้ยอดีตของเขาว่าเป็นพวกบูลลี่คนอื่นตั้งแต่เด็ก เคยมีคดีฉ้อโกงหลายคดี แถมหนึ่งเดือนก่อนเขาจะก่อเหตุภรรยาของเขายังตกตึกตายซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่ฝีมือของเขา แต่ภายหลังมีการขุดคุ้ยพบว่าเขาเคยประเคนเมียตัวเองให้พ่อ แถมยังเคยขายภรรยาของเขาให้เพื่อนมาสวิงกิ้ง สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นแรงกดดันทำให้ภรรยาของเขาฆ่าตัวตาย และทั้งหมดนี้ลูกสาวของเขาอยู่ข้างเขาและปกป้องเขาในทุกกรณี

คดีซุกศพในกระเป๋าเดินทาง

คดีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ แต่เป็นกรุงเพิร์ธ ครอบครัวนี้เป็นชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนที่อพยพมาตั้งรกรากในออสเตรเลีย เป็นนักธุรกิจชนชั้นกลางมั่งคั่ง ที่น่าสนใจคือคดีนี้เกิดก่อนคดีที่แล้วเพียงปีเดียว เมื่อชาวประมงสองคนเห็นกระเป๋าเดินทางลอยอยู่ในแม่น้ำสวอน ใกล้เมืองฟรีแมนเทิล กรุงเพิร์ธ ก่อนที่จะเปิดออกมาพบว่าเป็นศพของแอนนาเบล เฉิน วัย 58 ปี เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2016

ภายหลังพบว่าเธอเป็นอดีตภรรยาของ อาผิ่งปั้น และพวกเขาเป็นพ่อแม่ของ ทิฟฟานี่ ว่าน ผลชันสูตรพบว่า แอนนาเบล ถูกทำร้ายด้วยของแข็งหลายสิบจุดบนใบหน้า และศรีษะราว 25 แผล กะโหลแตก และบาดแผลลึกไปถึงสมอง ในชั้นศาลพ่อและลูกสาวต่างโบ้ยความผิดให้แก่กัน สุดท้ายมีหลักฐานชี้ชัดว่า ฝ่ายพ่อเป็นผู้ลงมือส่วนลูกสาวช่วยเคลื่อนย้าย ยัดศพแม่ใส่กระเป่า แล้วช่วยกันทิ้งศพแม่ลงแม่น้ำ

ในที่สุดศาลตัดสินว่าฝ่ายลูกสาวรับโทษจำคุก 4 ปี 10 เดือน ส่วนพ่อผู้ก่อเหตุถูกจำคุกตลอดชีวิตโดยต้องจำคุกขั้นต่ำอย่างน้อย 20 ปี (หลังจากนั้นจะสามารถพิจารณาคดีให้พ้นโทษได้)

Cho Na Writes เว็บวิเคราะห์วิจารณ์ซีรีส์เกาหลีได้กล่าวคำชมว่า ‘Hunter with a Scalpel โดดเด่นในด้านการผสมผสานระหว่างแนวสืบสวนสอบสวนและจิตวิทยาได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการสำรวจความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวเอกและพ่อของเธอ ซึ่งเป็นฆาตกรที่เธอต้องเผชิญหน้า ธีมหลักของเรื่อง เช่น ความยุติธรรม, การแก้แค้น, และการเผชิญหน้ากับอดีตที่เจ็บปวด ถูกนำเสนออย่างมีชั้นเชิงและกระตุ้นความคิดของผู้ชม การใช้ภาพและเสียงในซีรีส์ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดและน่ากลัว โดยเฉพาะในฉากที่เกี่ยวข้องกับการชันสูตรศพและการสืบสวนคดีฆาตกรรม การตัดต่อและการเล่าเรื่องที่กระชับ ทำให้ผู้ชมติดตามเรื่องราวได้อย่างต่อเนื่องและไม่น่าเบื่อ รวมถึงการแสดงที่ยอดเยี่ยม และการสำรวจด้านมืดของจิตใจมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง”