รายงาน CFNT ชี้การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนดคุ้มค่าที่สุดในการลดลดก๊าซเรือนกระจก

  • ปัจจุบัน ประเทศไทยใช้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้าราวร้อยละ 20 ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด โดยมากกว่า 68% ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ยังคงใช้เทคโนโลยีซับคริติคอล ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกและใช้น้ำ ในปริมาณมากกว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • รายงานของ CFNT พบว่า การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนดเป็นมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกที่ถูกที่สุด โดยมีต้นทุนประมาณ 374 บาทต่อการลดก๊าซเรือนกระจกหนึ่งตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า หรือต่ำกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนไดออกไซด์อย่างน้อยหกเท่า
  • การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินจำเป็นต้องมีนโยบายที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านทั้งหมด 3 ประการ ได้แก่ กลไกทางการเงินที่มีต้นทุนต่ำ (เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ) มาตรการกำหนดราคาคาร์บอนภาคบังคับ และการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนผ่านกฎระเบียบหรือสัญญาไฟฟ้า

เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand: CFNT) เปิดตัวรายงานฉบับใหม่ “Financing Managed Coal-Fired Power Plant Phaseout in Thailand”  วิเคราะห์ทางเลือกทางการเงินสำหรับการทยอยยุติการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทยก่อนกำหนด โดยเสนอว่าการออกแบบกลไกทางการเงินที่เหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงด้านสินทรัพย์สูญค่า ในภาคพลังงาน และสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050

ปัจจุบัน ประเทศไทยใช้ถ่านหินเพื่อการผลิตไฟฟ้าประมาณ 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ขณะที่โรงงานไฟฟ้าถ่านหิน
ราวสองในสามของประเทศมีอายุน้อยกว่า 20 ปี และสามารถดำเนินการต่อไปได้จนถึงทศวรรษ 2040 ถึง 2050 อย่างไรก็ดี มากกว่า 68% ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ยังคงใช้เทคโนโลยีซับคริติคอล (subcritical) ซึ่งมีประสิทธิภาพต่ำ อีกทั้งปล่อยก๊าซเรือนกระจกและใช้น้ำในปริมาณมากกว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่  

รายงานของ CFNT พบว่าการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่ถูกและมีความคุ้มค่าที่สุด
โดยมีต้นทุนประมาณ 374 บาทต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหนึ่งตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือต่ำกว่า
การพัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ถึงหกเท่า อีกทั้งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น 8.8% ของเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคพลังงาน

นอกจากนี้ การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนดยังช่วยลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว เนื่องจากการลดลงของปริมาณถ่านหินในประเทศ รวมถึงหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่โรงไฟฟ้าถ่านหินจะกลายเป็นสินทรัพย์สูญค่าในอนาคต และสอดรับกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ตามที่ระบุไว้ในแผน NDC 3.0 ฉบับใหม่ของประเทศไทย

ธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้านักวิจัยเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนและหนึ่งในผู้จัดทำรายงานกล่าวว่า “การทยอยยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนดมีประสิทธิภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกสูง ด้วยต้นทุนต่ำที่สุดในภาคพลังงาน รวมถึงยังเป็นการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากสินทรัพย์สูญค่า และปริมาณทรัพยากรถ่านหินในประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง”

รายงานของ CFNT ทดลองวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินในการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งหนึ่งก่อนกำหนด ก่อนพบว่าการทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินจำเป็นต้องมีนโยบายที่เอื้อต่อการดำเนินงานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  • การจัดหาเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ

แนวทางนี้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดไฟฟ้าของประเทศไทย และลดภาระทางการเงินจากการปลดระวางโรงไฟฟ้า ถ่านหินก่อนกำหนด ขณะที่สามารถสนับสนุนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนโดยไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้า ครั้งใหญ่ ตลอดจนต่างประเทศเองยังมีกลไกทางการเงินที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอยู่แล้ว ไทยจึงสามารถใช้ประโยชน์ผ่านความร่วมมือพหุภาคีที่ไทยเป็นสมาชิก

  • การดำเนินมาตรการกำหนดราคาคาร์บอนภาคบังคับภายใต้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รายงานของ CFNT พบว่าราคาคาร์บอนในตลาดแบบสมัครใจของไทยอยู่ที่ประมาณ 160 – 480 บาทต่อหนึ่งตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งยังไม่สูงพอที่จะสร้างแรงจูงใจในการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในวงกว้าง แต่การเดินหน้าสู่
กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนในรูปตัวเงินสำหรับผู้ที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ และนำไปสู่
การสร้างแรงจูงใจได้อย่างมีนัยยสำคัญ

  • การสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนผ่านกฎระเบียบหรือสัญญาไฟฟ้า

ไทยจำเป็นต้องพัฒนากฎระเบียบที่เอื้อต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น มาตรการ Feed-in Tariff (FiT) หรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่สามารถเปิดช่องให้สามารถผลิตพลังงานหมุนเวียนได้ เนื่องจากโครงสร้างกฎระเบียบเหล่านี้จะช่วยสร้างความมั่นใจในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มแรงจูงใจในการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด

นอกจากนี้ รายงานยังเสนอว่าหากไทยต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยการทยอยยุติการใช้ถ่านหินโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไทยยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบาย“การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม(Just Transition)” ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง แรงงาน และชุมชนในพื้นที่โรงไฟฟ้า เช่น การพัฒนาทักษะใหม่ให้แก่แรงงานในพื้นที่ การสร้างทางเลือกอาชีพที่หลากหลาย รวมถึงมาตรการรองรับทางสังคมที่ต้องเยียวยาแรงงานและชุมชนในพื้นที่โรงไฟฟ้าเดิม

“กลไกทางการเงินต้นทุนต่ำ มาตรการราคาคาร์บอนภาคบังคับ และการปรับโครงสร้างการซื้อขายไฟฟ้าให้เอื้อต่อพลังงานหมุนเวียนเป็นแรงผลักดันให้การทยอยยุติการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งแรงสำคัญให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 ได้ในที่สุด” ธนิดากล่าว