
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ตลอดจนกติกาการค้าระหว่างประเทศที่นำประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน ทำให้ ‘ความยั่งยืน’ เปลี่ยนสถานะจากเรื่องที่องค์กรเลือกทำ ไปสู่เงื่อนไขสำคัญของการทำธุรกิจและการอยู่รอด
ความท้าทายไม่ใช่แค่ “ทำอย่างไรให้ธุรกิจยั่งยืน” แต่กลายเป็น “จะปรับตัวให้อย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอดและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
นี่คือโจทย์ของ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ UN Global Compact Network Thailand หรือ GCNT และการทำให้งาน “GCNT Expo 2026” ตอบคำถามข้างต้น
ทั้งนี้ GCNT ในฐานะเครือข่ายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มีสมาชิก 160 องค์กร มีเป้าหมายส่งต่อกระแสการทำธุรกิจทั่วโลกอย่างยั่งยืน และสนับสนุนภาคเอกชนให้ดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ ที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและเป้าหมายสหประชาชาติ ว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 ประการ ภายในปี 2573
ไทยพับลิก้าพูดคุยกับ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการ GCNT ถึงกระแสความยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนของโลก ภาคธุรกิจ รัฐบาล และสังคมควรปรับตัวอย่างไรไม่ให้ตกขบวน ตลอดจนความพิเศษของงาน GCNT Expo 2026
ปรับตัวเพื่ออยู่รอด
ดร.ธันยพร เล่าว่า กระแสความยั่งยืนของโลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปมากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2021 ที่หลายบริษัททั่วโลกประกาศจุดยืนเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง ทั้งการมุ่งสู่ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การตั้งเป้า Carbon Neutral และ Net Zero รวมถึงประเทศไทยเองก็เริ่มกำหนดปีเป้าหมายของยุทธศาสตร์สีเขียวในช่วงเวลานั้นเช่นกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป 4-5 ปี ภาคธุรกิจเริ่มเจออุปสรรค ไม่ว่าจะเป็น ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ และเงินทุนที่ไม่เพียงพอ จนเกิดสภาวะชะงักงัน หรือที่เรียกว่า “Shock”
ดร.ธันยพร กล่าวต่อว่า การทำงานด้านความยั่งยืนไม่ใช่แค่ความเสี่ยงทางธุรกิจที่เลือกทำหรือไม่ทำก็ได้ หากเป็นเรื่อง ‘การอยู่รอด’ ซึ่งธุรกิจหรือองค์กรที่ยืนหยัดมาเป็นร้อยปีได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความยั่งยืนจากการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม คือเงื่อนไขที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
หนึ่งในโจทย์สำคัญคือ การรักษาความสามารถการแข่งขันของกับคู่ค้าหลักของไทยในเอเชีย ทั้งจีน เกาหลี และญี่ปุ่น โดยเฉพาะการขาดดุลการค้ากับจีนที่เป็นตัวเลขมหาศาล คำถามคือทำอย่างไรให้สินค้าไทยขายได้ในราคาที่แข่งขันได้ แม้จะไม่สามารถขายในราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง แต่ต้องทำให้สินค้ามีความกรีนและมีคุณภาพมากพอที่จะดึงดูดผู้ซื้อ
อย่างไรก็ตาม กติกาการค้าของยุโรปที่เริ่มบังคับใช้ในปี 2026 อย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม และ EUDR (EU Deforestation Regulation) ที่จะเริ่มปลายปี ทำให้ประเทศไทยต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร
แม้ปัจจุบันประเทศไทยอาจยังไม่ใช่กลุ่มแรกที่เป็นคู่ค้าโดยตรงกับบริษัทรายใหญ่ของยุโรป แต่ผู้ที่เป็นคู่ค้ากับรายใหญ่เหล่านั้นก็มักจะ Sourcing วัตถุดิบมาจากประเทศไทยอยู่ดี ซึ่งหมายความว่าภายในหนึ่งถึงสองปีข้างหน้า ไทยก็จะต้องเผชิญกับการเรียกร้องข้อมูลในลักษณะเดียวกันมากขึ้น
ดร.ธันยพร กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและเน้นส่งออกวัตถุดิบทางการเกษตร สิ่งเหล่านี้เป็นทุนที่จะแปลงเป็น ‘โอกาส’ แม้จะมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ข้างต้น เพียงแต่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวให้ทัน
ถ้าไม่ไปต่อ (ไม่ปรับตัว) ก็หยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องขายของต่อ แต่ถ้าจะไปต่อ คุณยอมเจ็บตัว ต้นทุนจะสูงขึ้น มีค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูล แต่สุดท้ายคุณจะเป็น last man standing เวลาลูกค้ามาหา คุณจะเป็นคนยืนอยู่และมีของให้ขาย สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ในราคาที่สูงได้
ดร.ธันยพร อธิบายว่า เวลาขายสินค้าจริง ต้องระบุเป็นคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้น (Carbon Footprint of Product) ซึ่งต้องมีข้อมูลที่เปิดเผยได้และอยู่บนแพลตฟอร์มที่ตรวจสอบได้
“ต้นทุนหรือค่า premium ที่สูงขึ้น อาจช่วยชดเชยกับเงินลงทุนที่ธุรกิจใช้ในการปรับตัว แต่เป็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่า เพราะเป็นการทำธุรกิจที่มองถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งฝั่งสหภาพยุโรปก็จะมั่นใจได้ว่า สินค้านั้นยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสิ่งเหล่านี้ต้องสามารถพิสูจน์ได้จริงด้วย”
ดร.ธันยพร กล่าวว่า ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีแนวปฏิบัติจากตลาดหลักทรัพย์เกี่ยวกับ TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) ที่จะเข้ามาเสริมมาตรฐานการทำธุรกิจ โดยทิศทางหลังจากนี้จะเริ่มมีการกำหนดให้บริษัทต้องรายงานประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มเติม จากเดิมที่รายงานเฉพาะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั่วไป
กติกาและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือแรงกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมความพร้อมล่วงหน้า

GCNT Expo 2026 “From Shock to Shift”
ความท้าทายเหล่านี้นำมาสู่ ‘GCNT Expo’ โดยในปี 2026 จัดงานภายใต้แนวคิด “From Shock to Shift (Thailand Sustainable Transition in a Fractured World) จากวิกฤติโลกสู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน” ในวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค
โดยมีจุดประสงค์คือ ชวนผู้นำ คนทำงาน และผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากทุกภาคส่วนมาร่วมมองอนาคตประเทศไทย แลกเปลี่ยนไอเดีย เรียนรู้จากเคสจริง และค้นหาแนวทางที่นำกลับไปใช้ได้จริงในองค์กร ผ่านมุมมองจากผู้นำและผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือและ Business Playbook สำหรับโลกธุรกิจยุคใหม่ โอกาสจาก Green Economy และ Just Transition รวมถึงเครือข่ายที่จะช่วยต่อยอดจาก Insight สู่ Action
โดย Shock แสดงถึงการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจหรือการผันผวนของผลกระทบทางเทคโนโลยี นำมาสู่ Shift หรือการเปลี่ยนแปลงในลักษณะ K-shape โดยมีจุดตัดไปสู่ K ขาขึ้นทั้งสองด้าน
โดยงาน GCNT Expo แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่
- MAIN STAGE ฟังมุมมองจากผู้นำระดับประเทศและระดับโลก ผ่าน Keynote และ Panel Discussion ที่จะช่วยให้เห็นว่าโลกกำลังไปทางไหน และประเทศไทยควรขยับอย่างไรต่อ
- SIDE STAGE : Tomorrow’s Business Playbook เจาะลึกเครื่องมือ Playbook และกรณีศึกษาจากองค์กรชั้นนำ เพื่อช่วยธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ปรับตัวและคว้าโอกาสจากโลกที่กำลังเปลี่ยน
- EXHIBITION : SDGs Journey พบโซลูชัน นวัตกรรม และกรณีศึกษาด้าน Sustainability จากองค์กรสมาชิก GCNT และพันธมิตร พร้อมไอเดียที่สามารถนำไปต่อยอดได้
- WORKSHOP : From Insight to Action ลงมือเรียนรู้ผ่าน Interactive Workshop กับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเครื่องมือ และ Framework และเปลี่ยนความรู้ให้เป็น Action Plan สำหรับองค์กร
ภายในงาน จึงมีการเชิญผู้ประกอบการรายใหญ่และขนาดกลางให้ชักชวนคู่ค้าของตัวเอง เข้าร่วมกิจกรรม Workshop ควบคู่กับงานสัมมนา โดยหนึ่งในเครื่องมือที่จะนำมาใช้คือ Business Playbook เพื่อร่วมกันหาทางออกในประเด็นต่างๆ เช่น การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างกติกาของยุโรปที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD), Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CS3D) และมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ
ดร.ธันยพร กล่าวต่อว่า ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับ ‘โอกาส’ และแนวคิดใหม่ในการต่อยอดธุรกิจหรือขับเคลื่อนเพื่อไปสู่ความยั่งยืน
แก่นคือการหาโอกาสให้ตัวเอง ถ้าคุณเป็น SME ขนาดกลางหรือเล็ก อาจได้แผนธุรกิจใหม่กลับไป ทำให้เห็นภาการแข่งขัน ต้นทุน คุณอาจเป็นคนที่อยู่ต่อได้… คุณอาจได้ไอเดียสำหรับการยกระดับทรัพยากรมนุษย์ หรือไอเดียกลับไปพัฒนาบ้านเกิด
รวมทั้ง
ผู้เข้าฟังที่สนใจสิ่งแวดล้อมอาจได้ไอเดียต่อยอดในด้านการพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย

เวทีแห่งความรู้ และมุมมองสู่ความยั่งยืน
นอกจากไอเดียที่จะปรับใช้กับธุรกิจแล้ว ตลอด 3 วันของงาน GCNT Expo 2026 ยังมีองค์ความรู้-กรณีศึกษา และมุมมองจากภาคธุรกิจและรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในระเบียบโลกใหม่ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน
GCNT Expo 2026 ได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูง ทั้งจากรัฐบาลและเอกชน โดยมีหัวข้อสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
- ปาฐกถา “ทางรอดประเทศไทย ฝ่าวิกฤติสู่ความยั่งยืน” โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
- ปาฐกถา “Thailand’s Green Transformation Strategy: กางแผน 2 แสนล้านสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน” โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
- ปาฐกถา “The Sustainable City Reset: Bangkok’s Survival Plan กรุงเทพฯ ต้องรอด: เมืองจะปรับตัวอย่างไรในยุคโลกเดือด” โดย ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
- ปาฐกถา “Thailand’s Energy Transition: เปลี่ยนผ่านอย่างไรให้ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
- ปาฐกถา “Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์ตอบโจทย์ความยั่งยืน” โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
นอกจากนี้ยังมีเวที Keynote จากผู้บริหารจากอุตสาหกรรมต่างๆ ได้แก่ ด้านโทรคมนาคม อาหารและเครื่องดื่ม ค้าปลีก กลุ่มผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และด้านสิ่งแวดล้อม
ดร.ธันยพร กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ‘ความหลากหลายทางชีวภาพ’ เป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก ดังนั้นในงานนี้จะมีการกระตุกไอเดียให้คนตระหนักถึงทุนธรรมชาติ (Natural Capital) ผ่านเวทีเสวนา “The Nature and Biodiversity Balance Sheet บัญชีทุนธรรมชาติ: เมื่อดิน น้ำ ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพคือสินทรัพย์ที่ธุรกิจยังไม่เคยนับ” โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และ World Bank เพื่อทำให้ทุนธรรมชาติของประเทศไทยประเมินค่าได้และจับต้องได้จริง
ที่สำคัญ เวทีเสวนา “The Data Center Race: Why Thailand Must Act Now – เปิดโจทย์ประเทศไทย จะคว้าอย่างไรกับขบวน” โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), True, WHA และ ITU เพื่อตั้งโจทย์ว่า หากประเทศไทยจะมี Data Center จะต้องสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ พลังงาน และสิ่งแวดล้อมอย่างไร
ด้านทุนมนุษย์ มีเวทีเสวนา “Future-Ready Talent: การศึกษากับโจทย์คนทำงานแห่งอนาคต” ส่วนความเหลื่อมล้ำกับเวทีเสวนา “The Shared Growth Agenda: แก้โจทย์ความเหลื่อมล้ำระลอกใหม่ ดันเศรษฐกิจไทยโตไปด้วยกัน”
ดร.ธันยพรเพิ่มเติมว่า GCNT Expo 2026 ไม่ใช่แค่การจัดแสดงเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์อย่างโดรนและระบบข้อมูล แต่ต้องการชี้ให้เห็นทางออกที่จับต้องได้ว่า หากจะอยู่รอดในปี 2027 และนับต่อจากนี้ ภาคธุรกิจไทยควรทำอย่างไรให้ไม่ “Shock” ต่อความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น


