
ซีไอเอ็มบี ไทย ( CIMB Thai) ชี้จุดเปลี่ยน Sustainable Finance จาก ‘Labeling’ สู่ ‘Capital Allocation’ เผย 3 เมกะเทรนด์ใหม่ พร้อมกาง 3 ปราการเหล็กสกัด Greenwashing
การเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) ในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่” ที่ก้าวข้ามเพียงการแปะฉลากโครงการสีเขียว (Green Labeling) ในอดีต เข้า “ยุคแห่งการจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation)” ที่ยกระดับการพิจารณาอนุมัติเงินทุนและการประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงิน (Bankability) โดยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทยระบุว่าไม่เพียงแค่มองว่าโครงการเป็นสีเขียวหรือไม่ แต่ต้องตรวจสอบรอบด้านทั้งความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบทางสังคม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อป้องกันปัญหา “การฟอกเขียว” (Greenwashing)
วันที่ 20 สิงหาคม 2569 ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) จัดงานแถลงข่าว “2026 CIMB THAI’s Sustainability Strategy” โดยนายเจสัน ลี หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)
ติดป้าย ‘โครงการเขียว’ ไม่พออีกต่อไป: สู่เกณฑ์ Bankability ใหม่
ที่ผ่านมา ภาพจำของตลาดการเงินสีเขียวคือการระดมทุนในโครงการที่เข้าข่ายยั่งยืน เช่น โซลาร์เซลล์ หรือตึกประหยัดพลังงาน แต่ในความเป็นจริง เจสัน ลี ตอบคำถามสื่อมวลชนว่า “ความเขียวเชิงเทคนิค ไม่ได้ประกันว่าโครงการนั้นจะยั่งยืนทางการเงิน หรือไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้านอื่น”
“ที่ประเทศไทยกับอาเซียน ไม่ใช่แค่ใช้เกณฑ์เฉยๆ ที่เราเรียกว่า TSC (Technical Screening Criteria) ไม่ใช่แค่ผ่านตัวเลขเฉยๆ แต่ต้องมีอีก 2 อย่างที่ต้องผ่าน หนึ่งก็คือ DNSH (Do No Significant Harm) สองก็คือ MSS (Minimum Social Safeguard) สองอย่างนี้ต้องมีเหมือนกัน” เจสันกล่าว
ตัวอย่างความเสี่ยงจริงในมุมมอง Bankability ยุคใหม่:
- โซลาร์เซลล์สีเขียว แต่ตั้งผิดที่: โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นสีเขียว (Green) แน่นอน แต่หากนำไปสร้างในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัยธรรมชาติสูง เสี่ยงน้ำท่วมขัง รายได้และความสามารถในการชำระหนี้ย่อมลดลง
- Data Center กับความเสี่ยงภัยธรรมชาติ: ศูนย์ข้อมูลอาจได้มาตรฐานประหยัดพลังงานระดับโลก แต่หากตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งหรือขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง (Water Stress) สถาบันการเงินต้องนำปัจจัยความเสี่ยงทางกายภาพมาประเมินความสามารถในการชำระหนี้ใหม่
- เขื่อนพลังน้ำ(Hydro Power) ไร้คาร์บอน แต่ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพและไล่ที่ชาวบ้าน: หากโครงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ แต่ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ไม่สามารถถือเป็นโครงการสีเขียวได้
“เราจะพยายามมองไปที่ Pathway ในอนาคตขององค์กร ว่ามีความเสี่ยงด้าน ESG อยู่ตรงไหนบ้าง โดยเฉพาะในแง่ของความเสี่ยงทางกายภาพ สมมติว่ามีการตั้งในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม แต่หากมีการนำ NBS (Nature-Based Solutions) เข้ามาช่วย ก็จะมีโอกาสได้รับการพิจารณา ทั้งนี้จะมีมาตรการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation) เข้ามาประกอบด้วย คือ ต้องพิจารณาว่ามีความเสี่ยงอยู่ตรงไหน และมีแนวทางรับมือกับความเสี่ยงนั้นอย่างไร ซึ่งจะช่วยสร้างความสมดุลในการประเมิน แสดงให้เห็นว่าองค์กรตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าว และมีแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนรองรับไว้แล้ว” เจสันกล่าว
ดังนั้นการพิจารณาความน่าเชื่อถือของธุรกิจในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือ Bankability ใหม่จึงส่งผลให้สถาบันการเงินต้องประเมิน 3 หลักการสำคัญตามมาตรฐานสากล ได้แก่:
- Technical Screening Criteria (TSC): เกณฑ์การคัดกรองทางเทคนิคว่าลดคาร์บอนได้จริงตาม Taxonomy หรือไม่
- Do No Significant Harm (DNSH): โครงการนั้นต้อง ไม่ทำลายวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น ไม่สร้างมลพิษ ไม่ทำลายระบบนิเวศ
- Minimum Social Safeguard (MSS): ต้องมีมาตรการคุ้มครองสังคมขั้นต่ำ ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือสร้างผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนท้องถิ่น ดังตัวอย่างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำอาจผ่านเกณฑ์ TSC เพราะผลิตไฟฟ้าแบบไร้คาร์บอน แต่หากโครงการนั้นไปทำลายป่าไม้ ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) โครงการนั้นจะ “ตกเกณฑ์ DNSH” ทันที หรือหากมีการไล่ชาวบ้านและชนเผ่าพื้นเมืองออกจากพื้นที่โดยละเมิดสิทธิมนุษยชน โครงการนั้นก็จะ “ตกเกณฑ์ MSS” และไม่สามารถถือเป็นโครงการสีเขียวได้อีกต่อไป
“เพราะฉะนั้น คำว่า Green ไม่ได้แค่ดูการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉยๆ ตอนนี้ต้องเพิ่มเลย ดูว่าเขาทั้งทำลายวัตถุประสงค์อื่นหรือเปล่า หรือมีทำลายสังคมในมิติอื่นไหม นี่คือคำว่า Bankability หรือ Investability ที่นักลงทุนเริ่มดู ซึ่งจะช่วยลด Greenwashing ให้เหลือน้อยที่สุด หมายถึง จะไม่มีกรณีที่องค์กรทำเพียงผิวเผินเล็กน้อยเพื่อสร้างภาพลักษณ์ แต่ในเชิงลึกกลับไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง” นายเจสันกล่าว
3 Megatrends เปลี่ยนสมการการปล่อยสินเชื่อ
นายเจสันระบุว่า ปัจจัยขับเคลื่อนการจัดสรรเงินทุนยุคใหม่ถูกขับเคลื่อนด้วย 3 เมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่ 1.การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 2.การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center และ 3.การรับมือต่อความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของ Sustainable Finance ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่มุ่งเน้นการจัดประเภทหรือกำหนดฉลากของสินทรัพย์ ไปสู่ยุคของการจัดสรรเงินทุน โดยคำถามสำคัญที่มากกว่า ‘โครงการจัดอยู่ในกลุ่มสีเขียวหรือยั่งยืนหรือไม่?’ คือการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ เส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน ความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนความสามารถของสินทรัพย์ในการดำเนินงานและสร้างรายได้ท่ามกลางความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมิน Bankability ของธุรกิจและโครงการต่าง ๆ” นายเจสันกล่าว
เดิมความน่าเชื่อถือของธุรกิจในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (Bankability) ในประเทศไทย พิจารณาเพียงโครงการหรือสินทรัพย์เข้าข่าย ‘สีเขียว’ หรือ ‘ยั่งยืน’ หรือไม่ แต่ยุค Bankability ใหม่ สิ่งที่พิจารณาเพิ่มเติมคือ ความพร้อมของโครงการ, ศักยภาพทางเศรษฐกิจ, โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการสร้างมูลค่าและชำระหนี้ในระยะยาว

การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) คอขวดที่ย้ายไปสู่ขั้นตอนเตรียมความพร้อมขององค์กร
ประเทศไทยได้ยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้เร็วขึ้น โดยตั้งเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกลง 47% ภายในปี ค.ศ. 2035 จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ. 2019 และขยับเป้าการบรรลุ Net Zero เข้ามาเป็นภายในปี ค.ศ. 2050 จากเดิมที่มีการตั้งเป้าหมายไว้ในปี ค.ศ. 2065 ส่งผลให้มีการประเมินว่าประเทศไทยมีความต้องการเงินลงทุนสูงถึง 230,000 ล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569–2579) เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก 32.8 ตันคาร์บอนเทียบเท่า ตามเงื่อนไขของความตกลงปารีส
ธนาคารโลกประเมินว่าไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มเติมอีก 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก 25 ปีข้างหน้า
“ทุกอย่างที่อยู่ใน transition finance นี้ จะแบ่งยุค bankability” นายเจสันกล่าว
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เองกำลังจะปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างเกณฑ์การออกตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) และตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมสีเหลืองตามมาตรฐาน Thailand Taxonomy (Thailand Amber Bonds) ในวันที่ 21 สิงหาคม 2569
ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านเป็นเพียงเครื่องมือทางการเงิน ไม่ใช่ตัวแผนการเปลี่ยนผ่าน การระดมทุนจะเกิดขึ้นได้ ภาคธุรกิจต้องรู้ชัดเจนว่าจะต้องปรับเปลี่ยนสินทรัพย์ใด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าใด ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร โครงการใดควรเริ่มก่อน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพียงพอตามตามความคาดหวังของสถาบันการเงินและนักลงทุน
คอขวดสำคัญได้ย้ายจากการออกเครื่องมือทางการเงิน มาสู่ “ความพร้อมขององค์กรในการทำแผนเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan)”
“Net Zero ไม่ใช่มายากลที่จะเสกให้คาร์บอนเป็นศูนย์ได้ทันที แต่ภาคธุรกิจต้องรู้ชัดเจนว่าจะเปลี่ยนผ่านอย่างไร มีแผนลดก๊าซเรือนกระจกที่วัดผลได้จริงใน งบกำไรขาดทุน งบดุล และ กระแสเงินสด” นายเจสันกล่าว

โครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ย้ายจุดโฟกัสจาก ‘ปริมาณ’ สู่ ‘คุณภาพ’ การลงทุน
การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ในประเทศไทย มียอดขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในกลุ่มดิจิทัลสูงถึง 1.12 ล้านล้านบาท จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจ คือนโยบายภาครัฐเริ่มให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพของการลงทุน’ โดย BOI ได้เพิ่มเกณฑ์การคัดกรองโครงการ Data Center ทั้งในมิติประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การสร้างประโยชน์แก่ประเทศ และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
การขยายตัวของ Data Center ยังสร้างระบบนิเวศใหม่ (Ecosystem) ตลอด Supply Chain ทั้งระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS), โซลาร์ฟาร์ม, และนวัตกรรมระบบน้ำหมุนเวียน (Closed-loop cooling) ซึ่งกลายเป็นโอกาสการลงทุนใหม่ของไทย แต่จะมีพลังงานสะอาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากพลังงานสะอาดถือเป็นปัจจัยสำคัญของเกม Data Center ในปัจจุบัน
“AI อาจจะทำงานบนระบบคลาวด์ แต่โครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังนั้นต้องอาศัยทรัพยากรมหาศาล ทั้งพลังานไฟฟ้าและน้ำ ความพร้อมของระบบการจัดการพลังงานจึงกลายเป็นตัวแปรทางการเงินที่สำคัญ แม้ Data Center จะใช้วิศวกรรมออกแบบให้สอดคล้องกับเกณฑ์กรีนไฟแนนซ์ได้ แต่ต้องพิจารณาความพร้อมด้านพลังงาน น้ำ โครงข่ายไฟฟ้า ความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศ รวมถึงคุณค่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในประเทศด้วย” นายเจสันกล่าว

การปรับตัวรับมือภัยพิบัติ (Climate Adaptation)
ที่ผ่านมาการเงินเพื่อความยั่งยืนมักมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) มากกว่าการปรับตัวรับมือภัยธรรมชาติ แต่ข้อมูลจากธนาคารโลก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเงินลงทุนด้าน Climate Adaptation ที่มีนัยสำคัญ โดยจากความต้องการเงินลงทุนด้านภูมิอากาศของไทย 2.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น เป็นงบประมาณด้าน Climate Adaptation สูงถึง 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่างบด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่อยู่ที่ 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
“น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือคลื่นความร้อน อาจเริ่มต้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อส่งผลกระทบต่อรายได้ ต้นทุนการดำเนินงาน หรือมูลค่าหลักประกัน มันจะกลายเป็น ‘ความเสี่ยงทางการเงิน’ ทันที การปรับตัวรับมือภัยธรรมชาติจึงต้องถูกดึงเข้ามาอยู่ในกระบวนการจัดสรรเงินทุนหลักของธุรกิจ” นายเจสันกล่าว
นายเจสันกล่าวว่า Adaptation คือการปรับตัวหรือการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วถือเป็นโอกาสใหม่และเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เรียกว่า Adaptation Financing โดยจะมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายรูปแบบเกิดขึ้น เช่น Catastrophe Bond หรือตราสารหนี้ภัยพิบัติ ซึ่งประเทศอย่างจาเมกาได้เริ่มดำเนินการมาแล้ว
สำหรับประเทศไทย มีแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ หรือ NAP (National Adaptation Plan) ซึ่งประกอบด้วยหลายโครงการ อาทิ แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ที่มีความถี่เพิ่มมากขึ้น โดยมีแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า NBS หรือ Nature-Based Solutions ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ เช่น การปลูกป่าชายเลน และการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศธรรมชาติต่างๆ ซึ่งจะเป็นโครงการใหม่ที่เกิดขึ้นภายใต้แผนนี้
ทั้งหมดนี้รวมกันคือ Adaptation หากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวรับมือได้อย่างเหมาะสม จะสูญเสีย GDP ประมาณร้อยละ 7 เนื่องจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ต้องนำงบประมาณไปใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายอยู่เสมอ จนไม่มีทรัพยากรเหลือสำหรับการพัฒนาด้านอื่น
ดังนั้น การประเมินสินเชื่อยุคใหม่จึงนำ Risk Model และ Climate Stress Test เข้ามาร่วมคำนวณโอกาสเกิดการผิดนัดชำระหนี้ (Probability of Default)

จากสินเชื่อแบบเดิม สู่กระบวนการสร้าง ‘Bankable Transition Plan’
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้พัฒนาบริการ Sustainability360 Advisory Program เพื่อช่วยปิดช่องว่างด้านความพร้อมดังกล่าว โดยครอบคลุมตั้งแต่การจัดทำกรอบการระดมทุนเพื่อความยั่งยืน (GSS Framework) การออกแบบตัวชี้วัดและเป้าหมาย (KPI/SPT) การประเมินกิจกรรมตามเกณฑ์ของ Thailand Taxonomy การประสานงานกับผู้ให้ความคิดเห็นของผู้ชำนาญการอิสระ (Second Party Opinion: SPO) ไปจนถึงการรายงานผลหลังได้รับเงินทุน
นายเจสันให้ข้อมูลว่า Taxonomy ของประเทศไทยครอบคลุมเพียง 6 ภาคส่วน(Sector) เท่านั้น ยังมีอีกหลาย Sector ที่ยังไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ใน Thailand Taxonomy ดังนั้นในกรณีที่กิจการต้องการออกตราสาร Green แต่อยู่ใน Sector ไม่ได้อยู่ใน Thailand Taxonomy ก็ยังสามารถดำเนินการได้ โดยอ้างอิงจาก Asian Taxonomy โดยเฉพาะ Version 4 ซึ่งจะมีการเทียบเคียงในลักษณะ Plus Standard หรือ Foundational Framework เพื่อให้สอดคล้องกับ Asian Taxonomy ได้ ดังนั้นหลักการพื้นฐานคือ ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม กิจการจำเป็นต้องมี Taxonomy รองรับ หากไม่มี ก็ไม่สามารถออกตราสาร Green ได้ กิจการยังคงต้องจัดส่ง Framework หรือเอกสารให้ Second Party Opinion ตรวจสอบก่อนว่าเข้าเกณฑ์มาตรฐาน Green หรือไม่
นายเจสันอธิบายว่า ในกรณีที่ลูกค้ายังไม่มีแผนรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืน ธนาคารจะเข้าไปช่วยวางแผนตั้งแต่ต้น เดิมรูปแบบการให้บริการของธนาคารทั่วไปมักจำกัดอยู่เพียงการเสนอสินเชื่อพร้อมอัตราดอกเบี้ยและราคาแบบทั่วไป เท่านั้น แต่หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศใช้ Taxonomy และสำนักงาน ก.ล.ต. เตรียมออกเกณฑ์เกี่ยวกับ Amber Bond, Transition Bond รวมถึง Sustainability-Linked Instruments ต่างๆ ทุกการระดมทุนจำเป็นต้องมีแผนรองรับ
“คำถามคือแผนเหล่านี้มาจากไหน คำตอบคือกระบวนการสร้าง Bankable Transition Plan ซึ่งในประเทศไทย ธนาคารมีทีมที่เรียกว่า “Sustainability 360” ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ภาคอุตสาหกรรม ผู้ผลิตไฟฟ้า และนักลงทุน ครอบคลุมประเด็นตั้งแต่การตั้งราคา ความเสี่ยงที่ปรากฏในงบกำไรขาดทุน(P&L) ไปจนถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการออกตราสารหนี้หรือสินเชื่อ ขณะเดียวกันธนาคารเองก็มีตราสารหนี้ของตัวเองที่นำมาปล่อยเป็นสินเชื่อสีเขียวและสีเหลือง เพื่อสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน”นายเจสันกล่าว
การทำงานของ Sustainability 360 จึงแบ่งออกเป็นสองแนวทางหลัก แนวทางแรกคือการทำงานร่วมกับภาคเศรษฐกิจจริง ช่วยวางแผนและแปลงเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้ออกมาเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล (regulator) โดยทีมงานจะเป็นตัวกลางสื่อสารกับธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงาน ก.ล.ต. สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (Thai BMA) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสะท้อนความต้องการของภาคธุรกิจกลับไปยังผู้กำหนดนโยบาย ตัวอย่างเช่น การให้ข้อมูลป้อนกลับต่อคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด เพื่อให้ภาครัฐเห็นมุมมองของนักธุรกิจและนักการเงินควบคู่ไปกับมุมมองเชิงนโยบาย ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในภาคปฏิบัติจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้วยนโยบายอย่างไรบ้าง
อีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนบทบาทด้านนี้คือกรณีเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับในประเทศไทย ทั้งในแง่มาตรฐานความปลอดภัย วิธีการขนส่งคาร์บอน และแนวทางการจัดทำ TOR ทำให้อาจจำเป็นต้องมีแนวปฏิบัติ (guideline) ใหม่ออกมารองรับ โดยยกตัวอย่างสหภาพยุโรปที่เริ่มต้นจากการออกกฎหมายก่อน เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ซึ่งมีการกำหนดราคาคาร์บอนไว้อย่างชัดเจน ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างหารือกับพันธมิตรเรื่องการจัดเก็บภาษีคาร์บอนในอัตรา 200 บาทต่อตัน แต่ยังไม่มีระบบรองรับที่ชัดเจน การมีนโยบายที่ชัดเจนออกมาโดยเร็ว จะช่วยให้ภาคเอกชนมองเห็นทิศทางที่แน่นอน ทั้งในแง่การกำหนดราคา แหล่งเงินทุน และจังหวะเวลาดำเนินการ
ผลงานที่เป็นรูปธรรมของ Sustainability 360 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา คือการช่วยลูกค้าจัดทำ Bond Framework จนสามารถออกตราสารหนี้สีเขียวได้ประมาณ 7,000 ล้านบาท ขณะที่การปล่อยสินเชื่อและผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมีมูลค่ารวมประมาณ 30,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องระมัดระวังควบคู่กันไปคือการป้องกันการฟอกเขียว (greenwashing) ซึ่งหากเกิดขึ้นจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของตราสารทั้งระบบ Sustainability 360 จึงทำหน้าที่ประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องอีกสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือผู้ให้ความเห็นจากบุคคลที่สาม (Second Party Opinion – SPO) เช่น DNV, Sustainalytics, S&P และ Fitch ซึ่งจะรับรองว่ากรอบการดำเนินงาน (framework) ของผู้ออกตราสารเป็นไปตาม Taxonomy และหลักการ Green Bond Principles ของ ICMA จริง โดยเอกสารรับรองดังกล่าวสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ของ Thai BMA ในส่วนของ ESG Bond และ Green Bond
“เราต้องป้องกันเรื่องการฟอกเขียว เพราะคือสิ่งที่จะทำให้มีความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือทางการเงิน ในโปรแกรม Sustainability360 Advisory ของซีไอเอ็มบี ไทย เราไม่ได้ให้คำปรึกษาเอง แต่เราเชื่อมโยงกับสอง Stakeholders สำคัญระดับสากล เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน” นายเจสันกล่าว
กลุ่มที่สองคือผู้ทวนสอบภายนอกซึ่งจำเป็นสำหรับกรณี Sustainability-Linked Loan หรือ Sustainability-Linked Bond ที่มีเงื่อนไขลดอัตราดอกเบี้ยหรือ coupon rate หากบริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมาย โดยจำเป็นต้องมีบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับ Big Four เข้ามาทวนสอบตัวเลขอย่างเป็นอิสระ ไม่ใช่การรับรองด้วยตนเอง เพื่อให้ทุกกระบวนการมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล และสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตราสารของไทย
อีกทั้งเมื่อครบกำหนด 1 ปี ผู้ออกตราสารต้องทำรายงาน Allocation Report ชี้แจงรายละเอียดการใช้เงินทุนทุกบาททุกสตางค์ พร้อมทำ Impact Report คำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่หลีกเลี่ยงได้จริงเมื่อเทียบกับ Grid Emission เปิดเผยบนเว็บไซต์ ThaiBMA ให้ตรวจสอบได้สาธารณะ
นอกจากนี้เพื่อสนับสนุนแนวทางการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ต้นน้ำดังกล่าว นายเจสัน ได้พัฒนา เครื่องมือช่วยวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Transition Canvas) เครื่องมือแบบหน้าเดียวเชิงปฏิบัติที่ได้มีการนำร่องใช้ในงาน The Cooler Earth Thailand 2026 เมื่อต้นเดือนนี้ โดย Climate Transition Canvas ช่วยให้องค์กรสามารถเชื่อมโยงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เข้ากับมาตรการลดคาร์บอนที่ชัดเจน ความต้องการเงินลงทุน ทางเลือกด้านแหล่งเงินทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างการกำกับดูแล เพื่อยกระดับการวางแผนการเปลี่ยนผ่านให้มีความพร้อมต่อการตัดสินใจและสามารถนำไปสู่การจัดหาเงินทุนได้มากยิ่งขึ้น ภาคธุรกิจที่สนใจ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cimbthai.com/en/personal/who-we-are/sustainability/sustainability.html

5 แนวโน้มสำคัญที่ต้องจับตาในประเทศไทย (ปี 2569–2571)
ในปี 2568 ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย มีมูลค่าการเงินเพื่อความยั่งยืนที่ได้รับอนุมัติภายใต้กรอบ GSSIPS (Green, Social, Sustainable Impact Products and Services คือ กรอบแนวคิดและเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจทางการเงินเพื่อความยั่งยืน) รวมราว 22,980 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ วาณิชธนกิจ สถาบันการเงิน และบุคคลธรรมดา
“การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ของไทยต้องพิจารณาทั้ง 3 ปัจจัยไปพร้อมกัน ได้แก่ การลดการปล่อยคาร์บอน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการปรับตัวรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสาพภูมิอากาศ โดยเชื่อมโยงทั้งสามมิติเข้ากับแผนการเงินและการลงทุนของภาคธุรกิจ ดังนั้น คำถามสำคัญของภาคการเงินนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘โครงการนี้ยั่งยืนหรือไม่’ แต่คือ ‘โครงการนี้ควรได้รับเงินทุนหรือไม่ ด้วยเงื่อนไขใด และจะสามารถสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างไร” นายเจสัน ลี กล่าวและว่า ทั้งหมดต้องดำเนินไปภายใต้เส้นทางที่น่าเชื่อถือ (credible pathway) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงง
นอกจากนี้ยังระบุแนวโน้มสำคัญในประเทศไทยที่ต้องติดตามได้แก่
ความพร้อมของโครงการ: จะเป็นข้อจำกัดที่สำคัญมากขึ้น ในการเข้าถึงการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) เมื่อเทียบกับข้อจำกัดด้านเครื่องมือทางการเงิน
การแข่งขันด้านพลังงาน: ความพร้อมและความคุ้มค่าด้านพลังงานจะมีอิทธิพลมากขึ้นต่อการตัดสินใจเลือกที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐาน AI ในอาเซียน
ปัจจัย Bankability ใหม่: ทรัพยากรน้ำ โครงข่ายไฟฟ้า และความทนทานต่อสภาพอากาศ จะมีน้ำหนักมากขึ้นในการประเมินความเป็นไปได้และ Bankability ของโครงการ Data Center
งบลงทุน (CAPEX) ด้าน Adaptation: ภาคธุรกิจมีแนวโน้มจัดสรรงบประมาณเพื่อการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสาพภูมิอากาศในแผนการเงินมากขึ้น
บทบาทของฝ่ายความยั่งยืนในภาคการเงิน: จะมีบทบาทมากขึ้นในการให้ข้อมูลและมุมมองประกอบการตัดสินใจด้านการจัดสรรเงินทุน จากเดิมที่มุ่งเน้นการตรวจสอบการจัดประเภทด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน


