
แบงก์ชาติชี้ความตึงเครียดตะวันออกกลางกระทบไทยจำกัด เฝ้าจับตาราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่าขณะนี้ยังอยู่ในช่วงที่ธปท.ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากต้องยอมรับว่าสถานการณ์มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับรายชั่วโมงและรายวัน ดังนั้นจึงกำลังอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจะรุนแรงหรือยืดเยื้อมากน้อยเพียงใด
ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดระดับผลกระทบคือระยะเวลาของความขัดแย้ง หากการสู้รบยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันที่ส่งออกจากภูมิภาคดังกล่าว ก็มีโอกาสทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเป็นระยะเวลานาน ซึ่งจะทำให้แรงกดดันต่อเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นายวิทัยกล่าวว่า ต้องยอมรับว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และมีการนำเข้าน้ำมันในปริมาณค่อนข้างมาก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบบางส่วน โดยเฉพาะต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP อย่างไรก็ตาม จากการประเมินในเบื้องต้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังถือว่าอยู่ในระดับจำกัด ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน
“เราจำเป็นต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือบานปลาย ก็อาจส่งผลให้การเติบโตของ GDP ปรับลดลงบ้าง แต่คาดว่าจะไม่มากนัก โดยในเบื้องต้นประเมินว่าอาจทำให้ GDP ลดลงประมาณ 0.1–0.2 จุด” นายวิทัยกล่าว
นายวิทัยกล่าวว่า ในด้านที่อาจได้รับผลกระทบมากกว่าคืออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาน้ำมันเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของตะกร้าเงินเฟ้อ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 13% ของการคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีผลกระทบทางอ้อม (indirect effect) ผ่านต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่อาจปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินในปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 0.2–0.3% ดังนั้น แม้เงินเฟ้อจะปรับเพิ่มขึ้นบ้างจากปัจจัยด้านราคาน้ำมัน แต่“เรายังมีความสามารถในการดูแลเรื่องนี้ได้”
นายวิทัยกล่าวต่อว่า ในภาพรวม เศรษฐกิจไทยยังคงมีพื้นฐานด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกได้ในระดับหนึ่ง.
ในส่วนของประเทศไทย ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพด้านมหภาคค่อนข้างแข็งแกร่ง อีกทั้งระดับหนี้จากต่างประเทศที่อาจมีความเสี่ยงจากการไหลกลับของเงินทุนยังอยู่ในระดับไม่สูง เมื่อเทียบกับทุนสำรองระหว่างประเทศที่ไทยมีอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นจึงถือว่า “เรามี “กันชน”(cushion) หรือ buffer เพียงพอที่จะรองรับความผันผวนจากภายนอก รวมถึงความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศได้ในระดับหนึ่ง จึงยังไม่มีความกังวลในประเด็นดังกล่าวมากนัก
สำหรับข้อกังวลจากบางฝ่ายเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศที่มีการระบุว่าอยู่ในระดับประมาณ 60 วัน แต่ในทางปฏิบัติประเทศไทยยังสามารถจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทนได้ และไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีพลังงานทางเลือกและแหล่งพลังงานอื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้ทดแทนได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับสถานการณ์ดังกล่าวมากเกินไป
นายวิทัยกล่าวว่า ความผันผวนของตลาดในลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งประเทศไทยเคยเผชิญสถานการณ์คล้ายกันมาหลายครั้งแล้ว ทั้งจากวิกฤตเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่านมา ดังนั้นในช่วงแรกอาจเห็นตลาดมีความผันผวนสูง แต่โดยทั่วไปมักจะค่อย ๆ ปรับตัวและกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ จากนั้นจึงต้องประเมินต่อไปว่าสถานการณ์จะส่งผลต่อราคาน้ำมัน หรือประเด็นการปิดช่องแคบขนส่งน้ำมันสำคัญ จะยืดเยื้อและกระทบเศรษฐกิจนานเพียงใด อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังประเมินว่าสถานการณ์อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้
สำหรับคำถามว่าจำเป็นต้องออกมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมในระยะสั้นหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังต้องติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิดก่อน ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อและขยายวงกว้างเพียงใด อย่างไรก็ตาม จากการหารือเบื้องต้น รัฐบาลเองก็อยู่ระหว่างการเตรียมมาตรการรองรับ โดยจากข้อมูลที่ได้รับจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่ามีการเตรียมมาตรการเข้ามาช่วยเหลือ
ในด้านนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยถือว่าอยู่ในจังหวะที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่วงหน้าไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นการเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แม้ในตอนแรกจะประเมินว่าสถานการณ์อาจไม่รุนแรงมากนัก และอาจคล้ายกับเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งกินเวลาประมาณ 12 วัน อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้อาจมีขอบเขตกว้างกว่าที่คาดไว้บ้าง แต่หากสถานการณ์ไม่บานปลายก็ยังเชื่อว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
“หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นหรือมีความจำเป็น แบงก์ชาติก็พร้อมที่จะพิจารณามาตรการเพิ่มเติม แต่ ณ ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงของการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง” นายวิทัยกล่าว
นายวิทัยย้ำประเด็นเงินเฟ้อว่า ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำมาก โดยทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.2–0.3% ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่จะต้องติดตามคือทิศทางราคาน้ำมัน ว่าจะปรับตัวขึ้นไปมากเพียงใดและยืนอยู่ในระดับสูงนานแค่ไหน ขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับขึ้นจากระดับก่อนเกิดความขัดแย้งที่ประมาณ 70–72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ในระดับมากกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว และยังต้องติดตามว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือไม่ หรือในกรณีรุนแรงอาจขึ้นไปแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็ต้องพิจารณาว่าจะอยู่ในระดับสูงเพียงช่วงสั้น ๆ หรือยืดเยื้อหลายเดือน โดยปกติราคาน้ำมันมักจะมีการปรับขึ้นแบบรวดเร็วในระยะสั้นก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวลดลงในภายหลัง
สำหรับผลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ นายวิทัยกล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งก็มีมาตรการดูแลและช่วยเหลือลูกค้าอยู่แล้ว เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงนี้ได้
ตลท.ดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ใกล้ชิด
ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในวันนี้ (4 มีนาคม 2569) SET Index ปิดที่ 1,384.61 จุด ปรับตัวลดลง 81.90 จุด คิดเป็น -5.58% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 159,372.02 ล้านบาท การลดลงของดัชนีสอดคล้องกับทิศทางตลาดทุนทั่วโลกจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยในช่วงเช้าวันนี้ SET Index ปรับตัวลดลง 8.01% ส่งผลให้มาตรการ Circuit Breaker ทำงาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตลาดหุ้นไทยปิดทำการในวันหยุดเมื่อวานนี้ ขณะที่ตลาดอื่นเปิดทำการและปรับตัวลงไปแล้ว ประกอบกับตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดอื่นหลายแห่งในภูมิภาคเอเชีย และถึงแม้ 2 วันที่ผ่านมา SET Index จะปรับตัวลดลง แต่นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ตลาดหุ้นไทยยังคงให้ผลตอบแทน (Index Return) บวกเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย รองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง และทำงานประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง พร้อมไปกับการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุน



