ASEAN Roundup ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์-เวียดนามเร่งปฏิรูปดึงเงินลงทุนต่างชาติ

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 1-7 กุมภาพันธ์ 2569

  • ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์-เวียดนามเร่งปฏิรูปดึงเงินลงทุนต่างชาติ
    • ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ปรับกฎระเบียบดึง Dual-listing กับ Nasdaq
    • เวียดนามเร่งเดินหน้าปฏิรูปตลาด-เปิดนักลงทุนต่างชาติลงทุนตรง
  • Moody’s คงเรตติ้งอินโดนีเซียที่ Baa2 ปรับแนวโน้มสู่เชิงลบ เตือนความน่าเชื่อถือของนโยบาย
  • อินโดนีเซียวางแผนต่อเรือประมงใหม่เกือบ 1,600 ลำ เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำของประเทศ
  • ลาว-จีน เชื่อมต่อโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า 500 kV เสร็จสมบูรณ์ เตรียมเปิดใช้งานจริงเมษายนนี้
  • เวียดนามปรับแผนพลังงาน รองรับเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตเลขสองหลัก

ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์-เวียดนามเร่งปฏิรูปดึงเงินลงทุนต่างชาติ

ที่มาภาพ:AI generated

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความผันผวนมานานสองปี ปี 2568 ได้กลายเป็นปีแห่งการ ‘ตั้งหลักใหม่’ สำหรับตลาดทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ในช่วงแรกมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ทำให้เกิดความกังวลในตลาด แต่ภูมิภาคนี้กลับปรับตัวได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถปรับตัวกับเกณฑ์มาตรฐานใหม่ (New Baseline) ของอัตราภาษีที่ประมาณ 19-20% ได้ แม้กระบวนการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานจะยังคงต่อเนื่องก็ตาม

ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัว และการกลับมาคึกคักอีกครั้งของตลาดการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ล้วนส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วภูมิภาคเริ่มกลับมามีเสถียรภาพ

แม้สถานการณ์จะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ปี 2569 นี้ก็ได้แสดงสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นถึงทิศทางที่กระแสเงินทุนกำลังไหลไป หลังจากแนวคิด sell Amercia หรือ ลดการลงทุนในสหรัฐ ก่อตัวขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษี ส่งผลให้ตลาดทุนหลายแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินหน้าปฏิรูป พัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมกับการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนมากขึ้น

  • ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ปรับกฎระเบียบดึง Dual-listing กับ Nasdaq
ที่มาภาพ: https://www.straitstimes.com/business/companies-markets/sgx-and-nasdaq-extend-partnership-to-help-firms-access-capital

ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Singapore Stock Exchange:SGX) กำลังเดินหน้ากลยุทธ์ใหม่ เพื่อรักษาหรือทวงคืนสถานะการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค ท่ามกลางโลกที่กำลังเข้าสู่สภาวะ ‘การถอยห่างจากโลกาภิวัตน์’ (Deglobalization) ด้วยมุ่งเน้นไปที่ภายนอกเพื่อขยาย ‘ขอบเขตการดึงดูดธุรกิจ’ ให้กว้างขึ้น

ที่ผ่านมาสิงคโปร์จึงนำเสนอจุดแข็งให้แก่บริษัทต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นระบบกฎหมายที่แข็งแกร่ง, บรรยากาศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ, ระบบนิเวศทางการเงินที่เติบโตเต็มที่พร้อมความเชี่ยวชาญในกลุ่ม REITs (ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) รวมถึงแหล่งเงินทุนในประเทศจำนวนมหาศาลที่รอการนำไปลงทุน ส่งผลให้จำนวนบริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนใน SGX มีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 40% ของบริษัททั้งหมด ซึ่งสูงกว่าตลาดหลักทรัพย์ในระดับเดียวกันหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ SGX ยังกลายเป็นสนามหลักสำหรับผลิตภัณฑ์อนุพันธ์หุ้น (Equity Derivatives) ที่มีสภาพคล่องสูงและมีการซื้อขายกันอย่างแพร่หลายในหลายตลาดระดับภูมิภาค รวมถึงดัชนี FTSE China A50 Index Futures และ Indian Nifty 50 Index Futures

อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา SGX ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง และการพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินภายในประเทศของจีนเองผ่านตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น ผลที่ตามมาคือ การจดทะเบียนหุ้นใหม่ (New Listings) ใน SGX น้อยลง ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ไปยังธุรกิจการซื้อขายและการชำระเงิน

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore:MAS) และตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ได้ประกาศความร่วมมือกับ Nasdaq เตรียมขยายผลการจดทะเบียนควบคู่ (Dual Listings) ให้ง่ายขึ้น โดยการปรับลดขั้นตอนทางกฎระเบียบและการระดมทุนให้มีความคล่องตัวสูงขึ้น

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอแนะชุดสุดท้ายจากคณะทำงานทบทวนตลาดทุน (Equities Market Review Group) โดยเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา MAS ระบุว่าจะดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าปี 2001 (Securities and Futures Act 2001:SFA) และร่างกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้บริษัทสามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq Global Select Market และกระดาน Global Listing Board (GLB) แห่งใหม่ของ SGX ได้พร้อมกัน

โดยใช้เอกสารประกอบการเสนอขาย (Offer documents) เพียงชุดเดียว รวมทั้งการปรับช่วงเวลาการเสนอขายหุ้น IPO ระหว่างสหรัฐฯ และสิงคโปร์ให้สอดคล้องกันจะทำได้ง่ายขึ้น โดยการลดระยะเวลาในกระบวนการจดทะเบียนของฝั่งสิงคโปร์ให้สั้นลง

กฎระเบียบดังกล่าวยังรวมถึง ‘บทบัญญัติคุ้มครองความรับผิด’ (Safe Harbour Provisions) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติในตลาดสหรัฐฯ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปิดเผยแถลงการณ์ที่คาดการณ์ไปในอนาคต (Forward-looking statements) การดำเนินการซื้อหุ้นคืน (Share repurchases) และการทำรายการซื้อขายหลักทรัพย์ตามแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Pre-determined trades)

ทั้งนี้ บทบัญญัติคุ้มครองเหล่านี้ ไม่สามารถใช้เป็นข้อต่อสู้ทางกฎหมายที่ฟังขึ้นในกรณีของการฉ้อโกงหรือการทุจริต และจะนำมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้เท่านั้น

ธนาคารกลางสิงคโปร์ และตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ จะยังคงเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการรับจดทะเบียนบริษัทและการอนุมัติหนังสือชี้ชวน (Prospectus) ทั้งหมดในสิงคโปร์ นอกจากนี้ MAS จะยังคงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสิงคโปร์ เพื่อสืบสวนและดำเนินการทางกฎหมายต่อการฝ่าฝืนข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูล รวมถึงการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎระเบียบตลาดทุนที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ภายใต้พระราชบัญญัติ SFA

ล่าสุดผู้บริหารระดับสูงของ SGX เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ กำลังพยายามดึงดูด บริษัทจากจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เข้ามาจดทะเบียนในสิงคโปร์มากขึ้น เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไป (IPO)

นายพอล เดอ วิน (Pol de Win) หัวหน้าฝ่ายขายและการจัดหาแหล่งเงินทุนระดับโลกของ SGX ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ว่า ตลาดหลักทรัพย์มีความเชื่อมั่นว่ากลไก ‘การจดทะเบียนแบบควบคู่’ (Dual-listing mechanism) ร่วมกับ Nasdaq Inc. ที่มีกำหนดจะเริ่มในช่วงกลางปีนี้ จะดึงดูดบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูง (High-growth firms)

นายเดอ วิน ซึ่งเคยร่วมงานกับ โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs Group Inc.) ก่อนจะมารับตำแหน่งที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ในปี 2564 กล่าวว่า ปริมาณดีลในกระบวนการ (Pipeline) ตอนนี้มีขนาดใหญ่กว่าเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว และมีข้อตกลงใหม่ๆ และธุรกรรมใหม่ๆ ไหลเข้ามาในระบบด้วยอัตราเร่งที่เร็วขึ้น

ข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg เผยให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาด โดยมูลค่ารวมจากการระดมทุนในการจดทะเบียนหุ้น (Listing proceeds) เมื่อปีที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 1.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี

นอกจากนี้ยังมีสัญญาณความคืบหน้าอื่นๆ โดยเมื่อเดือนที่แล้ว แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า Patsnap ผู้ให้บริการข้อมูลด้านทรัพย์สินทางปัญญา กำลังพิจารณาการจดทะเบียนแบบควบคู่ (Dual listing) ทั้งในฮ่องกงและสิงคโปร์ ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวอีกกลุ่มหนึ่งระบุเมื่อเดือนมกราคมว่า หน่วยธุรกิจทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ของบริษัท Boustead Singapore Ltd กำลังมองหาช่องทางจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์อย่างเร็วที่สุดภายในเดือนมีนาคมนี้”

มาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูตลาดหลักทรัพย์ หลังจากที่จำนวนบริษัทที่เพิกถอนหุ้น (Delisting) ออกจากตลาดมีมากกว่าจำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนใหม่ในทุกๆ ปีมานานกว่าทศวรรษ นอกจากนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยังดำเนินไปอีกขั้นเพื่อกระตุ้นการซื้อขาย ซึ่งรวมถึงแผนการทุ่มเงินงบประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อเข้าซื้อหุ้นในประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับการฟื้นตัวของตลาดทุน

รายงานผลประกอบการที่เผยแพร่เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี (5 กุมภาพันธ์) ระบุว่า รายได้สุทธิของตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ในช่วง 6 เดือน (สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.2568) เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แตะระดับ 342.7 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันพุ่งสูงขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สู่ระดับ 1.51 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นของ SGX ปรับตัวลดลงสูงสุดถึง 1.7% หลังจากมีการประกาศผลการดำเนินงาน

ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ตามหลังคู่แข่งในภูมิภาคอย่างฮ่องกงและอินเดีย ในขณะที่บรรดาตลาดหลักทรัพย์ต่างแข่งขันกันเพื่อดึงดูดการจดทะเบียนหุ้นในเอเชียที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริษัทสัญชาติจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเทคโนโลยีนั้นเลือกที่จะจดทะเบียนในฮ่องกง โดยการเสนอขายหุ้นใหม่ (IPO) ในฮ่องกงเมื่อเดือนที่ผ่านมาสามารถระดมทุนไปได้ถึงประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวเองก็กำลังดึงดูดกลุ่มบริษัทสตาร์ทอัพจากทั่วเอเชียด้วยเช่นกัน

นายเดอ วิน กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์มีจำนวนบริษัทที่เตรียมเข้าจดทะเบียน (IPO Pipeline) ที่แข็งแกร่ง ทั้งในกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมอย่างอสังหาริมทรัพย์ และในกลุ่มเทคโนโลยี พร้อมเสริมว่ากลไกการจดทะเบียนแบบควบคู่ (Dual-listing) ร่วมกับ Nasdaq จะเป็นตัวดึงดูดบริษัทต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้เลือกสิงคโปร์เป็นสถานที่จดทะเบียนตั้งแต่แรกหากไม่มีกลไกนี้

‘หากพิจารณาจากปริมาณบริษัทที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในขณะนี้ จะเห็นได้ว่าหลายบริษัทอยู่ในกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงและอยู่ในภาคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy)’ นายเดอวินกล่าว

  • เวียดนามเร่งเดินหน้าปฏิรูปตลาด-เปิดนักลงทุนต่างชาติลงทุนตรง
ที่มาภาพ: https://en.wikipedia.org/wiki/Hanoi_Stock_Exchange

กระทรวงการคลังเวียดนามได้ประกาศใช้ระเบียบใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติสามารถซื้อขายผ่านบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ระดับโลกได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศ ซึ่งเป็นมาตรการที่มุ่งส่งเสริมการยกระดับสถานะของประเทศสู่ตลาดเกิดใหม่

หนังสือเวียนฉบับที่ 08/2026 ของกระทรวงฯประกอบด้วยข้อกำหนด 16 ข้อ รวมถึงวิธีการซื้อขายใหม่สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่

  • ไม่ต้องเปิดบัญชีในประเทศ นักลงทุนต่างชาติสามารถส่งคำสั่งซื้อขายผ่าน “โบรกเกอร์ระดับโลก” (Global Brokerage Firms) ได้โดยตรง เพื่อส่งต่อคำสั่งไปยังบริษัทหลักทรัพย์ในเวียดนาม โดยไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีซื้อขายแยกกับบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศแต่ละแห่งเหมือนแต่ก่อน
  • ลดความซับซ้อนและต้นทุน มาตรการนี้ช่วยลดขั้นตอน กระบวนการที่ยุ่งยากและลดต้นทุนการดำเนินงานสำหรับกองทุนลงทุนขนาดใหญ่

การปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อข้อกำหนดของ FTSE Russell และนักลงทุนระหว่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าหุ้นของเวียดนามจะได้รับการรวมเข้าในดัชนี FTSE Emerging Markets ภายในเดือนกันยายน 2569 ตามที่ได้วางแผนไว้

การดำเนินการนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มน้ำหนักของหุ้นเวียดนามในตะกร้าดัชนีของ FTSE

หนังสือเวียนฉบับนี้ยังได้ยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับรายชื่อหุ้นที่เข้าเงื่อนไขการซื้อขายแบบไม่ต้องวางเงินสดล่วงหน้า (Non-prefunding – NPF) โดยอนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถดำเนินธุรกรรมให้แก่นักลงทุนต่างชาติได้ ทั้งในส่วนของหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์เองและหุ้นของบริษัทในเครือ หากมีการตกลงในสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทอื่นเพื่อโอนย้ายความเป็นเจ้าของ

นอกจากนี้ หนังสือเวียนยังอนุญาตให้มีการซื้อขายได้โดยไม่ต้องมีเงินฝากสดเต็มจำนวนในขณะที่ส่งคำสั่งซื้อ

หนังสือเวียนฉบับที่ 08 ยังได้นำเสนอกลไกที่เปิดกว้างและยืดหยุ่นมากขึ้นในการจัดการกับรายการซื้อขายที่ไม่สำเร็จ (Failed trades) เวียดนามจะไม่มีการเปิดเผยตัวตนของนักลงทุนต่างชาติที่ละเมิดภาระผูกพันในการชำระเงินแบบ NPF อีกต่อไป แต่จะใช้วิธีการรายงานเป็นการภายในเท่านั้น

โดยจะรายงานไปยังหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งรวมถึงคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งเวียดนาม, ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และชำระบัญชีเวียดนาม และตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม ภายในวันที่เกิดการละเมิดทั้งนี้เพื่อคุ้มครองอัตลักษณ์ของนักลงทุนและความลับในการทำธุรกรรม ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้มีความเข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับสถาบันการเงินขนาดใหญ่

สำหรับบทลงโทษรวมถึงการระงับการซื้อขาย 7 วันสำหรับการละเมิดครั้งแรก และสูงสุด 180 วันสำหรับการละเมิดซ้ำภายใน 30 วันทำการ

ตลาดหลักทรัพย์เวียดนามจะแจ้งให้บริษัทหลักทรัพย์สมาชิกทราบว่านักลงทุนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจะต้องรักษาระดับเงินทุนให้เพียงพอในบัญชีดูแลรักษาหลักทรัพย์เมื่อทำการสั่งซื้อในช่วงระยะเวลาการระงับการซื้อขาย ซึ่งต่างจากกฎก่อนหน้านี้

การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้กองทุนลงทุนสามารถลงทุนตามดัชนีได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น แม้ว่าบริษัทหลักทรัพย์หรือบริษัทแม่จะเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีก็ตาม

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมปีที่แล้ว FTSE Russell ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการยกระดับเวียดนามสู่สถานะตลาดเกิดใหม่ระยะที่ 2 (Secondary Emerging Market) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปทางการเงินของประเทศ

การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบล่าสุดนี้ทำให้มาตรฐานการซื้อขายของเวียดนามสอดคล้องกับแนวทางสากลมากขึ้น และเป็นการเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นด้วย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายเหงียน ดึ๊ก จี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประชุมร่วมกับคณะทำงานจาก FTSE Russell

ในระหว่างการประชุม รัฐมนตรีช่วยว่าการยังได้ให้ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับประเด็น ข้อจำกัดการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ (Foreign Ownership Limits – FOL) และ โมเดลการชำระบัญชีผ่านสำนักหักบัญชีกลาง (Central Counterparty – CCP) ซึ่งเป็นสองเรื่องที่ FTSE Russell ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ในส่วนของข้อจำกัดการถือครองหุ้นของชาวต่างชาตินั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า ในปี 2568 กระทรวงฯได้ปรับปรุงรายชื่อวิสาหกิจที่มีข้อจำกัดในการถือครองโดยชาวต่างชาติบนพอร์ทัลการลงทุนแห่งชาติ (National Investment Portal) อย่างครบถ้วน โดยมีบริการทั้งภาษาเวียดนามและภาษาอังกฤษ

“เรากำลังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและลดจำนวนวิสาหกิจ รวมถึงสาขาธุรกิจที่มีเงื่อนไขสำหรับนักลงทุนต่างชาติให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” นายเหงียน ดึ๊ก จี กล่าว

สำหรับการดำเนินการด้าน CCP นั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการระบุว่า เวียดนามกำลังเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยการเปิดตัวกลไก CCP กำลังดำเนินไปตามแผนงาน (Roadmap) ที่กำหนดไว้ในเอกสารทางกฎหมายและแผนพัฒนาตลาด ‘เรื่องนี้คาดว่าจะไม่มีอุปสรรค เนื่องจากได้รับการบรรจุไว้ในระเบียบข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์และกรอบการวางแผนของเวียดนามเรียบร้อยแล้ว’ นายเหงียน ดึ๊ก จี กล่าว

นอกจากนี้ นายเหงียน ดึ๊ก จี ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนงานการนำแนวปฏิบัติทางการตลาดที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นมาใช้เมื่อตลาดมีความพร้อมมากขึ้น ซึ่งรวมถึง การให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities Lending), การขายชอร์ตภายใต้การควบคุม (Controlled Short Selling) และ การซื้อขายที่จบภายในวันเดียวกัน (Intraday Trading)

ด้านนางฟิโอน่า บาสเซตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ FTSE Russell ได้กล่าวชื่นชมในความชัดเจน ความโปร่งใส และความต่อเนื่องของนโยบายต่างๆ ของเวียดนาม รวมถึงความพยายามของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบตลาด

พร้อมแสดงความยินดีเป็นพิเศษกับการออกหนังสือเวียนฉบับที่ 08 ของกระทรวงการคลังที่ทันการณ์ โดยเฉพาะข้อกำหนดที่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ระดับโลกได้ โดยระบุว่า ‘นี่คือขั้นตอนที่สำคัญมากในการสนับสนุนการเข้าถึงตลาดของนักลงทุนต่างชาติ'”

ในส่วนของกำหนดการประเมินผล นางบาสเซตต์ชี้ว่า คณะกรรมการของ FTSE มีกำหนดจะประชุมกันในเดือนมีนาคมเพื่อทบทวนตามรอบระยะเวลา และคาดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนเมษายน ซึ่งผลตอบรับในปัจจุบันจากคณะที่ปรึกษาของ FTSE เกี่ยวกับเวียดนาม ทั้งจากนักลงทุนต่างชาติและผู้มีส่วนร่วมในตลาดในประเทศ ล้วนเป็นไปในทางบวกอย่างมาก

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเชิงลึกเกี่ยวกับโอกาสในความร่วมมือทางเทคนิคร่วมกันระหว่าง FTSE Russell และตลาดหลักทรัพย์เวียดนามอีกด้วย

นางบาสเซตต์ได้เสนอให้มีการแก้ไขประเด็นทางกฎหมาย เพื่อเปิดทางให้ FTSE Russell สามารถร่วมมือในการเผยแพร่ดัชนีหุ้นของเวียดนามไปยังตลาดสากล รวมถึงการพัฒนาชุดผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ (Derivatives) เพื่อตอบสนองความต้องการในการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งขณะนี้ FTSE Russell กำลังอยู่ในระหว่างการหารือกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์เวียดนาม ( State Securities Commission of Vietnam:SSC), ตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม และตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ของเวียดนามไปจดทะเบียนซื้อขายในสิงคโปร์

นายเหงียน ดึ๊ก จี ได้แสดงการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อข้อเสนอดังกล่าว โดยได้มอบหมายให้คณะผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์และ SSC ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ FTSE Russell เพื่อพัฒนาโครงสร้างความร่วมมือและขั้นตอนต่างๆ ต่อไป

นายเหงียน ดึ๊ก จี ได้ยื่นข้อเสนอว่า หากเป็นไปได้ เวียดนามมีความประสงค์และมีความพร้อมที่จะอยู่ร่วมในการประชุมคณะกรรมการประเมินผลของ FTSE เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและชี้แจงข้อมูลที่จำเป็นอย่างทันท่วงที .oการทบทวนครั้งสำคัญในเดือนมีนาคม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความพยายามของทุกฝ่ายจะได้รับการประเมินอย่างถูกต้อง เป็นกลาง และเป็นข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด

Moody’s คงเรตติ้งอินโดนีเซียที่ Baa2 ปรับแนวโน้มสู่เชิงลบ เตือนความน่าเชื่อถือของนโยบาย

ที่มาภาพ: https://www.aseanbriefing.com/news/indonesias-investment-outlook-2018/

Moody’s Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้รัฐบาลอินโดนีเซียไว้ที่ Baa2 แต่ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือสู่ “เชิงลบ” (Negative) โดยเตือนว่าความสามารถในการคาดการณ์นโยบายที่อ่อนแอลงและ ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นหากไม่ได้รับการแก้ไข

การคงอันดับความน่าเชื่อถือในครั้งนี้ สะท้อนว่าเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงได้ประโยชน์จากการเติบโตที่ยืดหยุ่น การบริหารจัดการด้านการคลังและการเงินที่รอบคอบ รวมถึงจุดแข็งเชิงโครงสร้างอย่างทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม Moody’s ระบุว่าความชัดเจนและความสอดคล้องในการดำเนินนโยบายที่ลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ความผันผวนในตลาดหุ้นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มสูงขึ้น และสร้างความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ

Moody’s ระบุว่าความพยายามของอินโดนีเซียในการเร่งการเติบโตผ่านการเพิ่มการใช้จ่ายทางสังคม ซึ่งรวมถึงโครงการอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการฟรี  และที่อยู่อาศัยราคาประหยัด ถือเป็นความเสี่ยงทางการคลังเนื่องจากฐานรายได้ของประเทศยังคงอ่อนแอ แม้รัฐบาลจะพยายามปรับปรุงการจัดเก็บภาษีและศุลกากรอย่างต่อเนื่อง แต่ Moody’s เตือนว่าการขยายรายจ่ายโดยไม่มีรายได้ที่ยั่งยืนมารองรับ อาจส่งผลให้การขาดดุลทางการคลังกว้างขึ้นและบั่นทอนความน่าเชื่อถือของนโยบาย

 ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นใหม่ “Danantara” ซึ่งดูแลสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจที่มีมูลค่าสูงกว่า 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 60% ของ GDP ปี 2568 มีส่วนทำให้แนวโน้มความน่าเชื่อถือเป็นเชิงลบเช่นกัน โดยยังคงมีคำถามเกี่ยวกับธรรมาภิบาลของกองทุน โครงสร้างการเงิน ลำดับความสำคัญในการลงทุน และภาระหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นต่อรัฐ (Contingent Liabilities) โดยเฉพาะเมื่อนโยบายการจ่ายเงินปันผลของรัฐวิสาหกิจอาจต้องเผชิญกับแรงกดดัน

นอกจากนี้ Moody’s ยังย้ำถึงข้อถกเถียงเชิงนโยบายเกี่ยวกับเพดานการขาดดุลทางการคลังที่ร้อยละ 3, ความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ (Mandate) ของธนาคารกลางอินโดนีเซีย  และกฎระเบียบในภาคทรัพยากรที่ยังคงมีการปรับเปลี่ยน สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณของความไม่แน่นอนเชิงนโยบายที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยขัดขวางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงิน

“ความไม่พอใจของสาธารณชนที่เพิ่มขึ้นต่อการเติบโตของรายได้ โอกาสในการจ้างงาน และมาตรฐานความเป็นอยู่ ซึ่งสะท้อนผ่านการประท้วงในช่วงปีที่ผ่านมา ถือเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงทางการเมืองภายในประเทศ” Moody’s ระบุไว้ในรายงาน

แม้จะมีข้อกังวลดังกล่าว แต่ปัจจัยพื้นฐานของความน่าเชื่อถือหลักของอินโดนีเซียยังคงแข็งแกร่ง โดย Moody’s คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตใกล้เคียงร้อยละ 5 การขาดดุลทางการคลังจะต่ำกว่าร้อยละ 3 ของ GDP อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และภาระหนี้สาธารณะจะยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน หากยังคงรักษาวินัยทางการคลังไว้ได้

การปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือนั้นถือว่า เป็นไปได้ยาก ภายใต้แนวโน้มเชิงลบนี้ อย่างไรก็ตาม สถานะอาจกลับมามีเสถียรภาพ (Stable) ได้ หากมีความชัดเจนด้านนโยบายมากขึ้น และมีการปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางการคลัง ในทางกลับกัน อันดับความน่าเชื่อถืออาจเผชิญกับแรงกดดันด้านลบ หากมีการผ่อนปรนทางการคลังอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการปฏิรูปภาษี เกิดภาวะค่าเงินอ่อนค่าหรือเงินทุนไหลออกเป็นเวลานาน หรือสถานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจเสื่อมถอยลงซึ่งเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการของ Danantara

อินโดนีเซียไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้สาธารณะ (Sovereign Default) เลยนับตั้งแต่ปี 2526 ซึ่งตอกย้ำถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคที่มีมาอย่างยาวนาน แม้ว่าในขณะนี้ Moody’s จะส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือของนโยบายที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

อินโดนีเซียวางแผนต่อเรือประมงใหม่เกือบ 1,600 ลำ เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำของประเทศ

หมู่บ้านชาวประมง ตัมบักโลรอก เซมารัง ชวากลาง อินโดนีเซีย ที่มาภาพ: https://rri.co.id/en/national/1893463/indonesia-targets-65-fishing-villages-by-early-2026

อินโดนีเซียวางแผนต่อเรือประมงใหม่ 1,582 ลำ โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเพิ่มผลผลิตการประมงของประเทศ

จากจำนวนทั้งหมดนี้ เรือจำนวน 1,000 ลำ จะมีขนาดระวางบรรทุกลำละ 30 ตันกรอส และจะถูกจัดสรรให้กับหมู่บ้านชาวประมงที่ได้รับการยกระดับให้ทันสมัยภายใต้โครงการ “หมู่บ้านประมงแดงขาว” (Red and White Fishing Villages) ของประเทศ

การต่อเรือบางส่วนจะเริ่มขึ้นภายในปีนี้ โดยเรือทั้งหมดจะถูกต่อขึ้นภายในประเทศ และโครงการจะดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะไปจนถึงปี 2570 และ 2571 จากการเปิดเผยของง นายโญมัน ราดิอาร์ตา อธิบดีกรมวิจัยทางทะเลและประมงของอินโดนีเซีย ผ่านทางสถานีวิทยุแห่งชาติอินโดนีเซีย (Radio Republik Indonesia :RRI) นอกจากนี้ กระทรวงกิจการทางทะเลและประมงของอินโดนีเซียจะจัดการฝึกอบรมให้กับลูกเรือที่คัดเลือกมาจากโรงเรียนประมงและชุมชนชายฝั่งในหมู่บ้านประมงที่ทันสมัยอีกด้วย

ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต แห่งอินโดนีเซีย กล่าวว่า โครงการริเริ่มนี้ได้รับความสนใจจากนานาชาติ โดยระบุในระหว่างการเยือนกรุงลอนดอนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า สหราชอาณาจักรได้ให้คำมั่นที่จะสนับสนุนแผนการต่อเรือประมงใหม่ของอินโดนีเซีย ภายใต้กรอบความร่วมมือทางทะเล

“สหราชอาณาจักรจะสนับสนุนแผนการต่อเรือประมงของเรา เนื่องจากเราต้องการลงทุนมหาศาลในด้านนี้” นายซูเบียนโตกล่าวภายหลังการหารือกับนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร

สำนักข่าว Antara ของอินโดนีเซีย รายงานเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ว่า นายซูเบียนโตยังได้เข้าพบกับ นายเดวิด ล็อควูด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ แบ็บค็อก อินเตอร์เนชันแนล กรุ๊ป (Babcock International Group) ณ กรุงลอนดอน ในระหว่างการเยือนสหราชอาณาจักรเมื่อเดือนมกราคม โดยคาดว่าบริษัทต่อเรือยักษ์ใหญ่จากสหราชอาณาจักรรายนี้จะเข้าร่วมในแผนงานของอินโดนีเซียภายใต้ความร่วมมือระดับทวิภาคี

นายเทดดี้ อินทรา วิชายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย กล่าวว่า แผนดังกล่าวคาดว่าจะสร้างงานให้กับประชาชนประมาณ 600,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงตำแหน่งลูกเรือประมาณ 30,000 อัตรา และตำแหน่งงานในด้านการผลิตและประกอบเรืออีกราว 400,000 อัตรา

ลาว-จีน เชื่อมต่อโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า 500 kV เสร็จสมบูรณ์ เตรียมเปิดใช้งานจริงเมษายนนี้

ภาพถ่ายจากโดรนเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เผยให้เห็นภาพเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงาน ณ จุดเชื่อมต่อระหว่างช่วงของประเทศจีนและ สปป. ลาว ในโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 กิโลโวลต์ (kV) จีน-ลาว ที่มาภาพ: https://english.news.cn/20260205/9341481fba214901bc087b30a24a6cfd/c.html

สปป. ลาว และประเทศจีน ได้ดำเนินการเชื่อมต่อโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ (kV) ระหว่างสองประเทศเสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งเป็นการยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานข้ามพรมแดนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นับตั้งแต่มีการเชื่อมต่อระบบเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศมีแผนที่จะเริ่มเปิดใช้งานสายส่งนี้ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบในเดือนเมษายนนี้

สายส่งไฟฟ้าเส้นนี้มีความยาวรวมทั้งสิ้น 177.5 กิโลเมตร เชื่อมต่อระหว่างสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 kV น้ำหม้อ 3 ในเมืองนาหม้อ แขวงอุดมไซ ของ สปป. ลาว กับสถานีไฟฟ้าแรงสูง 500 kV สิบสองปันนา ในเมืองเชียงรุ้ง มณฑลยูนนาน ของประเทศจีน

ในส่วนของสายส่งฝั่งลาวซึ่งมีความยาว 32.5 กิโลเมตร ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทสายส่งไฟฟ้าแห่งชาติลาว (EDL-T) โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568

เมื่อเปิดใช้งาน สายส่งเส้นนี้จะรองรับการส่งไฟฟ้าแบบสองทาง (Two-way transmission) ได้สูงสุดถึง 1.5 ล้านกิโลวัตต์ โดยคาดว่าจะสามารถส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 3 พันล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 2.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง

ในระหว่างการก่อสร้าง ทีมงานโครงการได้บังคับใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด รวมถึงการปรับเส้นทางให้เหมาะสมที่สุดและการปลูกป่าร่วม (Forest co-planting) ซึ่งช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าตลอดแนวสายส่งได้มากกว่าร้อยละ 80 นอกจากนี้ ยังมีการขยายเขตปลอดภัย (Safety zones) ตลอดแนวเส้นทางส่งไฟฟ้าเพื่อลดความเสี่ยงต่อชุมชนโดยรอบ

เจ้าหน้าที่ระบุว่าโครงการนี้มีประโยชน์แก่ท้องถิ่นในหลายด้าน รวมถึงการก่อสร้างโรงเรียนประถมในเมืองนาหม้อ การจัดตั้งห้องสมุดชุมชน 5 แห่ง และการสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่นหลายร้อยตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังมีการจัดโครงการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางเทคนิคของบุคลากรในพื้นที่ ด้านการส่งจ่ายไฟฟ้าและการจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้าอีกด้วย

เจ้าหน้าที่จากทั้งสองประเทศกล่าวว่า สายส่งไฟฟ้าที่เสร็จสมบูรณ์นี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ปรับปรุงเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และสนับสนุนการพัฒนาทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจในระยะยาวของ สปป. ลาว

เวียดนามปรับแผนพลังงาน รองรับเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตเลขสองหลัก

โรงไฟฟ้าพลังงานลมที่จังหวัดบักเลียว เวียดนาม ที่มาภาพ:https://en.evn.com.vn/d6/news/National-energy-master-plan-for-2021-2030-approved-66-163-3605.aspx

เวียดนามกำลังดำเนินการปรับแผนแม่บทด้านพลังงานแห่งชาติสำหรับปี 2564-2573 พร้อมวิสัยทัศน์ไปจนถึงปี 2593 เนื่องจากเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงเชิงวางแผน และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทำให้ความจำเป็นในการปรับตัวเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะมีพลังงานเพียงพอสนับสนุนการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ระบุว่าประเทศได้ปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสู่ระดับเลขสองหลักในช่วงปี 2569–2573 ซึ่งส่งผลให้การคาดการณ์ความต้องการพลังงานเปลี่ยนแปลงไป และจำเป็นต้องมีการทบทวนแผนพลังงานแห่งชาติเพื่อสร้างหลักประกันด้านการจัดหาพลังงานให้กับระบบเศรษฐกิจ

ปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อแผนดังกล่าวประกอบด้วย การวางผังพื้นที่ทางทะเลระดับชาติ, การปรับปรุงแผนแม่บทแห่งชาติ, การปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP8) และการปรับเปลี่ยนเขตการปกครองภายหลังการควบรวมจังหวัด ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อขนาดและโครงสร้างเชิงพื้นที่ของการวางแผนด้านพลังงาน

ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับรูปโฉมการวางแผนพลังงานใหม่ ให้สอดคล้องกับมติที่ 57 ของกรมการเมือง (Politburo) ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2567 ว่าด้วยการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยมติดังกล่าวได้กำหนดภารกิจในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานใหม่และพลังงานสะอาด พร้อมทั้งรับประกันความมั่นคงทางพลังงานสำหรับอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์

ภายใต้ร่างแผนงานดังกล่าว ซึ่งได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็น กระทรวงฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคงทางพลังงานแห่งชาติ โดยคาดการณ์ว่าปริมาณการจัดหาพลังงานจะต้องเพียงพอต่อความต้องการ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ GDP เฉลี่ยขั้นต่ำที่ร้อยละ 10 ในช่วงปี 2569–2573

คาดการณ์ความต้องการพลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมด (Total final energy demand) จะอยู่ที่ประมาณ 120–130 ล้านตันเทียบเท่ากับน้ำมันดิบ ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 175–200 ล้านตันภายในปี 2593 นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้เพิ่มปริมาณน้ำมันสำรอง ซึ่งรวมถึงน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ให้เทียบเท่ากับการนำเข้าสุทธิประมาณ 90 วัน ภายในปี 2573

ร่างแผนดังกล่าวยังเน้นถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยคาดว่าพลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนร้อยละ 25–30 ของการจัดหาพลังงานปฐมภูมิทั้งหมดภายในปี 2573 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70–80 ภายในปี 2593 ทั้งนี้ มีการตั้งเป้าหมายการประหยัดพลังงานไว้ที่ร้อยละ 8–10 ของการบริโภคขั้นสุดท้ายทั้งหมดภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับกรณีปกติ

นอกจากนี้คาดการณ์ว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะลดลงร้อยละ 15–35 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับกรณีฐาน โดยประเมินว่าการปล่อยก๊าซในภาคพลังงานจะอยู่ที่ประมาณ 433–474 ล้านตันเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2573 และลดลงเหลือประมาณ 101 ล้านตันภายในปี 2593

สำหรับปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในช่วงปี 2569–2573 คาดการณ์ไว้ที่ 5.8–8 ล้านตันต่อปี ขณะที่การผลิตก๊าซธรรมชาติคาดว่าจะแตะระดับ 5.4–11 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังมีแผนที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อรองรับโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซ และสร้างศูนย์กลางพลังงานจาก LNG ในภูมิภาคต่าง ๆ

ร่างแผนดังกล่าวยังระบุถึงแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ โดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนเวียดนามให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและผู้ส่งออกพลังงานสะอาดระดับภูมิภาค พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์กลางพลังงานสะอาดในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลางตอนใต้ และภาคใต้ ทั้งนี้ มีการตั้งเป้ากำลังการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ไว้ที่ 100,000–200,000 ตันต่อปี ภายในปี 2573 และมีวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ 10–20 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2593

ส่วนพลังงานหมุนเวียนคาดการณ์ว่าจะคิดเป็นร้อยละ 30.9–39.2 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2573 และมีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 47 หากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากนานาชาติภายใต้ความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (Just Energy Transition Partnership :JETP) โดยตั้งเป้าที่จะบรรลุร้อยละ 67.5–71.5 ภายในปี 2593

นอกจากนี้ ร่างแผนดังกล่าวยังมุ่งเป้าที่จะพัฒนาศูนย์กลางอุตสาหกรรมและบริการด้านพลังงานหมุนเวียนระหว่างภูมิภาค 2 แห่งภายในปี 2573 และตั้งเป้าส่งออกไฟฟ้าในปริมาณ 5,000–10,000 เมกะวัตต์