TDRI เสวนา ‘เขาแจก…แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง’ เสนอ 6 นโยบายที่ประเทศต้องการ รัฐบาลควรทำ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) จัดเวทีเสวนาเรื่อง “เขาแจก…แต่เราจ่าย คิดใหม่เรื่องนโยบายพรรคการเมือง” โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า “การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะเป็นการเลือกตั้งที่มีผลในการเปลี่ยนประเทศไทยได้ และประเทศไทยต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยน อัตราการเติบโตของเราจะตกต่ำลง ปัญหาต่างๆ รุมเร้า ประเทศไทยหมดเสน่ห์ไปเยอะ เพราะฉะนั้นทุกคนดูเหมือนจะพูดตรงกันว่า เราจะปล่อยให้ประเทศไทยเป็นไปต่อไปแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

“อีกส่วนสำคัญคือ ฐานะการคลังของประเทศไทยเริ่มอยู่ในฐานะที่มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น หนี้สาธารณะสูงประมาณ 65% เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองต่างๆ ที่หาเสียงเข้ามาเป็นรัฐบาล ควรต้องเข้าใจข้อจำกัดของประเทศไทย เข้าใจข้อจำกัดด้านการคลังของไทยด้วยว่าถ้าเกิดจะหาเสียง ทำนโยบายอะไร จะต้องทำให้เกิดความรับผิดชอบทางการคลัง ถ้าไม่เกิดความรับผิดชอบทางการคลัง ก็จะมีความเสี่ยงสูง”

ทั้งนี้ ทีมวิจัยของทีดีอาร์ไอได้ศึกษานโยบาย 6 กลุ่ม เพื่อเสนอว่านี่คือนโยบายที่เราคิดว่า “ประเทศต้องการ  รัฐบาลควรทำ” ได้แก่ 1.การลดคอร์รัปชันและปัญหาสแกม 2.การแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน สร้างงาน สร้างรายได้ ลดหนี้ 3.การรับมือโลกรวนและเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 4.สร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก 5.ปรับสวัสดิการสำหรับสังคมสูงวัย และ 6.รักษาความยั่งยืนทางการคลัง

1.การลดคอร์รัปชันและการหลอกลวงทางออนไลน์

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า อย่างที่ทราบว่าดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ อันดับประเทศไทยก็ตกต่ำลงจนกลายเป็นประเทศที่ไม่ได้มีความโปร่งใสสูง 1 ใน 100 อันดับอีกแล้ว โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต่างๆ เรียกได้ว่ามีเงินทอนอยู่ในระดับ 20-30% นอกจากนี้ อันดับนิติธรรมของประเทศไทยก็ตกต่ำลง และมีความเสี่ยงจากการฟอกเงิน ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการคอร์รัปชันและสแกมต่างๆ

ปีที่ผ่านมามีรายงานว่าประเทศไทยมีกรณีที่ประชาชนถูกหลอกลวง 320,000 กรณี สูญเสียเงินไปหลายหมื่นล้านบาท แต่สามารถเอาเงินคืนมาได้เพียงประมาณ 1% เพราะฉะนั้น ถ้าจะมีนโยบายสำหรับรัฐบาลใหม่ อย่างแรก ถ้าไม่จัดการเรื่องคอร์รัปชัน นโยบายเรื่องอื่น ไม่ว่าจะปฏิรูปการศึกษา การแก้ไขปัญหาปากท้อง ฯลฯ ก็จะทำได้ยาก เพราะฉะนั้นการแก้ไขเรื่องคอร์รัปชันกับเรื่องสแกมเป็นเรื่องใหญ่

ทีดีอาร์ไอเสนอว่า มีสิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องทำตั้งแต่ปีแรกที่เป็นรัฐบาล ตลอดจนสิ่งที่ควรจะทำให้สำเร็จตลอด 4 ปี ถ้ารัฐบาลอยู่ครบเทอม โดยสิ่งที่ควรจะทำในรอบ 1 ปีให้ได้ในเรื่องคอร์รัปชันและสแกมก็คือ การร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น ร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมี Scam Center Strike Force เป็นหน่วยงานที่ทำให้เกิดการจับกุมและยึดทรัพย์ต่างๆ มาได้ และมีข้อมูลต่างๆ ที่มีกระบวนการสืบสวนสอบสวนที่ดี ถ้าประเทศไทยร่วมมือด้วยการส่งต่อข้อมูลให้ ก.ล.ต. ,ป.ป.ช. ,ปปง. การบังคับใช้กฎหมายก็จะดีขึ้น

อย่างที่สองก็คือ ต้องปรับปรุงกฎหมายการฟอกเงิน ซึ่งตอนนี้ค้างอยู่ในรัฐสภา เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำก็คือ ต้องร้องขอต่อสภาให้พิจารณากฎหมายนี้ต่อไป โดยกฎหมายฟอกเงินฉบับใหม่นี้ จะมีการให้ระบุว่าใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ตัวจริง ทำให้การหลบซ่อนอยู่ภายใต้ฉากหน้าของบริษัทหรือหน่วยงานต่างๆ ทำได้ยากขึ้น มีการควบคุมเงินคริบโต

ต่อมาก็คือ กระบวนการสแกมไม่น้อย เกิดขึ้นจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ว่ากันว่ามีแพลตฟอร์มออนไลน์ระดับโลกที่ได้เงินจากการโฆษณาการหลอกลวงทางออนไลน์ถึง 10% ของรายได้ของแพลตฟอร์มนั้น เพราะฉะนั้นการจะปราบปรามสแกมตัวนึงที่สำคัญ นอกจากการมีพระราชกำหนดให้ธนาคารและบริษัทโทรคมนาคมได้มีส่วนรับผิดชอบกับการถูกหลอกลวงของประชาชน ชดเชยค่าเสียหายไปแล้ว ยังมีผู้เล่นอีกรายหนึ่งก็คือแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะรายใหญ่ๆ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีกฎหมายที่ออกมาให้แพลตฟอร์มดิจิทัลร่วมรับผิดชอบกับความเสียหาย รวมทั้งกลั่นรองเนื้อหาด้วย

เรื่องที่สี่คือ ควรให้มีโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ต้องเข้าสู่กระบวนการของภาครัฐ ซึ่งเคยใช้กันมาอยู่แล้ว แต่ถูกลดความสำคัญลงไปสองโครงการ คือโครงการข้อตกลงคุณธรรม หรือ Integrity Pact และโครงการความโปร่งใสในโครงการก่อสร้าง หรือ CoST

สองโครงการนี้ได้ถูกใช้ในประเทศไทยและทำให้เกิดประโยชน์มากมาย โดยโครงการข้อตกลงคุณธรรม ถูกใช้กับ 215 โครงการ ช่วยประหยัดเงินไปได้ 8 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 8% ส่วนโครงการ CoST ก็ประหยัดเงินไปได้ประมาณ 7% นี่คือสิ่งที่ควรต้องทำเร่งด่วนใน 1 ปี

ส่วนสิ่งที่ควรทำภายใน 4 ปี ก็คือ การยกระดับความโปร่งใสของประเทศไทยให้ใกล้เคียงกับประเทศ OECD มากยิ่งขึ้น ประเทศไทยสมัครเป็นสมาชิกของประเทศ OECD เพราะฉะนั้นความโปร่งใส ธรรมาภิบาล นิติรัฐ นิติธรรม ควรจะอยู่ในระดับที่เป็นสมาชิก OECD ระดับเฉลี่ยได้ เราควรจะยกระดับคะแนนความโปร่งใสเรื่องคอร์รัปชันจาก 34 คะแนน ให้เป็น 63 คะแนนให้ได้ภายใน 4 ปี เช่นเดียวกันกับระดับของนิติธรรม หรือ Rule of Law จาก 0.5 คะแนนเต็ม 1 ให้เป็น 0.74 ให้ได้

เรื่องหนึ่งที่จะทำได้ก็คือ การยกเครื่องระบบใบอนุญาตธุรกิจ เพราะการขออนุญาต ถ้ามีความยุ่งยากก็จะทำให้เกิดเงินทอนและค่าน้ำร้อนน้ำชาตามมา และอีกเรื่องที่ใหญ่ก็คือการปฏิรูปตำรวจ เรื่องการโยกย้าย แต่งตั้ง ดังที่ปรากฎเป็นข่าวอยู่ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาและคาบเกี่ยวมาถึงปีนี้

2.การแก้ไขปัญหาปากท้อง

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า เรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน ประกอบไปด้วย 3 เรื่อง คือเรื่องการสร้างงานที่มีรายได้ดี เพิ่มรายได้ประชาชน และการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน อย่างที่ทราบว่าตอนนี้ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องที่เดือดร้อนมาก หนี้ครัวเรือนสูงถึง 90% จีดีพี โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือน มีทั้งรายได้ที่เติบโตช้า เพราะว่าจีดีพีเติบโตช้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงงานได้ค่าจ้างที่ไม่ดี จะเห็นว่าสัดส่วนค่าจ้างแรงงานในจีดีพีของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่น่าห่วง

สิ่งที่ประเทศไทยควรทำ จะมีการสร้างงานที่ดีให้เกิดขึ้น งานที่ดีคืองานที่มีรายได้ดี มีความมั่นคงตามสมควร ปฏิรูปเรื่องของการอนุญาต-อนุมัติให้ทำธุรกิจได้ การพัฒนาทักษะให้ประชาชน ตลอดจนการปลดหนี้ ซึ่งจะไม่ใช่การปลดหนี้โดยการยกหนี้อย่างที่บางพรรคการเมืองอาจจะคิดทำกันอยู่ แต่ควรปลดหนี้ที่ต้นตอจริงๆ ก็คือพฤติกรรมการใช้เงินของประชาชนด้วย

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำใน 1 ปีอย่างแรกก็คือ กำหนดให้บีโอไอส่งเสริมการลงทุน แทนที่จะพิจารณาส่งเสริมการลงทุนจากมูลค่าว่ามีเม็ดเงินขนาดไหน แต่ปรากฏว่ามีโครงการจำนวนไม่น้อยที่มีมูลค่าโครงการสูงจริงแต่ไม่ค่อยสร้างงานให้เกิดขึ้น โดยควรปรับไปส่งเสริมการลงทุนโครงการที่สร้างตำแหน่งงานที่ดี มีรายได้สูง ที่คนไทยทำได้ และเป็นงานที่จะตกกับคนไทย

อย่างที่สอง ควรจะต้องลดการอนุมัติ-อนุญาตที่ไม่จำเป็น ซึ่งทีดีอาร์ไอได้ทำการศึกษาในโครงการกิโยตินกฎหมายไว้ แล้วเห็นว่าประเทศไทยควรจะต้องยกเลิกกระบวนการอนุมัติ-อนุญาตลงสักครึ่งหนึ่ง แต่ปรากฏว่าการลดลงไปครึ่งหนึ่งนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นตามข้อเสนอมากเท่าที่ควร สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำเพื่อแสดงว่าต้องการสร้างงานรายได้ดีให้กับประชาชนก็คือ ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นให้ได้ 70% ของข้อเสนอนั้นให้ได้โดยเร็ว

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การออกพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกในการอนุญาตของภาครัฐ ซึ่งกฎหมายนี้ก็ค้างอยู่ในรัฐสภา ถ้าออกกฎหมายนี้มาได้จะทำให้เกิดแนวใหม่ก็คือ กรณีที่มีหลายหน่วยงานภาครัฐให้มีใบอนุญาต ควรให้มีใบอนุญาตหลัก 1 ใบ เป็น Super License ออกมา ถ้าได้แล้วสามารถประกอบธุรกิจได้เลย ใบอนุญาตอื่นก็จะตามมา และใช้กระบวนการทางดิจิทัลในการขออนุญาตเพื่อเพิ่มความสะดวกมากขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนไทยไม่มีงานรายได้ดีก็เพราะทักษะอาจจะยังไม่ถึง สาเหตุก็เพราะว่าการศึกษาพื้นฐานของไทยมีจุดอ่อน เราใช้หลักสูตรการศึกษาปี 2551 ตั้งแต่แอปเปิลออกไอโฟน 1 แต่ปัจจุบันหลักสูตรส่วนใหญ่ในเมืองไทยก็ยังเป็นหลักสูตรเดิมมา 18 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นควรปรับไปสู่หลักสูตรการศึกษาพื้นฐานที่เน้นสมรรถนะ คือทำงานใช้ทักษะได้จริง

และอยากเสนอทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐว่าเราอยากเห็นการจัดตั้งกลไกที่เรียกว่า “กกร.ด้านทักษะแรงงาน” เพื่อทำงานกับสถาบันอุดมการศึกษาภาครัฐและสถาบันฝึกอบรมต่างๆ จะได้ฝึกงานออกมาตรงกับความต้องการของนายจ้าง เชื่อมต่อกันได้ ส่วนการดูเรื่องหนี้สิน ปัจจุบันมีโครงการแก้หนี้ของภาครัฐหลายโครงการ ควรจะทบทวนและยกเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่าออกไป

สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำภายใน 4 ปี อย่างแรกก็คือ กระบวนการทบทวนกฎหมายที่เคยทำมา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาผลกระทบของกฎระเบียบต่างๆ ที่เรียกว่า RIA หรือว่ากิโยตินก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่ให้หน่วยราชการที่เป็นเจ้าของกฎหมายทำเอง เพราะฉะนั้นการศึกษาพวกนี้ก็จะผ่านตลอด ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขใดๆ นี่คือสาเหตุของความล่าช้าที่มีมาโดยตลอด สิ่งที่ทีมทีดีอาร์ไอเสนอก็คือ ต้องมีกลไกทบทวนกฎระเบียบแบบบูรณาการโดยหน่วยงานที่เป็นอิสระจากหน่วยราชการนั้น

ส่วนในเรื่องการศึกษา ทำอย่างไรให้มีการปรับหลักสูตรให้ทันสมัยต่อเนื่อง โดยเราเสนอให้มีการจัดตั้ง “สถาบันหลักสูตรแห่งชาติ” เพื่อพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง และสร้างแพลตฟอร์มในการพัฒนาทักษะ ในอนาคตถ้ารัฐบาลอยากพัฒนาทักษะก็ใช้วิธีการแจกคูปองให้กับประชาชนไปเรียนรู้ เหมือนกับโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์

ส่วนการแก้หนี้ต้องแก้ไปให้ลึกถึงการแก้หนี้จากเชิงพฤติกรรม การแก้หนี้โดยการยกหนี้ ยืดหนี้ โดยไม่มีการปรับพฤติกรรม จะนำไปสู่พฤติกรรมการสร้างหนี้ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นที่เรียกว่า Moral Hazard ซึ่งกระบวนการแก้หนี้เชิงพฤติกรรมนั้น ภาครัฐอาจจะทำเองได้ยาก แต่ช่วยได้ถ้ามีวิสาหกิจเพื่อสังคม มีฝ่ายวิชาการ และเครือข่ายชุมชนต่างๆ

3.การรับมือโลกรวนและเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า เรื่องการปรับตัวรับมือโลกร้อนและโลกรวน มี 2 โจทย์ใหญ่ โจทย์แรกคือการปรับตัวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในการประชุม COP ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้เลื่อนเวลาให้เร็วขึ้นจากการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2065 มาเป็นปี 2050 แต่เป้าหมายของภาครัฐก็ยังช้ากว่าเป้าหมายของบริษัทต่างๆ ที่มาลงทุนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์หรือธุรกิจต่างๆ มีเป้าหมายที่ต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 100% เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย Net Zero ของบริษัทด้วย

อีกเรื่องหนึ่งก็มีจะโจทย์ของการที่โลกคงจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะเจอก็คือภัยธรรมชาติบ่อยขึ้น เหมือนกับการเกิดน้ำท่วมภาคใต้ในปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องทำอย่างแรกใน 1 ปีก็คือ การผ่านกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งก็ค้างอยู่ในรัฐสภา เพราะฉะนั้นรัฐบาลใหม่ควรจะร้องขอให้รัฐสภาพิจารณากฎหมายฉบับนี้ต่อไป

เช่นเดียวกับการผลักดันให้กฎหมายรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งยกร่างเสร็จแล้ว รับฟังความเห็นเสร็จแล้ว เข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีเครื่องมือรับโลกร้อน-โลกรวน และการปรับตัวต่อไป ส่วนการแก้ไขปัญหา PM2.5 เรื่องหนึ่งที่ควรทำก็คือ การพัฒนาระบบตรวจจับการเผาไหม้ในที่โล่งแจ้งแบบเรียลไทม์

ส่วนเรื่องน้ำท่วมก็เป็นเรื่องใหญ่ ภายใน 1 ปี สิ่งที่ควรทำก็คือ การถอดบทเรียนจากปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา โดยใช้คณะกรรมการที่เป็นอิสระ ไม่ใช่ใช้หน่วยราชการทำ เพี่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง อีกอย่างหนึ่งที่จะลดความเสียหายได้คือ “การสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า” (Early Warning System) ซึ่งผลการศึกษาที่ผ่านมาก็คือ ทำให้เกิดผลตอบแทนการลงทุน 8-10 เท่า จึงควรทำให้ได้

ในเรื่องการปรับเปลี่ยนด้านพลังงาน สิ่งที่เร่งด่วนมากก็คือ การจัดทำแผน PDP หรือแผนผลิตพลังงานไฟฟ้าฉบับใหม่ที่สอดรับกับเป้าหมายการทำ Net Zero ของประเทศไทยในปี 2050 แปลว่าต้องมีการเพิ่มพลังงานสะอาดเข้าไปในการผลิตอีกเยอะ และเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง นำร่องในบางเขตอุตสาหกรรม

ส่วนสิ่งที่ควรทำในรอบ 4 ปีก็คือ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของเมืองในเมืองใหญ่ที่มีความเสี่ยง เช่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ กรุงเทพฯ โดยเรื่องของพลังงาน ควรตั้งเป้าเพิ่มการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดให้ได้อย่างน้อย 5 เท่าของปีที่ผ่านมา ตลอดจนเปิดซื้อขายไฟฟ้าตรงทุกเขตอุตสาหกรรม เพื่อให้ประเทศไทยปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้

รวมทั้งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้ารองรับกับความต้องการพลังงานหมุนเวียน และเตรียมการจัดการกับซากเทคโนโลยีสีเขียว เพราะตอนนี้มีการใช้แผงโซลา การใช้แบตเตอรี่เพิ่มมากขึ้น ถ้าไม่มีการเตรียมการป้องกันไว้ อาจจะเกิดเป็นมลพิษ ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อสุขภาพประชาชน

4.สร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า เรื่องการสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาได้ปรับเปลี่ยนท่าทีไปสู่การกีดกันทางการค้า ส่งผลกระทบไปยังสหภาพยุโรป ตลอดจนการที่สินค้าจีนเข้ามาท่วมตลาดไทย จะเห็นว่าปริมาณการค้าตอนนี้เติบโตช้ากว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเยอะมาก

ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็กแต่เปิดกว้างพึ่งพาการส่งออก การค้าขายต่างประเทศเยอะ  ก็จะต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว เราจะเห็นการเติบโตของการทำความตกลงทางการค้าเสรี หรือ FTA ในโลก ที่ก้าวกระโดดอีกครั้งหนึ่งในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรจะต้องทำใน 1 ปีอย่างแรกก็คือ บรรลุการเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอเมริกาที่คั่งค้างอยู่นับตั้งแต่เกิดการยุบสภา โดยเป้าหมายสำคัญก็คือเราเจรจา Reciprocal Tariffs กับสหรัฐฯ มาได้ที่ 19% และคิดเป็นอัตราเก็บจริงเฉลี่ยประมาณ 16.5% เราควรจะรักษาอัตรานี้ไม่ให้สูงขึ้น และควรจะเจรจาต่อรองสินค้าต่างๆ ที่สหรัฐฯ ควรจะลดภาษีให้ไทยเป็นศูนย์

นอกจากตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ และจีนแล้ว ตลาดใหญ่อีกตัวคือสหภาพยุโรป ซึ่งไทยกำลังเจรจา FTA อยู่ ก็ควรจะเจรจาให้เสร็จสิ้นภายในปีหน้า เช่นเดียวกับการเริ่มทบทวนความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่เรียกว่า JTEPA ซึ่งจะครบรอบ 20 ปี ก็ควรจะให้มีการทบทวนให้เกิดความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายต่อไป

สำหรับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามา สิ่งที่ควรทำก็คือ รัฐบาลควรต้องใช้มาตรฐานที่สูงขึ้นในการควบคุมสินค้าคุณภาพต่ำ สินค้าใดไม่ได้ มอก. ไม่ผ่าน อย. ควรจะตรวจสอบและปราบปรามอย่าให้วางขายในตลาดได้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ช่วยสกรีนด้วย เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายควบคุมแพลตฟอร์มให้มีหน้าที่ในการกลั่นกรองสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็จะต้องออกมาด้วย

ส่วนสิ่งที่ควรจะทำให้สำเร็จใน 4 ปี ก็คือ ขยายความตกลง FTA ไปหาคู่ค้าที่กว้างขึ้น เช่น สหราชอาณาจักรและแคนาดา เป็นต้น อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ การเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งใน 4 ปีอาจจะไม่สำเร็จ แต่ควรจะเจรจาประเด็นสำคัญต่างๆ ให้บรรลุได้ สุดท้ายคือการเจรจาการค้า ถ้าประเทศไทยต้องลดภาษีให้กับต่างประเทศ ควรจะใช้โอกาสนี้ในการ “ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย” ให้ปรับโครงสร้างได้

5.ปรับสวัสดิการสังคมและสุขภาพสำหรับสังคมสูงวัย

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า เรื่องการปรับสวัสดิการสังคมและสุขภาพสำหรับสังคมสูงวัย ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการรักษาพยาบาล เรื่องสวัสดิการบำนาญ ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนคนสูงอายุ คือคนที่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไป ต่อประชากรสูงเกือบ 15% ไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้กลายเป็น “Completely Aged Society”

เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัวรับกับความจริงใหม่นี้ เตรียมตัวเรื่อง  “Long-Term Care” สำหรับผู้สูงอายุ เรื่องของ “Palliative Care” สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้าย หากไม่ดำเนินการให้ดี จะก่อให้เกิดภาระต้นทุนทางการคลังในการรักษาพยาบาลมากมาย และเสียเวลาของลูกหลานไม่สามารถทำมาหากินได้ ตลอดจนการสร้างงานใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการสร้าง Caregiver

ส่วนเรื่องของประกันสังคมในส่วนเงินบำนาญ อาจารย์วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ เคยวิจัยและชี้ปัญหานี้ไว้นานแล้วว่าเงินประกันสังคมในส่วนของบำนาญจะหมดภายใน 20 ปีหลังจากนี้ ซึ่งแปลว่าคนที่อายุประมาณ 40 ในตอนนี้ หากไม่แก้ไขปัญหาในตอนนี้ เมื่อคนเหล่านี้เกษียณ ก็จะไม่ได้เงินบำนาญ เพราะกองทุนประกันสังคมจะล้มละลายไป

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำอย่างแรกใน 1 ปี คือการพัฒนาระบบ Long-Term Care ที่บ้าน โดยอาจจะแปลงโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นศูนย์ Day Care สำหรับผู้สูงอายุ และปรับอายุสำหรับรับบำนาญขั้นต่ำให้เป็น 60 ปี เพื่อให้สอคล้องกับการที่สังคมไทยมีคนสูงอายุเพิ่มขึ้น และรักษาฐานะของประกันสังคมให้จ่ายเงินออกช้าลง  และควรมีการตั้งคณะทำงานปรับอัตราค่ารักษาผู้ป่วยในให้เท่าเทียมกันทั้ง 3 ระบบคือ ระบบประกันสังคม ระบบบัตรทอง และสวัสดิการรักษาพยาบาลของราชการ

ส่วนใน 4 ปี รัฐบาลควรมีเป้าหมายทำให้เกิด Long-Term Care ทุกชุมชน ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเข้าถึง Palliative Care ได้ทุกคน และแยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากการประกันสังคม และยกระดับการสร้างธรรมาภิบาล เพราะมิฉะนั้นประชาชนจะเดือดร้อนจากการใช้เงินที่ไม่มีประสิทธิภาพ สุดท้ายคือการลดความเหลื่อมล้ำของการรักษาพยายบาลของทั้ง 3 ระบบให้ได้

6.รักษาความยั่งยืนทางการคลัง

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการจะดำเนินนโยบายต่างๆ ล้วนต้องอาศัยเม็ดเงินภาครัฐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ภาครัฐควรต้องคำนึงถึงก็คือ “การรักษาความยั่งยืนทางการคลัง” การรักษาวินัยทางการคลัง ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ในระดับประมาณเกือบ 65% ของจีดีพี และจะเห็นว่าในแต่ละปีก็จะมีภาระหนี้ที่ต้องเอาไปชำระ ไม่ว่าจะเป็นเงินต้นหรือดอกเบี้ยของงบประมาณแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจุบันอยู่ระดับประมาณ 11% ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ อีกไม่กี่ปีก็จะถึง 15% ซึ่งแปลว่าจะมีเงินมาพัฒนาประเทศ  ดำเนินโครงการต่างๆ น้อยลง

ในขณะที่ประเทศไทยจะมีภาระอีกมากจากสังคมสูงอายุ การรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เกิดภัยพิบัติต่างๆ ตลอดจนหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เช่น วิกฤติโควิดหรือวิกฤตต่างๆ ขึ้น ภาระทางการคลังก็จะสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และประเทศไทยอาจถูกลดเครดิตเรตติ้งได้ ถ้าถูกลดเครดิตเรตติ้ง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจทั้งหมดก็จะสูงขึ้น

เพราะฉะนั้นรัฐบาลใหม่ควรทำอย่างแรกก็คือ ต้อง “ยึดกรอบการคลังระยะปานกลางอย่างเคร่งครัด” ถ้าไม่รักษาให้ดีก็จะถูกลดเครดิตเรตติ้ง การที่เราไม่ถูกลดเครดิตเรตติ้งก็เพราะว่าเรามีแผนกรอบการคลังระยะปานกลางที่บอกว่าถ้ามีการใช้จ่ายเกินเป้า ก็ต้องมีการหารายได้มาทดแทน

เรื่องต่อมาเพื่อป้องกันก็คือ “การเปิดเผยข้อมูลภาระการคลัง” นอกจากข้อมูลหนี้สาธารณะแล้ว ยังควรต้องเปิดเผยภาระการคลังในเรื่องของการที่รัฐบาลไปค้ำประกันหรือเกิด Contingent liability ต่างๆ ด้วย เพราะสุดท้ายรัฐบาลก็จะต้องเอาเงินมาใช้หากเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นขึ้น และควรเปิดค่าใช้จ่ายด้านภาษี โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอด้วย ในเวลาเดียวกันต้องใช้เงินให้มีประสิทธิภาพ ลดการใช้งบค้างท่อ จำกัดการใช้เงินนอกงบประมาณ

ส่วนสิ่งที่ควรทำในรอบ 4 ปี คือการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างให้ “เน้นผลลัพธ์” ไม่ใช่เน้นราคาต่ำสุด ซึ่งหากเอากลไกอย่าง Integrity Pact และ CoST มาใช้ ความโปร่งใสจะเพิ่มขึ้น รัฐบาลจะประหยัดงบประมาณไปได้

อีกเรื่องหนึ่งที่ควรทำในระยะ 4 ปี ก็คือ การเพิ่มรายได้ภาษีมากขึ้น แต่ยังรักษาความเป็นธรรมระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ด้วย สิ่งที่ควรทำก็คือ การทบทวนเรื่องภาษีทรัพย์สินให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และขึ้น Vat อย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่มีการคืนภาษี Tax Rebate ช่วยคนจนที่มีรายได้น้อยด้วย

อีกกลไกหนึ่งที่จำเป็นซึ่งมีอยู่แล้วคือ Parliamentary Budget Office (PBO) หรือสำนักงบประมาณของรัฐสภา ซึ่งมีการตั้งอยู่แล้วในรัฐสภา แต่ยังมีความเป็นอิสระไม่เยอะ ควรจะให้มีความเป็นอิสระมากขึ้น สามารถเข้าถึงข้อมูล มีงบประมาณในการทำงานสูงขึ้นเพื่อตรวจสอบการใช้เงินของรัฐบาลด้วย สุดท้ายคือ ควรจะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติงบประมาณ และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง เพิ่มการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลไว้

ดร.สมเกียรติกล่าวว่า “6 นโยบายที่ทีดีอาร์ไอเสนอในครั้งนี้ อาจจะมีบางนโยบายที่ทำได้ยากในเชิงการเมือง เพราะจะมีผู้เสียประโยชน์ แต่เชื่อว่ามีหลายนโยบายที่อยากขายความคิดให้พรรคการเมืองที่อาสาเข้ามาเป็นรัฐบาลช่วยกันพิจารณา และอยากฝากภาคธุรกิจให้ช่วยส่งเสียงตรงกันว่าให้รัฐบาลใช้จ่ายเงินโดยมีวินัยการคลัง เพราะไม่เช่นนั้นประเทศไทย เศรษฐกิจไทยจะไปไม่ได้”