ทีดีอาร์ไอ ชี้ “ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” หากไม่ทำ ไทยเสี่ยงจะมีธุรกิจสีเทามากขึ้น

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ

ทีดีอาร์ไอจัดสัมมนาสาธารณะ “ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” เสนอแนวทางสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตด้วยเครื่องจักรใหม่ ในยุคโลกาภิวัฒน์ย้อนกลับ สู้สงครามการค้า เสนอทางออกเน้น “พัฒนาแบบลีน” ลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็น สร้าง “Good Jobs” ให้คนมีงานที่ดีทำ หนุนเปิดเสรีการค้า ยกระดับนวัตกรรม-พัฒนาทักษะ พร้อมปรับบทบาทภาครัฐและแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และที่สำคัญคือการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เชื่อหากทำเรื่องสำคัญเหล่านี้ได้สำเร็จ ไทยจะพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ในอีก 16 ปี แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ ก็เสี่ยงเศรษฐกิจเติบโตต่ำยาวนาน จนอาจไม่พ้นกับดักรายได้ปานกลางเลย

วันที่ 17 พ.ย. 2568 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ในหัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ โดยนำเสนอทิศทางการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิมจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกผ่าน 5 หัวข้อ 1. เครื่องจักรการเติบโตใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ 2. การสร้างนโยบายอุตสาหกรรมใหม่เพื่อสร้างการเติบโต  3. การกำหนดนโยบายการค้า-การลงทุนใหม่เพื่อสร้างการเติบโต 4. การพัฒนาทักษะและนวัตกรรมสู่โมเดลการพัฒนาใหม่ และ 5. การปรับบทบาทภาครัฐไทยในโลกใหม่ โดยมี ดร.วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการทีดีอาร์ไอ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวเปิดงาน และมีการแสดงปาฐกถาของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในหัวข้อ “รัฐบาลกับการขับเคลื่อนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย”

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวในหัวข้อเครื่องจักรการเติบโตใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ย้อนกลับว่า ในปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยแทบจะต่ำสุดในเอเซียตะวันออก หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง แม้อัตราว่างงานไม่มาก แต่ค่าจ้างแรงงานของคนไทยมีสัดส่วนต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง ซึ่งหากไม่สามารถสร้างงานที่ดีให้คนไทยทำ ก็มีความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีธุรกิจสีเทามากขึ้น ทั้งความเสี่ยงต่อการฟอกเงินรวมถึงการเป็นศูนย์กลางของแก๊งมิจฉาชีพอย่างคอลเซนเตอร์ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ไทยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างงานที่ดีหรือ “Good Jobs”  ให้แก่คนไทย

ดร.สมเกียรติ กล่าวถึงสาเหตุที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าเป็นเพราะศักยภาพทางเศรษฐกิจตกต่ำลง ซึ่งการแก้ปัญหาด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่หลายรัฐบาลมักทำจะไม่บรรลุผล ต้องปรับนโยบายภาคการผลิต เนื่องจากเครื่องจักรการผลิตของไทยที่ทำรายได้ให้ประเทศ เช่น การส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมตลอดจนการท่องเที่ยว ซึ่งเคยมีบทบาทในการ “แบกประเทศ” มานานได้ชะงักลง จากปัจจัยหลายอย่างเช่น  การขาดแรงงานที่มีทักษะ งบลงทุนของภาครัฐลดลง แม้จะมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีมูลค่ามาก แต่ก็ไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องในประเทศได้เท่าที่ควร รวมทั้งมีปัญหากฎระเบียบที่ทำให้การทำธุรกิจเป็นไปได้ยาก ตลอดจนมีการลงทุนวิจัยพัฒนาที่น้อยเกินไป ในขณะที่งานวิจัยที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ ดังนั้นการจะทำให้ภาคการผลิตของไทยกลับไปสู่ระดับเดิมถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัฒน์ย้อนกลับที่มีการกีดกันทางการค้าในวงกว้าง

“ตลาดใหญ่ที่สุดอย่างสหรัฐฯ ปิดตัวลง ไม่ได้เปิดกว้างเหมือนในอดีตจากภาษีศุลากรในอัตราสูงที่สุดในรอบเกือบ 100 ปี สร้างความท้าทายให้กับทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศขนาดเล็กที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทย ขณะที่สหภาพยุโรปเองก็มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เช่น มาตราการ CBAM ที่จะบังคับใช้ในปีหน้า ส่วนจีนก็ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมล้นเกิน ทำให้การส่งออกไทยจะยากขึ้นเพราะจะแข่งขันด้านราคาไม่ได้ และยังถูกตีตลาดภายในด้วย”

ประธานทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ไทยมีแรงงานลดลงจากสังคมสูงวัย และมีเงินทุนที่จำกัด ดังนั้นสิ่งที่ไทยควรทำเป็นอันดับแรกคือ การพัฒนาแบบ “ลีน” ให้มากขึ้น ซึ่งหมายถึงการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ใช้กำลังคนให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากที่สุด โดยลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร นอกจากนี้จะต้องเร่งสร้างงานดี หรือ Good Jobs ซึ่งหมายถึงงานที่มีค่าตอบแทนดี สวัสดิการเพียงพอ มีความมั่นคงพอสมควร แต่การที่จะมีทำงานที่ดีได้นั้น คนไทยจะต้องมีทักษะที่มากขึ้น ขณะเดียวกันจะต้องสร้างการเจริญเติบโตผ่านเครื่องจักรใหม่หลายตัวซึ่งสามารถแบกประเทศต่อไปได้

“กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีความเข้มแข็งกว่าเศรษฐกิจโดยรวมก็ยังลดต่ำลงในช่วงที่ผ่านมา และมีสัดส่วนบริษัทที่ประสบปัญหาขาดทุนในปีที่แล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทในสาขาอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งขาดทุนในปีที่แล้วถึง 30% ตามมาด้วยสาขาอสังหาริมทรัพย์ และสาขาอุปโภค” ดร.สมเกียรติระบุ

ดร.สมเกียรติ เสนอแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โมเดลใหม่ว่า นอกจากการพัฒนาแบบ “ลีน” แล้ว ประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีทางการค้าให้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุนธุรกิจใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ซึ่งหากทำได้ ประเทศไทยจะยกระดับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากปัจจุบันที่ระดับประมาณ 2.3 % ให้เป็น 4.7 % ต่อปีได้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ซึ่งจะทำให้ไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ใน 16 ปีต่อจากนี้ โดยโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทยจะเปลี่ยนโฉมไป ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมีขนาดเล็กลง ในขณะที่ภาคบริการสมัยใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเป็นแกนหลักในการสร้างงานที่ดี ทำให้คนไทยมีกำลังบริโภค ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจภายในมากขึ้น

“ในการปรับไปสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ เราต้องใช้จินตนาการใหม่ที่เชื่อมั่นว่าการปรับเปลี่ยนประเทศไทยเป็นสิ่งที่ทำได้จริง หัวใจสำคัญคือการสร้าง ‘นโยบายอุตสาหกรรมใหม่’ เพื่อให้เกิดงานที่ดี ขณะเดียวกันก็ต้องปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาในด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นปรับกติกาการค้าการลงทุน การปรับการพัฒนาทักษะและนวัตกรรม ตลอดจนการปรับบทบาทภาครัฐและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค” ดร. สมเกียรติระบุ

ชี้นโนบายอุตสาหกรรมแบบเก่าดึงดูดเงินลงทุนมาก แต่ผลประโยชน์ตกถึงคนไทยน้อย ทำให้คุณภาพชีวิตคนไทยไม่ถูกยกระดับไปด้วย แนะตั้งโจทย์ใหม่ ทบทวนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก ธุรกิจขนาดเล็กไม่ค่อยได้ประโยชน์ หันใช้มาตรการที่ตอบโจทย์ธุรกิจทุกขนาด และปรับเป้าหมายจากการเติบโตเชิงปริมาณสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ

ด้าน ดร.พุทธิพันธ์ หิรัณยตระกูล และดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวในหัวข้อ “การสร้างนโยบายอุตสาหกรรมใหม่เพื่อสร้างการเติบโต”  ว่า นโยบายอุตสาหกรรมของไทยแม้จะดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติได้จำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยได้เท่าที่ควร สะท้อนข้อจำกัดของนโยบายแบบเก่าที่มุ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดเงินทุน มากกว่าการลงทุนพัฒนาคน ผลก็คือผลประโยชน์จากการลงทุนตกไปไม่ถึงคนไทยในวงกว้างอย่างที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกันมาตรการภาษีเริ่มได้ผลน้อยลงในบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป  

ดังนั้น โจทย์สำคัญของนโยบายอุตสาหกรรมยุคใหม่ จึงอยู่ที่การออกแบบมาตรการสนับสนุนรูปแบบใหม่ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจ และทำให้คนไทยได้รับประโยชน์มากขึ้นจากกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศ โดยนโยบายใหม่นี้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทั้ง เป้าหมาย เครื่องมือ และกระบวนการ ในส่วนเป้าหมายนั้น ต้องเปลี่ยนจากการเน้นตัวเลขเชิงปริมาณ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่คนไทย ด้วยการสร้างงานที่ดี ส่วนเครื่องมือ จะต้องใช้มาตรการที่เหมาะสมและตอบโจทย์เฉพาะของอุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดต่าง ๆ และที่สำคัญคือ ในด้านกระบวนการ จะต้องมีการประเมินความคุ้มค่าของนโยบายอย่างเข้มข้น มีการติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงนโยบายอย่างเป็นระบบ รวมถึงมีกระบวนการที่บูรณาการระหว่างรัฐกับรัฐ และรัฐกับเอกชน ทั้งหมดนี้เพื่อให้แน่ใจว่า ทุกการสนับสนุนจากภาครัฐจะนำไปสู่การยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง

ห่วงนโยบายการค้า-การลงทุน ไม่ทำให้เศรษฐกิจไทยโต ชี้โครงสร้างภาษีลักลั่น ไม่สร้างแต้มต่อให้ผู้ประกอบการไทย ในขณะที่โควตานำเข้าสร้างปัญหามาก แนะปรับโครงสร้างภาษี เปิดเสรีการลงทุน เร่งรับมือการค้าที่ไม่เป็นธรรม และรุกเปิดตลาดส่งออกใหม่

ขณะที่หัวข้อการกำหนดนโยบายการค้า-การลงทุนใหม่เพื่อสร้างการเติบโต นายเนวิน สินสิริ ที่ปรึกษาด้านภูมิเศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ไทยจำเป็นต้องปรับนโยบายให้สอดคล้องกับทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะโครงสร้างภาษีนำเข้าที่ปัจจุบันไม่ได้สร้างแต้มต่อให้กับการผลิตในประเทศเหมือนอดีต แต่กลับทำให้ผู้ผลิตไทยเสียเปรียบด้านต้นทุน เช่น ผู้ผลิตสินค้าในประเทศต้องเสียภาษีนำวัตถุดิบ และชิ้นส่วนที่สูงกว่าอัตราภาษีของสินค้าสำเร็จรูป

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดทางการค้าภาคบริการสูงเป็นอันดับ 4 จาก 51 ประเทศตามการประเมินของโออีซีดี ซึ่งส่งผลกระทบหลายด้าน ทั้งการทำให้ธุรกิจบริการหลายอย่างไม่เกิดการแข่งขัน เช่น โทรคมนาคม นอกจากนี้บริการหลายอย่างก็เกิดการลงทุนผ่านใช้นอมินี ซึ่งขาดความรับผิดชอบและทำให้ตรวจสอบได้ยาก ขณะเดียวกันไทยยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอก เช่น มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้นของประเทศคู่ค้า และการทะลักเข้าของสินค้าคุณภาพต่ำราคาถูก

ทีดีอาร์ไอจึงเสนอให้ปรับนโยบายการค้าการลงทุนมุ่งสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ โดยเน้นสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก ยกระดับมาตรฐานภาคการผลิต และเปิดเสรีในการลงทุน เช่น อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นในสาขาบริการได้เกิน 50% เปิดให้คนต่างชาติเข้ามาทำงานในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน ซึ่งจะทำให้เกิดการถ่ายทอดความรู้และทักษะแก่คนไทย พร้อมกันนี้ยังต้องปรับโครงสร้างทางภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การปรับภาษีนำเข้าให้เท่าเทียมระหว่างคู่ค้าหลัก และระหว่างวัตถุดิบกับสินค้าสำเร็จรูป ยกเลิกโควตานำเข้าที่เป็นปัญหาต่อการผลิตของผู้ประกอบการในประเทศ ในอีกด้านหนึ่งภาครัฐจะต้องเข้มงวดกับมาตรการรับมือการค้าที่ไม่เป็นธรรม ทั้งการกำกับการผูกขาด การป้องกันสินค้าและบริการคุณภาพต่ำ ตลอดจนตอบโต้การทุ่มตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันควรเปิดตลาดส่งออกใหม่ผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) พร้อมวางกลไกรองรับการเปลี่ยนผ่าน เช่น มีกลไกชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี และช่วยธุรกิจรายเล็กและแรงงานในการปรับตัว

ขณะที่ในภาคบ่ายจะเป็นการนำเสนอใน 2 หัวข้อสำคัญ คือ การพัฒนาทักษะและนวัตกรรมสู่โมเดลการพัฒนาใหม่ และ การปรับบทบาทภาครัฐไทยในโลกใหม่ รวมถึงการเสวนาในหัวข้อ “ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โมเดลใหม่ในการพัฒนา” โดยดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูต และกรรมการทีดีอาร์ไอ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน