ประสาท มีแต้ม
1. บทนำ : ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ
ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงเป็นประเด็นที่สังคมไทยถกเถียงกันมานานกว่า 10 ปี และในการเลือกตั้งปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง ทุกพรรคการเมืองล้วนหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นนโยบายหาเสียง แต่น่าเสียดายที่ว่า ข้อเสนอของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังคงจำกัดอยู่เพียงการประกาศ “ตัวเลขอัตราค่าไฟ” ว่าจะไม่เกินเท่าใด โดยมีเพียงไม่กี่พรรคเท่านั้นที่พยายามอธิบายอย่างเป็นระบบ และไม่มีประเด็นที่ผมกำลังจะนำเสนอ
ชื่อบทความนี้ไม่ได้เกิดจากการคาดเดาหรือความเชื่อส่วนตัว หากแต่มาจากบทสรุปของงานวิจัยความยาว 38 หน้า ขององค์กรคลังสมองระดับโลกที่ไม่แสวงหากำไร ที่ชื่อ EMBER ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 หรือประมาณ 4 เดือนก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ไม่มีพรรคใดนำไปพิจารณา
งานวิจัยดังกล่าวมีชื่อว่า“เส้นทางที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศไทย สู่เศรษฐกิจยั่งยืน (Thailand’s Cost-Optimal Pathway to a Sustainable Economy)” ผู้อ่านสามารถค้นชื่อรายงานนี้เพื่อดาวน์โหลดมาอ่านได้โดยตรง
2. วิธีการศึกษาและผลวิจัยงานวิจัย
งานวิจัยนี้เริ่มต้นจากการนำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan หรือ PDP) ซึ่งได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้วในเดือนมิถุนายน 2568 มาใช้เป็นกรอบอ้างอิง ผู้วิจัยเรียกร่างแผนดังกล่าวว่า RPDP2024 (Revised Power Development Plan) ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลา ค.ศ. 2024–2037
อย่างไรก็ตาม RPDP2024 ไม่ได้ถูกประกาศใช้ในสมัยรัฐบาลนางสาวแพรทองธาร ชินวัตร แต่รัฐบาลชุดนั้นได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อจัดทำแผนฉบับใหม่ เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่อีกชุดหนึ่ง ขณะนี้แผนที่ถูกใช้งานคือ PDP2018 (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1)
แม้กระนั้น งานวิจัยของ EMBER ยังคงมีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่รายงานนี้นำเสนอไม่ใช่เพียงการประเมินแผนฉบับใดฉบับหนึ่ง หากแต่เป็นการชี้ให้เห็น “เส้นทางที่คุ้มค่าที่สุด” ของระบบไฟฟ้าไทยภายใต้ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ต้นทุน และเป้าหมายด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
EMBER นำเสนอผลลัพธ์ของ RPDP2024 ในรูปกราฟ และเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นผมได้อธิบายเพิ่มเติมดังภาพข้างล่างนี้ครับ
EMBER ได้เริ่มต้นด้วยการวิพากษ์ว่า “เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ได้ครอบงำระบบไฟฟ้าของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2024 แหล่งพลังงานเหล่านี้มีสัดส่วนมากกว่า 80% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด และในจำนวนนี้เป็นก๊าซธรรมชาติประมาณ 68% ขณะที่พลังงานหมุนเวียนยังถูกใช้ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมาก แม้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา”
นอกจากนี้ EMBER ยังได้ระบุว่า กำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย ณ ปี 2024 อยู่ที่เพียง 3,400 เมกะวัตต์ ทั้งที่ประเทศมีทรัพยากรแสงอาทิตย์สูง งานศึกษาล่าสุดประเมินว่าศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยอยู่ที่ประมาณ 300,000 เมกะวัตต์ ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยได้นำมาใช้ประโยชน์แล้วเพียงมากกว่าร้อยละ 1 เล็กน้อยของศักยภาพทั้งหมดเท่านั้น
เพื่อสนับสนุนความเห็นของผู้วิจัยจาก EMBER ว่า ประเทศไทยเสพติดเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้ามายาวนาน และละเลยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศไทยมีมากและค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดทั้ง 12 เดือนของปี ผมจึงนำข้อมูลย้อนหลังมาสนับสนุน EMBER พร้อมเปรียบเทียบกับประเทศปากีสถานซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่มาแรงมากในเรื่องโซลาร์เซลล์ ดังภาพข้างล่าง
โปรดสังเกตนะครับว่า ในขณะที่ร่างแผน PDP ของไทยได้ตั้งเป้าพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ที่ 18% ในปี 2037 หรือ พ.ศ. 2580 ประเทศปากีสถานได้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทะลุไปถึง 27.5% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดเมื่อเดือนมีนาคมปีก่อนไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่โครงข่ายไฟฟ้าของปากีสถานก็ยังไม่เป็นอัจฉริยะ (สมาร์ตกริด) แต่อย่างใด
พูดอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าธรรมดาๆ หรือ “กริดโง่ๆ” ที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็ยังสามารถรองรับพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึง 27.5% จึงไม่จำเป็นต้องรอให้มีสมาร์ทกริดก่อน แล้วค่อยส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ มันสามารถทำได้ทันทีและได้เยอะด้วย
คณะผู้วิจัยของ EMBER ได้สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ โดยลองเพิ่มโซลาร์เซลล์ขึ้นอีก 89% และแบตเตอรี่อีก 60% ของที่ RPDP2024 ได้กำหนดไว้ในแผนเดิม
ไม่เพิ่มโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่เป็นหลัก โดยอนุญาตให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่ได้เพียง 2,000 เมกะวัตต์เท่านั้น ขณะที่โรงไฟฟ้าฟอสซิลเดิมยังคงเดินเครื่องต่อไปตามอายุการใช้งาน
ผลลัพธ์ที่ได้พบว่า นอกจากระบบไฟฟ้าของไทยจะมั่นคง สามารถตอบสนองความต้องการที่แปรผันตลอดเวลาแล้ว ยังสามารถลดค่าใช้จ่าย (จากร่างแผนเดิม) ได้เป็นจำนวนมาก นั่นหมายถึงว่าค่าไฟฟ้าต่อหน่วยจะถูกลงด้วย
ผลงานวิจัยนี้อาจจะดูอยากสักนิดสำหรับคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคย แต่ผมมีคำอธิบายง่ายๆ พอให้เห็นภาพไว้แล้ว ดังแสดงในภาพด้านล่าง
นอกจากนี้ ดังที่มีข่าวเป็นระยะๆ ว่า มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ซึ่งจะเปลี่ยนจากลิเทียมไอออน (แร่หายาก มีราคาแพง) ไปเป็นโซเดียมไอออน (ซึ่งเป็นเกลือทะเล) นอกจากจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น อายุการใช้งานนานขึ้น และราคาจะลดลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง คาดว่าจะออกสู่ตลาดหลังเดือนกรกฎาคมปีนี้
เมื่อพูดถึงแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ทำให้นึกถึงคำประกาศเกียรติคุณให้กับรางวัลโนเบลสาขาเคมีเมื่อปี 2019 ตอนหนึ่งว่า “เป็นแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบา สามารถชาร์จซ้ำได้ และมีพลังงานสูง ปัจจุบันถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงคอมพิวเตอร์พกพาและยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ แบตเตอรี่ชนิดนี้ยังสามารถกักเก็บพลังงานจากแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมได้ในปริมาณมาก ทำให้สังคมที่ปลอดจากเชื้อเพลิงฟอสซิลกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
ผลงานวิจัยของ EMBER อีกชิ้นหนึ่ง (คือ Solar electricity every hour of every day is here and it changes everything, 21 June 2025) เขาศึกษาโดยใช้ข้อมูลจริงระยะยาวใน 12 ประเทศทั่วโลกตั้งแต่ตอนเหนือสหรัฐอเมริกาไปจนถึงตอนใต้คือแอฟริกาใต้ ถ้าต้องการไฟฟ้า คงที่ 1,000 WW คงที่ตลอดเวลา โดยติดโซลาร์ 6,000 MW และแบตเตอรี่ 17,000 MWh จะมีไฟฟ้าพอใช้ประมาณ 74-97% ของเวลาทั้งปี เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ การติดโซลาร์และแบตเตอรี่ที่เหมาะสมและคุ้มที่สุดจะทำให้มีไฟฟ้าใช้ได้ 92% ของเวลาทั้งปี โดยมีต้นทุนไฟฟ้าเฉลี่ย (LCOE) เท่ากับ $0.109 หรือ 3.40 บาทต่อหน่วยไฟฟ้า ประเทศไทยเราก็น่าจะใกล้เคียงกัน โดยที่ต้นทุนมีแนวโน้มลดลงทุกปี
ประเทศออสเตรเลีย ในการเลือกตั้งเมื่อพฤษภาคม 2568 พรรคแรงงานชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายสำคัญที่เรียกว่า “Cheaper Home Batteries Program” ที่ตั้งเป้าลดต้นทุนการติดตั้งระบบแบตเตอรี่สำหรับบ้านและธุรกิจขนาดเล็ก โดยให้ส่วนลดประมาณ 30% ของราคาติดตั้ง สำหรับแบตเตอรี่ที่ติดตั้งพร้อมหรือเสริมกับระบบโซลาร์บนหลังคาจำนวน 1 ล้านหลัง ภายในปี 2030 โดยเริ่มต้นจาก 1 กรกฎาคม 2025 ปรากฏว่า ผ่านไปเพียง 17 สัปดาห์ ได้มีการติดตั้งไปแล้วกว่า 1 แสนหลังคา ทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มเป้าเป็น 2 ล้านหลัง ภายในเวลาเท่าเดิม คือ 2030
3. บทสรุป
รายงานวิจัยสรุปว่า ด้วยการกำหนดลำดับความสำคัญเชิงนโยบายที่เหมาะสม ประเทศไทยสามารถหลีกเลี่ยงการเพิ่มกำลังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่ได้ ขณะเดียวกันก็ยกระดับให้พลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ให้กลายเป็นเสาหลักของระบบไฟฟ้าได้ แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนโดยรวมของระบบไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อีกด้วย
ด้วยศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทยที่เอื้ออำนวย (ประมาณ 5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อวัน) เมื่อผสานกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ จะเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุดสำหรับระบบไฟฟ้าของประเทศ แม้เมื่อคำนึงถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากดาต้าเซ็นเตอร์และการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสูงกว่าที่แผน RPDP2024 ประมาณการไว้ การวิเคราะห์ของ EMBER นี้พบว่า พลังงานแสงอาทิตย์ยังสามารถรองรับการเติบโตของความต้องการไฟฟ้าได้อย่างเชื่อถือได้ มั่นคง โดยมีระบบกักเก็บพลังงานช่วยสนับสนุนความมั่นคงของโครงข่าย ซึ่งผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นโครงข่ายอัจฉริยะแล้วในช่วงหลังของแผน



