จิตเกษม พรประพันธ์
บทความนี้เล่าถึงภาวะเศรษฐกิจภาคกลางฟากตะวันตกที่ปรับตัวดีขึ้นจากความสะดวกของการขยายถนนหลวง ทีมแบงก์ชาติได้ออกสำรวจเศรษฐกิจตามโครงการ Business Laison Program หรือ BLP โดยใช้เส้นทางหลวง M81 ที่กรมทางหลวงเปิดให้ประชาชนได้เริ่มใช้มาระยะหนึ่งแล้ว เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงได้ลองและขับรถไปกินแกงป่ากันบ้างแล้ว จากแยกบางใหญ่ไปสุดทางที่กาญจนบุรี ซึ่งจากการสังเกตดูรายทางก็เห็นภาพการขยายของเมือง (Urbanization) และเศรษฐกิจความเป็นอยู่ในชนบท (Rural Development) ที่ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน
ปลายเดือนตุลาคม 2568 ทีมแบงก์ชาติมีนัดคุยภาพเศรษฐกิจและธุรกิจกับพี่ๆ หอการค้ากาญจนบุรี ล้อหมุนจากบางขุนพรหมและใช้ทางหลวง M81 วิ่งสบายๆ เพียงแค่ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงแล้ว ขอบคุณกรมทางหลวงครับ ถ้าเราเทียบการวิ่งรถกับเพชรเกษมแล้ว เป็นถนนที่สร้างความเจริญมาอย่างยาวนาน เกิดเมืองระหว่างทาง และแน่นอน ความติดขัดจากแยกไฟแดงทำให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเมืองกาญจน์ต้องใช้เวลาเกือบสามชั่วโมง ความมุ่งหมายของการก่อสร้าง M81 ก็เพื่อช่วยย่นระยะทางและเวลาสำหรับรถวิ่งจากฝั่งตะวันออกและเหนือของกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดภาคกลางฝั่งตะวันตกได้สะดวกยิ่งขึ้น และช่วยกระจายความเจริญให้กับพื้นที่ในจังหวัดภาคตะวันตก กาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม กรมทางฯ เปิดให้ทดลองวิ่งช่วงสุดสัปดาห์ตั้งแต่กลางปี 2568 และวิ่งฟรีตลอดสายในช่วง พ.ย.-ธ.ค. ทำให้จังหวัดที่เกี่ยวข้องรับอานิสงส์ตรงๆ
เป็นไปตามความคาดหมาย Urbanization เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติตั้งแต่ภาคธุรกิจทราบก่อนการก่อสร้างจริง ย่านการค้าและบ้านเรือนผุดขึ้นต่อเนื่องในช่วงต้นบางใหญ่จนแออัดแล้ว แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นน่าจะเป็นทางออกระหว่างเมืองในจุดต่างๆ ที่ผ่านหลายอำเภอในนครปฐม และกาญจนบุรี ปลายทาง ที่เราเห็นร้านรวงเกิดขึ้นตามรายทางทั้งร้านค้า ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และบ้านปลูกใหม่ทั้งบ้านเดี่ยวและบ้านจัดสรรโครงการเล็ก
นอกจากนี้ M81 พาดผ่านเรือกสวนไร่นาของทั้งสองจังหวัด ที่เพาะปลูกทั้งพืชไร่และพืชสวน ข้าว อ้อย ผัก และผลไม้ รวมทั้งเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่เป็นอันมากในแถบนั้น ทำให้การขนส่งเข้ากรุงเทพฯ หรือไปตลาดค้าส่ง เช่น ตลาดศรีเมือง ราชบุรี หรือตลาดไท รังสิต ก็ทำได้สะดวกและมีทางเลือกมากขึ้น ช่วยชาวไร่ชาวนาลดต้นทุนค่าโสหุ้ยได้ดี ถือว่า Rural Development ดีขึ้นจากถนนดำตามสโลแกน “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” จริงๆ ครับ

ถึงปลายทาง ตัวเมืองกาญจนบุรี พอลงจากทางด่วนแล้ว ทั้งที่เป็นวันธรรมดารถก็ขวักไขว่ (ผู้เขียนเคยเดินทางสุดสัปดาห์รถติดมากแทบจะทุกแยก) ทั้งถนนเลี่ยงเมืองและในเมือง ก่อนประชุมกับหอการค้า ก็ต้องเติมพลังกันก่อน แวะทานข้าวกลางวันที่ “ร้านไทยเสรี” ถนนแสงชูโต ซึ่งเดิมเป็นทั้งโรงแรมและร้านอาหาร เป็นกิจการในครอบครัวบริหารโดยคุณขจรเดช ครุฑฒานุรัถ ร้านนี้ไม่มีตำแหน่งในโซเชียลมีเดีย แต่เป็นตำนานของเมืองกาญจน์ทีเดียว ตั้งแต่ปี 2509 จนวันนี้ก็ 60 ปี พอดี รสชาติอาหารไทยพื้นบ้านแท้ๆ ครบถ้วน เขามีสาขาอื่นด้วย แต่ขอบอกทริกไว้ว่าสาขานี้ของแทร่ เพราะที่นี่แม่ครัวใหญ่ยังเป็นคนเดิมอายุ 80 กว่าแล้วแต่รสชาติคงเส้นคงวา คุณแม่ผ่องศรี ครุฑฒานุรัถ ถ้าถามคนเก่าแก่เมืองกาญจน์จะรู้จักและทราบรสมือกันดี เรียกว่า “คุณลูกขยันดูแล คุณแม่ถนัดปรุง” อาหารจานเด่นก็ต้องแกงป่า ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ และไก่ไทยต้มน้ำปลา เมื่อวัตถุดิบสด เช่น ปลาแม่น้ำ และเครื่องปรุงมีคุณภาพ รวมกับเสน่ห์ปลายจวักของคุณแม่ครัว ทำให้รสชาติไม่เป็นสองรองใครครับ ต้องไปลองกันครับ ขนาดวันธรรมดาลูกค้ายังหนาตา สุดสัปดาห์แน่นขนัดครับ

พี่ๆ หอการค้า กาญจนบุรี นำโดยคุณแอม ณัฐรินทร์ พงษ์วิทยภานุ ประธานหอการค้า เล่าถึงภาวะเศรษฐกิจเมืองกาญจน์ว่าก็คล้ายกับภาพรวมของประเทศ โดยการใช้จ่ายและการลงทุนยังซบเซา ประชาชน/ผู้ประกอบการระมัดระวังการใช้จ่าย เศรษฐกิจพึ่งพารายได้จากภาคบริการท่องเที่ยวมากกว่าภาคการผลิตเกษตรและอุตสาหกรรม โดยในครึ่งแรกของปี 2568 จำนวนผู้เยี่ยมเยือนสูงถึง 7.33 ล้านคน เป็นอันดับ 3 รองจากกรุงเทพฯ และชลบุรี เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่า 95% และมักมีพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวยังต่ำกว่าจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ แต่มีศักยภาพรองรับการท่องเที่ยวได้อีก เพราะกาญจนบุรีเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติภูเขาและน้ำตกทำให้ เกาะกระแสเทรนด์การท่องเที่ยวแบบแคมปิง จึงยังต้องเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ผนวกกับการเดินไปมาสะดวกขึ้นจาก M81 ทำให้การท่องเที่ยวคึกคักขึ้นมาก โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และอัตราการเข้าพักสูงขึ้น โดยเฉพาะโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร และร้านกาแฟ ที่เปิดใหม่ บางแห่งที่เป็นที่นิยม ลูกค้าเพิ่มถึง 400%


ความได้เปรียบเชิงธรรมชาติในพื้นที่เมืองกาญจน์ทั้งภูเขา น้ำตก แม่น้ำ เขื่อนอ่างเก็บน้ำ และชายแดนติดกับเมียนมา มีศักยภาพเอื้อต่อการพัฒนาที่พัก แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจที่ไม่ไกลกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี โอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวมีความเป็นไปได้หลายรูปแบบ บวกกับการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ใช้เวลาและเปลี่ยนพฤติกรรมให้มาพักค้างคืน ซึ่งก็ต้องเรียนว่ามีสถานที่อยู่ไม่น้อยแล้วครับ เช่น ที่พักหลายรูปแบบ สถานที่สำหรับกิจกรรมทางน้ำ กลางแจ้ง และผจญภัย สนามกอล์ฟก็เยอะ ร้านอาหารอร่อยๆ ก็แยะ จังหวัดทั้งภาครัฐและเอกชนก็ต่างมีการโปรโมตเพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวด้วยกิจกรรมการแข่งขันกีฬา วิ่งมาราธอน วิ่งเทรล กอล์ฟ และการจัดแสดงคอนเสิร์ตในช่วงต่างๆ ของปี ก็เป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยวที่จะมาใช้จ่ายสร้างรายได้ท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งควรร่วมมือกันทำมากขึ้น หลากหลายขึ้น และต่อเนื่อง ให้เกิด synergy เช่น ทุกสนามกอล์ฟจัดโปรโมชันราคาเดียวเดือนเดียวกันในหน้าฝน และจัดคอนเสิร์ตวงดนตรีดังในและต่างประเทศในหน้าหนาว (คล้ายภาคตะวันออก และเขาใหญ่ ตามลำดับ แต่ไม่ควรซ้ำซ้อนกัน) เป็นต้น อนึ่ง การนำเสนอข้อมูลรายละเอียดพร้อมทั้งแบ่งประเภท (grouping) สถานที่ ที่พัก ร้านอาหาร ที่ท่องเที่ยว และการสร้างกิจกรรมมัดรวมให้เป็น page ครบวงจรอยู่ในที่เดียวให้ค้นหาได้ง่ายและอัปเดตให้เป็นปัจจุบัน จะช่วยให้นักท่องเที่ยวเปรียบเทียบและตัดสินใจได้ดีขึ้นครับ
หลังจากวันที่ 16 มกราคม 2569 กรมทางฯ เปิดให้บริการ M81 เต็มระบบ และเก็บค่าผ่านทาง บางใหญ่-กาญจนบุรี สำหรับรถยนต์ 4 ล้อ 6 ล้อ และสูงกว่า 6 ล้อ ค่าบริการสูงสุด 150, 240 และ 350 บาทต่อเที่ยว บทความนี้เสนอแนะการให้ส่วนลดค่าบริการกับรถขนส่งสินค้าเกษตรที่แบกพืชผักผลไม้เข้ามาขายในเมืองเพิ่มความรวดเร็วลดความเสียหายสุกงอมเน่าเปื่อย ไม่ใช่เฉพาะ M81 ทางด่วนสายอื่นๆ ก็เช่นกัน ทางการควรให้การสนับสนุนการขนส่งสินค้าเกษตรเพื่อรักษาต้นทุนขาย ไม่ให้เพิ่มขึ้นมากจนเป็นภาระกับเกษตรกรที่จะส่งผลิตภัณฑ์ถึงมือผู้ค้าและผู้บริโภคครับ ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณปริญดา สุลีสถิร ธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้สนับสนุนข้อมูล
หมายเหตุ : “บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด”
ที่มาภาพ : จาก FB ททท.กาญจนบุรี website ข่าวสด และ Wongnai




