Corruption Perceptions Index 2025[1] : ภาพลักษณ์ทุจริตไทย เพิ่มขึ้น

*จิตเกษม พรประพันธ์

ที่มาภาพ: https://www.transparency.org/en/cpi/2025

ไทยเราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมายังไม่ถึงสัปดาห์ เราทราบพรรคแกนนำรัฐบาลกันแล้วและอีกไม่นานก็คงทราบผลสูตรผสมรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี แน่นอนว่าประชาชนผู้ออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกต้องการเห็นผู้นำรัฐบาลใหม่นำประเทศไทยให้เปลี่ยนแปลงไปสู่มิติใหม่ ทิ้งความจมปรักที่อยู่คู่กับสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทย จนฝังรากลึกลงไปในอณูของความเป็นไทย แตะตรงไหนก็เจอ เรียกได้ว่าเป็นปัญหาโครงสร้างจนส่งผลกระทบไปในทุกหย่อมหญ้า เราจึงก้าวไม่พ้นกับดักความเหลื่อมล้ำและความยากจนซักที จะเป็นเรื่องอื่นใดไม่ได้นอกจาก “คอร์รัปชัน” นั่นเอง

ปีนี้องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) เผยผลสำรวจดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) 2025 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 จัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 116 ปรับตัวลดลงจากอันดับที่ 107 ของดัชนีฯ 2024 ร่วงลงมา 9 อันดับ คงไม่มีอะไรต้องแปลกใจมากนัก ทั้งนี้ ก็ต้องทิ้งไว้ให้เป็นโจทย์ท้าทายว่ารัฐบาลใหม่จะนำประเทศไทยพ้นจากตมของคอร์รัปชันกันอย่างไร

CPI คือ ดัชนีที่วัดระดับการรับรู้การทุจริตในภาครัฐของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุดในการวัดระดับความโปร่งใสในระดับสากล โดยปี 2024 ประเทศไทยมีผลคะแนน 34 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน และอันดับโลก 107 จากทั้งหมด 180 ประเทศทั่วโลก และอยู่ในอันดับที่ 5 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ คะแนน 84 อันดับ3 มาเลเซียคะแนน50 อันดับ57 เวียดนาม คะแนน 40 อันดับ 88 และอินโดนีเซีย คะแนน 37 อันดับ 99 [2]

CPI ปี 2025 ประเทศไทยได้ 33 คะแนน ต่ำที่สุดนับแต่ปี 2012 ปรับลดลงจากปีก่อนที่ 34 คะแนน อันดับที่ 116 ลดลง 9 อันดับจาก 107 ในปีก่อน ขณะที่มาเลเซีย คะแนน 52 อันดับ 54 และเวียดนาม คะแนน 41 อันดับ 81 ปรับดีขึ้นทั้งคะแนนและอันดับ ส่วนสิงคโปร์มีคะแนนและอันดับคงเดิม คะแนน 84 อันดับ 3 จาก 182 ประเทศ

หลักการวัดคะแนน CPI จะใช้เกณฑ์ตั้งแต่ 0 (ทุจริตสูงมาก) ถึง 100 (โปร่งใสมาก) ความสำคัญของคะแนน CPI จึงสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยประเทศที่มีคะแนนสูงมักดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้ดีกว่า เพราะมีความเสี่ยงต่ำในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีดัชนีย่อยด้านอื่นๆอีกหลายปัจจัยประกอบด้วย อาทิ ดัชนีชี้วัดความเป็นประชาธิปไตย และหลักนิติรัฐ (Rule of Law) สะท้อนภาพลักษณ์สากลของแต่ละประเทศ หรือมุมมองด้านคุณภาพชีวิตประชาชนที่บางประเทศได้คะแนนต่ำ ก็สะท้อนถึงการรั่วไหลของงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการด้านสาธารณูปโภคและการศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้ TI จัดทำ CPI โดยรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ(Secondary Data) จากแหล่งข้อมูลอิสระที่เป็นดัชนีย่อยจากหน่วยงานระดับโลก ชุดข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการวัดระดับ “คอร์รัปชัน” ไม่ได้ดูแค่การจ่ายเงินใต้โต๊ะ แต่ครอบคลุมไปถึงโครงสร้างอำนาจรัฐและระบบนิติธรรมด้วยจากตัวอย่างในตารางด้านล่าง

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ให้นิยามปี 2568 ว่าเป็นปีแห่งการ “โกงเป็นเครือข่าย” โดยสรุป 10 ข่าวคอร์รัปชัน อาทิ ตึกของหน่วยงานตรวจสอบหลักถล่ม พระสงฆ์โกงเงินวัด การยึดทรัพย์เครือข่ายทุนเทาและสแกมเมอร์ และการบิดเบือนกฎหมายและความจริงเพื่อช่วยนักโทษไม่ให้ติดคุก เป็นต้น[3]  ซึ่งมักเป็นการกระทำของนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และชนชั้นนำ อย่างไรก็ตาม ยังมีกรณีคอร์รัปชันอีกมากมายที่อยู่ในระดับปฏิบัติของเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆแม้ไม่เป็นข่าวแต่เป็นอุปสรรคและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในการดำรงชีวิตความเป็นอยู่และการทำธุรกิจของคนดีให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ จนเป็นที่อิดหนาระอาใจของทุกภาคส่วน

(ซ้ายไปขวา) ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย,นายเกรียงไกร เธียรนุกูล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายผยง ศรีวณิช สมาคมธนาคารไทย

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)[4]  ร่วมกับเครือข่าย “เพื่อนไม่ทน” จัดตั้งคณะทำงาน Zero Corruption และประกาศจุดยืนภาคเอกชนไทยในการต่อต้านคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 กกร. และคณะฯ ก็ได้เปิดเผยผลสำรวจว่า “ประชาชนและภาคธุรกิจเห็นตรงกัน คอร์รัปชันเป็นวิกฤติแห่งชาติ ผลสำรวจพบว่า 77% ของประชาชน และ 97% ของภาคธุรกิจมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก โดย 48% ของประชาชน และ 22% ของภาคธุรกิจระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นปัญหาสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน รองจากปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต[5]”

หลายๆคนคงเคยได้ยินว่าผู้รับเหมาในวงการก่อสร้างถูกเรียกใต้โต๊ะสูงถึง 30% ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นต้นทุนของธุรกิจที่สูงมากจนต้องไปลดต้นทุนอื่นๆเพื่อให้ยังพอเหลือกำไร ดังนั้น คุณภาพการก่อสร้างจะเหลืออะไร ทั้งฝีมือแรงงาน ปริมาณ คุณภาพและมาตรฐานวัสดุอุปกรณ์ลดได้ก็ต้องลดลง ประเทศก็เหมือนกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าการคอร์รัปชันส่งผลกระทบต่อการเติบโตของ GDP ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมทางสังคม และความยากจนเพิ่มขึ้น มีงานศึกษาเชิงประจักษ์หลายชิ้นพบว่า การคอร์รัปชันฉุดรั้งการเติบโตของ GDP โดยผลการศึกษาจากข้อมูลของทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา 12 ประเทศ โดยใช้ข้อมูลภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Perceived Corruption) ร่วมกับอัตราการว่างงาน การใช้จ่าย และการลงทุน ผลโดยรวมปรากฎว่าเพิ่มคะแนนความโปร่งใส (หรือลดคอร์รัปชันลง) 1% อาจส่งผลให้ GDP เติบโตขึ้นได้ 0.20% ในระยะยาว[6]  นอกจากนี้ ยังมีบทความที่ใช้ข้อมูล CPI มาศึกษาความสัมพันธ์ของการคอร์รัปชัน การเติบโตของ GDP และความยากจนในประเทศอาเซียน ซึ่งระบุกรณีของไทยว่าการคอร์รัปชันมีอิทธิพลต่อความยากจนอย่างมีนัยสำคัญ [7]

คอร์รัปชัน กินบ้านกินเมืองเป็นรากฐานปัญหาที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการเงินของประเทศสูงขึ้นไม่ใช่เฉพาะเศรษฐกิจ แต่เป็นการกัดกร่อนบ่อนเซาะในทางสังคมทั้งเรื่องการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้อย่างมีคุณภาพทั้งระบบการศึกษา สาธารณสุข มาตรฐานความเป็นอยู่ และสวัสดิการสังคมอื่นๆ (ดัชนีการพัฒนามนุษย์ หรือ Human Development Index: HDI) [8] ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของการบริหารงานโดยรวมของหน่วยงานรัฐ จนถึงขีดความสามารถในการแข่งขัน และอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ในการดึงดูดนักลงทุน และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้ ถ้าจะให้ระบุตัวอย่างของไทย ก็เช่น โคมไฟเสาหงส์ถี่ๆส่องถนนเทศบาล ทุจริตโครงการจำนำข้าว นมโรงเรียนบูด ทุจริตยาในโรงพยาบาลของรัฐ และอาคารรัฐทิ้งร้าง/สร้างไม่เสร็จในหลายจังหวัด เป็นต้น นี่ยังไม่รวมพวกคนเทา ทุนเทา เงินเทา และสแกมเมอร์ ที่หน่วยงานเจ้าของกฎหมายเพิกเฉยและไม่บังคับใช้เอาคนผิดมาลงโทษ

ที่มาภาพ :  https://www.natethip.com/news.php?id=10034 และ FB Page ต้องแฉ 9 มิถุนายน 2021

อนึ่ง คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 26 ธันวาคม 2567 เห็นชอบต่อร่างหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LoI) ของไทยในการขอเข้าสู่กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าเป็นสมาชิก OECD[9] โดยสมบูรณ์ในเดือนมกราคม 2572 อย่างไรก็ตาม ในกรอบการพิจารณาการเข้าเป็นสมาชิก นั้น กำหนดให้ CPI เป็นเครื่องชี้ปัจจัยหนึ่งที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและพันธกรณีการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD  ดังนั้น CPI จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเจตจำนงดังกล่าว แต่หาก CPI มีแนวโน้มขาลงต่อเนื่อง ความหวังการเข้าเป็นสมาชิก OECD ก็คงริบหรี่ เนื่องจาก CPI เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อปัจจัยการประเมินเศรษฐกิจและสังคมอื่นๆด้วย ในฐานะคนไทยก็ต้องรอลุ้น CPI 2026 กันต่อไปในต้นปี 2570 ครับ

หมายเหตุ : “บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด”

อ้างอิง

[1] https://www.transparency.org/en/cpi/2025/index/tha

[2] ตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บแสดงคะแนน และอันดับ จาก 180 ประเทศ และโดยเฉพาะเวียดนามปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องโดยสูงขึ้นถึง 9 อันดับ นับจากปี 2015

[3] https://theactive.thaipbs.or.th/news/corruption-20251225

[4] สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย

[5] https://www.thaichamber.org/news/view/175/4125

[6] https://doi.org/10.48048/asi.2024.262107

[7] https://doi.org/10.15294/jejak.v11i2.16061 และ https://doi.org /10.29259/jep.v20i1.16131

[8] https://doi.org/10.51505/IJEBMR.2025.9118 และ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/scnet/article/download/151585/119811/461568?utm_source=chatgpt.com

[9] https://inter.nesdc.go.th/wp-content/uploads/2024/03/PPT