จิตเกษม พรประพันธ์ และดวงทิพย์ ศิริกาญจนารักษ์*
บทความนี้หยิบยกประเด็นสำคัญจากงานศึกษาวิจัยเรื่อง “การเข้ามาของสินค้าและการลงทุนทำธุรกิจของต่างชาติที่เปลี่ยนไป[i]” เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจถึงความท้าทายและสถานการณ์การไหลเข้าของสินค้าและเงินทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีน ที่เป็นปัจจัยสำคัญส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย ทั้งนี้ ท่ามกลางในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว กลยุทธ์ที่เคยใช้ได้ผลในอดีตอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทบาทของจีนในเวทีการค้าและการลงทุนในโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศของจีนเอง ทั้งจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ การบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังการระบาดของโควิด-19 ตลอดจนวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอุปสรรคของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ กดดันให้จีนต้องกระจายอุปทานส่วนเกินผ่านการส่งออกและการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีความใกล้ชิดทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ ไทยในฐานะคู่ค้ากับจีนมายาวนานจึงกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการกระจายสินค้าและการลงทุนดังกล่าว ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก จากการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่ขาดประสิทธิภาพเป็นเวลานาน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำหรือไม่คุ้มค่า
สินค้าต่างชาติเข้ามาเยอะขึ้น โดยเฉพาะจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบ เครื่องจักร และสินค้าขั้นกลาง โดยเฉพาะสินค้าจากจีนที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว (รูป 1) ใน 6 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า โลหะและวัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมีและพลาสติก ยานยนต์และชิ้นส่วนรวมถึงยางล้อ ซึ่ง 6 กลุ่มสินค้านี้คิดเป็นถึง 30% ของ GDP ภาคอุตสาหกรรมของไทย
ทำไมสินค้าจีนถึงมาแรง ? ไม่ใช่แค่จีนที่ผลักสินค้าออกมาด้วยแรงผลักตามที่กล่าวไว้ข้างต้น คนไทยเองก็มีแรงจูงใจในการซื้อสินค้าจากจีนมากขึ้น เพราะราคาถูกลง หลากหลายขึ้น สำหรับด้านคุณภาพก็ค่อย ๆ ดีขึ้น เช่น เฟอร์นิเจอร์จากจีนราคาเฉลี่ยถูกกว่าประเทศอื่นถึง 3 เท่า และเสื้อผ้าถูกกว่า 5 เท่า (รูป 2) ด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น สมาร์ทวอทช์ หูฟังไร้สาย กล้องดิจิทัล และอุปกรณ์มีฟังก์ชันล้ำในราคาจับต้องได้ เบื้องหลังความคุ้มค่านี้ คือ การผลิตแบบ economies of scale ที่จีนทำได้ดีมาก บวกกับเทคโนโลยีการออกแบบและผลิตที่ก้าวหน้า ตลอดจนนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนอย่างจริงจัง ผลลัพธ์ คือ สินค้าจีนเข้ามามีส่วนแบ่งตลาดในไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว[ii] เช่น เฟอร์นิเจอร์จากจีนมีสัดส่วนยอดขายในประเทศเพิ่มจาก 56% (ก่อนโควิด-19) เป็น 75% (ไตรมาส 1 ปี 2568) เช่นเดียวกับเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม เพิ่มขึ้นจาก 36% เป็น 44% (รูป 3)
สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่มีกว่า 2 แสนราย และแรงงานกว่า 2 ล้านคนในสินค้า 6 กลุ่มหลักที่กล่าวไป (รูป 4)ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่กับเฉพาะ SMEs แต่ยังรวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลสินค้านำเข้าที่ซื้อขายผ่านช่องทาง e-commerce ที่เติบโตเร็ว เนื่องจากผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าต่างชาติผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ยังไม่มีสำนักงานในไทย และสินค้าบางส่วนได้รับการยกเว้นไม่ต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานตามกฎระเบียบเดิม ทำให้การตรวจสอบคุณภาพอาจไม่ครบถ้วนและประโยชน์อาจตกเข้าประเทศไทยไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

การลงทุนจากต่างชาติ โอกาสที่ต้องบริหารจัดการ
นอกจากสินค้าแล้ว “การลงทุนจากต่างประเทศ” ก็เป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ซึ่งในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจต่างชาติที่มาลงทุนในไทยมากเป็นอันหนึ่งคือ จีน แซงหน้าทุกประเทศ (รูป 5) โดยจีนเป็นอันดับหนึ่งทั้งมิติสัดส่วน FDI ถึง 1 ใน 4 ของทั้งหมด และจำนวนธุรกิจที่มีมากถึง 1 ใน 5 ของบริษัทต่างชาติที่จดทะเบียนในไทย
ธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด คือ การค้า อสังหาริมทรัพย์ และการผลิต ซึ่งทั้ง 3 sectors จีนเข้ามีบทบาทเพิ่มขึ้น (รูป 6) โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่ธุรกิจจีนมีสัดส่วนมากขึ้นชัดเจน ในงานศึกษาได้เล่า insight การเข้ามาของนักธุรกิจจีนในภาคเหนือของไทย ที่ชี้ให้เห็นว่า หลังโควิด-19 นักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ในจังหวัดเชียงใหม่ เปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้นลงทุนในธุรกิจที่พักแรมและร้านค้าต่าง ๆ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจีน มาเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้พำนักระยะยาว เพื่อตอบสนองชาวจีนที่นิยมเข้ามาเพื่อการศึกษาของบุตรหลานและเพื่อที่อาศัยมากขึ้น
เห็นได้จากจำนวนนักเรียนจีนและโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเชียงใหม่มีโรงเรียนนานาชาติถึง 23 แห่ง มากเป็นอับดับสองของประเทศรองจากกรุงเทพฯ ส่งผลด้านบวกต่อพื้นที่ คือ ช่วยเพิ่มกำลังซื้อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น สร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจและการจ้างงานในพื้นที่แต่มีข้อห่วงใยว่า ราคาอสังหาฯ และค่าเช่าในบางพื้นที่ปรับเพิ่มขึ้น การบังคังใช้กฎระเบียบ/กฎหมายแบบเดิมอาจไม่เหมาะสมกับการทำธุรกิจปัจจุบัน อาจเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายทำให้ภาครัฐไม่สามารถกำกับดูแลได้เต็มที่ รวมทั้งผลกระทบด้านสังคม จากความไม่เข้าใจระหว่างคนท้องถิ่นกับชาวจีน โดยเฉพาะในกรณีวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ธุรกิจจีนในไทยเป็นแบบไหน ? จากการวิเคราะห์ผ่านงบการเงิน จากบริษัทที่รายงานต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า90% เป็นธุรกิจขนาดเล็กและ micro ขณะที่เม็ดเงินลงทุนหลักมาจากธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนที่ถือหุ้นไม่เกิน 50% กระจุกตัวในพื้นที่เศรษฐกิจหลัก เช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคตะวันออก และนิคมอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับนักลงทุนจากประเทศอื่น ๆ ยกเว้นภาคใต้ โดยเฉพาะภูเก็ตและสมุยที่เห็นธุรกิจของชาวรัสเซียเพิ่มขึ้นมากในช่วง 3–4 ปีหลัง ทั้งอสังหาฯ ที่พัก ร้านอาหาร และบริการท่องเที่ยวครบวงจร
แล้วธุรกิจไทยได้ประโยชน์แค่ไหน ? ผลการวิเคราะห์ พบว่า ธุรกิจที่มีต่างชาติเข้ามาร่วมถือหุ้นมักมีผลประกอบการดีกว่าธุรกิจที่ชาวไทยถือหุ้น 100% กรณีของธุรกิจที่มีชาวจีนร่วมถือหุ้นก็เช่นเดียวกัน (รูป 7)เพราะโครงสร้างต้นทุนต่ำกว่า ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี มีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจไทยยังเกาะเกี่ยวประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ เพราะ ธุรกิจต่างชาติใช้ local content ในไทยไม่มาก เช่น เสื้อผ้า 32% เครื่องหนัง 41% อิเล็กทรอนิกส์ 49% ด้านการจ้างงานก็ได้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ส่วนหนึ่งเพราะแรงงที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยังมีไม่เพียงพอ

ในช่วงท้ายของงานศึกษา 4 มาตรการที่คณะทำการศึกษาได้เสนอไว้ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่ทางการดำเนินการอยู่ ดังนี้
- การบังคับใช้มาตรฐานสินค้านำเข้าให้เข้มขึ้น ทั้งการตรวจสอบสินค้าผ่านด่านให้รัดกุม เร่งรัดกระบวนการไต่สวนกรณีสินค้าทุ่มตลาดในไทย ทบทวนภาษีนำเข้าสินค้าราคาถูก ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนนี้ กรมศุลกากรได้ประกาศยกเลิกกำหนดมูลค่าขั้นต่ำ (De Minimis) เตรียมเก็บอากรสินค้านำเข้าทุกชิ้น เริ่ม 1 ม.ค. 2569 เพื่อสร้างความเป็นธรรมการค้าให้ SME ในประเทศ และกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ตั้งสำนักงานในไทย เพื่อควบคุมคุณภาพและเก็บภาษีอย่างเท่าเทียม
- ปรับปรุงกระบวนการกำหนดกฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิและแก้ปัญหาผู้ส่งออกถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น (Transshipment Rate) เช่น เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ ควบคู่กับการปรับปรุงขั้นตอนออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) ให้มีประสิทธิภาพ ไม่เพิ่มต้นทุนธุรกิจ และช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์สูงสุดจากการคำนวณ Regional Value Content (RVC)
- การปรับ/ทบทวนการให้สิทธิประโยชน์การลงทุน เช่น สนับสนุนการร่วมทุน (joint venture) ระหว่างต่างชาติกับไทย และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย (สร้าง supply chain การจ้างงาน) รวมทั้งติดตามและประเมินผลสิทธิประโยชน์ทุก 3 ปี เพื่อพิจารณาต่ออายุ
- ขยายตลาดใหม่ให้ธุรกิจไทย เร่งเจรจา FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่ ส่งเสริมสินค้ามูลค่าสูง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวลดการพึ่งพาการผลิตแบบ mass ที่แข่งขันกับจีนได้ยาก
เกมส์การแข่งขันเปลี่ยนแล้ว ธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนตาม ส่วนหนึ่งของคำตอบที่ “ใช่” คือ สร้างความแตกต่าง ยกระดับคุณภาพ และใช้เทคโนโลยีและช่องทางใหม่ เพราะสินค้าจีนมาแรง จากราคาดี คุณภาพได้ นักลงทุนจีนมาเยอะเพราะมองเห็นโอกาสในไทย ขณะเดียวกันการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมและการไหลบ่าของทุนต่างชาติจะกลายเป็นแรงกดดันต่อผู้ประกอบการในประเทศ หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม การเปิดรับต่างชาติไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้อง “สมดุล” ระหว่างการเปิดโอกาสกับการปกป้องธุรกิจในประเทศ และมี “กลยุทธ์” ที่ชัดเจนในการเกาะเกี่ยวประโยชน์ให้ได้มากที่สุดครับ
หมายเหตุ : “บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด”
[i] อ่านงานศึกษาฉบับเต็มได้ที่ https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/research/regional/reg-research-2025-02.html หรือ
[ii] อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความเรื่อง สินค้า (ผ่านด่าน) เร่งด่วน สมรภูมิ.. เดือด โดย จิตเกษม พรประพันธ์, สุเมธ พฤกษ์ฤดี และดวงทิพย์ ศิริกาญจนารักษ์ (ThaiPublica, 16 ตุลาคม 2568)



