*จิตเกษม พรประพันธ์ 
เข้าสู่ช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่กันแล้ว แต่ทำไมกลับมีเรื่องหนักใจหลายเรื่องที่ค้างคาจากปีเก่าที่ต้องเร่งเคลียร์ ทั้งเรื่องการเร่งฟื้นฟูหลังน้ำท่วมใหญ่ในหลายแห่ง ความขัดแย้งกับเขมร และปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มโตช้าลง สอดคล้องกับคณะกรรมการนโยบายการเงินที่ประกาศคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจปี 2568-2569-2570 ขยายตัว 2.2 1.5 และ 2.3% ตามลำดับ แต่สำหรับด้านการค้าชายแดนโดยเฉพาะทั้งภาคตะวันตกและตะวันออกของไทยในปี 2568 ทั้งปีนี้ไม่เป็นเช่นนั้น กลับหดตัวจากผลกระทบของการสู้รบภายในเมียนมาและการสู้รบของไทยกับเขมร ตามลำดับ และตอนนี้ยังไม่มองเห็นว่าทิศทางและแนวโน้มในระยะต่อไปจะเป็นอย่างไร
ในบทความนี้จะเล่าถึงภาวะการค้าชายแดนด้านตะวันตกติดกับเมียนมา จากที่ผู้เขียนได้เข้าประชุมกับคณะกรรมการการค้าชายแดนและผ่านแดน สภาอุตสาหกรรม มาเป็นระยะๆ และเมื่อ 17-19 ธันวาคม 2568 ได้นำคณะแบงก์ชาติ ภาคเหนือ ไปสำรวจภาวะเศรษฐกิจและการค้าที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยได้เข้าพบภาครัฐและเอกชน ทั้งศุลกากรแม่สอด หอการค้า พ่อค้า และนักธุรกิจ ในพื้นที่ ตามโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจและธุรกิจ (Business Laison Program หรือ BLP) ทุกหน่วยงานให้ข้อมูลว่ากำลังเผชิญกับภาวะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและซบเซาจากการปิดด่านชายแดนแม่สอดที่ถือเป็นช่องทางการค้าหลัก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและต้นทุนการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น

ประการแรก การค้าชายแดนและผ่านแดนด่านแม่สอดมีมูลค่าครอบคลุมถึงร้อยละ 40 ของการค้าระหว่างไทยและเมียนมา ที่เหลือผ่านด่านสังขละบุรี ด่านระนอง และด่านแม่สาย เมื่อมองย้อนหลังกลับไป 10 ปี การค้าชายแดนและผ่านแดนไทย-เมียนมา เติบโตดีต่อเนื่องโดยในช่วง 2558-2562[1] มีมูลค่าเฉลี่ย 103.5 พันล้านบาท ขยายตัว 7.5% และเติบโตมากในช่วง 2563-2565 มีมูลค่าเฉลี่ย 164.7 พันล้านบาท หรือเร่งขึ้นถึง 39.1% แต่ในช่วง 2 ปีหลัง 2566-68 การค้ากับเมียนมากลับลดลง 15.7% โดยมูลค่าเฉลี่ยยังสูงถึง 194 พันล้านบาท (รูปที่ 2-3) สำหรับสินค้าส่งออกจากไทยที่มีมูลค่าในอันดับต้นๆ ได้แก่ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ น้ำมัน เม็ดพลาสติก รถจักรยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น บะหมี่สำเร็จรูป น้ำมันพืช เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สบู่ โลชั่น และผ้าพิมพ์ ส่วนไทยนำเข้าสินค้าเกษตรเป็นสำคัญ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พริกแห้ง พริกสด และถั่วเขียว รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น สินแร่พลวง (Antimony) และดีบุก

ประการที่ 2 ปี 2568 มูลค่าการค้าเพิ่มสูงจากสินค้ามูลค่าสูง มีการส่งออกผ่านแดนโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์สูงถึง 15.9 พันล้านบาท คิดเป็น 18.3% ของสินค้าผ่านแดนส่งออกรวม 86.9 พันล้านบาท ทำให้มีข้อสังเกตได้ว่า การส่งออกและส่งออกผ่านแดนโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ในสัดส่วนสูงสอดรับกับช่วงของการเติบโตของคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ในแหล่งคาสิโนในเมืองเมียวดี เช่น Shwe Kok Ko และ KK Park และในระยะหลังนี้ แร่พลวงมีความสำคัญขึ้นมากตามมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดน (รูปที่ 4) โดยได้รับคำบอกเล่าว่ามีการทำเหมืองสกัดพลวงในเมียนมาและนำเข้าผ่านทางอำเภออุ้มผาง เข้ามาเป็นสินค้าคลังทัณฑ์บนสูงเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันในปี 2567-2568 มูลค่า 2.6 และ 14.3 พันล้านบาท ตามลำดับ แล้วส่งต่อผ่านด่านแม่สอดไปเข้าโรงถลุงของทุนเทาจีนในแถบรัฐกระเหรี่ยงตอนบน และนำเข้ามาโรงถลุงและแต่งแร่ในไทยที่เป็นนอมินีจีน (ประเทศจีนเคยมีมาตรการควบคุมการส่งออกแร่พลวงเป็นระยะ แต่ขณะนี้อยู่ในช่วงผ่อนคลายมาตรการ) ก่อนส่งออกไปประเทศอื่นต่อไป เช่น อเมริกา อนึ่ง ธุรกิจพลวงสะท้อนความเสี่ยงที่ไทยต้องเผชิญเกี่ยวกับการฟอกเงินทุนเทา และมลพิษจากโลหะหนักปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม
ประการที่ 3 หากพิจารณาเชิงโครงสร้าง พบว่าสัดส่วนของมูลค่าการค้าผ่านแดนและการค้าชายแดนเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงปี 2558-62 2563-65 และ 2566-68 คิดเป็นอัตรา 23:77 33:67 และ 53:47 ตามลำดับ (รูปที่ 2) ในระยะหลังนี้ความสำคัญของการค้าชายแดนลดลงจนต่ำกว่าการค้าผ่านแดนจากสาเหตุ 3 ปัจจัยหลักด้วยกัน ได้แก่ 1) ด้านภูมิรัฐศาสตร์ 2) เศรษฐกิจในประเทศเมียนมา และ 3) ด้านความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยภายหลังโควิด-19 ผนวกกับการรัฐประหารในปี 2564 รัฐบาลทหารมุ่งสร้างเสถียรภาพการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ท่ามกลางปัญหาความไม่สงบภายในเมียนมาเอง ทั้งจากความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมกองกำลังและการแผ่อิทธิพลสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะด้านที่มีพรมแดนติดกับไทย ทำให้การค้าชายแดนและผ่านแดนมีอุปสรรค โดยเส้นทางหลักของการขนส่งสินค้าในฝั่งเมียนมาเสียหายจากการสู้รบ ยังรอการซ่อมแซมถนนและสะพานที่เกิดความเสียหาย และในต้นปี 2568 การค้าชายแดนทรุดตัวลงไปอีกจากสถานการณ์การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์คอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มชาติพันธุ์ตามตะเข็บชายแดน กอปรกับรัฐบาลไทยมีมาตรการ 3 ตัด ตัดน้ำมัน ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต รวมถึงห้ามส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น เครื่องจักรอุปกรณ์ที่สนับสนุนคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์สำรองไฟขนาดใหญ่ เป็นต้น ทำให้การส่งออกลดลง 12% ในปี 2568
เศรษฐกิจเมียนมาประสบการขาดดุลการค้า เงินจัตอ่อนค่า เงินเฟ้อสูง และกำลังซื้อลดลง ทำให้ต้องแก้ปัญหาพร้อมกันหลายด้าน ทั้งกฎระเบียบและพิธีการปฏิบัติการค้า เช่น การกำหนดให้ผู้ส่งออกไปเมียนมาต้องขอใบอนุญาตนำเข้า (import license) และจับคู่กับมูลค่าสินค้าส่งออก (export earning) ตามประเภทสินค้าที่กำหนดเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับไทย และในเดือนสิงหาคมปีนี้ รัฐบาลทหารสั่งปิดด่านเมืองเมียวดีชั่วคราว ซึ่งเป็นช่องทางหลักของการค้าแม่สอด โดยห้ามรถบรรทุกสินค้าไทยขนส่งผ่านทางสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา 2 ทั้งนี้ มีนัยว่ารัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเส้นทางด้านท่าเรือย่างกุ้งซึ่งไม่ต้องผ่านเขตของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเสี่ยงจากการสู้รบ ตัดท่อน้ำเลี้ยงกองกำลังติดอาวุธ ลดรายได้รั่วไหลจากการลักลอบนำเข้าสินค้า และเป็นการปรับระบบรายได้เข้าสู่รัฐบาลกลางมากขึ้น
ผู้ประกอบการแม่สอดจึงมีการแก้ปัญหาส่งออกโดย 1) การขนส่งผ่านด่านช่องทางธรรมชาติที่ได้รับการผ่อนปรน (รูปที่ 5) แต่ก็ต้องยกถ่าย/ทอยสินค้าระหว่างรถขนส่งไทยและรถขนส่งพม่า เกิดความไม่สะดวก 2) การส่งสินค้าออกผ่านทางท่าเรือแหลมฉบังผ่านสายเรือสากลไปขึ้นที่ท่าเรือย่างกุ้ง และ 3) อีกช่องทางหนึ่ง คือ ท่าเรือในจังหวัดระนอง แต่พื้นที่วางสินค้าในท่าเรือระนองคับแคบแออัด ทำให้สินค้าเสียหาย และขนาดระวางเรือเล็กไม่สามารถรองรับสินค้าจำนวนมากได้ ส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก[2]
เป็นที่ทราบกันดีว่าคน CLMV[3] ชื่นชอบสินค้าที่ผลิตจากไทย คนเมียนมาและชาติพันธุ์ตามพรมแดนก็เช่นกัน โดยเฉพาะของกินของใช้ ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผงชูรส น้ำมันพืช ยารักษาโรค เครื่องดื่ม สบู่ โลชั่น รองเท้าแตะ ผ้าพิมพ์ และมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ และปัจจัยการผลิต เช่น น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน เม็ดพลาสติก และปุ๋ยเคมี ล้วนมียอดติดสิบอันดับแรกของสินค้าส่งออก
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการอ่อนค่าของเงินจัต กำลังซื้อที่ลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการผลิตไทย และอุปสรรค/ต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าของไทยแพงขึ้นและแข่งยากขึ้น โดยนักธุรกิจแม่สอดให้ข้อมูลว่าสินค้าจากจีนหลากหลายประเภท เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น เข้ามาแข่งมากขึ้นทั้งสินค้าส่งออกและสินค้าผ่านแดนออก และในระยะหลังก็เป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่า เช่น ปูนซีเมนต์ของจีนราคาถูกกว่าถึงร้อยละ 20-30 ขณะที่มาตรฐานความแข็งแรงสูงกว่าแบรนด์ไทยแล้ว
ภาวะซบเซาของการค้าชายแดนและผ่านแดนที่กล่าวมาก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคบริการขนส่ง และรวมถึงการจ้างงานด้วย ผู้ประกอบการรถขนส่งหลายแห่งให้ข้อมูลตรงกันว่า จำนวนเที่ยวรถที่ให้บริการลดลงครึ่งหนึ่ง การขนส่งสินค้าลดลงโดยขาไปมีของแต่ขากลับไม่มีของ เพราะรถบรรทุกไม่สามารถวิ่งเข้าไปส่งของถึงเมืองต่างๆ ในเมียนมาและไม่สามารถรับสินค้าเกษตร/พืชไร่กลับเข้าเมืองไทยได้ทำให้ไม่คุ้มค่าน้ำมัน
ตลอดจนมีการแข่งขันด้านราคาระหว่างผู้ประกอบการด้วยกันเองทั้งรายใหม่และรายเดิม ทำให้ผู้ประกอบการจากที่ไม่เคยกู้ธนาคารก็ต้องกู้มาเพื่อใช้หมุนเวียนสภาพคล่อง หลายรายต้องปิดกิจการโดยเฉพาะรายเล็กที่ต้องส่งค่างวดรถบรรทุก ส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้คนขับรถและแรงงานขึ้นลงสินค้า การจับจ่ายใช้สอยในเมืองแม่สอดจึงยังอยู่ในภาวะซบเซาเช่นกัน
หลายฝ่ายมีความหวังกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นหลังวันเลือกตั้ง 28 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นระยะแรก และยังต้องรอการจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ต่างๆ ในระยะต่อไปอีก 2 ครั้งในเดือนมกราคม กว่าจะแล้วเสร็จก็เดือนมีนาคม 2569
อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ก็ผ่านวันเลือกตั้งแบบไม่สวยนัก เนื่องจากมีการวางระเบิดในหน่วยเลือกตั้งหลายแห่ง และภายหลังกองกำลังกระเหรี่ยงเข้าตีและยึดฐานทหารพม่าใกล้กับสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา 2 ด้านเมียวดี คาดการณ์ว่าสถานการณ์การเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น จะช่วยให้ทิศทางเศรษฐกิจการค้าชายแดนและผ่านแดนแม่สอดดีขึ้นตามไปด้วยนั้น จะต้องนำปัจจัยแวดล้อมด้านภูมิรัฐศาสตร์ การจัดการความขัดแย้งกับกลุ่มต่างๆ และเศรษฐกิจในประเทศเข้ามาพิจารณาประกอบ
ดังนั้น ธุรกิจต้องทบทวนแผนให้ยืดหยุ่นกับทิศทางนโยบายของเมียนมาและชนกลุ่มน้อยด้านพรมแดนในอนาคตด้วย วันที่รอคอยจะมาถึงหรือไม่?
หมายเหตุ : “บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด”
ผู้เขียนขอขอบคุณ คุณดวงทิพย์ ศิริกาญจนารักษ์ คุณจิรวัฒน์ ภู่งาม และเจ้าหน้าที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ที่สนับสนุนข้อมูล
อ้างอิง : 1.ข้อมูลสถิติตามปีงบประมาณ จากกรมศุลกากร และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2 https://files-website.ditp.go.th/uploads/_7337c8a81c.pdf
3 Cambodia, Laos, Myanmar, and Vietnam


