บทเรียนจากญี่ปุ่น เศรษฐกิจชะลอตัวเป็นปัญหา ‘นโยบายการพัฒนา’ มากกว่า ‘เศรษฐศาสตร์มหภาค’

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

ที่มาภาพ : ucsd.edu

คำว่า “ทศวรรษการสูญเปล่า” (lost decades) หมายถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่เรื้อรังของญี่ปุ่น เกิดขึ้นหลังจากภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี 1990 ในปี 1991-2000 เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวเฉลี่ยปีหนึ่งเพียง 1-1.4% ปี 2000-2010 ขยายตัวเฉลี่ยปีหนึ่งที่ 0.77-1.1% และปี 2010-2020 เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยปีละ 0.5-1% ทำให้ 20 ปีแรกของศตวรรษ 21  กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ทศวรรษการสูญเปล่า” ไปด้วย

ครั้งหนึ่ง อยู่ญี่ปุ่นคือ “มีชีวิตอยู่ในอนาคต”

คนที่เคยไปเยือนญี่ปุ่นในช่วง 1990-2010 แม้เป็นช่วง “ทศวรรษการสูญเปล่า” ยังรู้สึกได้ว่า ตัวเองมีชีวิตอยู่ใน “อนาคต” โทรศัพท์ถือที่พับได้ ที่มีกล้องถ่ายรูป ถือเป็นสิ่งที่ล้ำสมัยที่สุด จอโทรทัศน์เป็นแบบจอ LCD ส่วนประเทศอื่นยังใช้โทรทัศน์มีจอแบบ Cathode-Ray ในห้องครัวมีเครื่องหุงข้าวไฟฟ้า ห้องน้ำมีสุขภัณฑ์เหมือนบนยานอวกาศ และบางคนมีกล้องถ่ายรูปดิจิทัล

ส่วนในเมืองใหญ่ จะมีจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ติดตั้งข้างอาคาร เหมือนในนิยายวิทยาศาสตร์ จะอยู่ที่จุดไหนในเมือง ก็สามารถเดินด้วยเท้าไปสถานีรถไฟ ที่จะต่อไปจุดต่างๆที่ต้องการ รถไฟญี่ปุ่นสะอาด รวดเร็ว และตรงเวลา รถยนต์ญี่ปุ่นมีเครื่องยนต์ที่ทำงานเงียบ หรือแม้แต่รถ Toyota Prius ที่หลายคนเคยคิดว่าเป็นรถยนต์ในอนาคต ก็มาจากญี่ปุ่น

ดังนั้น แม้จะเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 และญี่ปุ่นยังคงอยู่ในสภาพทศวรรษการสูญเปล่า คนต่างชาติในญี่ปุ่นยังรู้สึกว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศร่ำรวยที่สุด ในสมัยรัฐบาลของนายโคอิซูมิ จูนิชิโร (Koizumi Junichiro) ช่วงปี 2001-2006 เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาค่อยๆเติบโตอย่างต่อเนื่อง รายได้ต่อคนช่วง 1990-2007 เพิ่มขึ้น 20% แม้จะต่ำกว่ายุโรปและอเมริกา ทั้งนี้เพราะว่าประชากรสูงวัยของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้จำนวนคนวัยทำงาน และคนรุ่น Baby Boomer เกษียณจากงานมากขึ้น

แต่ทศวรรษการสูญเปล่า ที่เกิดขึ้นต่อจากเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ไม่ได้ทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นลดลงไปมาก เมื่อเทียบกับประเทศร่ำรวยอย่างสวิตเซอร์แลนด์ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวเกิดขึ้น เมื่อรายได้ต่อคนของญี่ปุ่นสูงแล้ว แต่คนต่างชาติไปเยือนญี่ปุ่นจะรู้สึกได้ว่า ญี่ปุ่นเริ่มหมดพลังการเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตในอนาคต เพราะความได้เปรียบเรื่องสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เหมือนในอดีตหายไป ส่วนรถยนต์ก็เสี่ยงที่จะสูญเสียตลาดโลกแก่รถยนต์ EV ของจีน

แต่สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่า ญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศร่ำรวยอีกแล้ว หรือเป็นประเทศไม่น่าอยู่อีกต่อไป

สิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิต เช่น ความปลอดภัย ความเป็นมิตรของคนญี่ปุ่น ภูมิทัศน์ที่สวยงาม คุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน และร้านสะดวกซื้อที่มีเสน่ห์พลวัต ทำให้ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศน่าอยู่ ที่ประเทศร่ำรวยอื่นไม่สามารถจะมาเทียบเคียงได้

ดังนั้น สิ่งที่สิ้นสุดลงไปทางเศรษฐกิจคือ “การเติบโตแบบไล่ตาม” (catch-up growth) เพื่อลดช่องว่างกับตะวันตก หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ การจบสิ้นของ “ยุคความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ” ที่เกิดขึ้นในปี 1950-1970 ช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตเฉลี่ยปีหนึ่ง 10% รายได้ต่อคนจาก 200-300 ดอลลาร์เป็น 2,100 ดอลลาร์ ปี 1990 ที่ฟองสบู่แตก รายได้ต่อคนอยู่ที่ 25,000 ดอลลาร์ ปัจจุบันอยู่ที่ 34,000 ดอลลาร์ ช่วง 30 ปีของเศรษฐกิจชะลอตัว รายได้ต่อคนของญี่ปุ่นเฉลี่ยคงตัวที่ 40,000 ดอลลาร์

ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวเติบโตต่ำปี1990-2024 รายได้ต่อคนของญี่ปุ่นเฉลี่ยคงตัวอยู่ที่ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ปัญหาการชะลอตัวคือ “โอกาส”

บทความชื่อ The Weeb Economy ของ Noah Smith นักเขียนคอลัมน์ Bloomberg เขียนถึงข้อเสนอต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจญี่ปุ่นไว้ว่า ก่อนจะมองหาทางออก ต้องเริ่มจากคำถามว่า เราจะมองภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของญี่ปุ่นอย่างไร การชะลอตัวเศรษฐกิจ ที่เกิดตามมาจากฟองสบู่แตก เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่ควรมองว่าเป็นความล้มเหลวของสังคมญี่ปุ่น ควรจะมองว่าเป็น “โอกาส”

ญี่ปุ่นยังคงเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” การเผชิญปัญหาภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวยาวนาน ทำให้มีความได้เปรียบแบบ “ประเทศกำลังพัฒนา” การเป็นฝ่ายเดินตามหลังนวัตกรรมที่สำคัญ แสดงว่าประเทศอื่นได้ทุ่มเททำงานบุกเบิกไปแล้ว ในผลิตภัณฑ์ใหม่ วิธีการธุรกิจใหม่ และกระบวนการผลิตใหม่ จุดนี้ทำให้ญี่ปุ่นมีโอกาสจะแสดงบทบาทการไล่ตาม (catch-up) ที่ง่ายกว่าบทบาทเป็นฝ่ายบุกเบิกนวัตกรรมใหม่

ช่วงทศวรรษ 1950 ถึง 1970 ญี่ปุ่นพยายามฟื้นตัว จากความยากลำบากกับความยากจนภายหลังสงคราม และพยายามพัฒนาไล่ตามสหรัฐฯ โดยผู้ประกอบการญี่ปุ่นทุ่มเทการพัฒนาด้านอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล ใช้วิธีซื้อเทคโนโลยีจากบริษัทอเมริกัน อาศัยงานวิจัยที่มีการพิมพ์เผยแพร่ หรือวิธีวิศวกรรมย้อนกลับ (reverse engineering) โดยการแยกชิ้นส่วนของต่างประเทศ มาพัฒนาใหม่

ทุกวันนี้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะบอกว่า ผู้ประกอบการและวิศวกรญี่ปุ่น จะไม่สามารถเรียนรู้จากบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันและของเนเธอแลนด์ จากบริษัทซอฟ์ตแวร์และ AI ของอเมริกัน หรือบริษัทแบตเตอรี่และรถยนต์ EV ของจีน แล้วนำมาพัฒนาให้ล้ำหน้าบริษัทที่บุกเบิกเหล่านี้

ดังนั้น คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า “อะไรคือสิ่งที่ผิดพลาดของญี่ปุ่น” เช่น มาจากวิกฤติการเงินปี 2008 การพุ่งขึ้นมารุ่งเรืองของจีน ประชากรสูงอายุอย่างรวดเร็ว วัฒนธรรมองค์กรที่เก่าของบริษัทญี่ปุ่น หรือความผิดพลาดด้านนโยบายรัฐบาล

คำถามนี้ไม่ควรจะถามในช่วงเวลานี้ ปล่อยให้นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเป็นคนหาคำตอบก็แล้วกัน คำถามที่ควรถามคือ “อะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่ควรจะทำ” เพื่อญี่ปุ่นจะกลับมามั่งคั่งมากขึ้น

คำถามอะไรคือสิ่งที่ควรทำ เป็น “ทัศนะคติ” (mindset) ของประเทศกำลังพัฒนา ที่ยังมีพลังพลวัตและต้องการบรรลุเป้าหมาย ประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น จะได้ประโยชน์จากทัศนะคติแบบนี้เช่นเดียวกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องที่พยายามรักษาไว้ เพราะกลัวว่าจะเดินช้ากว่าคนอื่น แต่การเติบโตคือสิ่งที่เราต้องการบรรลุถึง เพื่อที่วันพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้

ลืมเรื่อง “มหภาค” มาสู่เรื่อง “การพัฒนา”

บทความของ The Weeb Economy กล่าวว่า เมื่อคิดถึงยุทธศาสตร์ ที่ญี่ปุ่นจะนำมาใช้ เพื่อกอบกู้สิ่งที่สูญเสียไปกลับคืนมา ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “การพัฒนา” (development) มากกว่าเรื่อง “เศรษฐศาสตร์มหภาค” (macroeconomics)

ประเทศต่างๆใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาค เนื่องจากมีปัญหาขาดแคลนอุปสงค์รวม (aggregate demand) เช่น แรงงานไม่มีงานทำ หรือโรงงานไม่ได้เปิดทำการผลิต ประเทศร่ำรวยนั้น การขาดอุปสงค์รวมคือสิ่งที่เป็นภัยคุกคามหลักต่อการเติบโตเศรษฐกิจ เครื่องมือใช้ต่อสู้กับปัญหานี้คือ นโยบายผ่อนปรนทางการเงิน และการใช้จ่ายเงินของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่ญี่ปุ่นจะเพิ่มมาตรฐานความเป็นอยู่ประชาชนให้กลับมาระดับประเทศชั้นนำ ญี่ปุ่นต้องการสิ่งที่เรียกว่า “นโยบายเศรษฐกิจจุลภาค” (microeconomic policy) ตัวอย่างเช่น การปรับปรุงกฎระเบียบ นโยบายนวัตกรรม การปรับปรุงภาษี รวมทั้งนโยบายอุตสาหกรรม(industrial policy) ที่สนับสนุนประเภทอุตสาหกรรมแบบพุ่งเป้า ญี่ปุ่นใช้สิ่งที่เรียกว่า “รัฐการพัฒนา” (development state) มาสร้างความมหัศจรรย์หลังสงครามโลกมาแล้ว เพียงแต่ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่จะได้ผลในศตวรรษ 21 จะแตกต่างจากยุทธศาสตร์ที่เคยได้ผลมาแล้วในศตวรรษ 20

การพัฒนาที่ใช้หลายยุทธศาสตร์พร้อมกัน

บทความ The Weeb Economy กล่าวว่า มีหนังสือ 2 เล่มที่มีอิทธิพลมาก ในการอธิบายความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังสงคราม คือ MITI and the Japanese Miracle ของนักรัฐศาสตร์ Charmer Johnson และ We Were Burning: Japanese Entrepreneurs and the Forging of the Electronic Age เขียนโดย Bob Johnstone นักข่าวสายเทคโนโลยี คนที่สนใจต้องอ่านทั้ง 2 เล่ม เพราะได้ข้อสรุปที่ตรงข้ามกันว่า อะไรทำให้ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จช่วงปี 1950-1980

MITI and the Japanese Miracle เชื่อว่า ความสำเร็จของญี่ปุ่น มาจากการเป็นรัฐการพัฒนา โดยเฉพาะบทบาทของกระทรวงการค้าต่างประเทศและอุตสาหกรรม หรือ MITI ที่เป็นองค์กรที่สร้างความมหัศจรรย์แก่ญี่ปุ่น โดยการให้สินเชื่อต้นทุนต่ำแก่อุตสาหกรรมการผลิตที่สนองตลาดในประเทศ และให้มีปริมาณมากพอเพื่อส่งออก การควบคุมกับจัดสรรเงินตราต่างประเทศ ที่ญี่ปุ่นมีอย่างขาดแคลนหลังสงคราม เพื่อให้อุตสาหกรรมที่มีอนาคตนำไปซื้อเทคโนโลยีต่างประเทศ MITI เน้นการสร้างอุตสาหกรรมดั่งเดิม และมองข้ามธุรกิจ start-up

ส่วนหนังสือ We Were Burning อธิบายว่า ความสำเร็จของญี่ปุ่นมาจาก “ผู้ประกอบการ” ที่สร้างยุคอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา เช่น ผู้ก่อตั้งบริษัท Sharp Sony National และ Casio การที่ MITI ไปเน้นบริษัทเก่าแก่ที่จัดตั้งขึ้นมาแล้ว และละเลยบริษัท start-up ทำให้ MITI มองข้าม หรืออาจเป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมของผู้ประกอบการ

บทความ The Weeb Economy สรุปว่า ทั้งแนวคิด “รัฐการพัฒนา” ของ Johnson และแนวคิด “ผู้ประกอบการ” ของ Johnstone ถูกทั้งสองฝ่าย ความสำเร็จของญี่ปุ่นที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลทำตัวเป็น “รัฐการพัฒนา” ส่วนผู้ประกอบการญี่ปุ่น ก็พยายามสร้างนวัตกรรมขึ้นมา ตามแนวทางของตัวเอง ปัจจุบัน การที่ญี่ปุ่นจะเอาชนะภาวะเศรษฐกิจ  ชะลอตัวที่เรื้อรัง จำเป็นต้องอาศัยทั้งสองยุทธศาสตร์ดังกล่าว

เอกสารประกอบ

The Weeb Economy, Noah Smith, DEC 30, 2025, noahpinion.blog