ASEAN Roundup ประจำวันที่ 4-10 มกราคม 2569
- เวียดนามตั้งเป้าดัน 50 รัฐวิสาหกิจ ติดกลุ่มบริษัทใหญ่สุดในอาเซียนภายในปี 2573
- เวียดนามเปิดตัวศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศเมืองดานัง
- FDI ไหลเข้าเวียดนามพุ่งเกิน 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568
- จีนครองสัดส่วนการลงทุนในกัมพูชาถึง 54%
- รัฐบาลลาววางแผนยกระดับทักษะแรงงาน เร่งสร้างงานเพิ่ม
- เงินเฟ้อลาวเดือนธันวาคมอ่อนตัวลงมาที่ 5.6% อานิสงส์ราคาอาหารปรับตัวลดลง
เวียดนามตั้งเป้าดัน 50 รัฐวิสาหกิจ ติดกลุ่มบริษัทใหญ่ที่สุดในอาเซียนภายในปี 2573

ที่มาภาพ:ไทยพับลิก้า
เวียดนามตั้งเป้าที่จะมีรัฐวิสาหกิจ จำนวน 50 แห่ง ติดอันดับใน 500 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีรัฐวิสาหกิจ 1-3 แห่ง ก้าวเข้าสู่ทำเนียบ 500 บริษัทชั้นนำของโลก (Global 500) ภายในปี 2573 ตามมติฉบับใหม่ที่ออกโดยคณะกรรมการกรมการเมือง (Politburo) ซึ่งเป็นองค์กรตัดสินใจสูงสุดของประเทศ
มติที่ 79 ซึ่งลงนามโดยเลขาธิการพรรคโต เลิม (To Lam) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ระบุว่า เวียดนามจะพัฒนากลุ่มเศรษฐกิจของรัฐและรัฐวิสาหกิจที่มีความแข็งแกร่ง มีขนาดใหญ่ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล
รัฐวิสาหกิจเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นหัวหอกและผู้นำในการสนับสนุนให้วิสาหกิจภายในประเทศสามารถบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่การผลิตและห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้ลึกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญและมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าธนาคารพาณิชย์ของรัฐอย่างน้อย 3 แห่ง จะก้าวเข้าสู่ 100 อันดับธนาคารชั้นนำของเอเชียเมื่อพิจารณาจากสินทรัพย์รวม โดยภาคการธนาคารจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาธนาคารพาณิชย์ของรัฐ 4 แห่ง ให้เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ (Governance) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักและผู้เล่นหลักที่ครองส่วนแบ่งการตลาด รวมถึงมีศักยภาพในการกำกับดูแลและรักษาเสถียรภาพของตลาด
เมื่อมองไปข้างหน้าถึงปี 2588 จำนวนวิสาหกิจของเวียดนามที่ติดอันดับ 500 บริษัทชั้นนำของโลก คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 5 แห่ง ควบคู่ไปกับวิสาหกิจอีกประมาณ 60 แห่ง ที่จะติดอันดับ 500 บริษัทชั้นนำภายในภูมิภาค
เศรษฐกิจของรัฐได้รับการคาดหวังให้กลายเป็นรากฐานที่มั่นคง เพื่อสร้างหลักประกันด้านอำนาจทางเศรษฐกิจและการปรับตัวที่ยืดหยุ่น โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายของเวียดนามในการก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูง
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ คณะกรรมการกรมการเมือง ได้เรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านความเป็นผู้นำ การสร้างกรอบกฎหมายที่ครอบคลุมและโปร่งใส รวมถึงการขจัดปัญหาคอขวดเชิงสถาบัน
นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เสริมสร้างวินัย และสร้างความสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยจะต้องมีการแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่าง “ภารกิจทางการเมืองที่ไม่แสวงหาผลกำไร” กับ “กิจกรรมทางธุรกิจ” ภายในภาคส่วนของรัฐ
มติดังกล่าวเน้นย้ำว่า รัฐจะสร้างหลักประกันให้เกิดสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรม ระหว่างทุกภาคส่วนเศรษฐกิจในการใช้ทรัพยากรของชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnerships)
นอกจากนี้ จะมีการดำเนินการปฏิรูปการบริหารอย่างต่อเนื่อง โดยลดการแทรกแซงจากส่วนกลาง เปลี่ยนจากระบบการขออนุมัติล่วงหน้า (Pre-approval) ไปสู่ระบบการตรวจสอบย้อนหลัง (Post-inspection) และปรับปรุงคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยรับรองว่าระดับรายได้จะเป็นไปตามกลไกราคาตลาด
คณะกรรมการกรมการเมืองขอให้ดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลระดับชาติให้เสร็จสมบูรณ์ เยอกระดับการกำกับดูแล และปรับปรุงการประเมินผลการใช้ทุนและสินทรัพย์ของรัฐให้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ จะต้องกำจัดกระบวนการตรวจสอบและตรวจเงินแผ่นดินที่ซ้ำซ้อน บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด เรียกคืนสินทรัพย์ที่สูญหายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเร่งสะสางโครงการที่หยุดชะงักโดยเร็วเพื่อปลดล็อกทรัพยากรกลับคืนมา
ในส่วนของนโยบายที่ดิน กรมการเมืองยืนยันอีกครั้งว่า ที่ดินคือปัจจัยการผลิตพิเศษที่เป็นกรรมสิทธิ์ของประชาชนทั้งหมดและบริหารจัดการโดยรัฐอย่างเป็นเอกภาพ โดยภายในสิ้นปี 2569 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคาดว่าจะดำเนินการรังวัดที่ดิน การจัดทำบัญชีรายชื่อ การแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัล และการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Data Cleansing) ให้เสร็จสิ้นทั่วประเทศ เพื่อบูรณาการข้อมูลที่ดินเข้ากับฐานข้อมูลระดับชาติอื่น ๆ
นอกจากนี้ จะมีการสร้างหลักประกันให้ทุกภาคส่วนเศรษฐกิจสามารถเข้าถึงที่ดินได้อย่างเท่าเทียม โดยจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการจัดสรรที่ดินเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม การบริการ การพัฒนาเมือง และที่อยู่อาศัยเพื่อสวัสดิการสังคม
สำหรับสินทรัพย์ด้านโครงสร้างพื้นฐานจะได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบและทันสมัย โดยเวียดนามจะส่งเสริมการขยายขอบเขตการใช้โมเดลการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น “รัฐลงทุน-เอกชนบริหาร” (Public investment-private management) และ “เอกชนลงทุน-รัฐใช้งาน” (Private investment-public use) เพื่อให้การก่อสร้าง การบริหารจัดการ และการดำเนินงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
รัฐวิสาหกิจ จะได้รับการคัดเลือกเพื่อลงทุนและพัฒนาให้กลายเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ (Conglomerates) ที่มีความแข็งแกร่งและสามารถเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมและภาคส่วนหลักของประเทศ นอกจากนี้ รัฐจะสนับสนุนให้มีการรวมกิจการ (Consolidation) การควบรวม (Mergers) และการถ่ายโอนกิจการ เพื่อสร้างความได้เปรียบสูงสุดในแต่ละภาคส่วน
ในด้านนโยบาย จะมีการรับประกันว่าจะมีเงินทุนที่เพียงพอ มีการสนับสนุนด้านอัตราดอกเบี้ย และมีวงเงินสินเชื่อที่เหมาะสมสำหรับโครงการระดับชาติที่มีลำดับความสำคัญสูง หรือการลงทุนในต่างประเทศตามที่หน่วยงานผู้มีอำนาจมอบหมาย ซึ่งอยู่นอกเหนือจากแผนการดำเนินงานปกติขององค์กร
ณ สิ้นปี 2567 รัฐวิสาหกิจจำนวน 671 แห่ง (แบ่งเป็นรัฐถือหุ้น 100% จำนวน 473 แห่ง และรัฐถือหุ้นมากกว่า 50% จำนวน 198 แห่ง) มีสินทรัพย์รวมสูงกว่า 5,600 ล้านล้านด่อง (ประมาณ 2.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ครองส่วนแบ่งการตลาดส่วนใหญ่ในภาคส่วนสำคัญ เช่น พลังงาน โทรคมนาคม และการธนาคาร ซึ่งมีส่วนช่วยขับเคลื่อน GDP ของประเทศประมาณ 29%
ในด้านผลประกอบการ วิสาหกิจเหล่านี้สร้างรายได้รวมเกือบ 3,300 ล้านล้านด่อง (ประมาณ 1.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 24% โดยมีกำไรก่อนหักภาษีเกือบ 227.5 ล้านล้านด่อง (ประมาณ 8.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และได้นำส่งรายได้เข้าสู่งบประมาณแผ่นดิน เกือบ 400 ล้านล้านด่อง (ประมาณ 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 9%
คณะกรรมการกรมการเมืองเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งตรวจสอบและแก้ไขโครงการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุน โดยต้องระบุตัวตนและดำเนินการกับความรับผิดชอบขององค์กรและบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย หรือดำเนินการปรับโครงสร้างต่อไป เพื่อฟื้นฟูการดำเนินงานให้กลับมาสมบูรณ์ และป้องกันความสูญเสียและการสิ้นเปลืองทางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ
บรรษัทเพื่อการลงทุนในทุนของรัฐ (State Capital Investment Corporation :SCIC) จะได้รับการปรับโครงสร้างไปสู่การเป็นหน่วยงานลงทุนในทุนแบบมืออาชีพ โดยมีเป้าหมายมุ่งหน้าสู่การจัดตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” (National Investment Fund)
ในขณะเดียวกัน บริษัทบริหารสินทรัพย์เวียดนาม (the Vietnam Asset Management Company :VAMC) และ บริษัทซื้อขายหนี้และสินทรัพย์เวียดนาม (Vietnam Debt and Asset Trading Corporation :DATC) จะได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างตามกลไกตลาดของรัฐวิสาหกิจและธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ
มติที่ 79 ย้ำว่า เศรษฐกิจของรัฐเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ และมีบทบาทนำ (Leading Role) ในระบบเศรษฐกิจของชาติ
เศรษฐกิจของรัฐทำหน้าที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญสำหรับรัฐในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ชี้แนะแนวทางการพัฒนา และเข้าแทรกแซงเมื่อมีความจำเป็น โดยภาคส่วนนี้มีความเท่าเทียมกันตามกฎหมายกับภาคส่วนเศรษฐกิจอื่น ๆ และจะดำเนินกิจกรรมผ่านการร่วมมือและการแข่งขันที่เป็นธรรม
ทรัพยากรทางเศรษฐกิจของรัฐจะต้องได้รับการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์ตามหลักการตลาด มีการจัดทำบัญชีอย่างครบถ้วน และต้องมีมาตรการป้องกันการสูญเสียหรือความสิ้นเปลืองอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ภาคส่วนนี้ยังได้รับการคาดหมายให้เป็นผู้บุกเบิกในด้านนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) ควบคู่ไปกับการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมและภาคส่วนหลักที่สำคัญ
เศรษฐกิจของรัฐ ประกอบด้วยทรัพยากรที่รัฐเป็นเจ้าของ บริหารจัดการ และควบคุม ซึ่งรวมถึงที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณแผ่นดิน เงินสำรองระหว่างประเทศ กองทุนการเงินนอกงบประมาณ รัฐวิสาหกิจและสถาบันเครดิตของรัฐ ทุนของรัฐในวิสาหกิจต่าง ๆ และหน่วยงานบริการสาธารณะ
หลังจากผ่านช่วงเวลาเกือบ 40 ปีของการปฏิรูป “โด่ยเหมย” (Doi Moi) ภาคส่วนของรัฐยังคงแสดงบทบาทในการชี้แนะ เป็นผู้นำ และกำกับดูแลเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกรมการเมืองตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของรัฐนั้นมีการปรับตัวที่ล่าช้า ในขณะที่การบริหารจัดการ การได้ประโยชน์ และการใช้ทรัพยากรและสินทรัพย์ของรัฐหลายประการยังคงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
รัฐวิสาหกิจจำนวนมากยังมีผลการดำเนินงานไม่สอดคล้องกับบทบาทและทรัพยากรที่มีอยู่ และขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลยังคงอยู่ในวงจำกัด ข้อบกพร่องที่สั่งสมมาอย่างยาวนานยังไม่ได้รับการแก้ไข ส่งผลให้เกิดความสูญเปล่าและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ
สาเหตุหลักประกอบด้วย ความเข้าใจที่ไม่สมบูรณ์เกี่ยวกับบทบาทของเศรษฐกิจภาครัฐในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด กรอบกฎหมายที่ไม่มีความสอดคล้องกัน วินัยในการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการ (Governance) ที่จำกัด และความรับผิดชอบ (Accountability) ของฝ่ายบริหารที่ยังไม่เพียงพอ
เวียดนามตั้งเป้าหมายที่จะเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีอุตสาหกรรมทันสมัยและมีรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2573 และก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงภายในปี 2588 ด้วยเหตุนี้ เศรษฐกิจภาครัฐจึงต้องเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพและทำหน้าที่เป็น “ผู้นำและผู้บุกเบิก” อย่างเต็มกำลัง
เวียดนามเปิดตัวศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศเมืองดานัง

เวียดนามได้เปิดตัวศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ (IFC)ในเมืองดานัง ทางตอนกลางของประเทศ ได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นโมเดลศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศของเวียดนามอย่างเป็นทางการ ตามคำสั่งของรัฐบาลฉบับที่ 323/ND-CP ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2568
ในงานเปิดตัวได้มีการประกาศเริ่มดำเนินงานของ IFC ในดานังอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งให้ข้อมูลแก่หน่วยงาน ธุรกิจ และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เกี่ยวกับคุณลักษณะสำคัญ แผนพัฒนา และแนวทางการดำเนินงาน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเปิดตัวเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ IFC ในดานังอีกด้วย
การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของสมัชชาแห่งชาติ พรรค และรัฐบาลในการพัฒนาศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศในเวียดนาม ซึ่งมีส่วนช่วยยกระดับสถานะของเวียดนามทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก พร้อมทั้งสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่สำหรับการพัฒนาที่ก้าวกระโดดและยั่งยืนของเมืองดานังในระยะต่อไป
รัฐบาลได้กำหนดทิศทางการพัฒนาของ IFC ในดานังอย่างชัดเจน ให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศที่ทันสมัย ซึ่งเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับระบบนิเวศนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล และการเงินที่ยั่งยืน
IFC แห่งนี้จะทำหน้าที่เป็น พื้นที่ทดสอบแบบควบคุม (Sandbox) สำหรับโมเดลทางการเงินรูปแบบใหม่ และเป็นผู้นำในการปรับใช้และขยายขอบเขตของผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ดิจิทัล ระบบการชำระเงินดิจิทัล รวมถึงแพลตฟอร์มการซื้อขายและตลาดแลกเปลี่ยนเฉพาะทาง
นอกจากนี้ ศูนย์กลางดังกล่าวจะส่งเสริมการจัดหาเงินทุนในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Financing) บริการทางการเงินจากบุคคลที่สาม และสถาบันสินเชื่อที่ไม่รับฝากเงิน เพื่อเสริมตลาดการเงินแบบดั้งเดิม อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความยืดหยุ่น นวัตกรรมใหม่ และมีความเฉพาะตัวสูง
กระทรวงการคลังระบุว่า เวียดนามกำลังพัฒนาศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศแห่งแรกภายใต้โมเดล “หนึ่งศูนย์กลาง สองจุดหมาย” (One Center, Two Destinations) โดยมีสถานประกอบการหลักตั้งอยู่ในนครโฮจิมินห์และเมืองดานัง ซึ่งสะท้อนถึงความทะเยอทะยานในการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินที่ทันสมัยและมีหลายโหนด (Multi-nodal) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
รองนายกรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เหงียน ฮหว่า บิ่งห์ (Nguyen Hoa Binh) กล่าวในพิธีเปิดตัวเรียกร้องให้เมืองดานังเสริมสร้างการประสานงานกับนครโฮจิมินห์ เพื่อสรุปกรอบการดำเนินงานที่เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่าสาขาทั้งสองของศูนย์กลางการเงินจะส่งเสริมซึ่งกันและกัน
รองนายกรัฐมนตรียังได้เรียกร้องให้เมืองดานังเร่งรวมอำนาจการบริหารส่วนท้องถิ่นให้มีความกระชับ เป็นมืออาชีพ และมีประสิทธิภาพ รวมถึงสร้างบุคลากรที่มีแนวคิดระดับสากล (Global Mindset) มีทักษะทางภาษาต่างประเทศที่แข็งแกร่ง มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพอย่างดี และมีจริยธรรมในการบริการสาธารณะในระดับสูง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมในแวดวงการเงินระดับโลก
นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่า รัฐบาลเวียดนามมุ่งมั่นที่จะคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของนักลงทุนและภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักลงทุนและชุมชนธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมกับคณะกรรมการอำนวยการส่วนกลาง (Central Steering Council) อย่างเหนียวแน่นและโดยตรงมากขึ้น ในการร่วมกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาระยะยาวสำหรับศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศของเวียดนาม
อีกทั้ง ยังส่งเสริมให้ภาคธุรกิจรายงานข้อบกพร่องด้านกฎระเบียบอย่างตรงไปตรงมาและเสนอแนวทางปรับปรุง โดยระบุว่าความคิดเห็นของภาคธุรกิจคือหัวใจสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดึงดูดใจและเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น
นายโฮ กี มินห์ (Ho Ky Minh) รองประธานถาวรคณะกรรมการประชาชนเมืองดานัง และประธานหน่วยงานบริหารจัดการศูนย์กลางการเงินฯ กล่าวว่า ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ในดานัง จะถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ที่ประกอบด้วยโซนฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย ครอบคลุมพื้นที่รวมประมาณ 300 เฮกตาร์
ทำเลที่ตั้งดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อกับท่าอากาศยานนานาชาติ ท่าเรือ และระเบียงเศรษฐกิจทางยุทธศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ที่พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมความเป็นเมืองที่มีคุณภาพสูง เหมาะสำหรับการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญและสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาอยู่อาศัยและทำงาน ซึ่งเป็นไปตามโมเดลของศูนย์กลางการเงินที่ทันสมัย
นายมินห์กล่าวว่า สำนักงานใหญ่ของหน่วยงานบริหารจัดการศูนย์กลางการเงินฯ ตั้งอยู่ที่ซอฟต์แวร์พาร์ค หมายเลข 2 โดยมีพื้นที่ปฏิบัติงานกว่า 4,000 ตารางเมตรสำหรับสมาชิก พร้อมด้วยระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ระบบข้อมูล และเซิร์ฟเวอร์ นอกจากนี้ เมืองดานังยังได้ติดตั้งเครือข่าย 5G ครอบคลุมทั่วพื้นที่ที่วางแผนไว้สำหรับเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศเรียบร้อยแล้ว
ปัจจุบัน ดานังกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการก่อสร้างอาคาร 20 ชั้น พร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจสอบอัจฉริยะ การจัดเก็บข้อมูล และการปฏิบัติงาน ที่ซอฟต์แวร์พาร์ค หมายเลข 2 โดยมีพื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 27,000 ตารางเมตร ซึ่งออกแบบมาเพื่อดึงดูดกองทุนรวมเพื่อการลงทุน บริษัทเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ และกิจกรรมด้านนวัตกรรม ตลอดจนเพื่อทดลองโมเดลใหม่ ๆ เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล คริปโทเคอร์เรนซี และการชำระเงินดิจิทัล ภายใต้กลไก Sandbox
ในพิธีเปิดครั้งนี้ ได้มีการเปิดตัวพอร์ทัลหลัก (Official Portal) อย่างเป็นทางการของศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศเวียดนาม ณ เมืองดานัง โดยพอร์ทัลนี้จะฃเป็นช่องทางข้อมูลหลักของศูนย์ฯ และรวบรวมบริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (One-stop Services) ไว้ด้วยกัน ซึ่งรวมถึงระบบการลงทะเบียนสมาชิกและการออกใบอนุญาต การลงทะเบียนใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่า ตลอดจนบริการสนับสนุนต่าง ๆ
ระบบนี้ออกแบบตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ของศูนย์กลางการเงินระดับสากล และมีการเชื่อมต่อกับหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติ เพื่อให้สามารถตรวจสอบธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว มั่นใจได้ถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย การดำเนินการด้านภาษี รวมถึงการจดทะเบียนแรงงานและการออกใบอนุญาต เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างสูงสุด
FDI ไหลเข้าเวียดนามพุ่งเกิน 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568

กระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่เวียดนามยังคงแข็งแกร่งในปี 2568 โดยมียอดเงินลงทุนจดทะเบียนใหม่รวมอยู่ที่ 3.842 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) ภายใต้กระทรวงการคลัง
ตัวเลขดังกล่าวได้รับการเปิดเผยในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 เพื่อแถลงสถิติทางเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนามสำหรับไตรมาสที่สี่และภาพรวมตลอดทั้งปี 2568 สิ่งที่น่าสนใจคือ เงินลงทุน FDI ที่มีการเบิกจ่ายจริง (Disbursed FDI) มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 2.762 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน และถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา
สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) รายงานว่า ในปี 2568 มีโครงการ FDI ใหม่ที่ได้รับใบอนุญาตจำนวน 4,054 โครงการ โดยมีทุนจดทะเบียนรวม 1.732 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จำนวนโครงการที่ได้รับใบอนุญาตใหม่จะเพิ่มขึ้น 20.1% เมื่อเทียบกับปี 2567 แต่ยอดเงินทุนจดทะเบียนกลับลดลง 12.2%
เมื่อแยกตามภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูป สามารถดึงดูดเม็ดเงิน FDI ใหม่ได้มากที่สุด โดยมีมูลค่า 9.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 56.5% ของทุนจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด ตามมาด้วย กิจกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีมูลค่า 3.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 21.2% ในขณะที่ภาคส่วนที่เหลืออื่น ๆ มีมูลค่ารวมกัน 3.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 22.2%
นอกจากนี้ มีโครงการที่ดำเนินการอยู่แล้วจำนวน 1,404 โครงการ ที่ได้รับอนุมัติให้ปรับเงินลงทุน โดยมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มเติมรวม 1.407 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เมื่อรวมทุนจดทะเบียนใหม่และทุนที่ปรับเพิ่มเข้าด้วยกัน ภาคการผลิตและการแปรรูป ยังคงเป็นภาคส่วนหลักที่ครองตลาด โดยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนไปได้ถึง 1.859 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 59.2% ของทั้งหมด อันดับที่สองคือภาคอสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่า 6.26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 19.9% ในขณะที่ภาคส่วนอื่น ๆ ได้รับเงินลงทุนรวม 6.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 20.9%
นักลงทุนต่างชาติยังคงมีบทบาทอย่างมากผ่านการเพิ่มทุนและการซื้อหุ้น โดยในปี 2568 มีธุรกรรมในลักษณะดังกล่าวจำนวน 3,587 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 7.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งพุ่งสูงขึ้นถึง 54.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ในจำนวนนี้ แบ่งเป็นธุรกรรมเพื่อเพิ่มทุนจดทะเบียนของธุรกิจภายในประเทศจำนวน 1,305 รายการ คิดเป็นมูลค่า 2.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และอีก 2,282 รายการเป็นการซื้อหุ้นโดยไม่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียน ซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 4.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อจำแนกตามรายภาคอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูป ยังคงเป็นผู้นำในด้านการเพิ่มทุนและการซื้อหุ้น โดยมีมูลค่า 2.43 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 34.6% ของมูลค่ารวม ตามมาด้วยกิจกรรมทางวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินไปได้ 1.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 18.3% ในขณะที่ภาคส่วนอื่น ๆ มีมูลค่ารวมกัน 3.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 47.1%
ในบรรดา 90 ประเทศและเขตการปกครอง ที่มีโครงการลงทุนใหม่ได้รับใบอนุญาตในเวียดนามเมื่อปี 2568 สิงคโปร์ ก้าวขึ้นเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด ด้วยมูลค่า 4.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 27.9% ของทุนจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด
อันดับสองได้แก่ จีน ด้วยมูลค่า 3.64 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (21%) ตามมาด้วย ฮ่องกง (จีน) 1.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (10%), ญี่ปุ่น 1.62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (9.4%), สวีเดน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.8%), ไต้หวัน (จีน) 965.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.6%) และสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) 895.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.2%)
จีนครองสัดส่วนการลงทุนในกัมพูชาถึง 54%

จีน ก้าวขึ้นเป็นแหล่งเงินทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในกัมพูชาในปี 2568 โดยครองสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าเงินทุนจดทะเบียนทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติ ตามรายงานของสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา (CDC) เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568
รายงานระบุว่า นักลงทุนชาวจีนได้ตกลงลงทุนรวมทั้งสิ้น 5.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็น 54.25% ของมูลค่าการลงทุนรวมทั้งหมดของกัมพูชาที่มีจำนวน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้ตอกย้ำถึงตำแหน่งของจีนในฐานะพันธมิตรการลงทุนที่สำคัญที่สุดของกัมพูชา ท่ามกลางการฟื้นตัวของโครงการที่ได้รับการอนุมัติในภาพรวม
นักลงทุนในประเทศอยู่ในอันดับที่ 2 โดยมีมูลค่าลงทุน 3.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 31.27% ของการลงทุนรวม สิงคโปร์ ตามมาในอันดับที่ 3 ด้วยมูลค่า 599 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 5.99% ส่วนเงินลงทุนส่วนที่เหลือมาจากกลุ่มประเทศอื่น ๆ ที่หลากหลาย
ตามรายงานของ CDC ระบุว่า คณะกรรมการลงทุนกัมพูชา (CIC) ได้รับจดทะเบียนโครงการลงทุนในปี 2568 ทั้งสิ้น 630 โครงการ โดยมีเงินทุนรวมกันสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าโครงการเหล่านี้จะช่วยสร้างงานได้ประมาณ 438,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทของภาคส่วนนี้ในฐานะกลไกหลักในการขับเคลื่อนการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ
มูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปี 2567 โดยจำนวนโครงการ: เพิ่มขึ้น 216 โครงการ หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นประมาณ 52%
มูลค่าเงินลงทุนรวม เพิ่มขึ้นประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเทียบรายปี
เจ้าหน้าที่ระบุว่า การเติบโตนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลสำเร็จจากความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น
เมื่อแยกรายภาค ภาคอุตสาหกรรม ดึงดูดเงินลงทุนได้มากที่สุด โดยได้รับอนุมัติเงินทุนรวม 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยภาคโครงสร้างพื้นฐานและภาคส่วนอื่น ๆ ด้วยมูลค่า 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ดึงดูดเม็ดเงินได้ 436 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการลงทุนในภาคการท่องเที่ยวมีมูลค่า 175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
ในระดับจังหวัด กำปงสปือ ครองอันดับหนึ่งของประเทศในด้านจำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติ โดยมีโครงการจดทะเบียนถึง 142 โครงการ ในรอบปี ตามมาติด ๆ ด้วยสวายเรียง จำนวน 139 โครงการ สะท้อนถึงความสนใจอย่างมากในเขตชายแดนและเขตอุตสาหกรรม ส่วนกรุงพนมเปญรั้งอันดับสามด้วยจำนวน 76 โครงการ ตามด้วยจังหวัดตาแก้ว (Takeo) 64 โครงการ ขณะที่จังหวัดเกาะกง (Koh Kong) และจังหวัดพระสีหนุ (Preah Sihanouk) ตามมาที่ 52 และ 51 โครงการตามลำดับ
สภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา (CDC) ชี้ว่า การกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ของโครงการต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของการลงทุนที่ขยายตัวออกไปนอกเขตเมืองหลวง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมและมีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาแล้ว
สภาฯ ระบุเพิ่มเติมว่าจะยังคงส่งเสริมความหลากหลายของการลงทุน และการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added investment) เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและครอบคลุมทุกภาคส่วน
ลิม เฮง (Lim Heng) รองประธานหอการค้ากัมพูชา (CCC) ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Khmer Times ว่า กฎหมายการลงทุนของกัมพูชานั้นใช้ได้ดี พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายเหล่านี้มีผลบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันต่อนักลงทุนทุกสัญชาติ
“กัมพูชายินดีต้อนรับการลงทุนจากทุกประเทศ” ลิม เฮงกล่าว “เป็นเรื่องปกติที่การลงทุนจากจีนจะโดดเด่นเป็นพิเศษ เมื่อพิจารณาจากมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ และความพยายามอย่างต่อเนื่องของหอการค้ากัมพูชา ภายใต้การนำของประธาน กิธ เม้ง (Kith Meng) และรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต (Hun Manet) ในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ”
เฮงได้เน้นย้ำถึง “มิตรภาพดั่งเพชร” (Diamond-clad friendship) กับจีน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากข้อตกลงการค้าเสรีกัมพูชา-จีน (CCFTA) และข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) และกล่าวว่ากรอบความร่วมมือเหล่านี้ได้ทำให้กัมพูชากลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนชาวจีน ช่วยให้บริษัทที่ตั้งฐานการผลิตในราชอาณาจักรสามารถส่งออกไปยังตลาดอาเซียนและตลาด RCEP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอบเขตการค้าและการลงทุนของกัมพูชานั้นขยายไปไกลกว่าเพียงประเทศจีน โดยชี้ให้เห็นถึงข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่กับเกาหลีใต้และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงการได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าภายใต้โครงการ Everything But Arms (EBA) ของสหภาพยุโรป และระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) กับแคนาดาและสหราชอาณาจักร
“ล่าสุด กัมพูชาสามารถได้ข้อตกลงอัตราภาษีศุลกากรแบบต่างตอบแทนที่ 19% กับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอัตราที่เอื้อประโยชน์มากกว่าอัตรามาตรฐานของสหรัฐฯ” เฮงกล่าว “สิ่งนี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นความสนใจในการลงทุนเพิ่มขึ้น ไม่เพียงแต่จากจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงจากประเทศอื่น ๆ ด้วย”
เฮงเน้นย้ำว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชาไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงแห่งเดียว “เราไม่ได้เจาะจงประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะเมื่อต้องการสร้างความหลากหลายของแหล่งเงินทุน แนวทางของเราคือการยินดีต้อนรับนักลงทุนทุกคนบนพื้นฐานของความเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ”
นอกจากนี้ ยังชี้ว่า การหารืออย่างสม่ำเสมอระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ผ่านเวทีหารือภาครัฐ-เอกชน (Public-Private Forums) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจ
ขณะเดียวกัน ลอร์ วิเชษฐ์ (Lor Vichet) รองประธานสมาคมพาณิชย์จีนในกัมพูชา (Cambodia Chinese Commerce Association :CCCA) กล่าวกับหนังสือพิมพ์ Khmer Times ว่า บรรยากาศที่เป็นมิตรต่อการลงทุนของกัมพูชา ประกอบกับมาตรการจูงใจที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากรัฐบาล ยังคงดึงดูดความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากบริษัทจีน โดยเฉพาะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบต่างชาติถือหุ้นทั้งหมด (Full Foreign Ownership)
วิเชษฐ์กล่าวว่า นโยบายการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้างของกัมพูชาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และดึงดูดผู้เล่นรายใหม่จากจีน โดยได้ชี้ให้เห็นว่าเครือข่ายข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่กำลังขยายตัวของกัมพูชา ซึ่งรวมถึงข้อตกลงกับจีน เกาหลีใต้ และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เป็นปัจจัยหลักที่เสริมสร้างเสน่ห์ของกัมพูชาในฐานะศูนย์กลางการค้าระดับภูมิภาค
“ข้อตกลงเหล่านี้ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถเข้าถึงตลาดได้อย่างคล่องตัวและส่งออกสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” วิเชษฐ์กล่าว พร้อมเสริมว่าสิ่งเหล่านี้ได้ตอกย้ำตำแหน่งของกัมพูชาในฐานะประตูยุทธศาสตร์ (Strategic Gateway) สำหรับการค้าระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ
ตัวเลขล่าสุดจากกรมศุลกากรและสรรพสามิต (GDCE) ระบุว่า การค้าระหว่างกัมพูชาและจีนมีมูลค่าทะลุ 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังเผยให้เห็นถึงความไม่สมดุล โดยพบว่าการส่งออกของกัมพูชาไปยังจีนลดลง 6.4% เหลือ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าจากจีนพุ่งสูงขึ้นถึง 33.3% แตะ 1.619 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้การขาดดุลการค้ามากขึ้น
รัฐบาลลาววางแผนยกระดับทักษะแรงงาน เร่งสร้างงานเพิ่ม

รัฐบาลสปป.ลาวได้ประกาศยุทธศาสตร์ 5 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะแรงงานและขยายโอกาสในการจ้างงานทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
แผนงานดังกล่าวระบุอยู่ในรายงานที่ นายกรัฐมนตรี สอนไซ สีพันดอน นำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาวเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 โดยภายใต้แผนการนี้ รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับทักษะฝีมือแรงงานจำนวน 650,000 คน และเปิดโอกาสงานให้กับประชาชน 411,000 คน ทั้งในประเทศลาวและต่างประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นการเพิ่มเป้าหมายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับครั้งก่อน
ความริเริ่มนี้สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อในภาคแรงงาน รวมถึงปัญหาทักษะฝีมือแรงงานที่ยังอ่อน การย้ายถิ่นฐานของแรงงาน และค่าจ้างในระดับต่ำ
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลรายงานว่ามีความก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนาแรงงานและการจ้างงาน โดยโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนสามารถฝึกอบรมทักษะให้แก่เยาวชนได้ถึง 159,837 คน ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้มาก และมีผู้ได้งานทำทั้งหมด 464,514 คน ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 18.4% แสดงให้เห็นถึงการประสานงานที่ดีขึ้นในตลาดแรงงาน
เพื่อช่วยเหลือแรงงานท่ามกลางค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลได้ปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนเป็น 2.5 ล้านกีบ ในปี 2567 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีมาตรการกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานที่มีรายได้น้อยจะมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ
แม้จะมีความสำเร็จ แต่ประชาชนจำนวนมากยังคงเดินทางออกจากประเทศลาวเพื่อไปหางานทำในประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากรายได้ในประเทศยังคงต่ำกว่าค่าครองชีพมาก ภาวะเงินเฟ้อทำให้หลายคนหันไปประกอบอาชีพอิสระหรือตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ
ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมชี้ว่า สัดส่วนของประชากรที่มีงานทำ (Active Employment) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญระหว่างปี 2565 ถึง 2568
โดยในปี 2567 กระทรวงฯ ได้สั่งการให้สถานประกอบการและธุรกิจต่าง ๆ จ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพเพิ่มเติม เพื่อให้รายได้รวมรายเดือนของแรงงานอยู่ที่อย่างน้อย 2.5 ล้านกีบ ซึ่งมาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้การจ้างงานภายในประเทศมีความยั่งยืนมากขึ้น และเพื่อลดแรงจูงใจในการออกไปแสวงหางานทำในต่างประเทศ
เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมหลัก ทางการกำลังนำระบบการศึกษาทางวิชาชีพและระบบทวิภาคี (การเรียนในห้องเรียนควบคู่กับการปฏิบัติงานจริง) มาใช้มากขึ้น โดยทักษะที่ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ได้แก่:
- การซ่อมแซมยานพาหนะและเครื่องจักร
- การใช้งานเครื่องจักรกลการเกษตร
- เทคโนโลยีไฟฟ้า
- สาขาอื่นๆ ที่สำคัญต่อการผลิตและธุรกิจเกษตรแปรรูป
รัฐบาลยังได้ยกระดับการคุ้มครองแรงงานภายใต้โครงการที่สนับสนุนโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เพื่อลดการเลือกปฏิบัติ การคุกคาม และการใช้แรงงานเด็ก พร้อมทั้งปรับปรุงแนวปฏิบัติด้านแรงงานของชาติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมระบุว่า ตั้งแต่ปี 2564 ถึงเดือนสิงหาคม 565 มีชาวลาวมากกว่า 350,000 คนออกไปหางานทำในต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่อยู่ใน ไทย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 แรงงานต่างด้าวเหล่านี้ส่งเงินกลับบ้าน (Remittances) ประมาณ 366 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการโอนผ่านระบบธนาคาร 32.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงการโอนผ่านธนาคาร Indochina Bank 8.3 ล้านดอลลาร์ และธนาคารการค้าต่างประเทศลาว (BCEL) 24.2 ล้านดอลลาร์
เงินเฟ้อลาวเดือนธันวาคมอ่อนตัวลงมาที่ 5.6% อานิสงส์ราคาอาหารปรับตัวลดลง

สปป. ลาว บันทึกอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 5.6% ในเดือนธันวาคม 2568 ตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ล่าสุดที่เผยแพร่โดยศูนย์สถิติแห่งชาติ กระทรวงแผนการและการลงทุน
อัตราเงินเฟ้อแบบปีต่อปี (Year-on-year) แสดงให้เห็นถึงการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจากระดับสูงสุดในช่วงต้นปี 2568 เมื่อเทียบแบบเดือนต่อเดือน (Month-to-month) เงินเฟ้อทั่วไปลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคได้ในระดับหนึ่ง
แม้ภาพรวมจะลดลง แต่บางหมวดสินค้ายังคงมีราคาสูงขึ้นอย่างมากในปี 2025 โดยในหมวดที่อยู่อาศัย น้ำ ประปา ไฟฟ้า และเชื้อเพลิงหุงต้ม พุ่งสูงขึ้น 18.1% เมื่อเทียบรายปี โดยเฉพาะ ค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงถึง 105.0% และค่าน้ำประปาเพิ่มขึ้น 40.1% ซึ่งส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของครัวเรือนทั่วประเทศอย่างมาก
บริการทางการแพทย์ เพิ่มขึ้น 14.4% โดยค่าบริการโรงพยาบาลพุ่งขึ้น 26.4% และราคายาเพิ่มขึ้น 13.8% หมวดการศึกษา อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 11.4% จากค่าเล่าเรียนที่สูงขึ้น และค่าเรียนพิเศษที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 19.2% หมวดเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า เพิ่มขึ้น 8.1% โดยเสื้อผ้าสตรีมีราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 25.2% การพุ่งสูงขึ้นของราคาสินค้าในหมวดเครื่องนุ่งห่มและของใช้ในครัวเรือนนั้น มีความเชื่อมโยงกับการแข็งค่าของ เงินบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สปป. ลาว ได้รับผลกระทบอย่างมากจากสภาวะทางการเงินของประเทศคู่ค้าในภูมิภาค สินค้าและบริการเบ็ดเตล็ด เพิ่มขึ้นสูงสุด 29.2% โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาทองคำและเครื่องประดับที่พุ่งสูงขึ้นถึง 58.8%
ในเดือนธันวาคม ผู้บริโภคเริ่มได้รับข่าวดีบ้างเนื่องจากราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ลดลงเฉลี่ย 0.8% เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน โดยมีปัจจัยหลักจากผักสด ราคาลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ต้นหอม/หอมแดง (-35.4%), ผักชี (-29.6%) และแตงกวา (-16.4%) ส่วนนื้อสัตว์และข้าว ราคาเนื้อหมูลดลง 1.4% และราคาข้าวเหนียวลดลง 0.4%
การคมนาคมขนส่ง ลดลงเล็กน้อย 0.6% จากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับลดลง 3.7% ซึ่งช่วยบรรเทาภาระให้กับครัวเรือนหลังจากที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปี
ราคาสินค้าในหมวดอื่นๆ ยังคงปรับตัวสูงขึ้น โดยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 0.6% และค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1.6%ในเดือนธันวาคม ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น 0.5% ขณะที่ราคาสินค้าและบริการเบ็ดเตล็ดโดยรวมเพิ่มขึ้น 1.7%
สำนักสถิติแห่งชาติยังรายงานเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งไม่รวมรายการที่ผันผวนสูงเช่นอาหารสดและพลังงานว่า เพิ่มขึ้น 6.9% ในปี 2568 เงินเฟ้อทั่วไป (Non-core Inflation) อยู่ที่ 4.2% เมื่อเจาะไปที่สินค้าที่ผลิตในประเทศเทียบ สินค้านำเข้า ราคาสินค้าที่ผลิตในลาวเพิ่มขึ้น 6.5% ในขณะที่ราคาสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.8% สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยด้านการผลิตและต้นทุนภายในประเทศมีผลต่อการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้ามากกว่าปัจจัยจากการนำเข้า
ตัวเลขในเดือนธันวาคมสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน แม้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมจะลดลงอย่างมากจากระดับสูงสุดที่เคยเกิน 15% ในช่วงต้นปี 2568 แต่แรงกดดันเชิงโครงสร้างในภาคส่วนสำคัญยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะค่าสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า) ที่เป็นภาระหนักสำหรับทั้งครอบครัวและภาคธุรกิจ การบริหารจัดการเงินเฟ้อควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงเป็นความท้าทายหลักของรัฐบาลลาวต่อไป


