ซากเรือรบใต้ทะเลกลาย ‘ระเบิดเวลาทางสิ่งแวดล้อม’ สงครามโลกจบไปกว่า 80 ปี แต่มีน้ำมันค้างอยู่ 20 ล้านตัน

สุนิสา กาญจนกุล รายงาน

จนถึงทุกวันนี้ บริเวณอนุสรณ์สถานลอยน้ำที่สร้างอยู่เหนือซากเรือประจัญบานแอริโซนา ยังคงมีคราบน้ำมันรั่วไหลให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เรือลำนี้จมลงตั้งแต่เพิร์ลฮาร์เบอร์ถูกโจมตีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มาภาพ: https://www.dvidshub.net/image/8085757/aerial-view-uss-arizona-memorial

ในการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในฮาวาย เมื่อปี 1941 ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญให้สหรัฐฯ เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัวนั้น ส่งผลให้เรือประจัญบานแอริโซนาจมลงพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 1.5 ล้านแกลลอน (ราวๆ 5.68 ล้านลิตร) และปล่อยน้ำมันปริมาณเล็กน้อยออกมาตลอด จนผู้ไปเยือนอนุสรณ์สถานสามารถเห็นคราบน้ำมันสีรุ้งบนผิวน้ำได้อย่างชัดเจน

น้ำมันที่รั่วไหลออกมานี้ถูกเรียกขานว่า “น้ำตาสีดำ (black tears)” และถือเป็นสัญลักษณ์ของการรำลึกที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายที่ร้ายแรงด้านสิ่งแวดล้อม เพราะด้วยอัตราการรั่วไหลที่เชื่องช้าแต่ไม่หยุดยั้ง เชื้อเพลิงที่เหลืออยู่อาจรั่วไหลไปได้อีกหลายศตวรรษ

เนื่องจากบริเวณนี้เป็นเสมือนสุสานสงคราม โดยมีร่างของลูกเรือนับพันคนอยู่ภายในซากเรือ การดำเนินการจึงมุ่งเน้นเรื่องเฝ้าระวังและเก็บรักษามากกว่าการเคลื่อนย้ายเรือหรือการระบายน้ำมันออก

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ในช่วงสงครามโลกนั้น เรือรบจำนวนมากจมลงสู่ก้นมหาสมุทรพร้อมกับน้ำมันเชื้อเพลิงและสารเคมีอันตรายนับล้านแกลลอน โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีเรือรบจมลงหลายพันลำและคาดว่ามีน้ำมันเหลืออยู่ในเรือเหล่านี้รวมแล้วมากกว่า 20 ล้านตัน จนกลายเป็น “ระเบิดเวลาทางนิเวศวิทยา” ที่กำลังคุกคามมหาสมุทรอย่างเงียบๆ

ภัยพิบัติหลายพันล้านแกลลอน

ในมหาสมุทรทั่วโลก มีซากเรือจมอยู่ประมาณ 3 ล้านลำ โดยมากกว่า 8,500 ลำ ถูกจัดประเภทว่าเป็น “ซากเรือที่อาจก่อมลพิษ” (Potentially Polluting Wrecks – PPWs) โดยซากเรือชนิดนี้ส่วนใหญ่เป็นผลจากสงครามโลกครั้งที่ 1และครั้งที่ 2

โดยภูมิภาคเอเชียใต้-แปซิฟิกมีจำนวนมากที่สุดถึง 2,737 ลำ คิดเป็น 32 % ของทั้งหมด และมีน้ำมันอยู่ราว 2.3 ล้านตันเมตริก ขณะที่แอตแลนติกตะวันตกเฉียงเหนือมีน้ำมันสะสมสูงถึง 2.25 ล้านตันเมตริก สามในสี่ของซากเหล่านี้มาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลายลำตั้งอยู่ในน่านน้ำของประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กที่พึ่งพาการประมงและการท่องเที่ยวเป็นหลัก เช่น สหพันธรัฐไมโครนีเซีย หมู่เกาะมาร์แชลและหมู่เกาะโซโลมอน ซึ่งขาดแคลนทรัพยากรในการตรวจสอบหรือแก้ไขปัญหา

ซากเรือรบมีสารอันตรายมากมาย ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง สารหล่อลื่น ระเบิดและกระสุนปืนที่ยังไม่ระเบิด สารเคมีปนเปื้อน เช่น ไนโตรอารอมาติกจากดินระเบิด โลหะหนักจากโครงสร้างตัวเรือและสีพ่นเรือ เช่น นิกเกิล ทองแดง ตะกั่ว และโลหะอื่นๆ ตลอดจนสารอันตรายจากอุปกรณ์ภายใน เช่น แบตเตอรี่ น้ำยาทำความเย็น และตัวทำละลายต่างๆ

การรั่วไหลของสารเหล่านี้เข้าสู่ระบบนิเวศทางทะเลไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเท่านั้น แต่ยังมีโอกาสสะสมไปถึงมนุษย์ผ่านห่วงโซ่อาหาร และมีผลต่อเศรษฐกิจชายฝั่งในระยะยาวด้วย

เฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวก็มีปริมาณรวมกันราวๆ 6 พันล้านแกลลอนแล้ว เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ปริมาณน้ำมันนี้มากกว่าเหตุการณ์น้ำมันรั่วจากเรือ Exxon Valdez ในปี 1989 ถึง 545 เท่า และมากกว่าเหตุการณ์แท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon ระเบิด ในปี 2010 ถึง 30 เท่า ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงและยาวนาน

ซากเรือรบที่แช่อยู่ในน้ำนานกว่า 70 ปี มีสนิมเป็นตัวเร่งให้กลายเป็นภัยคุกคาม คาดกันว่าการรั่วไหลจากซากเรือรบจะบรรลุระดับสูงสุดภายใน 10 ปีข้างหน้า แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะคาดการณ์ว่าการรั่วไหลแต่ละครั้งจะเกิดขึ้นเมื่อใดและที่ไหน

อัตราการกัดกร่อนที่ยอมรับโดยทั่วไปคือ 0.1 มิลลิเมตรต่อปี และอาจสูงถึง 0.2 มิลลิเมตร เนื่องจากเรือรบในยุคสงครามมีความหนาโดยทั่วไป 25 มิลลิเมตร ซึ่งหมายความว่าเรือที่จมในปี 1942 อาจอ่อนแอลงกว่าเดิมมากเกิน 30 % ในปัจจุบัน

สภาพสิ่งแวดล้อมที่ผันผวนรุนแรงขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศน่าจะเร่งกระบวนการพังทลายของซากเรือให้เร็วขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นพายุ แผ่นดินไหว หรือการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ ต่างก็มีผลในการกระตุ้นให้เกิดการรั่วไหลครั้งใหญ่ได้ทุกเมื่อ ซากเรือรบจึงกลายเป็นภัยคุกคามที่มีความไม่แน่นอนสูง

อันตรายไม่ใช่แค่มาจากน้ำมัน

หนึ่งในกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดคือ เรือประจัญบานแอริโซนา รายงานผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Marine Pollution Bulletin เมื่อเดือนตุลาคม 2025 แสดงให้เห็นว่าน้ำมันยังคงรั่วไหลจากซากเรือแม้จะจมมาแล้วกว่า 80 ปี

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮิวสตันและสถาบันสมุทรศาสตร์วูดส์โฮลทำการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำมันที่เก็บมาจากหลายจุดรั่วบนเรือรบที่จม พบว่าแม้จะอยู่ใต้น้ำมาหลายทศวรรษ น้ำมันยังคงมีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอะโรมาติกแบบพอลิไซคลิกในระดับความเข้มข้นสูง ซึ่งสารนี้มีความคงทนและมีพิษที่อาจเป็นอันตราย โดยมีน้ำมันประมาณ 6 แสนแกลลอน (ราวๆ 2.27 ล้านลิตร) อยู่ในเรือ ซึ่งหากรั่วไหลออกมาในครั้งเดียวจะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล

นอกจากอันตรายโดยตรงจากน้ำมันที่รั่วไหลแล้ว มลพิษจากซากเรืออาจทำลายล้างประชากรสัตว์น้ำ สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศชายฝั่งและระบบนิเวศทางทะเล เช่น ป่าชายเลนและแนวปะการัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร การดำรงชีวิต และผลประโยชน์อื่นๆ ของระบบนิเวศเหล่านี้ เช่น การเป็นที่พักพิงของสัตว์น้ำ การบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งมลพิษยังอาจเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ด้วย

โดยการศึกษาผลกระทบทางชีววิทยาจากเรือรบที่จมในทะเลเหนือซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Frontiers in Marine Science พบว่าสารเคมีที่ละลายออกมามีผลกระทบต่อเอนไซม์และความเสถียรของเยื่อหุ้มเซลล์ในหอยและปลาที่อาศัยอยู่รอบซากเรือ HMS Basilisk และ V-1302 John Mahn

นอกจากน้ำมันและสารเคมีแล้ว ซากเรือยังมีผลกระทบอื่นๆ เช่น ธาตุเหล็กจากเรือที่จมอาจถูกปล่อยออกมาในสภาพแวดล้อมที่ปกติแล้วมีธาตุเหล็กต่ำ ทำให้เกิดการเจริญเติบโตของสาหร่ายอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ออกซิเจนในน้ำหมดไป ส่งผลให้ปะการังและสัตว์อื่นๆ หายใจไม่ออก ยังไม่ต้องพูดถึงการที่อาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่อาจจะเกิดระเบิดขึ้นเมื่อใดก็ได้

ตัวอย่างวิธีการจัดการซากเรือ

เรือบรรทุกน้ำมัน USS Mississinewa ซึ่งจมเพราะตอร์ปิโดของญี่ปุ่น เมื่อเดือนพฤศจิกายน 1944 ที่สหพันธรัฐไมโครนีเซีย เป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จในการจัดการกับซากเรือที่อาจก่อมลพิษ

ระหว่างเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2001 ซากเรือ USS Mississinewa มีน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเลสาบยูลิธี (Ulithi) ประมาณ 24,000 แกลลอน เนื่องจากเป็นพื้นที่มีความอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมสูง รัฐบาลจึงประกาศภาวะฉุกเฉินและห้ามทำการประมงทั้งหมดในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ

กองทัพเรือสหรัฐฯ ลงมือสูบน้ำมันออกจากเรือ โดยใช้เงินทุนประมาณ 6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวของค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นหากน้ำมันทั้งหมดรั่วไหลออกมา

นักประดาน้ำใช้เทคนิค “hot tapping” ซึ่งเป็นกระบวนการเจาะท่อขณะมีของไหลอยู่ด้านใน เพื่อเจาะเข้าไปในถังน้ำมันและสูบน้ำมันที่เข้าถึงได้ออกมาเกือบ 2 ล้านแกลลอน ทำให้ซากเรือปลอดภัยขึ้น น้ำมันที่กู้คืนมาถูกส่งกลับไปขายที่สิงคโปร์ในราคา 0.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพื่อช่วยชดเชยค่าใช้จ่าย

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินการเชิงรุกสามารถป้องกันหายนะทางสิ่งแวดล้อมได้ และแม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว แต่ก็ยังคุ้มค่ากว่าการรับมือกับเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งใหญ่

ความท้าทายและอุปสรรค

สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลมากที่สุดในปัจจุบันคือความสัมพันธ์ระหว่าง “ภาวะโลกรวน” กับ “การผุกร่อนของซากเรือ” เมื่ออุณหภูมิของมหาสมุทรสูงขึ้นและน้ำทะเลมีความเป็นกรดมากขึ้น ปฏิกิริยาเคมีที่ก่อให้เกิดการกัดกร่อนของเหล็กจะเกิดเร็วขึ้น นอกจากนี้ พายุที่มีความรุนแรงและถี่ขึ้นยังเพิ่มแรงดันน้ำและแรงกระแทกต่อโครงสร้างเรือที่อ่อนแออยู่แล้ว ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำมันรั่วไหลขนานใหญ่สูงขึ้นกว่าในอดีต

การจัดการกับซากเรือรบไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการกู้คืนน้ำมันนั้นสูงลิ่ว ปฏิบัติการหนึ่งครั้งอาจต้องใช้เงินหลักสิบล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัญหาว่าใครควรจะเป็นผู้จ่ายกันแน่ ประเทศเจ้าของเรือหรือประเทศเจ้าของน่านน้ำที่ได้รับผลกระทบ คำถามนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงที่ไม่มีข้อยุติในระดับสากล

การจัดการกับซากเรือรบที่จมไม่ได้มีปัญหาแค่ด้านเงินทุนและเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นทางการเมืองและกฎหมายที่ซับซ้อนในแง่ของอธิปไตยเหนือซากเรือ เพราะตามกฎหมายระหว่างประเทศ เรือรบยังคงเป็นสมบัติของรัฐเจ้าของธงแม้จะจมไปแล้วก็ตาม ตัวอย่างเช่น เรือรบญี่ปุ่นที่จมในเขตน่านน้ำของประเทศหมู่เกาะในแปซิฟิก รัฐบาลท้องถิ่นไม่มีสิทธิ์เข้าไปดำเนินการใดๆ หากไม่ได้รับอนุญาตจากญี่ปุ่น ซึ่งนำไปสู่ความล่าช้าในการป้องกันมลพิษ

บางรัฐบาลอ้างสิทธิ์ในเรือที่จมของตนและขอให้ปกป้องสถานที่นั้นโดยถือว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ หลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ เยอรมนี ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร แถลงว่าพวกเขายังคงเป็นเจ้าของเรือที่จม เว้นแต่จะมีการละทิ้งอย่างชัดเจน ดังนั้น ซากเรือที่อาจก่อมลพิษเหล่านี้จึงอยู่ภายใต้เอกสิทธิ์ทางอธิปไตย ไม่สามารถถูกบังคับทางกฎหมายให้ดำเนินการ และไม่สามารถแทรกแซงได้หากประเทศเหล่านั้นไม่ยินยอม

แม้ว่าจะมีพิธีสาร เช่น อนุสัญญาการถอดถอนซากเรือของ IMO ในปี 2007 ซึ่งกำหนดกรอบทางกฎหมายระหว่างประเทศสำหรับการรื้อถอนซากเรือที่เป็นอันตราย แต่อนุสัญญานี้ไม่ครอบคลุมซากเรือที่จมก่อนปี 2007 ซึ่งรวมถึงเรือรบส่วนใหญ่จากสงครามโลก

สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องรับผิดชอบต่อจำนวนซากเรือรบมากที่สุดในโลก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญทางทะเลในสงครามโลกทั้งสองครั้ง รวมถึงมีนโยบายไม่ละทิ้งซากเรือของตน

ความหวังใหม่ในการแก้ปัญหาระดับโลก

เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 โครงการทันกาโรอา (Project Tangaroa) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่นำโดยมูลนิธิลอยด์ส รีจิสเตอร์ (Lloyd’s Register Foundation) มูลนิธิมหาสมุทร (The Ocean Foundation) และเวฟส์ กรุป (Waves Group) ได้ออกแถลงการณ์มอลตา (Malta Manifesto) เรียกร้องให้ดำเนินการเร่งด่วนเพื่อจัดการกับภัยคุกคามจากซากเรือสงครามที่อาจก่อมลพิษมากกว่า 8,500 ลำทั่วโลก

โครงการที่เริ่มต้นในปี 2023 นี้มีเป้าหมายสำคัญสามประการ คือ พัฒนากรอบงานสากลสำหรับการประเมิน การแทรกแซง และการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับซากเรือที่อาจก่อมลพิษ พัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติสำหรับการประเมินและการแทรกแซง และสร้างกลยุทธ์การจัดเก็บข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับซากเรือ โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในปี 2028 เนื่องจาก 75 % ของ “ซากเรือที่อาจก่อมลพิษ” จมอยู่ใต้ทะเลราว 80 ปีแล้ว และเสี่ยงที่จะโครงสร้างจะพังทลายลงในทศวรรษหน้า

ตั้งแต่ปี 2024 โครงการนี้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการมาแล้วสามครั้งในลอนดอน เฮลซิงกิ และมอลตา เพื่อรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล โบราณคดีใต้น้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ภัย และองค์กรระหว่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำหลายแห่งด้วยกัน

มีการประเมินว่าหากไม่รีบดำเนินการเชิงรุก ต้นทุนในการจัดการกับมลพิษจากซากเรือเหล่านี้อาจพุ่งสูงถึง 340,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไม่รวมถึงความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่คาดประเมินมูลค่าไม่ได้ เพราะการประเมินและการแทรกแซงอย่างมีการควบคุมย่อมมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรับมือกับการรั่วไหลที่ไม่สามารถควบคุมได้และการทำความสะอาดที่ตามมา

ซากเรือรบจากสงครามโลกไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกที น้ำมันมากกว่า 6 พันล้านแกลลอนและสารเคมีอันตรายนับล้านตันที่ตกค้างอยู่ในซากเรือมากกว่า 8,500 ลำ ทำให้โลกอาจเผชิญกับวิกฤติสิ่งแวดล้อมได้ทุกเมื่อ

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเร่งกระบวนการกัดกร่อน และปัญหาความซับซ้อนทางกฎหมายและการเมืองทำให้การดำเนินการล่าช้า

แต่หากมีความร่วมมือระหว่างประเทศและหน่วยงานต่างๆ การวิจัยที่ทันสมัย เจตจำนงที่แน่วแน่ และการลงมือดำเนินการเชิงรุก การป้องกันหายนะทางสิ่งแวดล้อมจากซากเรือรบย่อมไม่ใช่สิ่งที่เกินเอื้อมอย่างแน่นอน

ข้อมูลอ้างอิง:

https://www.google.com/search?q=https://oceanfdn.org/projects/ocean-and-coastal-law/shipwreck-pollution/

https://www.frontiersin.org/journals/marine-science/articles/10.3389/fmars.2025.1456409/full

https://www.smithsonianmag.com/smart-news/a-world-war-ii-shipwreck-is-leaking-toxic-chemicals-into-the-sea-180980970/

https://modernsciences.org/polluting-shipwrecks-ticking-time-bomb-oceans-environmental-risks-january-2025/

https://response.restoration.noaa.gov/oil-and-chemical-spills/recent-shipwreck-pollution-threat-removals

https://mfame.guru/warship-wreck-survey-set-to-inform-strategy-against-underwater-pollution/