Do’s and Don’ts ประเทศไทยในเกมโลก: ‘สมิทธิ หาเรือนพืชน์’ ชี้ Nature Positive ‘ธรรมชาติ-เศรษฐกิจ-สังคม’ ต้องไปด้วยกัน

นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

…

24 กันยายน 2569 : สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า จัดงานสัมมนาหัวข้อ “Do’s and Don’ts: ประเทศไทยในเกมโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี กำลังขึ้นสู่ปีที่ 16 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี, ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน), นายสาโรจน์ อธิวิทวัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิสซิเบิล จำกัด และที่ปรึกษาสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย, นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ประสานงานโครงการ Thailand Studies Programme สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak Institute ประเทศสิงคโปร์ และกรรมการผู้จัดการ Thailand Future Institute

…

“สมิทธิ หาเรือนพืชน์” ชี้ การรับมือวิกฤติทรัพยากรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้องไม่มองธรรมชาติแยกออกจากเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชุมชน ชูตัวอย่าง “ดอยตุง” ฟื้นฟูป่าคู่กับการสร้างรายได้ ทำให้ธรรมชาติกลับคืนมาและชุมชนได้รับประโยชน์จากทรัพยากรที่ฟื้นฟูขึ้น

…

มนุษย์ใช้ทรัพยากรของอนาคต

นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์กร NGO ที่จัดทำดัชนี Earth Overshoot Day ระบุว่า มนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ(สีฟ้าแสดงการใช้ทรัพยากร)ของโลกหมด(สีแดง)ไปตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 หมายความว่าตลอดช่วงเดือนสิงหาคมถึงธันวาคมที่เหลือ เรากำลังยืมทรัพยากรของคนรุ่นหลังมาใช้

นายสมิทธิ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนราว 350 ล้านตันต่อปี และเพื่อไปสู่เป้าหมาย Net Zero ต้องลดการปล่อยจากภาคพลังงานจาก 185 ล้านตัน ให้เหลือ 117 ล้านตัน ขณะเดียวกันต้องเพิ่มปริมาณการดูดซับคาร์บอนของภาคป่าไม้จาก 92 ล้านตัน เป็น 118 ล้านตัน โดยภาครัฐได้ผลักดัน พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะกำหนดสิทธิการปล่อยคาร์บอนของภาคธุรกิจ หากปล่อยเกินโควตาสามารถชดเชยผ่านตลาดคาร์บอนเครดิตได้ แนวทางนี้สอดคล้องกับข้อตกลงทวิภาคีที่ไทยมีกับสวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น

ในส่วนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ดำเนิน “โครงการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และกรมป่าไม้ เพื่อขึ้นทะเบียนพื้นที่ป่าให้ประชาชนใน 12 จังหวัดครอบคลุมทุกระบบนิเวศของประเทศ ปัจจุบันดำเนินการแล้วกว่า 280,000 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์รายได้จากโครงการราว 180,000 คน โดยต่อยอดมาจากโครงการพัฒนาดอยตุง ทั้งนี้ ในภาพรวมของประเทศ พื้นที่ป่าลักษณะนี้มีศักยภาพราว 6.8 ล้านไร่ และมีชุมชนหน่วยหน้าที่เกี่ยวข้องราว 4.5 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งควรได้รับประโยชน์จากกลไกคาร์บอนเครดิตดังกล่าว

ป่าคือธนาคารอาหาร

นายสมิทธิกล่าวถึงแนวคิด Nature Positive ว่า GDP โลกกว่า 55% พึ่งพาธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อากาศ อาหาร ยา และการก่อสร้าง เพื่อการพัฒนา

นายสมิทธิ ยกตัวอย่างพื้นที่ดอยตุง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเคยถูกทำลายไปกว่า 100,000 ไร่ แต่มูลนิธิฯ ก็ใช้เวลาฟื้นฟูป่านานเกือบ 38 ปี โดยไม่ได้ย้ายชุมชนออกจากพื้นที่ แต่สร้างรายได้ทดแทนให้ชาวบ้านสามารถอยู่ร่วมกับการฟื้นฟูป่าได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือความหลากหลายทางชีวภาพที่กลับคืนมา

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สร้างรายได้ให้ชาวบ้านที่สามารถฟื้นฟูป่าบน ‘ดอยตุง’ แต่การฟื้นฟูไม่ได้กลับมาแค่ป่า มันกลับมาซึ่งสิ่งมีชีวิตต่างๆ คนอาจจะมองป่าคือป่า ความจริงมันคือ ‘ธนาคารอาหารของชุมชน’…ป่าบนดอยตุงสร้างรายได้ประมาณ 12 ล้านบาทต่อปี ครอบครัวละ 1,000 – 2,000 บาทต่อเดือน สำหรับเราอาจจะไม่เยอะ แต่มันคือการลดรายจ่ายให้กับชุมชน

ความร่วมมือกับภาคเอกชน

นายสมิทธิ เล่าตัวอย่างการทำงานร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนและหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้

  • บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนการปลูก “กาแฟใต้ป่า” บนพื้นที่สูงที่เคยถูกบุกรุก โดยใช้กลไกทางธุรกิจมาทำเกษตรยั่งยืน นำกาแฟไปเสิร์ฟบนเครื่องบินปีละราว 20 ล้านแก้ว ผ่าน Supply Chain ของสายการบิน ช่วยลดการบุกรุกป่าและการเผาของชาวบ้าน
  • บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของลำน้ำปิง อำเภอเชียงดาว พบว่ามีความหลากหลายของปลา 1 ใน 4 ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำเจ้าพระยาติดอันดับ 7 ของโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เรามีปลามากมาย มีมูลนาก ข้อมูลดังกล่าวนำไปสู่การทบทวนแนวทางออกแบบงานพัฒนา เช่น การสร้างฝายที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแบบ Nature Based Solution ที่บริหารจัดการคุณภาพชีวิตชาวบ้านได้
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาโครงการสำรวจและประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ และประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของทรัพยากรในป่าชายเลนชุมชน จ.ตรัง เพื่อสร้างฐานข้อมูลรองรับกติกาด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับสากลที่จะมีผลบังคับใช้ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยเน้นพัฒนาทักษะให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูล ไทยได้รับการยอมรับว่ามีความหลากหลายที่สูงมากประเทศหนึ่งของโลก
  • บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดสรรพื้นที่สีเขียวตามข้อกำหนด EIA อย่างน้อย 10% ของนิคมอุตสาหกรรม โดยเลือกปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่นของจังหวัดระยองและชลบุรี แทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว พร้อมเก็บข้อมูลสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ก่อนและหลังฟื้นฟู

การทำงานเรื่องธรรมชาติและสังคม ต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วย ชาวบ้านต้องกินต้องใช้ ขณะเดียวกัน การมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว โดยมองข้ามเรื่องของคุณภาพสังคมแล้วก็ธรรมชาติ ทำให้ต้องแลกอะไรอีกมากมาย จนเราอาจไม่เหลืออะไรอีกในอนาคต

Don’ts: ปล่อยธรรมชาติเสื่อมโทรม ใช้ทรัพยากรเกินตัว

นายสมิทธิยกตัวอย่างเหตุการณ์พายุหมุนและดินถล่มที่ดอยตุง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายสิบปี เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมด้าน Climate Adaptation ทั้งในระดับพื้นที่ 500,000 ตารางกิโลเมตรทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ดอยตุงซึ่งมีขนาดเพียงแสนไร่ และหากปล่อยให้เกิดสภาพเขาหัวโล้นขึ้นทั่วประเทศ การฟื้นฟูอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีเช่นเดียวกับกรณีดอยตุงใช้เวลาฟื้นฟูป่าหนึ่งแสนไร่ ทำมาแล้ว 38 ปี ยังฟื้นฟูกลับมาไม่เหมือนเดิม

นายสมิทธิ ฝากถึงภาคเอกชนให้คำนวณ “ต้นทุนทางธรรมชาติ” ที่แท้จริงในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำหรือพลังงาน เพื่อร่วมกันดูแลทรัพยากรของประเทศ พร้อมทิ้งท้ายด้วยข้อมูลเชิงบวกว่า นับตั้งแต่มีการพูดคุยเรื่อง Net Zero Pathway และมาตรฐาน ESG ของตลาดหลักทรัพย์ อย่างน้อยอัตราการทำลายทรัพยากรของโลกไม่ได้เพิ่มขึ้นรุนแรงเท่าในช่วง 6-7 ปีกที่ผ่านมา ช่วงนั้นเป็นช่วงโควิด-19 การใช้น้ำมัน การใช้ทรัพยากรโลกน้อยลง โลกฟื้นตัวกลับมา พอหมดโควิด เรากลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม…เป็นไปได้ไหมที่จะใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนมากขึ้น ทำให้เห็นว่าเราไม่ได้ขโมยอนาคตลูกหลานมามากขนาดนั้น