
‘เกาะช้าง’ จ.ตราด แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวเกือบ 200,000 คนต่อปี เม็ดเงินทางเศรษฐกิจกว่า 300 ล้านบาท แต่อีกด้านของธรรมชาติยังมี “ปัญหาขยะ” ในพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการจัดการไม่ถูกวิธี ทั้งขยะครัวเรือน ขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่หลุดรอดไปสู่ทะเลและชายหาด
ทว่า ไม่เพียงแต่เกาะช้างที่ประสบปัญหานี้เท่านั้น เพราะแหล่งท่องเที่ยวประเภทเกาะในประเทศไทยล้วนเจอปัญหาขยะล้นจากที่นักท่องเที่ยวและประชากรนำสินค้าอุปโภค-บริโภคจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาในเกาะ แต่เมื่อสิ่งของกลายเป็นขยะกลับไม่มีกลไกและวิธีการขนออกจากเกาะ ทำให้ปริมาณขยะขาเข้ามากกว่าขาออก สุดท้ายขยะจึงลงเอยที่หลุมฝังกลบบนเกาะ
ขณะเดียวกัน การตั้งโรงงานกำจัดขยะ ไม่ว่าจะเป็นการเผาหรือทำเป็นพลังงาน ก็ไม่คุ้มทุนทั้งในด้านงบประมาณ ความคุ้มค่า บุคลากร นอกจากนี้หลายเกาะในประเทศไทยไม่ได้มีกลไกซาเล้งเหมือนในพื้นที่เมือง แต่คนบนเกาะจะใช้วิธีการแบ่งโซนเก็บขยะ โดยเฉพาะตามร้านอาหารหรือพื้นที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้วนำไปขายให้ผู้ประกอบการร้านรับซื้อขยะและของเก่าในพื้นที่
จ่ายค่าขนขยะออกเกาะ ลดต้นทุน-เพิ่มแรงจูงใจการจัดการสิ่งแวดล้อม
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาขยะบนเกาะคือค่าใช้จ่ายในการขนส่งวัสดุรีไซเคิลออกจากเกาะ เมื่อค่าขนส่งสูง ผู้ประกอบการรับซื้อของเก่าจึงต้องแบกรับต้นทุนที่สูงตาม ทำให้ต้องรับซื้อวัสดุรีไซเคิลในราคาต่ำ
คำกล่าวจาก นายศรุต วิทยารุ่งเรืองศรี กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมบนเกาะ
ด้วยเหตุนี้มูลนิธิโคคา-โคลา จึงร่วมกับศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (Circular Economy for Waste-free Thailand หรือ CEWT) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จัดทำโครงการจัดการขยะและวัสดุรีไซเคิลบนพื้นที่เกาะอย่างยั่งยืน ภายใต้แผนงาน “เก็บ” ไทยให้สวยงาม เพื่อสร้างระบบจัดการขยะบนเกาะ โดยส่งเสริมและสนับสนุนการคัดแยกวัสดุรีไซเคิล รวมถึงนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
โดยมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทย ได้สนับสนุนด้านงบประมาณและเป็นภาคีหลักในการขับเคลื่อนโครงการ ส่วน CEWT จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีบทบาทในการออกแบบระบบรายงานข้อมูลและพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงทำงานร่วมกับชุมชน ผู้ประกอบการรับซื้อของเก่า และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

กลไกของโครงการคือการสนับสนุนค่าขนส่ง โดยผู้ประกอบการที่ขนขยะออกจากเกาะจะต้องถ่ายรูปใบเสร็จเพื่อแสดงค่าใช้จ่าย ปริมาณขยะ รวมถึงรายละเอียดอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่งผ่าน LINE Official Accountอีกทั้งมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางและเพิ่มระบบพยากรณ์ปริมาณขยะขาเข้า และขาออกบนเกาะ จากนั้นมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทยจะจ่ายค่าขนส่งตามระยะทางที่เป็นธรรม
“เราศึกษาและสนับสนุนเพื่อพัฒนาศักยภาพของร้านรับซื้อของเก่าด้วยการสนับสนุนค่าเรือขนส่ง เพื่อจูงใจให้มีการเก็บรวบรวมและขนส่งวัสดุรีไซเคิลออกจากเกาะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสนับสนุนอุปกรณ์เพื่อความสะดวกปลอดภัยในการทำงาน และการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ผลที่ตามมาคือชุมชนเกิดแรงจูงใจที่จะคัดแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล” นายศรุต กล่าว
เล็งร่วมมือกับโรงแรม-ที่พัก
นายศรุต ยังเสริมว่า โครงการยังร่วมมือกับชุมชนและผู้ประกอบการบนเกาะผ่านการให้ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการสร้างความตระหนักรู้ เพื่อให้ร้านรับซื้อของเก่าในฐานะหนึ่งในกลไกหลักของระบบจัดการขยะบนเกาะ
อีกทั้งในอนาคตมีแผนจะร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงแรมและที่พักบนเกาะช้าง เพื่อรวบรวมและเพิ่มปริมาณขยะขาออกให้มากขึ้นด้วย
“โครงการนี้จะเป็นต้นแบบการจัดการขยะบนพื้นที่เกาะอย่างยั่งยืน ที่สามารถขยายผลนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทในเกาะอื่นๆ ตลอดจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ขยายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านค้า นักท่องเที่ยว ชุมชน เพื่อเพิ่มจำนวนวัสดุรีไซเคิลที่สามารถขนออกจากเกาะไปเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ในอนาคต” นายศรุต กล่าว
4 ปี – 5 เกาะท่องเที่ยว จัดการขยะกว่า 7.2 พันตัน
โครงการดังกล่าวดำเนินการมาแล้วกว่า 4 ปี ในพื้นที่เกาะท่องเที่ยว 5 เกาะในประเทศไทย ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปัจจุบัน โครงการได้ขนย้ายขยะออกจากเกาะช้างรวมแล้ว 5,372.28 ตัน
- ระยะที่ 1 ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2564 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ครอบคลุมพื้นที่เกาะสีชัง เกาะช้าง และเกาะหมาก ในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทย
- ระยะที่ 2 ช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 เพิ่มพื้นที่ดำเนินการในเกาะล้าน เกาะเสม็ด และเกาะกูด
- ระยะที่ 3 ปี พ.ศ. 2567 โครงการฯ ได้ต่อยอดขยายผลจากโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จในการสนับสนุนการคัดแยกขยะและขนส่งเศษวัสดุออกจากเกาะโดยดำเนินการใน 5 เกาะ ได้แก่ เกาะช้าง เกาะหมาก เกาะกูด เกาะล้าน และเกาะเสม็ด เป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567-2569
ปริมาณขยะที่ออกจากเกาะ
- เกาะช้าง 5,372,278.96 กิโลกรัม
- เกาะหมาก 734,676.07 กิโลกรัม
- เกาะเสม็ด 498,912.61 กิโลกรัม
- เกาะสีชัง 380,527.39 กิโลกรัม
- เกาะล้าน 179,425.04 กิโลกรัม
- เกาะกูด 59,147.7 กิโลกรัม
อย่างไรก็ตาม ขยะที่ถูกย้ายออกจากเกาะหมายถึงขยะรีไซเคิลเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ขวดแก้ว ขวด PET กระป๋องอลูมิเนียม ฯลฯ
ขณะที่ ผศ.ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ ผู้ริเริ่มโครงการฯ เผยว่า จากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 จนถึงปัจจุบัน เราสามารถเก็บวัสดุรีไซเคิลออกจากเกาะท่องเที่ยวในโครงการได้รวม 7,224.97 ตัน หรือ 7,224,967.77 กิโลกรัม โดยวัสดุรีไซเคิลที่ได้ปริมาณมากที่สุดคือแก้ว คิดเป็นสัดส่วน 58.8% รองลงมาคือโลหะ 11.7% กระดาษ 8.8% และพลาสติก 8.7%
ทั้งนี้ โดยภาพรวมผู้ประกอบการสามารถลดค่าขนส่งวัสดุรีไซเคิลเฉลี่ยต่อครั้ง จาก 700–900 บาท/ตัน เหลือเพียง 209–436 บาท/ตัน


