“ม.ล. ดิศปนันดา ดิศกุล” เสนอ ‘Nature-based Economy’ ชวนธุรกิจเติบโตบนฐาน ‘Nature’s Rights’

ม.ล. ดิศปนันดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

27 สิงหาคม 2569 “ม.ล. ดิศปนันดา ดิศกุล” ชี้ โจทย์ “คนหิว ป่าหาย” ความยั่งยืนไม่ เกิดถ้าสิ่งแวดล้อมไม่เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ – เสนอให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนมุมมองต่อธรรมชาติ จาก “ค่าใช้จ่าย” เป็น “การลงทุน” ที่สามารถวัดมูลค่า สะท้อนในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุน

ม.ล. ดิศปนันดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวในงาน “MFLF Sustainability Forum 2026” เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีคำที่พูดกันประจำว่า “คนหิวป่าหาย” ซึ่งนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สังคมไทยยังเป็นโจทย์เดิม เพราะตราบใดที่คนยังหิว ป่าก็จะหายไป

อย่างไรก็ตาม สมการ ‘คนหิวป่าหาย’ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ามนุษย์สามารถเปลี่ยนวิธีการทำให้ป่าและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ พร้อมยกตัวอย่างภาพของตาชั่ง ฝั่งหนึ่งคือความเจริญทางเศรษฐกิจ อีกฝั่งคือทรัพยากรธรรมชาติ และมีมนุษย์อยู่ตรงกลาง

“ที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับความเจริญและลืมธรรมชาติ วันนี้ทุกคนให้ความสำคัญมากขึ้น แต่เราต้องหาวิธีการว่า ทำอย่างไร จึงจะนำสิ่งเหล่านี้กลับเข้ามาในบริบทการทำธุรกิจ”

ม.ล. ดิศปนันดา กล่าวถึงคำพูดของนายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BRANDi ว่า ถ้าคนพูดถึงแต่คำว่า Sustainability (ความยั่งยืน) Climate Change (วิกฤติสภาวะภูมิอากาศ) หรือ Nature-based Solution สังคมจะมองว่าเป็นคนดีและให้รางวัล แต่สังคมจะไม่มองว่า ตัวเขาเองก็สามารถลุกขึ้นมาทำสิ่งเหล่านี้ได้

ประเด็นชวนคิดคือ การเอาตัวเราและความคิดเหล่านี้สอดแทรกเข้าไปในการทำธุรกิจ ที่สำคัญ การทำเรื่องเหล่านี้ต้องกินได้

ม.ล. ดิศปนันดา ยังเสนอเรื่อง Nature-based Economy โดยมีหลักการคือ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโตบนฐานของธรรมชาติ

เราต้องสามารถประเมินค่าของธรรมชาติ สะท้อนลงไปในงบดุล งบการเงิน แผนการลงทุน และการเปิดเผยข้อมูล

ม.ล. ดิศปนันดา กล่าวต่อว่า โจทย์การจัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 คือการทำให้เห็นแนวคิดของบริษัทเอกชน นักการเงิน ข้าราชการ และชุมชน ซึ่งในอดีตคนเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน แต่วันนี้ธรรมชาติเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ดังนั้น โจทย์ใหม่คือ การลดช่องว่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ระหว่างบริษัทเอกชน-ชุมชน ระหว่างนักการเงิน-บริษัท-ชุมชน กระทั่งระดับนโยบายรัฐ-ทุกคน นี่คือเศรษฐกิจใหม่ที่ต้องพัฒนา

“ถามว่า ต้องทำเมื่อไร คำถามต่อมาคือ cost of inaction คืออะไร ถ้าวันนี้ น้ำมีไม่พอให้ทำการเกษตร หรือบริษัทเอกชนใช้น้ำในพื้นที่เดียวกันจนเกษตรกรเดือดร้อน เงินมีเท่าไรก็แก้ปัญหานั้นไม่ได้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนมุมมองว่าเรื่องของธรรมชาติเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ควรเป็น การแก้ไขปัญหาธรรมชาติควรเป็นการลงทุนที่วัดค่าตอบแทนได้ เราต้องไปให้ถึงจุดนั้น”

ม.ล. ดิศปนันดา กล่าวต่อว่า สังคมควรมองเรื่อง Natural Capital Accounting กล่าวคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างไร ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลของทรัพยากรของบริษัท และมองไปถึงการทำธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือ ‘ไข่แดง-ไข่ขาว’ ว่าเป็นอย่างไร

ม.ล. ดิศปนันดา กล่าวต่อว่า คนพูดกันเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights ซึ่งเป็นแนวคิดที่มองตัวเราเองมากเกินไป วันนี้จึงเสนอเพิ่ม Nature’s Rights หรือสิทธิของธรรมชาติ กับคำถามว่าทำอย่างไรให้ธรรมชาติมีสิทธิที่จะฟื้นฟูตัวเอง มีสิทธิบูรณาการระบบนิเวศต่างๆ เพื่อให้มนุษย์อยู่ได้ มีชีวิตและอนาคตที่ดีขึ้น

ธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน เป็นธุรกิจที่ต้องดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นปัจจัยควบคู่ไปด้วย นี่เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป