
‘อรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี’ เล่าแผนรับมือน้ำท่วม ตรวจความพร้อมเครื่องสูบน้ำ – ระบบพร่องน้ำ 1,900 คลอง – อุโมงค์ยักษ์ 4 แห่ง – คันกั้นน้ำ 88 กม. ผันน้ำออกทะเล ยัน กทม.มีระบบป้องกันดีที่สุดในเอเชีย แนะรัฐบาลควรตั้งหน่วยงานแก้น้ำท่วมโดยตรง
หลังจากเกิดปรากฏการณ์ “Atmospheric Rivers” แต่ส่วนใหญ่มักเรียกว่า rain bomb ตกถล่มจ.สงขลาและจังหวัดใกล้เคียงติดต่อกัน 3 วัน มีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงที่สุดเป็นประวัติกาลเกือบ 700 มิลลิเมตร น้ำท่วมสูงอย่างฉับพลันทั้งเมืองโดยเฉพาะตัวเมืองหาดใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ส่วนหนึ่งมาจากการบริหารจัดการน้ำและการรับมือที่ผิดพลาด ด้วยพื้นที่หาดใหญ่น้ำไม่สามารถระบายออกเองได้ เป็นแอ่งกะทะ แต่ไม่ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำให้เพียงพอสำหรับปริมาณฝนดังกล่าวไว้ล่วงหน้าเพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเลสาบสงขลาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงระบบป้องกันอื่นๆ
จากบทเรียนที่หาดใหญ่ทำให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้องเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของ กทม.ทั้ง 50 เขต เพื่อทบทวนแผนรับมือภาวะวิกฤติของ กทม. สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้าได้สัมภาษณ์ นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร – ผู้เชี่ยวชาญการบริหารจัดการน้ำ เกี่ยวกับแผนรับมือน้ำท่วมของ กทม. และถ้ากรุงเทพมหานครมีโอกาสเกิด Rain Bomb จะรับมืออย่างไร
นายอรรถเศรษฐ์ เล่าว่า “หากถามว่าในช่วงนี้จะเกิดหรือไม่…ไม่มีแล้ว เพราะหย่อมความกดอากาศสูง ไล่ความกดอากาศต่ำไปแล้ว ส่วนน้ำท่วมที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สาเหตุหลักมาจากหย่อมความกดอากาศต่ำแพร่เข้ามาในพื้นที่ ประกอบกับมีร่องมรสุมพาดผ่านเข้ามากลางพื้นที่บริเวณนั้นพอดี ทำให้เกิด Rain Bomb และฝนตกแช่อยู่นานไม่ขยับไปไหน 3 วัน ตั้งแต่ 21-23 พฤศจิกายน 2568 ปริมาณน้ำฝนสะสมเกือบ 700 มิลลิเมตร ถ้าดูตามประวัติศาสตร์ของปริมาณฝน หากเกิน 300 มิลลิเมตรขึ้นไป ถือว่าหนักมาก บางคนเรียก “ฝน 300 ปี” ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้น ก็มีเหมือนกัน
หาดใหญ่เป็นแอ่งกะทะ น้ำไหลออกเองไม่ได้ ต้องสูบออกเท่านั้น
หากไปดูการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ ENSO พบว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายนคาบเกี่ยวมาถึงเดือนธันวาคม 2568 ปรากฏการณ์ลานีญายังไม่ได้หมดไป ลานีญายังสูงกว่าที่คาดการณ์มาก ผมเคยบอกว่าในปีนี้จะเป็นปีที่ฝนตกยาวถึงสิ้นปีนี้ หลายฝ่ายวิตกกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเหมือนปี 2554 แต่สำหรับผมมองว่าปีนี้น่าจะเหมือนปี 2553 ส่วนในปีหน้าอาจเหมือนปี 2554 ถามว่ามีโอกาสเกิดน้ำท่วมในกรุงเทพฯได้หรือไม่ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานว่าจะปล่อยน้ำจากเขื่อนลงมาในปริมาณมากน้อยแค่ไหน หรือจะกักเก็บน้ำเตรียมไว้ใช้ในภาคการเกษตรกรรมเท่าไหร่ ตรงนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วม ซึ่งแตกต่างจากกรณีน้ำท่วมที่หาดใหญ่
น้ำท่วมหาดใหญ่สาเหตุสำคัญเกิดจาก Rain Bomb ประกอบกับภูมิประเทศของหาดใหญ่ เป็นเหมือนแอ่งกระทะ หรือ หลุมฝาขนมครก ล้อมรอบไปด้วยภูเขา และในตัวเมืองมีทางระบายน้ำออกได้ทางเดียว คือ ระบายไปที่ทะเลสาบสงขลา ดังนั้น ปริมาณน้ำฝนที่ไหลจากภูเขาเทลงมากลางเมืองตามแรงโน้มถ่วงของโลก หรือ “gravity” แต่ระบายน้ำออกจะอาศัย gravity ไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีสูบน้ำออกเท่านั้น
คราวนี้ดูกำลังการสูบน้ำออกจากตัวเมืองหาดใหญ่ ของกรมชลประทาน ต้องระบายน้ำออกผ่านคลอง ร.1 ซึ่งเป็นคลองตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีกำลังการสูบ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งในอดีตคลอง ร.1 มีความสามารถในการสูบน้ำแค่ 465 ลูกบาศก์เมตร แต่หลังจากที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2543 และปี 2553 กรมชลประทานได้ขยายศักยภาพของสถานีสูบน้ำลงทะเลสาบสงขลาให้เพิ่มมากขึ้น
หากเปรียบเทียบปริมาณฝนในปี 2543 หรือ ปี 2553 พบว่าปริมาณฝนที่ทำให้หาดใหญ่เกิดปัญหาน้ำท่วมในตอนนั้นมีปริมาณน้ำฝนสะสม 300 – 400 มิลลิเมตร ก็เกิดปัญหาน้ำท่วมแล้ว แต่หลังจากที่คลอง ร.1 ได้เพิ่มศักยภาพการสูบน้ำเป็น 1,200 ลูกบาศก์เมตร ในปี 2567 ฝนตกลงมาในปริมาณ 300 – 400 มิลลิเมตร เท่ากับปีที่เคยเกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ แต่น้ำไม่ท่วม ส่วนในปีนี้เกิด Rain Bomb ติดต่อกัน 3 วัน ประมาณน้ำฝนสะสมที่ตกลง 700 มิลลิเมตร เกินกว่าศักยภาพที่สถานีสูบน้ำ และคลองที่มีอยู่จะรับได้ทั้งหมด โดยคลองส่งน้ำหลักๆ ของเมืองหาดใหญ่ ก็จะมีคลองอู่ตะเภามีกำลังการสูบน้ำประมาณ 450-460 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เมื่อรวมกับกำลังการสูบน้ำของคลอง ร.1 แล้วตกประมาณ 1,665 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ปริมาณน้ำฝนที่เกิดจาก Rain Bomb มีประมาณ 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ดังนั้น ในช่วง 3 วันที่เกิดฝนตกหนักจึงมีปริมาณน้ำตกค้างในพื้นที่ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นายอรรถเศรษฐ์ กล่าวว่า “จริงๆแล้วสถานีสูบน้ำทุกแห่ง เราบอกว่าว่ามีกำลังการสูบ 1,200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถที่เดินเครื่องสูบน้ำได้ตามกำลังที่ว่าในเวลาเดียวกัน เครื่องสูบน้ำอาจจะเดินเครื่องได้แค่ 50% ส่วนอีก 50% สำรองเอาไว้ใช้ เพื่อสลับกันเดินเครื่องไปมา ดังนั้น ในการคำนวณปริมาณและระดับน้ำค่อนข้างยุ่งยาก และต้องใช้เวลาในการสูบน้ำออกค่อนข้างนาน “
อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องการเดินเครื่องสูบน้ำ ก็คือ ภารกิจหลักของกรมชลประทานไม่ใช่กรมที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องน้ำท่วม ต้องเข้าใจก่อน เราจะไปโทษกรมชลประทานทุกเรื่อง ก็ไม่ถูก เพราะกรมชลประทานมีหน้าที่ดูแลน้ำแล้งเป็นหลัก ดูแลปริมาณน้ำให้อยู่ในคลอง เพื่อเตรียมไว้ใช้ในภาคการเกษตรมากกว่า ดังนั้น เราจะไปนำสถานีสูบน้ำของกรมชลประทานมาเปรียบเทียบกับกรุงเทพมหานครไม่ได้ เพราะภารกิจแตกต่างกัน
คลองในกรุงเทพมหานคร เราสามารถพร่องน้ำให้ลดลงจนติดใต้ท้องคลองได้ เพื่อให้ระดับน้ำแตกต่างกัน รองรับปริมาณน้ำที่จะระบายเข้ามาเก็บ หรือ ผ่านไปคลองอื่น โดยมีสำนักงานการระบายน้ำของ กทม.เป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างจริงจังถามว่ากรมชลประทานทำไมไม่พร่องน้ำ หรือ สูบน้ำออกให้ติดท้องน้ำเหมือน กทม. กรมชลฯทำไม่ได้ เพราะต้องเก็บน้ำไว้ใช้ในภาคการเกษตร
ในบ้านเราจึงยังไม่มีหน่วยงานไหนที่ทำหน้าที่แก้ปัญหาน้ำท่วมทั้งประเทศอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล เป็นหน่วยงานที่ออกความเห็น แทบจะไม่มีหน่วยงานที่ลงมือปฏิบัติจริงๆ
“เราต้องคิดถึงหลักความเป็นจริงสถานีสูบน้ำไม่สามารถทำงานได้ 2 ประเภท คือแก้น้ำแล้งก็ได้ แก้น้ำท่วมก็ได้ มันเป็นไปไม่ได้ แล้งเราก็ต้องเก็บน้ำ น้ำท่วมไม่ต้องการน้ำ ก็สูบออก “
ยัน กทม.มีระบบป้องกันน้ำท่วมดีที่สุดในเอเชีย
ถามว่าเหตุการณ์แบบ Rain Bomb มีโอกาสเกิดขึ้นกับกรุงเทพฯได้หรือไม่ นายอรรถเศรษฐ์ ตอบว่า มีโอกาสเกิดขึ้นได้ กรุงเทพฯ เคยมี Rain Bomb ใหญ่ๆ เกิดขึ้นมาแล้ว 5 ครั้ง แต่ไม่ถึงขนาด 700 มิลลิเมตร แต่ละครั้งมีปริมาณฝนตกสะสมกว่า 200 มิลลิเมตร แต่เราไม่เคยท่วมนานแบบข้ามวัน เท่าที่จำได้ในช่วงที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เข้ามาทำงานใหม่ ๆ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 วันนั้นฝนตกลงมา 180 มิลลิเมตร พร้อมกับน้ำทะเลหนุนในเวลาเดียวกัน น้ำท่วมกรุงเทพฯ แต่ท่วมประมาณ 8-10 ชั่วโมง เราก็เอาน้ำลงได้
หากเปรียบเทียบกำลังการสูบน้ำจากหาดใหญ่ออกไปที่ทะเลสาบสงขลา จากคลองอู่ตะเภา และ คลอง ร.1 มีกำลังการสูบรวมกันประมาณ 1,600 มิลลิเมตร/วินาที
ส่วนกรุงเทพฯ มีกำลังการสูบออกพื้นที่ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีรวมกันประมาณ 1,300 มิลลิเมตร/วินาที กำลังการสูบน้อยกว่าก็จริง แต่ กทม.ยังมีอุโมงค์ยักษ์อีก 4 อุโมงค์ มีความสามารถในการระบายน้ำรวมกันกว่า 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนทางด้านข้างของกรุงเทพมีสถานีสูบน้ำของกรมชลประทานช่วยสูบออก ตั้งแต่สถานีหนองจอกมาถึงสถานีสูบน้ำประเวศบุรีรมย์ออกไปที่แม่น้ำบางปะกงมีกำลังการสูบเกือบๆ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ด้านตะวันตก สูบออกแม่น้ำท่าจีนมีกำลังการสูบประมาณ 60-80 ลูกบาศก์เมตรต่อ รวมแล้วกรุงเทพฯจะมีกำลังการสูบเอาน้ำออกจากพื้นที่เกือบๆ 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มากกว่ากำลังการสูบน้ำทั้งหมดของหาดใหญ่
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังมีการบริหารจัดการพื้นที่ที่เรียกว่า “ระบบปิดล้อม” หรือ “Polder” ทั้งหมด 22 แห่ง คิดเป็นพื้นที่รวมประมาณ 1,585 ตารางกิโลเมตร หลักการคือเราใช้วิธีการปิดล้อมน้ำเอาไว้ก่อน จากนั้นก็สูบน้ำออกไปเข้าคลองจนพื้นที่ด้านในแห้ง และค่อยๆ ทยอยสูบน้ำออกจากคลองไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนตัวเมืองหาดใหญ่ และสงขลาไม่มีระบบปิดล้อมลำเลียงน้ำออกไปที่คลองก่อน จะส่งต่อไปยังสถานีปลายทางคือทะเลสาบสงขลา
วันนี้คนกรุงเทพฯพอเห็นข่าวน้ำท่วมหาดใหญ่ หลานคนวิตกกังวลว่า กทม.จะเกิดน้ำท่วมเหมือนหาดใหญ่หรือไม่ ขอตอบตรง ๆ ว่ามี หากฝนตกลงมามากถึง 700 มิลลิเมตร แต่ยืนยันไม่ท่วมขังนาน กทม.สามารถระบายน้ำออกไปได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ศักยภาพของคลองกว่า 1,900 คลอง ซึ่งมีความยาวรวมกับกว่า 2,600 กิโลเมตร เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลำเลียงน้ำ รวมทั้งคลองเป็นเหมือน “แก้มลิง” ช่วยซับน้ำไว้ได้ระดับหนึ่ง ผมกล้าการันตีว่า กรุงเทพ ฯ เป็นเมืองหลวงที่มีระบบป้องกันน้ำท่วมที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
สิ่งที่ กทม.ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ คือการพัฒนาคลอง ตามนโยบายของเส้นเลือดฝอยของผู้ว่าฯ กทม. โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่าน กทม.ได้ทำการขุดลอกคูคลอง และลอกท่อระบายน้ำในทุกพื้นที่ค่อนข้างเยอะมาก ทำให้การลำเลียงน้ำออกจากพื้นที่เป้าหมายทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการพัฒนาคลองสายหลัก เพื่อใช้เป็นช่องทางลำเลียงน้ำออกไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
ปกติการลำเลียงน้ำในกรุงเทพฯออกด้านข้างไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลัก แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่บ้าง สมมติ กรณีที่มีฝนตกหนัก และมีมวลน้ำจากทางภาคเหนือ ไหลเข้าปทุมธานีกว่าจะผ่านตัวเมืองออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้มีระยะทาง 30 กิโลเมตร แต่ถ้าเราผันปริมาณน้ำออกด้านข้างมีระยะทาง 7 กิโลเมตร แต่ติดปัญหาตรงมีคลองประปาขวางกั้นอยู่ ทำให้การลำเลียงน้ำทำได้ค่อนข้างยาก เราจึงแก้ปัญหาด้วยการทำโครงการ “Siphon” น้ำลอดใต้คลองประปา
นายอรรถเศรษฐ์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมในวันนี้ต้องมองภาพแบบองค์รวม ทั้งกรุงเทพฯ , ปทุมธานี , นนทบุรี และสมุทรปราการ ต้องรวมกันเป็นเนื้อเดียว เพราะถ้าเกิด Rain Bomb ขึ้นมาก็จะมีปัญหากันทั้งหมด แนวทางในการแก้ปัญหาน้ำท่วมของ กทม. ส่วนใหญ่ใช้วิธีสูบน้ำออกจากพื้นที่ผ่านคลองไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลักการสำคัญ
ดังนั้น การพัฒนาระบบป้องกันจึงต้องบูรณาการร่วมกันทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้ลำเลียงน้ำออกจากพื้นที่ให้ได้ กรุงเทพ ฯอาจจะมีความพร้อม และศักยภาพมากกว่าปริมณฑล
นายอรรถเศรษฐ์ อธิบายต่อว่าการระบายน้ำจาก กทม.ผ่านคลองประเวศบุรีรมย์ไปยังสมุทรปราการ คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า กทม.สูงกว่าสมุทรปราการ แต่ข้อเท็จจริงแล้ว กลับไม่ใช่ กรุงเทพฯมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ส่วนสมุทรปราการจะอยู่สูงกว่ากรุงเทพฯ ดังนั้น เวลาระบายน้ำจากกรุงเทพฯเข้าสู่คลองประเวศบุรีรมย์ ปรากฎว่าน้ำลงไม่ได้ แต่ไหลย้อนกลับมา จึงต้องอาศัยสถานีสูบน้ำพระโขนง ซึ่งมีเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของกรุงเทพมหานคร เป็นตัวลำเลียงน้ำออกจากพื้นที่

ขยาย ‘อุโมงค์บึงหนองบอน’ แก้น้ำท่วมลาดกระบัง
นอกจากนี้ทางกรุงเทพฯของเราก็มีโครงการพร่องน้ำ เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำจากจังหวัดใกล้เคียง อย่างสมุทรปราการ มีโครงการต่อขยายอุโมงค์บึงหนองบอน มีอยู่ช่วงหนึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไม กทม.ไม่ทำเหมือนโครงการวิหารน้ำไซตามะของประเทศญี่ปุ่น จริงๆ กรุงเทพฯ มีวิหารน้ำระบบเดียวกับญี่ปุ่น คือ อุโมงค์ 4 แห่ง เพียงแต่ว่ามีขนาดแตกต่างจากวิหารไซตามะ ซึ่งเป็นระบบป้องกันน้ำท่วมขนาดใหญ่ของกรุงโตเกียว โดยใช้วิธีพร่องน้ำจากแม่น้ำ 5 สายลงมาแล้วลำเลียงออกสู่ทะเล
“การป้องกัน หรือ แก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างที่กล่าวข้างต้น กรมชลประทานของญี่ปุ่นอาจจะเป็นหน่วยงานที่ดูแลปัญหาน้ำท่วมโดยตรง ช่วงที่มีมรสุม ประเทศญี่ปุ่นก็จะใช้วิธีพร่องน้ำจากแม่น้ำลงมาผ่านอุโมงค์ หรือ วิหารน้ำไซตามะ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำลดลงมาได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกับโครงการอุโมงค์ 4 แห่งของกรุงเทพฯ หลักการสำคัญของเรา คือ ดึงน้ำจากคลองให้ลดลงมาเพื่อเตรียมรับปริมาณน้ำ และสร้างอุโมงค์รับน้ำ ลำเลียงจากตอนเหนือไปตอนใต้ได้อย่างรวดเร็ว ตอนนี้สร้างโครงการต่อขยายอุโมงค์บึงหนองบอน ซึ่งเป็น Mega Project ของ กทม.ยาวไปถึงคลอง 4”
นายอรรถเศรษฐ์ เล่าต่อว่า “สมัยก่อนช่วงที่ฝนตกหนักๆ เขตพื้นที่ลาดกระบังจะมีปัญหามาก เพราะเขตลาดกระบังถูกโอบล้อม ด้านบนติดเขตหนองจอกก็ปล่อยน้ำลงมา ส่วนประตูน้ำทั้งหมดทางด้านทิศเหนือของหนองจอกดูแลโดยกรมชลประทานก็ปล่อยน้ำลงมา บางคนพูดว่า กรุงเทพฯเห็นแก่ตัว ไม่ยอมให้เอาน้ำลงมา จริง ๆ ไม่ใช่ เราไม่ได้เป็นคนดูแลประตูน้ำเหล่านั้นเลย เมื่อกรมชลประทานร้องขอ หรือ แจ้งว่าจะเปิดประตูน้ำ เพื่อระบายน้ำลงมาตอนล่างสุดก็จะเอาน้ำออก กรมชลประทานมีโครงการชลหารวิจิตร และหลายคนคงเคยได้ยินสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ 100 คิว สถานีสุวรรณภูมิของกรมชลประทาน ซึ่งเป็นสถานีขนาดใหญ่ที่จะปล่อยน้ำลงมา แต่พอน้ำไหลเข้าสู่คลองประเวศฯ เขตลาดกระบังก็จะอ่วม เพราะน้ำจากสมุทรปราการก็จะไหลย้อนกลับเข้ามาที่เขตลาดกระบัง ก็จะถูกแช่ไว้อย่างนี้ โดยเฉพาะทุกครั้งที่มีฝนตกหนักมากๆ ในเมืองไม่ท่วม แต่ไปท่วมลาดกระบังแทน แต่หลังจากมีโครงการต่อขยายอุโมงค์บึงหนองบอน สามารถช่วยพร่องน้ำจากคลองประเวศฯลงมาได้ ทำให้มีพื้นที่รับน้ำได้มากขึ้น สามารถช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่แถบนี้ได้ทั้งหมด”
ถามว่าถ้าเกิด Rain Bomb ขึ้นมาใน กทม. พื้นที่ไหนน่าเป็นห่วงมากที่สุด นายอรรถเศรษฐ แต่ถ้าเกิด Rain Bomb ในเมืองพื้นที่ที่เราให้ความสนใจเป็นพิเศษ ก็คือ พื้นที่ย่านลาดกระบัง รามคำแหง , พัฒนาการ และศรีนครินทร์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ต่ำที่สุดของกรุงเทพฯ และเป็นพื้นที่เมืองไม่ค่อยมีพื้นที่ซับน้ำ เราจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนการรับมือ Rain Bomb ก็ต้องใช้วิธีสูบน้ำออกจากพื้นที่ และต้องอาศัยกลไกทั้งหมดที่ กทม.มีอยู่ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น
นายอรรถเศรษฐ์ เล่าต่อว่า “แต่ที่กรุงเทพเหนือกว่าทุกจังหวัด ก็คือ กรุงเทพฯมีเรดาร์เป็นของตัวเอง 2 ตัว ตั้งอยู่ที่หนองจอกกับหนองแขม และเมื่อเร็วๆนี้เราได้รับเรดาร์เพิ่มจากความร่วมมือกับ Weather News ของญี่ปุ่นอีก 1 ตัว เป็นเรดาร์ระบบ X-band สามารถคาดการณ์ปริมาณฝนว่าจะตกลงมากี่มิลลิเมตร ตกพื้นที่บริเวณไหน แต่ไม่ได้หมายความว่ามีเรดาร์แล้วน้ำจะไม่ท่วม ไม่ใช่น่ะ การบริหารจัดการต้องสอดคล้องกันด้วย เช่น รู้ว่ามีปริมาณฝนตกมาก แต่กำลังการสูบน้ำมีน้อยกว่าปริมาณฝน มันก็ต้องมีท่วมบ้าง หรือ มีน้ำรอระบายบ้าง อันนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ผมมั่นใจว่ากทม.สามารถระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว เพราะเรามีหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องน้ำท่วมชัดเจน และมีเครื่องสูบน้ำเพียงพอในระดับหนึ่ง”
นายอรรถเศรษฐ์ กล่าวถึงเรื่องการบริหารน้ำรอบนอกและด้านในกรุงเทพมหานครว่า ต้องมีความสัมพันธ์กับกรมชลประทาน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำรอบนอกกรุงเทพมหานครให้ไหลไปออกทางด้านแม่น้ำบางปะกง หรือ แม่น้ำท่าจีน ส่วน กทม.จะดูแลปริมาณน้ำด้านในกรุงเทพฯ ซึ่งมีภารกิจที่แตกต่างกัน กล่าวคือ กรมชลประทานจะควบคุมระดับน้ำให้เป็นบวก หรือให้มีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะใช้ในภาคการเกษตร ส่วนสถานีสูบน้ำของ กทม.จะควบคุมระดับน้ำให้ติดลบ โดยการสูบน้ำออก หรือ พร่องน้ำ ดังนั้น ระดับน้ำภายนอกกับภายในกรุงเทพฯจะแตกต่างกันอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งมาถึงยุคของนายชัชชาติ กทม.ได้มีการทำ MOU กับกรมชลประทาน ปรับปรุงระบบควบคุมปริมาณน้ำให้ช่วงที่เกิดวิกฤติให้มีระดับน้ำรอบนอกใกล้เคียงกับระดับน้ำใน กทม. โดยเฉพาะระดับน้ำในคลองประเวศฯปัจจุบันปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตลาดกระบังได้ในระดับหนึ่ง

กทม.ซ้อมแผนรับภัยพิบัติ
นอกจากนี้ กทม.ได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำท่วม โดยมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ตรวจสอบสรรพกำลัง กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบในลำดับชั้นต่างๆของแต่ละหน่วยงาน และตรวจสอบความพร้อมของเครื่องมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งเครื่องสูบน้ำ และเรือท้องแบนที่จะเข้าช่วยเหลือประชาชน ปัจจุบัน กทม.มีเรือท้องแบนจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เอาไว้ใช้ในงานเก็บขยะตามลำคลอง หากเกิดเหตุฉุกเฉินก็สามารถนำมาใช้ช่วยเหลือประชาชนได้ และถ้าเกิดน้ำท่วมในอาคารที่จอดรถใต้ดิน หรือ อุโมงค์ กทม.ก็มีเครื่องสูบน้ำแรงดันสูงแบบ High Head สามารถสูบน้ำออกจากอุโมงค์ หรือ ที่จอดรถใต้ดินได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งตรวจสอบผนังกั้นน้ำ หรือ Flood Wall
การรับมือภัยพิบัติต่างๆ กทม.ได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์มานานแล้ว ไม่ใช่แค่กรณีน้ำท่วม ที่ผ่านมาก็มีเรื่องตึก สตง.ถล่ม หรือ สะพานข้ามแยกที่เขตลาดกระบังถล่ม หรือ ถนนด้านหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาลทรุดตัว เรามีประสบการณ์ค่อนข้างมาก เมื่อเกิดเหตุวิกฤติใครจะเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ หน่วยไหนต้องทำอะไร หนึ่ง สอง สาม สี่ มีโปรโตคอลชัดเจน ซึ่ง กทม.มีการซักซ้อมแผนรับมือวิกฤติเป็นประจำ
ถามว่าโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรับมือน้ำท่วมใน กทม.ต้องแก้ไขปรับปรุงตรงไหน หรือไม่นายอรรถเศรษฐ์ บอกว่าปัจจุบัน กทม.มีคันกั้นน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีความยาวรวมกัน 88 กิโลเมตร มีความสูงตั้งแต่ 2.80 – 3.50 เมตร ปี 2554 มีมวลน้ำไหลผ่านกรุงเทพมหานคร 3,600 – 4,000 ลูกบาศก์เมตร น้ำไม่ได้ข้ามคันกั้นน้ำของ กทม. ทำให้ในเขตพระนครน้ำไม่ท่วม ตอนนี้เราสร้างเสริมขึ้นไปอีก 50 เซนติเมตร
ส่วนปีนี้หลายคนวิตกเกรงว่าน้ำมันจะล้นข้ามคันกั้นน้ำ เพราะมีน้ำเหนือไหลผ่านชัยนาทลงมาในปริมาณ 2,900 ลูกบาศก์เมตร แต่กว่าจะไหลมาถึงกรุงเทพ ฯ ถูกตัดออกซ้าย ถูกตัดออกขวา คงเหลือปริมาณน้ำผ่านกรุงเทพฯแค่ 2,300 – 2,400 ลูกบาศก์เมตร แม้จะมีน้ำทะเลหนุนในบางพื้นที่อาจน้ำท่วมบ้าง แต่ก็ท่วมแค่ชั่วคราว ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงน้ำก็ลด และส่วนใหญ่ไม่ท่วมเลย
“ส่วนกรณีที่มีนักวิชาการหลายคนเป็นห่วงเรื่องน้ำทะเลหนุน หากกรุงเทพไม่ทำเขื่อน น้ำจะท่วมกรุงเทพ ฯ ความจริงผมก็เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนกันแม่น้ำ แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลาง อย่างไรก็ดี การสร้างเขื่อนก็ไม่ใช่ว่าจะกั้นแค่แม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้กรุงเทพฯรอดจังหวัดเดียว จริงๆควรต้องทำคร่อมทั้งแม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำท่าจีนด้วย เพื่อช่วยจังหวัดที่อยู่ติดกับอ่าวไทยรอดพ้นจากปัญหาด้วย“
“ถึงแม้ กทม.ไม่ได้สร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำเจ้าพระยา แต่กรุงเทพฯก็มีระบบป้องกันด้วยตัวเอง ตั้งแต่ตอนล่างลงมาเชื่อมติดกับมหาชัย กรุงเทพฯมีประตูกั้นน้ำตามคลองต่างๆ เช่น คลองสนามชัย คลองราชมนตรี มีประตูปิดกั้นไม่ให้น้ำทะเลไหลเข้ามาในพื้นที่อยู่แล้ว แต่ก็มีบางพื้นที่ที่เป็นแนวฟันหลออยู่บ้าง ในอดีตมีแนวฟันหลออยู่ทั้งหมด 35 แนว จนมาถึงยุคของนายชัชชาติได้ดำเนินการแก้ไขแนวฟันหลอเสร็จเรียบร้อยแล้ว 22 แห่ง ส่วนอีก 10 แห่งกำลังดำเนินการอยู่ และในปีงบประมาณ 2569 ได้งบมาแล้วจะดำเนินการให้แล้วเสร็จครบ 35 แนว”
“หากย้อนกลับไปในปี 2565 เคยเกิดเหตุการณ์น้ำทะเลหนุนสูงจนเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นที่เขตบางพลัด ถนนทรงวาด แต่ท่วมได้ไม่กี่ชั่วโมง น้ำก็ลด ตอนนั้นเกิด Storm Surge ทำให้น้ำทะเลหนุนสูงขึ้น ถามว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้อีกหรือไม่ ตอบว่า มี ตอนนั้นเกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2565 แต่ผมจำวันที่ไม่ได้ วันนั้นฐานน้ำขึ้นไปสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเลขึ้นหนุนสูงไปถึง 1.4 เมตรของระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก แต่ด้วยความโชคดีคือว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือ ต้นเดือนพฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่กรมชลประทานปล่อยน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลงมา”
แต่ตอนนี้น้ำที่ปล่อยจากเขื่อนเจ้าพระยาลงมามีแค่ 1,600-1,700 ลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ตรงนี้ก็ทำให้เราเบาใจลงได้ว่าน้ำเหนือไม่มาทับซ้อนกับน้ำทะเลหนุน แต่ก็ถ้าเกิด Storm Surge ขึ้นเหมือนปี 2565 ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำหรับคนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำของกรุงเทพ ฯ ในเดือนธันวาคมนี้ กทม.คงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงน้ำทะเลหนุนจะมีอยู่ 11 ชุมชน หรือ ประมาณ 300 กว่าหลังคาเรือนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ
ระบบการจัดการน้ำของกทม.ทำกันเป็นทีม
นายอรรถเศรษฐ์เล่าถึงระบบการทำงานของสำนักระบายน้ำของกทม.ที่เป็นหน่วยงานดูแลเรื่องน้ำท่วม ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวที่ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะว่า ” เราทำงานกันเป็นทีม หน้าที่หลักเป็นของผู้อำนวยการสำนักระบายน้ำ ผมในฐานะที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. จะช่วยมองภาพรวมและให้คำปรึกษาและขอให้สำนักระบายน้ำพิจารณาตัดสินใจ
“วันนี้ กทม.มีการเทรนคนรุ่นใหม่ขึ้นมา เจ้าหน้าที่ของเรามีประมาณ 9,000 คน ทั้งประจำและชั่วคราว เรามีความพร้อมในระดับที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ดูจากการระบายน้ำทำได้เร็วขึ้น ผมก็แอบดีใจ หลายคนบอกว่าช่วงนี้ กทม.ระบายน้ำได้เร็วและดีขึ้น ตอนนี้เราพยายามเชื่อมคลองต่างๆให้เป็น Network บรรจุอยู่ในแผนงานใหญ่ของ กทม. มันต้องเชื่อมต่อกัน ถ้าเมื่อไหร่คลองเชื่อมต่อกัน น้ำในคลองจะระบายออกได้หลายทาง การบริหา จัดการน้ำจะง่ายขึ้น แต่คลองบางพื้นที่ก็ถูกชาวบ้านรุกล้ำมากทำให้คลองด้วน น้ำก็ไหลออกได้ทางเดียว ทำให้การลำเลียงน้ำออกจากพื้นที่ช้าลง ซึ่งเรามีคลองด้วนจำนวนมาก”
เมื่อไหร่ที่ กทม.ทำให้คลองให้เป็น network เสร็จ สามารถเชื่อมต่อกันได้ น้ำก็จะออกได้หลายทาง
ในช่วงที่พัฒนาคลอง มีการก่อสร้าง ต้องไปบล็อกน้ำ ปิดทางน้ำ ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่ารออีกนิดนะ ปิดคลองเส้นนี้เพื่อปรับปรุงก่อสร้าง น้ำก็จะไหลไปออกทางอื่นได้ ผลกระทบก็น้อยลง และเมื่อไหร่ที่โครงการ network คลองเสร็จสมบูรณ์ การระบายน้ำก็จะทำได้อย่างรวดเร็ว ทุกอย่างก็จะดีขึ้น แต่เนื่องจากงบประมาณของ กทม.มีจำกัด เรื่องการพัฒนาคลองไหนจะเริ่มก่อน ก็ต้องพิจารณาเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เป็นแผนระยะยาวที่ กทม.จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะคลองเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่มีท่อให้ไหลไปที่เส้นเลือดฝอยได้ น้ำมันต้องไล่ลำดับลดหลั่นกันมาเป็นทอดๆ
นายอรรถเศรษฐ์เล่าต่อว่า จากคลองก็มาถึงเรื่องท่อระบายน้ำ เมื่อก่อนท่อระบายน้ำของ กทม.มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร ที่ผ่านมาได้ขยายขนาดขึ้นมาเรื่อยๆ เป็น 80 เซนติเมตร เป็น 1.20 เมตร และเป็น 1.50 เมตร เป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุด ถ้าท่อระบายน้ำ 1.20 เมตร คลองที่จะไปรับน้ำจากท่อระบายน้ำก็ต้องมีความลึกอย่างน้อย 2 เมตร เรียกว่า “คลองซอย” เพื่อให้มีพื้นที่เหลือรองรับน้ำได้อย่างน้อย 80 เซนติเมตร ถ้ามันเท่ากัน น้ำจะไม่ไหล หลักการต้องทำเป็น Slot ให้มันรับน้ำต่อๆกันมาเรื่อยๆ
“วันนี้เราพยายามพัฒนาคลองขนาดใหญ่ เริ่มต้นตั้งแต่คลองเปรมประชา คลองลาดพร้าว คลองประเวศบุรีรมย์ คลองพระยาสุเรนทร์ คลองเหล่านี้ คือ เส้นเลือดใหญ่ หากกดระดับคลองได้ลึกลง น้ำที่อยู่ในพื้นที่ก็จะออกได้ง่ายขึ้น และเรายังมีระบบปิดล้อมน้ำผ่านท่อระบายน้ำแล้วสูบน้ำออก การพัฒนาระบบคลองเหล่านี้อยู่ในแผนระยะยาวของกรุงเทพมหานคร แต่ต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์”
ถามในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศอย่างไรนายอรรถเศรษฐ์กล่าวว่า ” กทม.มีสำนักงานระบายน้ำทำหน้าที่แก้ปัญหาน้ำท่วมใน กทม. แต่ในระดับประเทศยังไม่มีหน่วยงานไหนที่มีหน้าที่หลักในการแก้ปัญหาน้ำท่วมเป็นการเฉพาะ ดังนั้น รัฐบาลควรที่จะพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานน้ำท่วมขึ้นมา ซึ่งจะต้องมีอำนาจ และงบประมาณมาสนับสนุน“
“ผมไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือไม่ว่า กรมชลประทานมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบปริมาณน้ำที่จะต้องเตรียมไว้ใช้ภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก จึงไม่มีน้ำเพื่อใช้ระบายน้ำออก แต่ถ้าใช้งานร่วมกัน ถามว่าเมื่อไม่มีทางระบายน้ำออกจะแก้ไขอย่างไร ก็ต้องไปแก้ไขตรงปลาย คือที่สถานีส่งน้ำ ให้ทำงานได้ทั้ง 2 ลักษณะทั้งส่งน้ำไปใช้ในภาคเกษตร และระบายน้ำออก สถานีส่งน้ำต้องเป็น Hybrid แก้ปัญหาได้ทั้งน้ำแล้ง และน้ำท่วมก็ได้ พร่องน้ำออกเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนก็ได้ รองรับน้ำหลากก็ได้ คือ ต้องทำงานแบบ Hybrid”
“ผมไม่ได้ว่ากรมชลประทานน่ะ แต่ภารกิจของเขาเป็นอย่างนั้น ซึ่งกรมชลฯก็พยายามพัฒนาสถานีของเขาให้ทำงานได้ 2 ลักษณะเหมือนกัน วันนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำเยอะมาก แต่ไม่มีหน่วยงานไหนดูแลรับผิดชอบเรื่องแก้น้ำท่วมโดยตรง ยกเว้นสำนักงานระบายน้ำของ กทม. ลองไปไล่ดู ดังนั้น ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมก็ควรจะต้องจัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของประเทศโดยตรง” นายอรรถเศรษฐ์ กล่าว
- การศึกษาใหม่เผยปรากฏการณ์ “Atmospheric Rivers” มีบทบาทสำคัญต่อฝนตกหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- “อรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี” ผู้เชี่ยวชาญน้ำ ตอบโจทย์น้ำท่วม ย้ำ “กทม. รับมือไหว” ไม่ซ้ำรอยปี’54 แน่นอน
- “อรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี” เล่าเบื้องหลัง “น้ำรอระบายไม่เกิน 1 ชม.” กทม. ทำอะไรบ้าง
- ‘อรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี’ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. ประเมินเอลนีโญและลานีญาประเทศไทย 2025
- นายกฯ จี้ พณ.เร่งทำข้อตกลง-จีนซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน-มติ ครม.เพิ่มเงินเยียวยาน้ำท่วม-เกิน 120 วัน รับ 20,000 บาท
- AON ประเมินน้ำท่วมไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซียเสียหายหลายร้อยล้านดอลลาร์ เฉพาะไทย 360–740 ล้านดอลล์



