การศึกษาใหม่เผยปรากฏการณ์ “Atmospheric Rivers” มีบทบาทสำคัญต่อฝนตกหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มาภาพ:https://www.scientificamerican.com/article/better-atmospheric-river-forecasts-are-giving-emergency-planners-more-time-to-prepare-for-flooding/

การศึกษาวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ “แม่น้ำในบรรยากาศ” (Atmospheric Rivers: ARs) ซึ่งเป็นระบบสภาพอากาศที่ลำเลียงความชื้นในปริมาณมหาศาลจากมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ต่อปริมาณน้ำฝนรุนแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป

ธารา บัวคำศรี อธิบายสถานการณ์น้ำท่วมหนักหนาสาหัสในภาคใต้เป็นพื้นที่กว้าง ทั้งหาดใหญ่ ตัวจังหวัดสงขลา สตูล ตรัง พัทลุง ไปจนถึง ยะลา ปัตตานี ไว้ในเพจ Tara Buakamsri ว่า สิ่งที่กำลังถล่มภาคใต้ของไทยตอนนี้ ไม่ใช่แค่ “มรสุมตามปกติ” แต่คือฝนที่ชุ่มกว่า เข้มข้นกว่า และเชื่อมโยงข้ามพรมแดนมากกว่าเดิม ขับเคลื่อนด้วยระลอกมรสุมฤดูหนาวที่ทรงพลัง และ “แนวลำเลียงความชื้นในบรรยากาศ(moisture corridors)” ที่ต่อเนื่องยาวนานขึ้นจากแปซิฟิกตะวันตก วิทยาศาสตร์กำลังบอกเราว่าภัยคุกคามกำลังเปลี่ยน แต่การเตรียมความพร้อม โครงสร้างพื้นฐานและจินตนาการทางการเมืองของเรายังไม่เปลี่ยนแปลงตาม

น้ำท่วมครั้งนี้ยังข้ามพรมแดนไปถึงมาเลเซีย ซึ่งธาราบอกว่า แนวฝนยาวพาดทั้งคาบสมุทร ไม่ใช่พายุท้องถิ่น ฝนตกเทหลายวันชุดเดียวกันที่ทำให้หาดใหญ่จม พร้อมๆ กับที่กระหน่ำคาบสมุทรมาเลเซียและบางส่วนของชายฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน แผนที่สถานีวัดฝนของ ThaiWater แสดงให้เห็น “แนวฝนหนักถึงหนักมาก” ต่อเนื่องเป็นทางเชื่อมยาวจากภาคใต้ตอนล่างลงไปถึงมาเลเซียตอนเหนือ ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยกลับค่อนข้างปกติ รูปแบบสุดโต่งแบบ “พาดขนานชายฝั่ง” เช่นนี้คือ ลายเซ็นของเหตุการณ์เคลื่อนย้ายความชื้นขนาดใหญ่ในชั้นบรรยากาศ(a large-scale moisture transport episode) ไม่ใช่พายุฝนฟ้าคะนองหลงทางมา

และยังบอกว่า “แม่น้ำบนท้องฟ้า” สภาวะใหม่ที่เราควรพิจารณา

ธาราชี้ไปที่ งานวิจัยล่าสุดเรื่อง “แม่น้ำในบรรยากาศของแปซิฟิกตะวันตกที่กระทบต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Distinct characteristics of western Pacific atmospheric rivers affecting Southeast Asia) ช่วยอธิบายว่าทำไมเหตุการณ์แบบนี้ถึงอันตรายขึ้นเรื่อยๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Atmospheric Rivers(ARs) หรือ “แม่น้ำบนท้องฟ้า” ไม่ได้เหมือนพายุฤดูหนาวแบบแคลิฟอร์เนีย แต่คือ “แนวลำเลียงความชื้นในบรรยากาศที่ฝังตัวอยู่ในลมมรสุม” เป็นทางเชื่อมไอน้ำยาวแคบที่ขนส่งไอน้ำเข้มข้นที่สุดในช่วงตุลาคม–มีนาคม และมักพุ่งเป้าไปยังชายฝั่งทะเลจีนใต้และอ่าวไทยรวมทั้งภาคใต้ของไทยและคาบสมุทรมาเลเซีย

รูปแบบฝนในช่วงสัปดาห์นี้สอดคล้องอย่างมากกับกลไกตามแบบ Atmospheric Rivers กล่าวคือมี “แนวลำเลียงความชื้นในบรรยากาศ” ที่ต่อเนื่องและยาว เคลื่อนมากับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ คอยป้อนความชื้นให้เกิดฝนสะสมหนักยาวหลายวันตลอดคาบสมุทร และลามข้ามพรมแดนไปยังประเทศข้างเคียง

แม่น้ำในบรรยากาศคืออะไร

แม่น้ำในบรรยากาศเป็นทางเดินอากาศที่ยาวและแคบในชั้นบรรยากาศ ซึ่งลำเลียงไอน้ำจำนวนมหาศาลจากมหาสมุทร เมื่อกระแสอากาศเหล่านี้พัดเข้าสู่แผ่นดินและชนกับภูเขา จะทำให้เกิดฝนตกหนักได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

การศึกษาพบว่า แม่น้ำในบรรยากาศมีส่วนทำให้เกิดปริมาณน้ำฝนทั้งหมดในบางพื้นที่สูงถึง 32% โดยเฉพาะในคาบสมุทรมาเลเซียตะวันออกเฉียงเหนือและฟิลิปปินส์ตะวันออก

เว็บไซต์ องค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Ocenic and Atmospheric Administration: NOAA) อธิบายว่า แม่น้ำในบรรยากาศ (Atmospheric rivers) คือ บริเวณที่ยาวและแคบในบรรยากาศ เสมือน “แม่น้ำบนท้องฟ้า”ที่ทำหน้าที่ลำเลียงไอน้ำส่วนใหญ่จากนอกเขตร้อนสู่พื้นที่อื่นของโลก แม้แม่น้ำบรรยากาศจะมีขนาดและความรุนแรงแตกต่างกันมาก แต่โดยเฉลี่ยแล้ว แม่น้ำบรรยากาศหนึ่งเส้นสามารถขนส่งปริมาณไอน้ำได้ใกล้เคียงกับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี และหากเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงเป็นพิเศษ ปริมาณไอน้ำที่ถูกลำเลียงอาจมากกว่านั้นได้ถึง 15 เท่า

แม้ลักษณะและขนาดของแม่น้ำบรรยากาศจะแตกต่างกันไป แต่กลุ่มที่มีปริมาณไอน้ำมากที่สุดและพัดพาโดยกระแสลมแรงที่สุดสามารถก่อให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่ระบบสภาพอากาศนี้หยุดตัวหรือเคลื่อนช้าเหนือพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม เหตุการณ์เช่นนี้สามารถทำให้ระบบเดินทางชะงัก เกิดดินโคลนถล่ม และสร้างความเสียหายรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

สัญญาณเตือนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำฝนที่รุนแรง

รายงานการศึกษา Distinct characteristics of western Pacific atmospheric rivers affecting Southeast Asia โดยหยางหยาง หยง (Yangyang Yong) จาก ห้องปฏิบัติการกว่างซีศึกษาแนวปะการังในทะเลจีนใต้(Guangxi Laboratory on the Study of Coral Reefs in the South China Sea) คณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยกว่างซี ที่หนานหนิง กว่างซี ประเทศจีน จู เลี่ยง (Ju Liang) จากวิทยาลัยทรัพยากรและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งประเทศจีน ปักกิ่ง ประเทศจีน และไค หยาง(Kai Yang) จากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์กายภาพ มหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ เอ็กซิเตอร์ เดวอน สหราชอาณาจักร ที่เผยแพร่ในปี 2566 พบว่า การเคลื่่อนไหวของ AR มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีการเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำฝนที่รุนแรงในพื้นที่ชายฝั่งรอบทะเลจีนใต้

รายงานระบุว่า ที่ผ่านมามีการศึกษาลักษณะพลวัตของแม่น้ำในบรรยากาศ (ARs) ในบริเวณแปซิฟิกตะวันตกตอนเหนือและเอเชียตะวันออก เนื่องจากแม่น้ำเหล่านี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับปริมาณน้ำฝนที่รุนแรง ขณะที่ลักษณะพลวัตของแม่น้ำจากแปซิฟิกตะวันตกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับได้รับความสนใจน้อยมาก

การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องให้ความสนใจกับพลวัตของระบบภูมิอากาศเขตร้อนเหล่านี้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิสัมพันธ์กับรูปแบบสภาพอากาศและเหตุการณ์ในชั้นบรรยากาศที่เกิดขึ้นในระดับใหญ่ โดยทั่วไปมีขนาดหลายพันกิโลเมตรและกินเวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ รวมทั้งการตอบสนองต่อภาวะโลกร้อนในอนาคต

ในรายงาน Distinct characteristics of western Pacific atmospheric rivers affecting Southeast Asia นักวิจัยได้ทำการประเมินลักษณะทางภูมิอากาศวิทยา แนวโน้มระยะยาว และความแปรปรวนของ ARs ในเส้นทางจากแปซิฟิกตะวันตกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยใช้ชุดข้อมูลการวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศจากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ERA5) และข้อมูลปริมาณน้ำฝนจากโครงการ APHRODITE เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มระยะยาวของแม่น้ำในบรรยากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นภายในประเทศเมียนมา ประเทศไทย หมู่เกาะอินโดนีเซีย และเขตมหาสมุทร (Maritime Continent) มีความเสี่ยงสูงต่อเหตุการณ์ปริมาณน้ำฝนสุดขั้ว (extreme precipitation) การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนสุดขั้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรเทาผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์ความแปรผันของปริมาณน้ำฝนสุดขั้วทั้งในเชิงพื้นที่และเวลาอย่างแม่นยำเป็นเรื่องยากมากในภูมิภาคนี้ เนื่องจากปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างลักษณะภูมิประเทศและการเคลื่อนที่ของบรรยากาศในระดับที่แตกต่างกัน ดังนั้น การมีความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการพลวัตที่นำไปสู่การเกิดฝนและการปรับเปลี่ยนตามสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน จะช่วยเพิ่มความสามารถในการพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนในภูมิภาคนี้ได้ ซึ่งรวมถึงการประเมินเชิงปริมาณเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในอดีตของระบบสภาพอากาศที่ก่อให้เกิดฝน และการนำเสนอข้อความสำคัญนี้แก่ผู้กำหนดนโยบายในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและกลยุทธ์การบรรเทาผลกระทบ

การก่อตัว AR ที่พบบ่อย: แนวความชื้นจากแปซิฟิกสู่ทะเลอันดามัน

การวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่ปี 2494-2558 พบว่า ความถี่ของแม่น้ำในบรรยากาศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในพื้นที่ตั้งแต่ฟิลิปปินส์ไปจนถึงทะเลจีนใต้ตอนกลาง โดยเฉพาะบริเวณนอกชายฝั่งใกล้เวียดนามตอนใต้มีการเคลื่อนไหวหนาแน่นที่สุด

ผลการศึกษายังพบว่า การเคลื่อนไหวของ AR เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วง ฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาว หรือ เดือนตุลาคมถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป (ONDJFM) ตั้งแต่ทะเลอันดามันไปจนถึงแปซิฟิกตะวันตก (ข้ามภูมิภาคตามแนว ละติจูดที่ 10 องศาเหนือ และระหว่างลองจิจูด 90 องศาตะวันออก ถึงลองจิจูด 135 องศาตะวันออก)

การศึกษายังชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของแม่น้ำในบรรยากาศกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก จากมหาสมุทรอินเดียตะวันออกไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ส่งผลให้พื้นที่ชายฝั่งบางแห่งได้รับฝนมากขึ้น ขณะที่บางพื้นที่กลับเผชิญกับฝนที่ลดลง

การไหลของความชื้นที่ค่อนข้างสูงภายใน AR เขตร้อนที่ส่งผลกระทบต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างระบบเหล่านี้กับเหตุการณ์ฝนตกหนักรุนแรงในท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นได้จากกรณี AR ที่พบในปี 2496 ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ฝนตกหนักในฟิลิปปินส์ และมาเลเซียตะวันตก จุดสีน้ำเงินที่ฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนรายวันมากกว่า 35 มม

บทบาทสำคัญต่อปริมาณน้ำฝนสูงสุด

การเปลี่ยนแปลงพลวัตเหล่านี้มีส่วนต่อสภาพภูมิอากาศและทำให้แนวโน้มปริมาณน้ำฝนรุนแรงเพิ่มขึ้นในพื้นที่ชายฝั่งโดยรอบทะเลจีนใต้ พื้นที่ชายฝั่งบางส่วนของทะเลจีนใต้ เช่น ภาคใต้ของประเทศไทย และ ฟิลิปปินส์ ก็ได้รับผลกระทบจาก AR ที่ขึ้นฝั่งบ่อยครั้งเช่นกัน และพบว่าบริเวณท้ายของ AR ส่งผลกระทบต่อคาบสมุทรมาเลเซียและอินโดนีเซีย

ปริมาณน้ำฝน AR: พื้นที่ชายฝั่งที่รับลมมีปริมาณน้ำฝนสะสมที่เกี่ยวข้องกับ AR สูงที่สุด โดยเฉพาะใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรมาเลเซีย (สูงสุดมากกว่า 360 มม. ต่อฤดูกาล) และ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฟิลิปปินส์ พื้นที่ชายฝั่งของเวียดนาม ก็ได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำฝน AR ที่ค่อนข้างมากเช่นกัน (สูงสุดมากกว่า 280 มม.ต่อฤดูกาล) ภูมิภาคเหล่านี้ตั้งอยู่ทางตอนบนของพื้นที่ซึ่งมี AR เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อย

ดังนั้น AR จึงเป็นตัวแทนสำคัญของปริมาณน้ำฝน สำหรับภูมิภาคอื่นๆ เช่น พื้นที่ชายฝั่งทะเลของเวียดนามบอร์เนียวเหนือ และสุมาตราใต้ AR มีส่วนต่อปริมาณน้ำฝนทั้งหมดในพื้นที่ถึง 20%

แนวโน้มปริมาณน้ำฝน: แนวโน้มปริมาณน้ำฝน AR ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (สูงสุด 8 มม. ต่อทศวรรษ) พบในพื้นที่ชายฝั่งส่วนใหญ่รอบทะเลจีนใต้ตอนใต้ ได้แก่ คาบสมุทรอินโดจีนตอนใต้ คาบสมุทรมาเลเซียตะวันออก ชายฝั่งตะวันตกของเกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียวเหนือ และประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มความถี่ AR ที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่เหล่านั้น

รูปที่ 5A แสดงสภาพภูมิอากาศของปริมาณน้ำฝนที่เกี่ยวข้องกับ AR และแนวโน้มปริมาณน้ำฝน

สัดส่วน AR: AR มีส่วนทำให้เกิดปริมาณน้ำฝนสะสมทั้งหมดสูงสุดถึง 32% โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมาเลเซียคาบสมุทรสูงสุด 68% ในเวียดนามตะวันออก และฟิลิปปินส์ตะวันออกเฉียงใต้สูงถึง 60% ของปริมาณน้ำฝนสะสมแบบรุนแรงตามฤดูกาล

การกระจายตัวของแนวโน้มปริมาณน้ำฝนสะสมแบบสัดส่วน แสดงให้เห็นว่า AR มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อการสะสมของปริมาณน้ำฝนสะสมแบบรุนแรงน้อยกว่าในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของคาบสมุทรมาเลเซีย เกาะบอร์เนียวตะวันตก และส่วนใหญ่ของฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มที่ลดลงบนชายฝั่งภาคใต้ของประเทศไทย

ผลกระทบต่อประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะภาคใต้ การศึกษาพบแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง คือ ปริมาณน้ำฝนและสัดส่วนของปริมาณน้ำฝนที่มาจากแม่น้ำในบรรยากาศมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำและเพิ่มความเสี่ยงต่อไฟป่าในอนาคต และเหตุการณ์รุนแรงที่เกี่ยวข้องรุนแรงยิ่งขึ้น

ในทางตรงกันข้าม พื้นที่ชายฝั่งรอบทะเลจีนใต้ รวมถึงมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม กำลังเผชิญกับแนวโน้มปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฝนตกหนักสุดขั้ว ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น

แสดงสัดส่วนของ AR ต่อปริมาณน้ำฝนสูงสุด

รูปด้านบน แสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำฝนสูงสุดในฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว (ONDJFM) ที่ค่อนข้างมากจาก ARs (สูงสุด 65 มม.) มักพบตามแนวภูเขาชายฝั่งที่รับลมของคาบสมุทรมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และคาบสมุทรอินโดจีน เช่นเดียวกับปริมาณน้ำฝนทั้งหมดที่เกิดจาก ARs ผลกระทบทางภูมิประเทศที่เกี่ยวข้องกับ ARs ยังสามารถแสดงออกมาได้จากปริมาณน้ำฝนสูงสุดที่เกี่ยวข้องกับ ARs ในภูมิภาคต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น รูปB แสดงรูปแบบเชิงพื้นที่ของแนวโน้มปริมาณน้ำฝนสูงสุดที่เกี่ยวข้องกับ AR ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สูงถึง 5 มิลลิเมตรต่อทศวรรษ พบได้ในบริเวณตะวันออกของคาบสมุทรมาเลเซีย พื้นที่ชายฝั่งของเกาะบอร์เนียว และภาคใต้ของฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มการลดลงอย่างมีนัยสำคัญสูงสุดถึง 2 มิลลิเมตรต่อทศวรรษในภาคใต้ของประเทศไทย ชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมาเลเซีย และสุมาตราตะวันออกเฉียงใต้ เหนือเกาะบอร์เนียวตอนเหนือ และฟิลิปปินส์ตอนเหนือ พบความสอดคล้องกันระหว่างแนวโน้มปริมาณน้ำฝนสุดขั้วและปริมาณน้ำฝนรวม

ความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นักวิจัยชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำในบรรยากาศมีความเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศในระดับโลก รวมถึงการแกว่งตัวของแมดเดน-จูเลียน (MJO) ซึ่งเป็นรูปแบบการเคลื่อนที่ของกลุ่มเมฆฝนในเขตร้อน

การศึกษาพบว่า ในช่วงที่ MJO อยู่ในระยะที่ 2-3 จะมีการเคลื่อนไหวของแม่น้ำในบรรยากาศเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในการลำเลียงความชื้นจากมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเข้าสู่ทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดีย

ข้อเสนอแนะสำหรับการรับมือ

รายงานสรุปว่า ARs เป็นระบบสภาพอากาศที่มีผลกระทบสูง ซึ่งส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำฝนที่รุนแรงในภูมิภาคมรสุมของเอเชีย รวมทั้ง แนวโน้ม และความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงไทยและประเทศอื่น ๆ มีความเสี่ยงสูงต่อปริมาณน้ำฝนรุนแรง การทำความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับพลวัตของ ARs จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับปรุงความสามารถในการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนในภูมิภาค การวิจัยในอนาคตควรให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ระหว่าง AR กับรูปแบบสภาพอากาศและเหตุการณ์ในชั้นบรรยากาศที่เกิดขึ้นอื่นๆ เช่น คลื่นความเย็นจากตะวันออกเฉียงเหนือ

การศึกษานี้ยังเรียกร้องให้มีการติดตามและศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของแม่น้ำในบรรยากาศในบริบทของภาวะโลกร้อน เพื่อคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในอนาคตและเตรียมมาตรการรับมือที่เหมาะสม

และเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการกำหนดนโยบายด้านการจัดการความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและกลยุทธ์การลดผลกระทบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อฝนตกหนักและน้ำท่วม

ฝนกระหน่ำซัด น้ำท่วมร้ายแรงทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้านเพจ Amercian Geoggraphical Society รายงาน ว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักได้ก่อให้เกิดน้ำท่วมร้ายแรงและคร่าชีวิตผู้คนไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประเทศไทย ซึ่งมีปริมาณฝนตกหนักที่สุดในรอบ 300 ปี

อำเภอหาดใหญ่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศทั่วภูมิภาค โดยมีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 13.2 นิ้ว (335 มิลลิเมตร) ภายในวันเดียว

  • ประเทศไทย: มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 33 คน
  • เวียดนาม: ยอดผู้เสียชีวิตจากฤดูมรสุมปีนี้สูงถึง 98 คน
  • อินโดนีเซีย: มีผู้เสียชีวิต 19 คน
  • มาเลเซีย: ประชาชนราว 19,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน

สาเหตุทางภูมิอากาศ

นักอุตุนิยมวิทยากล่าวว่า ฤดูมรสุมในปีนี้มีความรุนแรงมากขึ้นจากปรากฏการณ์ภูมิอากาศ ลานีญา (La Niña) ซึ่งเป็นผลมาจากลมสินค้าที่พัดแรงพาน้ำอุ่นจากมหาสมุทรแปซิฟิกไปทางตะวันตก และเมื่อไม่นานมานี้ หย่อมความกดอากาศต่ำในทะเลอันดามันได้รวมตัวกับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้เกิดระบบฝนที่มุ่งไปยังภาคใต้ของประเทศไทย และนำมาซึ่งความเสียหายอย่างร้ายแรงดังกล่าว