กกร. เสนอ “Reinvent Thailand –  Resilient ASEAN” หมุดหมายรับมือความท้าทายโลกใหม่ “Entering New Horizon”

‘เอกนิติ’ กางแผนยุทธศาสตร์เชื่อมโลก-ดัน GDP โต 5% ยกระดับไทยสู่ ‘ประเทศรายได้สูง’ ปี 2037 ตั้ง คกก. ‘JPPC’ ลงมือปฏิบัติ รายงานผลทุก 2 เดือน ‘หอการค้า’ แนะผนึกอาเซียน 600 ล้านคน เชื่อม ‘ดีมานด์-ซัพพลายเชน’ รับมือสงครามการค้า-หนุนไทยเข้า ‘OECD’ ยกระดับมาตรฐาน-สร้างความเชื่อมั่น- ส.อ.ท. เร่งเปลี่ยนผ่านอุตฯไทยสู่ ‘OBM’ ชู ‘MiT’ ช่วย ‘SMEs’ เข้าสู่ซัพพลายเชน

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.), นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, นายคาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย (Mr. Carlos Felipe Jaramillo) รองประธานธนาคารโลก (World Bank) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ร่วมกันแถลงผลการจัดงานประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลก ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’ เพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยและปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอาเซียนอย่างยั่งยืน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน ความท้าทายหลักที่ต้องเร่งแก้ไขภายใต้กรอบ ‘Reinvent Thailand’ มี 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

  • ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ
  • ขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
  • ประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ

ดังนั้น เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคดังกล่าว กกร. ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ (Technical Agency) อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สภาพัฒน์ฯ, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดทำ “White Paper” เสนอนโยบายแก้ปัญหาและขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก เสนอรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยจากประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง

นายผยง กล่าวว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้ ได้รับสัญญาณที่ดีจากการที่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ได้กำหนดกรอบนโยบายที่มีความน่าเชื่อถือ (Credible Policy Framework) และสร้างความเชื่อมั่น โดยเร่งดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่าง “Quick Big Win” พร้อมนำแนวทางการทำงานแบบ Scrum Agile ที่มีความยืดหยุ่น ปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ มีเป้าหมายชัดเจน และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อเน้นความยืดหยุ่น และเห็นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ผ่าน 3 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ คือ

  • การปรับตัวตามพลวัตโลก (Global Dynamics) ดึงดูดการลงทุน และการย้ายฐานการผลิต (Relocation) ทั้งเงินลงทุนและกำลังคน โดยชูจุดเด่นของไทยในฐานะพื้นที่ปลอดภัย (Safe & Secure) โดดเด่นด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) และยุทธศาสตร์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Location)
  • การสร้างความร่วมมือทุกระดับ (Regional Collaboration) บูรณาการการทำงานร่วมกันตั้งแต่ระดับเอกชนกับเอกชน ภาครัฐกับเอกชน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจข้ามแดนในภูมิภาคอาเซียน
  • ความร่วมมือกับองค์กรระดับโลก (Global Partnership) การได้รับความสนับสนุนจากธนาคารโลก (World Bank Group) เพื่อเชื่อมโยง 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายของ กกร. เข้ากับ 5 อุตสาหกรรมที่เป็น Flagship ของธนาคารโลก และอุตสาหกรรมเป้าหมายของ BOI ให้เป็นเอกภาพเดียวกัน

นายผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน

“แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีประเทศใดสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว… เป้าหมายของประเทศไทยจะเกิดขึ้นจริงได้ ต้องอาศัยพลังแห่ง ‘Regional Collaboration’ แต่ก่อนจะไปเชื่อมโลก เราต้องเชื่อมไทยให้เป็นหนึ่งเดียวให้ได้ก่อน วันนี้เราจึงได้เห็นสปีดความร่วมมือที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งในฝั่งเอกชนจับมือเอกชน ภาครัฐผนึกกำลังกับเอกชน ไปจนถึงการก้าวข้ามพรมแดนของภาคเอกชนไทยเชื่อมโยงไปถึงอาเซียน และปักหมุดประเทศไทยลงบนแผนที่โลกอย่างสมศักดิ์ศรี” นายผยง กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือกันในแนวดิ่ง (Vertical Integration) ที่ครอบคลุมทั้ง Ecosystem ตั้งแต่ภาครัฐ, องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่, SMEs ไปจนถึงระดับชุมชน เพื่อสร้างการเติบโตให้กระจายอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) ดังนั้น การจัดงาน ‘Bangkok Business Summit 2026’ นี้จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญ นับจากการเสนอแนวคิด ‘Reinvent Thailand’ และการขับเคลื่อนผ่านกลไกของ กรอ. แบบ Quick-Win โดยจะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่ระดับโลก IMF – World Bank Group Annual Meetings และเป้าหมายสูงสุดคือการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2028 ตามที่นายกรัฐมนตรี และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมทั้งธนาคารโลก และภาคเอกชน ได้ประกาศให้โลกรู้ถึงความพร้อมของประเทศไทยในเวทีโลกภายใต้บริบทดังกล่าว และมีหมุดหมายที่ชัดเจนที่จะนำพาประเทศหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลาง

‘หอการค้าฯ’ จี้ภาครัฐ-เอกชนเร่งปรับตัว-รับกติกาการค้าใหม่

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าความตั้งใจของภาคเอกชนในการผนึกกำลังร่วมกับรัฐบาล และธนาคารโลก (World Bank) เพื่อเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจไทยให้สอดรับกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยย้ำว่าประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก

ดร.พจน์ ระบุว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันที่ทวีความรุนแรง ตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) ไปจนถึงสงครามภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-war) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกฎเกณฑ์การค้าโลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม (ESG) ข้อกำหนดโลกร้อน และระบบการตรวจสอบย้อนกลับสินค้า (Traceability)

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

“หากเราไม่เร่งปรับตัวเพื่อขึ้นไปยืนอยู่แถวหน้า เศรษฐกิจไทยจะลำบากมาก การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ระดับอุตสาหกรรม แต่ต้องปฏิรูปโครงสร้าง Supply Chain ทั้งหมดของประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการ SME ให้สามารถรองรับกติกาใหม่ของโลกได้ ไม่ว่าจะเรื่องข้อกำหนดโลกร้อน การตรวจสอบสินค้าย้อนกลับ” ดร.พจน์ กล่าว

ผนึกอาเซียน 600 ล้านคน แต้มต่อศก. -เข้า ‘OECD’ ยกมาตรฐาน-สร้างความเชื่อมั่น

จากที่มีโอกาสได้ร่วมคณะเดินทางไปประเทศอินโดนีเซียพร้อมกับนายกรัฐมนตรี และได้หารือกับผู้นำภาคธุรกิจ รวมถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ดร.พจน์ มองว่า “ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน คือกุญแจสำคัญในการสร้างแต้มต่อทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงทั้ง Demand และ Supply Chain การรวมกลุ่มอาเซียนให้เป็นเนื้อเดียวจะช่วยสร้างอำนาจต่อรอง และเป็นเกราะป้องกันผลกระทบจากสงครามการค้า”

ดร.พจน์ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งเป้าหมายที่สำคัญ คือ การสนับสนุนของภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกของ “องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา” หรือ “OECD” ซึ่งจะเป็นการยกระดับมาตรฐานของประเทศ ทั้งด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการปราบปรามคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก และต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี ดร.เอกนิติ และทีมงานของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการจัดงานครั้งนี้ ที่ช่วยสร้างความมั่นใจว่า งาน Business Summit ในวันนี้จะเป็นสะพานเชื่อมต่อไปยังการประชุมใหญ่ IMF – World Bank Group Annual Meetings ในเดือนตุลาคมนี้ และเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องไปจนถึงปี 2028

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีรากฐานภาคการผลิต และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่แข็งแกร่งมานานกว่า 60 ปี มีทักษะ ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพที่รุดหน้ากว่าประเทศคู่แข่งเกิดใหม่ในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการก้าวต่อไปคือการเติมเต็มเรื่อง “นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้สินค้าไทยมีเอกลักษณ์ มีแบรนด์เป็นของตัวเอง และมีทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ดังนั้น ส.อ.ท. จึงได้เสนอแนวคิดการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้

  • เปลี่ยนผ่านสู่ Smart & Intelligent Industry เร่งยกระดับโรงงานผลิตทั่วประเทศโดยนำเทคโนโลยี Automations, IoT, Robotics, Cobots และ AI เข้ามาปรับใช้ ผ่านการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) เพื่อเปลี่ยนบทบาทภาคการผลิตไทยจาก OEM ไปสู่ ODM และ OBM (Own Brand) อย่างยั่งยืน
  • อัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม (Industrial Infrastructure)
    • โครงข่ายพลังงานสีเขียว ที่บรรจุอยู่ในแผน PDP ฉบับใหม่ที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อรองรับเทรนด์การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    • ระบบโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย พร้อมกับเร่งแก้ปัญหา Missing Link ของโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อให้การขนส่งทางบกเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ
  • เร่งปรับปรุงกฎระเบียบ และรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยการกิโยตีน (Guillotine) กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุน เพื่อยกระดับความโปร่งใส รองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD และสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั่วโลก

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนโครงการสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand หรือ MiT) ที่ได้รับการรับรองจากสภาอุตฯ เพื่อส่งเสริมสินค้าที่มี Local Content สูง เพื่อช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME เข้าสู่ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อมผลักดันโอกาสในการเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี และทีมงานรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนและแก้ไขอุปสรรคเชิงนโยบายอย่างทันท่วงที ช่วยปลดล็อกการขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้กรอบ ‘Reinvent Thailand’ ให้เดินหน้าได้อย่างเต็มกำลัง เพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

นายคาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย (Mr. Carlos Felipe Jaramillo) รองประธานธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก

‘เวิลด์แบงก์’ ดันไทยสู่ “ประเทศรายได้สูง” ชี้ GDP ต้องโตเกิน 5%

นายคาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย (Mr. Carlos Felipe Jaramillo) รองประธานธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดตลอด 35 ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีมาก และมีความพร้อมและศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่อนาคตใหม่ โดยธนาคารโลกได้สรุป 3 ประเด็นสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ สำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย ดังนี้

  • โอกาสทองบนเวทีโลก (IMF–WB Meetings) การที่กรุงเทพฯ ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในเดือนตุลาคมนี้ ถือเป็นสปอตไลต์สำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกจับตามองมาที่ประเทศไทย โดยเวทีนี้จะมีประเด็นหารือหลักๆ คือ เรื่อง AI, การจ้างงาน และการระดมทุนภาคเอกชน พร้อมทั้งเป็นโอกาสสำคัญให้ประเทศไทยประกาศแผนความก้าวหน้าเพื่อก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2037
  • ยึดภาคเอกชนเป็นศูนย์กลาง ดัน GDP โตเกิน 5% การบรรลุเป้าหมายปี 2037 ไทยจำเป็นต้องดัน GDP ให้ขยายตัวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี ผ่านชุดมาตรการปฏิรูปที่เน้นการลงทุนคุณภาพสูง และเทคโนโลยีนวัตกรรม โดยมี “ภาคเอกชน” เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างงานที่ดีและให้ผลตอบแทนสูงแก่เยาวชนรุ่นใหม่
  • เน้นความต่อเนื่องและกลไกขับเคลื่อน การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจำเป็นต้องทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมีกลไกยึดเหนี่ยวสำคัญอย่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นตัวขับเคลื่อนและติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม

“ธนาคารโลกเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพและมีความพร้อมรอบด้านที่จะประสบความสำเร็จ และเราพร้อมยืนหยัดเป็นพันธมิตรร่วมสนับสนุนไทยในทุกขั้นตอนของการปฏิรูป” นายคาร์ลอสกล่าว

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘เอกนิติ’ชูแผนยุทธศาสตร์เชื่อมโลกยุค“Entering New Horizon”

จากนั้น ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวปิดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี ‘The Bangkok Business Summit 2026’ ยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ “Entering New Horizon” โดยตอกย้ำว่าภาครัฐและภาคเอกชนต้องผนึกกำลัง เพื่อพาประเทศไทยก้าวข้ามทุกความเสี่ยง และพิชิตเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2037 ตามแนวทางของธนาคารโลก (World Bank)

ดร.เอกนิติ ได้อธิบาย “โมเดลในการจัดทัพทีมเศรษฐกิจไทย” ในรูปแบบของ “ทีมฟุตบอล” โดยแบ่งบทบาทหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน เพื่อเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2037

  • กองหน้าคือ ภาคเอกชน เป็นผู้เล่นหลักในการทำประตู นำโดย 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต อันได้แก่ การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture), การแปรรูปอาหาร, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล, ยานยนต์สมัยใหม่, การแพทย์และการบริการสุขภาพ (Wellness & Medical Hub), การท่องเที่ยวมูลค่าสูง และการค้าส่ง-ค้าปลีกยุคใหม่
  • กองกลางคือทีมคณะรัฐมนตรีและหน่วนงานรัฐ ทำหน้าที่เป็นผู้เล่นคุมเกม จ่ายบอลเร็วและปลดล็อกอุปสรรค โดยมี ดร.เอกนิติ รับหน้าที่คุมจังหวะ โดยเฉพาะปัญหาอุปสรรคในเรื่องการลงทุน (Investment-led Growth) ร่วมกับทีมรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่อง SMEs, การพัฒนาคน และการปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง
  • กองหลัง คือการดูแลเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง โดยกระทรวงการคลังร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ในการรักษาวินัยการเงินและการคลังอย่างเข้มงวด ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความเชื่อมั่น และเห็นสัญญาณเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 70,000 ล้านบาทตั้งแต่ต้นปี 2569

ตั้ง คกก. ‘JPPC’ ลงมือปฏิบัติ รายงานผลทุก 2 เดือน

ดร.เอกนิติ ได้เน้นย้ำถึงกลไกการติดตามผลงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ผ่านการตั้ง คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ที่เรียกว่า “Joint Public-Private Committee : JPPC” โดย ดร.เอกนิติ ตัดสินใจตัดคำว่า “Consultation” ออก เพื่อปรับทิศทางจากการเป็นเพียง “คณะปรึกษา” ให้กลายเป็น “คณะทำงานที่ลงมือปฏิบัติจริง” (Action-oriented) ซึ่งจะมีการติดตามผล และรายงานความก้าวหน้าอย่างเข้มข้นทุกๆ 2 เดือน

ส่วนในระดับสากล ประเทศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลก World Bank–IMF Annual Meetings 2026 ในเดือนตุลาคมนี้ ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อโชว์ศักยภาพ และโมเดลการพัฒนาประเทศ (Thailand Pavilion) ภายใต้แนวคิด “Empowering People” โดยน้อมนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาถอดบทเรียนให้ทั่วโลกได้เห็น และหลังจากนี้ก็ต้องเตรียมเดินหน้าจัดทำยุทธศาสตร์เศรษฐกิจร่วมกับอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการส่งไม้ต่อเจ้าภาพอาเซียนร่วมกับสิงคโปร์ และติมอร์-เลสเต เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ภูมิภาคนี้ภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand – Resilient ASEAN”

“ถ้าเราช่วยกันแบบนี้ โดยได้รับการสนับสนุนทั้งในระดับโลก ในระดับภูมิภาค และภายในประเทศ ผมเชื่อมั่นว่าเราสามารถเปลี่ยนประเทศไทย และพาเศรษฐกิจไทยทะยานขึ้นสู่อนาคตได้อย่างแน่นอน” ดร.เอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย