“ดร.สุภัชญา” มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ผลักดันโครงการคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน สู่เวทีโลก

ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด “แม่ฟ้าหลวง” ผลักดันโครงการคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน สู่เวทีโลก ผ่าน Rockefeller Big Bets Fellowship สร้างโมเดลป่าชุมชนยั่งยืน – หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมขับเคลื่อน Climate Impact ในระดับภูมิภาค

โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ภายใต้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นหนึ่งในโครงการสิ่งแวดล้อมของไทยที่ทำให้ ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการได้รับคัดเลือกจาก Rockefeller Foundation ให้เข้าร่วมโครงการ Asia-Pacific Big Bets Fellows ปี 2025 ซึ่งมุ่งสร้างเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

โครงการ “Big Bets Fellowship” ของมูลนิธิ Rockefeller ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปีนี้เน้นหัวข้อ Climate Change โดยมีผู้เข้าร่วมเพียง 12 คนจากทั่วภูมิภาค โครงการดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้นำจากหลากหลายประเทศร่วมแลกเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการประชุมหลักสามครั้งในกรุงเทพฯ เบลลาจิโอ (อิตาลี) และช่วงสุดท้ายที่นิวยอร์กในงาน New York Climate Action Week 2025

ไทยพับลิก้า สัมภาษณ์พิเศษ ดร.สุภัชญา ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ หนึ่งในนักวิจัยจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงและเป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการ ซึ่งเป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างชุมชน ภาคเอกชน และภาครัฐ เพื่อที่จะทำให้พื้นที่ป่าชุมชนสามารถขึ้นโครงการคาร์บอนเครดิตได้ รวมถึงความท้าทายในการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับชุมชนในการปกป้องดูแลพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ในประเทศไทยให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อย่างยั่งยืนจริง

จากป่าชุมชนสู่เวทีโลก

ดร.สุภัชญา เปิดเผยว่า โครงการที่นำเสนอ Asia-Pacific Big Bets Fellows คือ “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่เน้นการทำงานร่วมกับป่าชุมชนภายใต้ พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ที่ให้สิทธิชุมชนในการดูแลและใช้ประโยชน์จากป่าของตนเองได้อย่างถูกกฎหมาย

“โครงการ Asia-Pacific Big Bets Fellows ปีนี้ใช้แนวคิด Climate Change แล้วโครงการของเราก็เข้าข่าย Climate Change ก็คิดว่าน่าจะต่อยอดและสร้าง Impact ของโครงการได้มากขึ้น จึงได้ยื่นเข้าร่วมโครงการ” ดร.สุภัชญากล่าวและว่า “โครงการของเรามุ่งเน้นการดูแลป่าชุมชนมากกว่าการปลูกป่าใหม่ เพราะการอนุรักษ์ป่าที่มีอยู่เดิมและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนกว่า”

ดร.สุภัชญา กล่าว จุดเด่นของโครงการคือ การเป็น REDD+ หรือ Reducing Emissions of  Deforestation and Degradation เป็นโครงการปกป้องพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ ดูแลพื้นที่ป่า ซึ่งมีคนทำค่อนข้างน้อย รวมไปถึงการมีส่วนร่วมกับชุมชน การปกป้องผืนป่าที่มีอยู่เดิม ไม่ได้เน้นการปลูกป่าใหม่ ดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในพื้นที่นั้นด้วย เพราะการปลูกป่ากว่าจะกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ใช้เวลานานมากถึง 10-20 ปี

โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตจากป่าเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2563 โดยใช้กลไก T-VER (โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของไทย) ภายใต้กรอบ พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 ซึ่งให้สิทธิชุมชนดูแลและใช้ประโยชน์จากป่าของตนเองได้อย่างถูกกฎหมาย

โมเดล “ป่าชุมชน–คาร์บอนเครดิต–รายได้หมุนเวียน”

ดร.สุภัชญา กล่าวว่า ก่อนเริ่มโครงการนี้ในปี 2563 ได้มีการขึ้นทะเบียน T-VER ของพื้นที่ป่าดอยตุง แล้วเห็นว่าโครงการนี้ตอบโจทย์ทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้ เพราะพื้นที่ภาคเหนือป่าส่วนใหญ่หายไปจากการเกษตรกรรม มีการปลูกมันสำปะหลัง ปลูกข้าวโพด ชาวบ้านมีรายได้จากไร่ข้าวโพดประมาณ 300-500 บาทต่อไร่ หมายความว่าถ้าป่าจะอยู่ได้ ก็ต้องมีรายได้ให้ชาวบ้านในการเก็บป่าไว้โดยไม่ใช้ทำการเกษตรขั้นต่ำ 300 บาทหรือต้องมากกว่า

“ดังนั้นคาร์บอนเครดิตก็ตอบโจทย์การทำรายได้ที่มากกว่า 300-500 บาทต่อไร่ เราไม่ได้ตั้งราคาตามตลาด เพราะมันไม่สามารถที่จะทำป่าให้อยู่ได้จริงๆ ไม่ได้ทำให้ชุมชนอยู่ได้จริงๆ” ดร.สุภัชญากล่าว

โมเดลของโครงการทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่าง ชุมชน – ภาคเอกชน – ภาครัฐ เพื่อให้ป่าชุมชนสามารถขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน

“พ.ร.บ.ป่าชุมชนบอกว่าชุมชนมีสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าของหรือใช้ประโยชน์จากป่าของตัวเองได้ เราจึงเป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างชุมชน เอกชน และภาครัฐ เพื่อที่จะทำให้พื้นที่ป่าชุมชนสามารถขึ้นโครงการคาร์บอนเครดิตได้” ดร.สุภัชญา กล่าว

การขึ้นโครงการคาร์บอนเครดิตมีขั้นตอนดำเนินการค่อนข้างมาก ตั้งแต่การตรวจสอบขอบเขตโครงการให้ถูกต้องครบถ้วน การแปลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อจัดประเภทของป่าให้ถูกต้องว่า เป็นประเภทอะไรบ้าง ป่าเต็งรัง  ป่าเบญจพรรณ มีสิ่งปลูกสร้าง มีบ่อน้ำ มีถนน หรือไม่ จากนั้นเป็นขั้นตอนการอบรมชุมชนให้มีความรู้และความเข้าใจเรื่องคาร์บอนเครดิต โดยมีการลงไปวางแปลงตัวอย่างร่วมกับชุมชนเพื่อให้เรียนรู้วิธีการวัดเส้นรอบวงต้นไม่ เก็บชนิดต้นไม้ มีการเก็บตัวอย่างข้อมูลมาคำนวณเบื้องต้นเป็นปีฐานปีแรก หลังจากนั้น 3-5 ปีก็มีการวัดอีกครั้งเพื่อดูการเติบโตของต้นไม้ รวมไปถึงมีการดูแลป่า ป้องกันไฟป่า ป้องกันการสูญเสียพื้นที่ป่าได้เท่าไหร่ แล้วคำนวณออกมาเป็นคาร์บอนเครดิต

ขั้นตอนการขึ้นโครงการคาร์บอนเครดิต

ขึ้นทะเบียน/กำหนดขอบเขต

  • ตรวจแนวเขตป่าชุมชนตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562
  • ใช้ภาพถ่ายดาวเทียม + บินโดรน + สำรวจภาคพื้นดิน แยกประเภทป่า (เต็งรัง/เบญจพรรณ ฯลฯ) กันพื้นที่สิ่งปลูกสร้าง–บ่อน้ำ–ถนน

วางแปลงตัวอย่าง & ปีฐาน

  • อบรมชุมชนเรื่องคาร์บอนเครดิตและการวัดชีวมวล
  • เก็บชนิดพันธุ์–เส้นรอบวงต้นไม้–ข้อมูลความหนาแน่น ตั้ง “ปีฐาน (Year 0)”

วัดตามมาตรฐานT-VER

  • วัดซ้ำทุก 3–5 ปี เพื่อดูการเติบโตและการกันสูญเสียป่า
  • รายงานความก้าวหน้า, hotspot ไฟป่า, แนวกันไฟ
  • ตรวจประเมินโดยหน่วยรับรอง—แปลงเป็น “คาร์บอนเครดิต” ออกสู่ตลาด

คาร์บอนเครดิตมีความสำคัญต่อภาคเอกชนที่จำเป็นจะต้องชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธุรกิจ เงินที่ได้จากการซื้อคาร์บอนมาชดเชยของเองได้ก็นำมาสนับสนุนชุมชน โดยรายได้กว่า 60% ถูกส่งกลับสู่ชุมชนในรูปแบบ กองทุนดูแลป่า และ กองทุนพัฒนาอย่างยั่งยืน ชุมชุมสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง

โดยกองทุนดูแลป่า ชาวบ้านก็จะใช้ในการลาดตระเวนหรือว่าซื้ออุปกรณ์ดับไฟต่างๆ ทำแนวกันไฟประจำปี ส่วนกองทุนพัฒนาชุมชนก็สามารถเอาไปใช้พัฒนากิจกรรมขนาดเล็กหรือธุรกิจขนาดเล็กในชุมชนได้ บางบ้านอาจจะทำเพิงเล็กๆ ไว้สำหรับใช้เป็นตลาดซื้อขายของในชุมชน ไม่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปไกลเป็นสิบๆ กิโลเพื่อซื้อของกลับมา สามารถสร้างธุรกิจหมุนเวียนขนาดเล็กในชุมชนได้ด้วย

วงเงินที่ชุมชนจะได้ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ของป่า ชุมชนที่มีพื้นที่ป่าที่ดูแลมากก็จะได้เงินมากตามพื้นที่ แต่บางชุมชนก็ไม่ได้รับเงินอย่างเดียว ก็ต้องทำหน้าที่ในการปกป้องดูแลป่าและมีผลงานที่ชี้วัดได้ในเรื่องการดูแลป่า เรื่องไฟป่าด้วย ขณะที่บางชุมชนมีพื้นที่ป่าใหญ่ แต่ก็ไม่ได้นำเข้าโครงการทั้งหมด เพราะไม่สามารถดูแลได้ทั้งหมดพื้นที่ นำพื้นที่ป่าเข้าโครงการเพียงครึ่งเดียว

ดร.สุภัชญากล่าว่า ตลอดกระบวนการหรือกิจกรรมต่างๆ ต้องมีชาวบ้านให้ฉันทามติอย่างน้อย 70% ถึงจะดำเนินกิจกรรมนั้นๆ ได้ ไม่ว่าตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ หรือจะเบิกเงินเอาไปใช้เป็นค่าแรง ทำแนวกันไฟ ชาวบ้านต้องเห็นด้วย

จากป่าชุมชนสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงยังได้จัดตั้ง “Incubation Unit” หรือทีมที่ให้คำปรึกษาเพื่อบ่มเพาะธุรกิจชุมชนให้เติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์ เช่น โครงการ “จานใบไม้บ้านต้นผึ้ง จังหวัดเชียงใหม่” ที่เริ่มจากแนวคิดของหัวหน้าชุมชน จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจำหน่ายในคาเฟ่และสายการบินไทย

การดำเนินการเริ่มแรกคือการทำ SWOT Analysis วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง ผ่านการชวนชาวบ้านคุยว่าจุดแข็งของชุมชนคืออะไร จุดอ่อนคืออะไร มีทรัพยากรอะไรอยู่บ้าง แล้วชุมชนอยากต่อยอดอะไร อย่างเช่น บางชุมชนอาจจะอยากต่อยอดหน่อไม้ปี๊บ มูลนิธิก็ให้คำแนะนำการออกแบบบรรจุภัณฑ์ แนวทางการขาย

ดร.สุภัชญาเล่าว่า ชุมชนที่หัวไวใจสู้ที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จแล้วก็คือ “ชุมชนบ้านต้นผึ้ง” จังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าชุมชนที่เข้ามาอบรมต้องการทำจานใบไม้ เนื่องจากเคยเห็นจานใบไม้ที่อื่น ก้ได้มาปรึกษา มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้ติดต่ออาจารย์ที่เคยทำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้คำแนะนำกับชุมชน ผู้ใหญ่บ้านที่ชุมชนนี้จึงไปขอคำแนะนำด้วยตัวเอง แล้วก็ซื้อเครื่องไฮดรอลิกมาเพื่อที่จะปั๊มจาน ขณะที่ลูกบ้านสูงวัยเป็นคนไปเก็บใบไม้มาทากาวอัดเครื่องออกมาเป็นจานขาย ตอนนี้สามารถสร้างรายได้ ขายให้กับร้านคาเฟ่ต่างๆ ในเชียงใหม่ ส่วนหนึ่งเคยเอาไปขายบนการบินไทยและใช้เสิร์ฟอาหารบนการบินไทยด้วย

ดร.สุภัชญาเล่าต่อว่า “ที่ชุมชนบ้านต้นผึ้ง ได้พบว่ามีลุงคนหนึ่งเก็บใบไม้ไปขาย ใบหนึ่งได้ 20 สตางค์ 5 ใบก็ได้ 1 บาท รายได้แต่ละวันได้ 20-40 บาท ก็ได้ถามว่าคุ้มเหรอกับเงินต่อวันที่ได้ ก็ได้คำตอบว่าถ้าพ่อไม่เก็บมา แล้วผู้หญิงในวิสาหกิจชุมชนจะเอาใบไม้จากไหนมาทำจาน ถ้าพ่อเก็บมา ก็ทำให้เขามีงานทำ แล้วพ่ออยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้ทำอะไร แต่พอออกไปทำก็ได้ออกกำลังกาย แข็งแรงมากขึ้น ลูกๆ ก็ไม่ได้คิดว่าต้องรอขอเงินเขาอย่างเดียว”

“เราก็เลยรู้สึกว่า การพัฒนาไม่ได้อยู่ที่ตัวเงินเพียงอย่างเดียว โครงการเราไม่ใช่แค่ว่าเราให้เงินชุมชนได้กี่บาทแล้ว กี่ล้านแล้ว แต่มันคือการร่วมมือร่วมใจกันในชุมชนที่เกิดขึ้น มีกิจกรรมที่พอไปทำแล้วเขามีชีวิตชีวา มีการรวมกลุ่มที่แข็งแรงมากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนเป็นเครือข่ายที่ช่วยกันดูแลป่าขึ้นมา” ดร.สุภัชญา กล่าวเสริม

ขยายผลสู่ทุกภูมิภาค: จากเหนือถึงภาคใต้

ภายใต้โครงการนี้ ชุมชนท้องถิ่นใน 11 จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่ดอยตุงถึงกระบี่ ได้รับการสนับสนุนให้เข้าร่วมระบบคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

ดร.สุภัชญากล่าวว่า ตอนนี้โครงการดำเนินการไปทั้งหมด 11 จังหวัด 267 ชุมชน พื้นที่ป่าน่าจะมากกว่า 2 แสนไร่ โดยได้คาร์บอนเครดิตประมาณครึ่งตันต่อไร่ ปีแรกดำเนินการกับจังหวัดใกล้เคียงดอยตุง เพราะเป็นจังหวัดที่ทำงานง่าย เลือกชุมชนที่หัวไวใจสู้ และเน้นในพื้นที่ที่ประสบปัญหาเป็นหลัก คือทั้งภาคเหนือเป็นหลัก ปีที่สองขยายไปให้ครบกับทุกประเภทป่า ก็จะขยายลงไปทางภาคใต้ด้วย

สำหรับที่ภาคใต้ เริ่มที่จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดแรก และยังเป็นจังหวัดเดียว เพราะว่าป่าชายเลนมีความท้าทายอย่างมาก แต่ก็จะมีโครงการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพที่จังหวัดตรัง ซึ่งก็จะเป็นมิติเรื่องการดูแลบริหาร การใช้ทรัพยากรจากป่าชายเลนของชุมชนเมื่อเทียบกับป่าชายเลนที่ถูกปกป้องเอาไว้ 

“ป่าชายเลนยากสุดๆ ป่าดิบชื้นก็ชัน ทากเยอะ ฝนเยอะ แม้ว่าจะเป็นโมเดลเดียวกัน เราก็ต้องทำการศึกษาใหม่ วางแผนใหม่ ส่วนภาคอีสานจะง่ายหน่อย ป่าโปร่ง ชุมชนก็พึ่งพาป่า แต่ก็อยากได้อ่างเก็บน้ำมากกว่าป่า เพราะเกษตรกรเยอะ” ดร.สุภัชญากล่าว

ปีที่สามจะขยายไปในทุกภูมิภาค โดยจะขยายผลที่ภาคอีสาน อาทิ ยโสธร อำนาจเจริญ ส่วนปีที่สี่ก็จะเป็นปีที่โครงการเริ่มอยู่ตัวมีทีมพร้อมที่จะขยายไปอีกหลายที่

สำหรับโครงการที่ครอบคลุม 11 จังหวัด และ 267 ชุมชน มีคาร์บอนเครดิตที่คาดการณ์จากโครงการที่ขึ้นทะเบียนไว้ อยู่ที่ 142,361 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และมีการออกคาร์บอนเครดิตจากโครงการปีแรกแล้วจำนวน 44,150 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้โครงการจะมีการตรวจสอบทุก ๆ 3 ปี

ส่วนการขยายพื้นที่ป่า ส่งผลให้กองทุนสะสมที่จัดสรรกลับสู่ชุมชนท้องถิ่นมีมูลค่ามากกว่า 156 ล้านบาท

โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ภายใต้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นหนึ่งในโครงการสิ่งแวดล้อมของไทยที่ทำให้ ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการได้รับคัดเลือกจาก Rockefeller Foundation ให้เข้าร่วมโครงการ Asia-Pacific Big Bets Fellows ปี 2025 ซึ่งมุ่งสร้างเครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ใช้ AI ร่วมอนุรักษ์: ความร่วมมือกับ “ไทยคม”

ดร.สุภัชญากล่าวว่า จากการดำเนินโครงการและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์กับต่างชาติที่เข้าร่วมโครงการ Asia-Pacific Big Bets Fellows พบว่า บริบทแต่ละประเทศก็ค่อนข้างท้าทายซับซ้อน ปัญหาคอขวดส่วนใหญ่เป็นเรื่องนโยบาย ซึ่งหลายคนชี้ว่าทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นช้าและเกิดขึ้นได้ยาก นโยบายเรื่องอากาศสะอาดก็มีหนึ่งคอขวด ป่าไม้ก็มีหนึ่งคอขวด ด้านสิทธิสตรีก็จะมีปัญหาเฉพาะ เช่น มีผู้ชายขับเคลื่อนเรื่องกฎหมายมากกว่าผู้หญิง แต่ไม่ได้เข้าใจ Pain Point ของผู้หญิง ดังนั้นปัญหาคอขวดที่มีร่วมกันส่วนใหญ่คือฝั่งนโยบายแทบทั้งหมด

ส่วนความท้าทายอื่นๆ คือ AI ตรงที่ AI จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่สุดท้ายภายในเอเชียแปซิฟิก สิ่งที่ขาดคือ ไม่ค่อยมีข้อมูลที่แม่นยำพอให้สามารถเอาศักยภาพนั้นมาใช้ได้อย่างเต็มที่

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเป็นพันธมิตรกับบริษัทไทยคมในการที่จะนำข้อมูลของมูลนิธิฯ ไปประมวลร่วมกับ AI ว่า พื้นที่ที่เป็นมวลชีวภาพมีสัดส่วนเท่าไหร่ของป่า เป็นการเรียนรู้มาจากภาคพื้นดิน เอกสารข้อมูลป่าน้อยมาก แต่ก็พัฒนาไปเรื่อยๆ โดยตอนนี้ยังใช้ได้เฉพาะป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณภาคเหนือเท่านั้น เพราะว่ามีฐานข้อมูลภาคเหนือ  เต็งรังและเบญจพรรณภาคเหนือมีมาก แต่หากต้องการให้ใช้ได้ทั้งประเทศ ก็ต้องมีการสุ่มตัวอย่างการเก็บข้อมูลทั้งประเทศขึ้นมาภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

“ปัญหาก็คือ แต่ละคนมีมาตรฐานไม่เท่ากัน นักวิจัยเองบางคนวัดที่ 4.5 เซนติเมตร บางคนวัดที่ 1 เซนติเมตร บางคนตีแปลง 1 ไร่ บางคนตีแปลง 1 เฮกตาร์ เพราะฉะนั้นถ้าจะเรียนรู้กันจริงๆ ก็ต้องทำ Data Cleaning จำนวนมหาศาลเพื่อให้ทุกคน ปรับเป็นมาตรฐานเดียวกัน” ดร.สุภัชญากล่าว

ดร.สุภัชญากล่าวว่า กรมป่าไม้มีข้อมูลค่อนข้างมาก และมีข้อมูลมาอย่างยาวนาน แต่ว่าอาจจะขาดการ Cleaning Data (การตรวจจับและแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ ซ้ำซ้อน หรือมีรูปแบบไม่ถูกต้องในชุดข้อมูล) ทำให้ข้อมูลถูกต้องสมบูรณ์สามารถนำไปใช้ได้

“ตอนนี้เรามีแผนที่สามารถบอกได้ว่าพื้นที่ป่าของแต่ละปีเป็นเท่าไหร่บ้าง แต่ยังรอการ Classified ป่าว่าเป็นป่าประเภทไหน อยู่ตรงไหนบ้าง แล้วที่เป็นปัญหามากก็คือแนวเขตป่าที่ชัดเจน สำหรับประเทศไทย One Map ยังไม่ออก “ดร.สุภัชญากล่าว

พ.ร.บ.ป่าชุมชนออกปี 2562 ก็ช่วยได้มากเมื่อเทียบกับปัญหาความขัดแย้งในอดีตว่าจะต้องไล่ชุมชนออกจากป่าพื้นที่อนุรักษ์เท่านั้น ที่ผ่านมามีการถกเถียงมากว่า ป่าอนุรักษ์ควรจะต้องเก็บไว้ หรือว่ามีคนอยู่่ก็อนุรักษ์ไม่ได้ พ.ร.บ.ป่าชุมชนเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้คนใช้ประโยชน์จากป่าได้ แต่ระยะต่อไปจะเป็นเรื่องของการบังคับใช้มากกว่า เช่น การดูแลไม่ให้มีการเผาป่าหรือตัดไม้ออกมาขายในตลาด

“Unlikely Partners”: สะพานเชื่อมคนละขั้วเพื่อโลกเดียวกัน

ดร.สุภัชญา กล่าวว่า สิ่งที่ Big Bets Fellowship เน้นย้ำคือแนวคิด “Unlikely Partner” การจับมือกับคนที่คิดต่างเพื่อสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ที่ผ่านมาโดยทั่วไปการการความร่วมมือมักจะหาคนที่เข้าใจเหมือนกัน คิดเหมือนกัน มาเป็นพันธมิตร

“สิ่งที่ท้าทายคือ คนที่คิดไม่เหมือนเราจะมี Shared Value เดียวกับเราในมิติไหนได้บ้าง เราจะชักชวนคนที่คิดไม่เหมือนเราได้อย่างไร” ดร.สุภัชญากล่าว

ดร.สุภัชญา กล่าวว่า โครงการคาร์บอนเครดิตจากป่าเป็นตัวอย่างของการจับมือระหว่าง “คนที่ดูแลป่า” กับ “นักพัฒนา” ซึ่งหลายคนเคยมองว่าอยู่คนละขั้ว “คาร์บอนเครดิตไม่ใช่ Greenwashing ถ้าเรามั่นใจว่าเงินจากภาคธุรกิจลงถึงชุมชนจริง และ นำมาซึ่งการรักษาป่าและดูแลป่าได้จริงๆ เราต้องช่วยกันชี้ว่าโครงการไหนทำดี และโครงการไหนควรตั้งคำถาม และยังเป็นกลไกที่ทำให้ Unlikely สองคนมาเจอกัน คือคนที่ดูแลป่ากับการพัฒนา มี Share Value เดียวกัน”

ส่วน Greenwashing ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ไม่ได้หมายความว่าการมีหนึ่ง Greenwashing จะทำให้ต้องเลิกทำโครงการไปเลย เพียงเพราะเป็นช่องโหว่ให้คนทำไม่ดี แต่ประชาชนควรช่วยกันสอดส่องตรวจสอบว่าโครงการไหนดี โครงการไหนไม่ดี ขับเคลื่อนด้วยภาคประชาชน

เครือข่ายเพื่ออนาคต

Big Bets Fellowship ของ Rockefeller Foundation เปิดพื้นที่ให้ 12 ผู้แทนจาก 6 ประเทศ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ อินเดีย ไทย อินโดนีเซีย เนปาล บังกลาเทศ และนิวซีแลนด์ มาแลกเปลี่ยนแนวทางการแก้ปัญหา Climate Change โดยเฟสแรกจัดที่กรุงเทพฯ ก่อนเดินทางต่อไปยัง Bellagio ประเทศอิตาลี เพื่อร่วมเวิร์กชอปด้าน Theory of Change และ Storytelling

จากนั้นผู้ร่วมโครงการทั้งหมดนำเสนอผลงานใน New York Climate Action Week ซึ่งเป็นเวทีให้ถ่ายทอดในสิ่งที่ทำว่าสร้างผลกระทบ สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไร

“เป็นโอกาสสำคัญในการได้เจอ Unlikely Partner ดูความเป็นไปได้ว่าจะมีพาร์ทเนอร์ที่จะมาร่วมโครงการกับเราหรือแลกเปลี่ยนกับคนที่สนใจในมิติต่างๆ ได้” ดร.สุภัชญา กล่าว

นอกจากนี้ Rockefeller Foundation ก็จัดอีกโปรแกรมหนึ่งที่เรียกว่า Asia Exchange Conference ที่จาร์กาตา อินโดนีเซีย โดยนำBig Bets Fellowship เฉพาะเอเชียแปซิฟิกมาร่วมงานด้วยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

“หลังจากนั้นเราจะไปอยู่ในกลุ่ม Alumni ก็จะมีเครือข่ายที่สามารถจะติดต่อขอคำปรึกษาหรือพูดคุยกันได้เพิ่มเติม  เครือข่ายของ Rockefeller Foundation เป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งมากๆ มีคนได้รางวัลโนเบล มีคนที่สร้าง Impact ต่างๆ อยู่ทั่วโลก เพราะฉะนั้นการที่เราแค่ได้รับคำแนะนำชั่วโมงหนึ่ง หรือครึ่งชั่วโมง ทำให้ความคิดเราคมขึ้นมาก และเห็นได้ชัดว่าะผู้ที่เข้าร่วมในนามบุคคล ได้ประโยชน์จากโครงการจริงๆ การที่มีคนช่วยถามคำถามสำคัญ ทำให้มี Vision, Mission ที่ชัดเจนมากขึ้น” ดร.สุภัชญา กล่าว