“ม.ล. ดิศปนัดดา ดิศกุล” มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ปรัชญา 54 ปี ชู Nature Positive เชื่อมสิ่งแวดล้อม-ชุมชน

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์

“ป่าของประเทศไทย ไม่ได้หายไปเพราะภัยธรรมชาติ แต่หายไปเพราะชาวบ้านมีไม่พอกินไม่พอใช้… ถ้าเรามองแต่ปลูกป่า ไม่มองเรื่องปลูกคน ไม่มีทางที่ความยั่งยืนจะเกิดขึ้น”

แก่นการดำเนินงานตลอด 5 ทศวรรษของ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” ปัจจุบันภายใต้การนำของ ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิฯ และยังคงยึดถือปรัชญา ‘ปลูกป่า ปลูกคน’ มาตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ

จุดเริ่มต้นในปี 2515 จากมูลนิธิส่งเสริมผลผลิตชาวเขาไทยฯ ซึ่งก่อตั้งโดยสมเด็จย่า (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) กับภารกิจการรับซื้อหัตถกรรมชนเผ่าและช่วยต่อรองราคาตลาดเพื่อความเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน ภาพสมเด็จย่าเสด็จฯ ด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง พร้อมสิ่งของ อาหาร เครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์มาเยี่ยมเยียนชาวบ้าน นี่คือภาพที่ชาวไทยภูเขามองไปยังฟากฟ้า เสมือนคนมาปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัย เป็นคำเปรียบเปรย ‘แม่ฟ้าหลวง’ ทำให้ในปี 2528 ได้ขยายขอบเขตการทำงานและเปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” พร้อมเพิ่มพันธกิจด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจและสังคมของชาวเขาและชาวพื้นราบที่อยู่ห่างไกล รวมทั้งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และงานพัฒนาครบวงจร โดยมี “ดอยตุง” เป็นพื้นที่ริเริ่มในปี 2531

จนปัจจุบันเป็นพื้นที่ต้นแบบ “ดอยตุงโมเดล” ที่สามารถนำแนวทางการพัฒนาไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น โดยมี 2 เป้าหมายควบคู่กัน คือ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

ในปี 2569 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีอายุ 54 ปี และดอยตุง 38 ปี และมูลนิธิฯ กำลังตั้งโจทย์ จากภาพของผู้พัฒนาพื้นที่ดอยตุง สู่การขยับตัวเองให้กลายเป็นผู้เล่นสำคัญบนเวทีโลกด้านการฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่การพัฒนาคน ภายใต้แนวคิด “Nature Positive” ที่ไม่ได้มองแค่การปลูกป่า แต่มองว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากปากท้องของคน

5 ทศวรรษ – 4 โมเดลการทำงาน – 3 กระบวนท่ามูลนิธิฯ

ม.ล.ดิศปนัดดากล่าวว่า สิ่งที่ค้นพบตั้งแต่วันแรกคือป่าไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ หากไม่แก้ปัญหาปากท้องของคนในพื้นที่ ไปพร้อมกัน เพราะต่อให้เปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นให้กลายเป็นผืนป่าได้สำเร็จ แต่ถ้าชาวบ้านยังไม่มีรายได้ สักวันก็ต้องกลับเข้าไปบุกรุกป่าอีก นี่คือที่มาของการทำกาแฟ แมคคาเดเมีย งานหัตถกรรม และการท่องเที่ยว ที่ดอยตุงใช้สร้างอาชีพให้คนในพื้นที่ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

เมื่อองค์ความรู้จากดอยตุงเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มูลนิธิจึงขยายผลไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา อัฟกานิสถาน และอินโดนีเซีย แม้บริบทภูมิสังคมจะต่างกัน แต่ก็พบว่าองค์ความรู้พื้นฐานสามารถนำไปปรับใช้แก้ปัญหาเรื่องคนและธรรมชาติได้จริง

ย้อนกลับไปถึงช่วงที่ ม.ล.ดิศปนัดดาได้ตามเสด็จสมเด็จย่า และเห็นพระราชกรณียกิจที่ทรงลงพื้นที่กันดารด้วยพระองค์เองมาตลอด เป็นแบบอย่างของผู้นำที่ lead by example ไม่ใช่เพียงสั่งการ ผสมกับอิทธิพลจากคุณพ่อ(ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล)ที่มีสไตล์ลุยงานเต็มที่ หล่อหลอมให้มองว่าการทำงานของมูลนิธิต้องคำนึงถึงประโยชน์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ตัวเอง และไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงินเสมอไป

“หนังเรื่อง Karate Kid มีสอนท่า Wax on…Wax off…Wax on…Wax off สองท่านี้มันเป็นพื้นฐาน ดังนั้น ท่าพื้นฐานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ คือการบูรณาการเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ทุกครั้งที่จะทำอะไรต้องมั่นใจว่าเราบูรณาการทั้ง 3 อย่างนี้เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Nature Positive การแก้ปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม ไฟ คน ความขัดแย้ง ที่เหลือคือเทคนิค ขึ้นกับว่าเราจะไป Wax on…Wax off กับอะไร”

ม.ล.ดิศปนัดดาเล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีโอกาสเข้าร่วมเวทีระดับโลกอย่าง World Economic Forum ที่ดาวอส ในฐานะผู้ประกอบการเพื่อสังคม ทำให้เห็นเทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติและคาร์บอนเครดิตมากขึ้นเรื่อยๆ จึงกลับมามองจุดแข็งของมูลนิธิ และเริ่มปรับองค์กรจนเห็นทิศทางใหม่ แต่ยังคงบูรณาการปรัชญาการทำงาน 3 ด้านคือ ตอบโจทย์ภาคเอกชนที่ต้องการลดคาร์บอน ฟื้นฟูธรรมชาติ และสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบันมูลนิธิฯ มีการดำเนินงาน 4 แกนหลัก คือ

  1. ธุรกิจเพื่อสังคม (ดอยตุง)
  2. โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ ทั้งการขยายผลในประเทศ ต่างประเทศ โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน และมหาวิทยาลัยที่มีชีวิต
  3. งานแก้ไขปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solution)
  4. ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน

“กว่า 50 ปี มูลนิธิฯ มีการเปลี่ยนผ่านเพราะมองเห็นปัญหาของชุมชนและชาวเขาที่อยู่บนดอย ว่าขาดโอกาสในการเรียนหนังสือ ขาดโอกาสในการขายของ ขยับมาเรื่อยๆ จนเริ่มเห็นองค์ความรู้ในการบูรณาการการบริหารจัดการคน การหาโซลูชันที่ดูแลเรื่องของสิ่งแวดล้อม วันนี้ก็ขยับมาเป็นทางออกให้กับภาคเอกชน ตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการลดคาร์บอน เป็นที่มาของโครงการคาร์บอนเครดิต แล้วจับพลัดจับผลูเป็นหน่วยงานที่ทำคาร์บอนเครดิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่มาจากภาคป่าไม้”

“คนหิว ป่าตาย” คนอยู่ไม่ได้ ป่าไม่ยั่งยืน

เมื่อถามถึงปัญหา “คนไม่พอกิน ไม่พอใช้” ม.ล.ดิศปนัดดาตอบว่า ปัญหาความยากจนของชุมชนในพื้นที่ป่า “แก้เท่าไหร่ก็แก้ไม่หมด”

ผมชอบพูดคำว่า “คนหิวป่าตาย” ตราบใดก็ตามที่รายได้ของชุมชนไม่เพียงพอต่อการที่จะไม่ใช่แค่ดำรงชีวิต และไม่เพียงพอต่อการลงทุนในอนาคตให้ลูกให้หลาน คนก็จะเป็นตัวแปรเรื่องการดูแลรักษาป่าและสิ่งแวดล้อม… ถามว่าทำอย่างไร ผมคิดว่ากฎหมายเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนคือ ถ้าคนหิวแล้วป่าหาย ต้องทำให้คนอยู่ได้ ป่ามันถึงจะยั่งยืน

“เราสามารถที่จะมีอาชีพ ทางเลือกอะไรที่จะทำให้ชุมชนสามารถอยู่ได้ในพื้นที่เดิม แต่ใช้พื้นที่ในการทำการเกษตร หรือพื้นที่ที่ใช้ในป่าลดน้อยลง ถ้าเราตั้งคำถามถูก จะหาโซลูชันถูก”

ม.ล.ดิศปนัดดายกตัวอย่าง กาแฟดอยตุงว่า หากขายเป็นผลสดจะได้ราคาต่ำ แต่เมื่อแปรรูปมูลค่าก็เพิ่มขึ้น มูลนิธิฯ จึงพยายามตั้งศูนย์แปรรูปชุมชนให้ชาวบ้านร่วมบริหารจัดการเอง โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องไม่สร้างน้ำเสีย ทำให้เพิ่มรายได้ต่อกิโลกรัมได้ราว 3 เท่า และหากขยายผลไปสู่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาด จะยิ่งช่วยเรื่องความโปร่งใสของแหล่งที่มา ความเป็นธรรมด้านราคา และลดปัญหาไฟป่าไปพร้อมกัน เพราะพื้นที่ที่ปลูกกาแฟมักไม่ค่อยเกิดไฟป่า เนื่องจากไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ

“ที่สำคัญ ใครคือ Problem Solver (คนแก้ปัญหา) และใครควรจะมีส่วนร่วมที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับคนเหล่านั้น ถามว่าใช่คนบริจาคเงินแก้ปัญหาไฟป่าหรือคนให้เงินปลูกป่าหรือเปล่า… แต่มูลนิธิฯ ไม่ได้มองตัวเองเป็น Problem Solver เพราะเราเป็นแค่คนช่วยสนับสนุน คนแก้ปัญหาจริงๆ คือ คนที่อยู่ที่ป่า ชาวบ้าน คนอยู่หน้างาน ถ้าเรามองว่าเขาคือผู้ที่ทำผิด ผู้ที่ทำลายธรรมชาติ แล้วเราคือคนที่ให้เงินไปแล้วไปแก้ปัญหา ปัญหาก็ไม่มีวันจบ”

“อย่าลืมว่า ไม่มีใครไม่อยากทำให้บ้านตัวเองไม่ดี ไม่มีใครอยากจุดไฟเผาที่นาตัวเอง ผมมองว่า ถ้า ‘ทางออกที่คุ้มค่าที่สุด’ คือการเผา เขาก็ต้องทำแบบนั้น ฉะนั้น โจทย์คือ เราจะสร้างโอกาสจากปัญหานี้ได้อย่างไร เราถึงต้องมานั่งคุยหาโซลูชัน ไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำได้ทันที การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นจากความเข้าใจ”

เว็บไซต์ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ระบุว่า รายได้ของคนในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ รวมแล้วกว่า 1.21 พันล้านบาท อีกทั้งมีรายได้ทางตรงที่เกิดจากการส่งเสริมอาชีพ 494.56 ล้านบาท

นอกจากนี้ จากการสำรวจในพื้นที่ดอยตุง ยังพบแมลงกว่า 1,500 ชนิด สัตว์เกือบ 1,200 ชนิด รวมถึงพันธุ์พืชและสัตว์ที่ไม่เคยพบที่ใดในโลกมาก่อนหลายพันชนิด ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้เป็นฐานเปรียบเทียบในอนาคตว่าการฟื้นฟูป่าส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่ไปกับตัวชี้วัดด้านรายได้และความเข้มแข็งของชุมชน

เริ่ม Nature Positive จากเก็บหินทีละก้อน

ม.ล.ดิศปนัดดา อธิบายว่า โครงการดูแลป่าที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน มูลนิธิจะนำงบประมาณกว่าครึ่งหนึ่งลงสู่ชุมชนโดยตรง เพื่อใช้บริหารจัดการ ทั้งการต่อสู้กับไฟป่าและการพัฒนาอาชีพ ผลตอบแทนที่กลับมาคือการเติบโตของต้นไม้ที่คำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตส่งมอบให้ภาคเอกชน สร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อชุมชนและธุรกิจ

แต่คาร์บอนเครดิตไม่ตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหมด เพราะสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นกลไกที่ธรรมชาติใช้ดูแลตัวเอง เพราะถ้าระบบนี้เสื่อมโทรมลง ต่อให้มีคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์ก็อาจกลายเป็นลบได้ เช่น หากราคากาแฟสูงขึ้นจนจูงใจให้ปลูกเพิ่มโดยไม่ควบคุม พื้นที่ป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพเดิมอาจถูกเบียดจนสูญเสียไป ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานถึง 30-80 ปี

นี่เป็นเหตุผลที่การพัฒนาสิ่งแวดล้อมต้องทำแบบองค์รวม เพื่อให้เกิด Nature Positive

ม.ล.ดิศปนัดดา อธิบายว่านี่คือจุดที่ธรรมชาติได้รับการฟื้นฟู คนมีรายได้เพิ่มขึ้น ลงทุนในอนาคตได้ การศึกษาดีขึ้น และมีอาชีพหลากหลายพอจนไม่จำเป็นต้องเบียดเบียนป่าอีกต่อไป แม้แต่ละพื้นที่จะมีวิธีการต่างกัน เช่น ป่าชายเลนภาคใต้อาจต้องพึ่งพาประมงชายฝั่งแทนกาแฟ แต่สมการพื้นฐานยังคงเหมือนกันทั้งหมด

ถามว่าทำอย่างไรให้ Nature Positive เกิดขึ้นได้จริง ม.ล.ดิศปนัดดาตอบว่า “ถามผมว่า วันนี้ทำอย่างไรถึงจะสร้างปราสาทให้สำเร็จ มันต้องเริ่มจากการเก็บหินทีละก้อน… Nature Positive เป็น End Goal คำถามคือทำอย่างไรเราถึงจะลดภาระการพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติของเราให้ลดลงกว่าเดิม… ลดการใช้น้ำ มองคุณภาพดิน ลดความเสี่ยงด้านเกษตรกรรม พืชทนแล้ง เป็นการเก็บหินทีละก้อน ทำไปเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นเส้นทาง แต่ถ้าไม่ทำเลย มันไม่มีทางตอบได้ในเชิงปฏิบัติได้ ได้แค่ทฤษฎี

ทำในบริบทของเราก่อน ดอยตุงต้องการทำกาแฟโดยที่ไม่สร้างน้ำเสีย ทำกาแฟโดยที่ใช้น้ำให้น้อยลงกว่าเดิม แล้วคืนน้ำกลับลงไปอย่างต้นน้ำ เพื่อเป็นต้นทุนของคนอื่น ภาพนี้มันเป็นเก็บหินทีละก้อนๆ แล้วถ้าเกิดทุกคนเก็บของทุกคนมาสุดท้าย มันก็ได้ปราสาทขึ้นมาเอง ขนาดพีระมิดยังต้องเก็บหินทีละก้อนมาเรียง

ปัญหาโลกเดือด

ในมุมของภาคธุรกิจ ม.ล.ดิศปนัดดามองว่า ความท้าทายคือหลายบริษัทมีตัวอย่างจากทั่วโลก แต่นำมาปรับใช้กับบริบทของตัวเองไม่ได้ มูลนิธิฯ จึงเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับภาคเอกชน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับชุมชน น้ำ การจัดการขยะ และงาน Nature-based อื่นๆ เพื่อช่วยให้เกิดผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนได้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และมีผลกระทบที่ใหญ่กว่า

ส่วนฝั่งชุมชน ม.ล.ดิศปนัดดา มองว่า ชาวบ้านจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องคาร์บอนเครดิตและก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ทำตามขั้นตอนที่ถูกบอกให้ทำ เพราะเป้าหมายสูงสุดคือวันหนึ่งชุมชนจะสามารถลุกขึ้นทำโครงการและเจรจากับภาคเอกชนได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพามูลนิธิอีกต่อไป

ม.ล.ดิศปนัดดากล่าวต่อว่า คำว่า “โลกเดือด” ถูกพูดถึงกันมาก แต่คนเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้สัมผัสผลกระทบที่แท้จริง เพราะเมื่อร้อนเข้าห้องแอร์ และเมื่อซื้อสินค้าอาหารในห้าง ก็ไม่เห็นว่าพื้นที่เพาะปลูกต้องขยายมากขึ้นเพียงใดเพื่อให้ได้ผลผลิตเท่าเดิม การไม่รับรู้ปัญหาที่แท้จริงนี้ทำให้คนอยู่ห่างจากปัญหาโดยไม่รู้ตัว

“โลกเดือด ใช่…เราก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหา ถ้าแก้ไม่ได้ก็ทำให้มันเดือดให้ช้าลง แต่ความยากคือทุกคนต้องทำ ถ้าทำกันแค่ซีกหนึ่งของโลก ผมว่าไม่จบ สุดท้ายโลกใบเดียวกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกคนสัมผัสเหมือนกัน แต่อาจไม่เท่ากัน เราก็ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนในการที่จะเข้ามาแก้ กฎเกณฑ์กติกาทั้งกฎหมาย การทำธุรกิจ ความรับผิดชอบของทุกคนในฐานะคนที่ต้องการจะส่งไม้ต่อให้กับคนในอนาคต”

“ถ้าเราไม่แก้ปัญหา ไม่สนใจ ปล่อยให้คนอื่นทำแล้วไม่ขวนขวายที่จะทำมัน ลูกป่วยแล้วบอกว่า ไม่เป็นไร เราก็ปล่อยไปตามอาการ หรือจะทำทุกอย่างเพื่อที่จะหาให้พบว่าสาเหตุที่ป่วยคืออะไร”

เราเป็นเจเนอเรชันที่จะต้องแก้ปัญหานี้ในรุ่นนี้ ถ้าไม่แก้รุ่นนี้แล้วรุ่นอื่นจะต้องมาแก้ให้เรา ผมว่าปัญหามันจะบานปลาย ไม่อยากใช้คำว่าแก้ไม่ได้ ไม่อยากให้ทุกคนยอมแพ้ แต่ผมมองว่าถ้าวันนี้ผมไม่ทำอะไร ลูกผม หลานผมในอนาคตจะเป็นอย่างไร

ทศวรรษหน้า แม่ฟ้าหลวงฯ และวันลงจากดอย (ตุง)

ม.ล.ดิศปนัดดากล่าวว่า การปรับตัวรับมือกับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) คือสิ่งสำคัญที่ต้องทำและควรนำมาปรับใช้ ตัวอย่างเช่น การนำผักตบชวามากองซ้อนกันจนเกิดเป็นคันดินลอยน้ำสำหรับปลูกพืชในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาโบราณที่ต้องนำวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

แต่ประเด็นที่กังวลที่สุดคือ ‘น้ำ’ ทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต และจะกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรมที่มีสัดส่วนแรงงาน 30% รวมถึงกระทบความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

“Cost of Inaction ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย… บางทีคนมักจะมองว่าปัญหาเสี่ยงแวดล้อมเป็นค่าใช้จ่าย จ่ายทิ้งๆ ผมเปลี่ยนมุมมองว่ามันเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งผู้บริหาร บอร์ด กรรมการบริษัทอาจจะไม่เห็นผลลัพธ์ของมัน เพราะมันอาจเป็นคนรุ่นหลังที่เห็น สิ่งเหล่านี้ต้องมองให้ไกลกว่าอายุของเขา ผมใช้คำว่า Transgenerational”

ในส่วนของอนาคตมูลนิธิฯ ม.ล.ดิศปนัดดากล่าวว่า “นักพัฒนาที่แท้จริงต้องทำให้ตัวเองตกงาน” และเสริมว่า หากวันหนึ่งมูลนิธิเลิกทำดอยตุง จะคืนทุกอย่างให้ชุมชนบริหารต่อได้อย่างไร ซึ่งพบว่าชุมชนเองก็มีความกลัวในเรื่องความเป็นเจ้าของ เพราะมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเป็นผู้ประกอบการทุกคน บางคนพอใจที่จะเป็นลูกจ้างที่มีรายได้สม่ำเสมอมากกว่า มูลนิธิฯ จึงปรับบทบาทตัวเองใหม่ ทั้งการสนับสนุนเงินทุน องค์ความรู้ และตลาดให้ธุรกิจในพื้นที่ สร้างความมั่นคงให้พนักงาน และขยับตัวเองไปเป็นฐานสร้างผลกระทบเชิงบวกในพื้นที่อื่นนอกเหนือจากดอยตุง

“มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในทศวรรษหน้า… ผมกำลังมองมูลนิธิฯ จะอยู่อย่างยั่งยืนอย่างไรต่อไป ในอนาคตการทำองค์กรให้ดี มันต้อง Transition Through ตัวเรา เพราะฉะนั้น ผู้นำรุ่นใหม่-เจนใหม่ เราจะพัฒนา หรือคงดีเอ็นเอคนแม่ฟ้าหลวงอย่างไร นี่เป็นความท้าทายในอีก 10 ปีข้างหน้าที่ต้องมองให้ออก เราอยากเป็นองค์กรที่เติบโตไปเรื่อยๆ พร้อมกับชุมชน และสร้าง Impact ที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ”