ASEAN Roundup รายงาน e-Conomy SEA 2025 ชี้เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนโตแรง แตะ 3 แสนล้านดอลลาร์

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 23-29 พฤศจิกายน 2568

  • รายงาน e-Conomy SEA 2025 ชี้เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนโตแรง แตะ 3 แสนล้านดอลลาร์
  • มาเลเซียเป็นผู้นำการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
  • เศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามแตะ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2568
  • ธุรกิจของคนรุ่นใหม่เวียดนามตั้งป้ามีส่วนร่วม 15% ของ GDP ปี 2568-2573
  • แรงงานลาวในต่างประเทศส่งเงินกลับกว่า 366 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • อุตสาหกรรมทุเรียนเมียนมาเตรียมพร้อมส่งออกสู่สากล

รายงาน e-Conomy SEA 2025 ชี้เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนโตแรง แตะ 3 แสนล้านดอลลาร์

ผลการศึกษา e-Conomy SEA ซึ่งจัดทำโดย Google และ Temasek มาตั้งแต่ปี 2559 และมี Bain & Company ร่วมเป็นพันธมิตรหลักด้านการวิจัยตั้งแต่ปี 2562เผยรายงานประจำปี 2568 สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ทั้งด้านผู้ใช้งาน การทำเงิน และความสนใจจากนักลงทุน แม้ภูมิภาคจะเผชิญแรงกดดันด้านเศรษฐกิจโลก

เศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เติบโตจากGMV(Gross Merchandise Value มูลค่าขายรวม ) 40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อสิบปีที่แล้ว และผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการที่มีคลื่นผู้ใช้ใหม่ 200 ล้านคนเข้าสู่ออนไลน์ ซึ่งไม่ได้แค่เลื่อนดู (passive scrolling) เท่านั้น แต่ยังยอมรับชีวิตดิจิทัลอย่างเต็มที่ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในการค้าขายในภูมิภาค โดยที่ 3 ใน 5 ของผู้คนในปัจจุบันซื้อของออนไลน์ และกว่า 60% ของธุรกรรมทั้งหมดเป็นแบบดิจิทัล

รายงานระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน เติบโตต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะทำยอด GMV(Gross Merchandise Value มูลค่าขายรวม ) เกิน 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 หรือเป็น 1.5 เท่าของประมาณการแรกเมื่อสิบปีก่อน พร้อมอัตราเติบโตของทั้ง GMV และรายได้เฉลี่ย 15% ต่อปี ที่มาจากแรงขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ลึกขึ้น กลยุทธ์หารายได้ใหม่ เช่น การตั้งสูงขึ้นและมีราคาหลายระดับ (tiered) การขยายรายได้ในหลายกลุ่มใหญ่

  • วิดีโอคอมเมิร์ซ–ฟู้ดเดลิเวอรีกำลังทำกำไร

ผู้เล่นอีคอมเมิร์ซชั้นนำกำลังสร้างการเติบโตของ GMV  และรายได้ที่โดดเด่นในตลาดที่มีการควบรวมกิจการ (consolidating market) ปัจจุบันวิดีโอคอมเมิร์ซคิดเป็น 25% ของมูลค่า GMV อีคอมเมิร์ซทั้งหมด ส่วนธุรกิจจัดส่งอาหารกำลังจะถึงจุดคุ้มทุน เนื่องจากผู้เล่นต่างพยายามเพิ่มมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ย (AOV) และขยายเข้าสู่พื้นที่บริการร้านอาหาร (restaurant dining space)

  • Retail Media พุ่ง คอนเทนต์และการค้าเริ่ม “หลอมรวม”

รายงานชี้ว่า Retail Media กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่โตเร็วที่สุด แตะ 3,000 ล้านดอลลาร์ จากแรงผลักดันของผู้ขายที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าปลายทางโดยตรง และแนวโน้มคอนเทนต์ใหม่ เช่น ละครสั้น หรือ “short drama” ซึ่งผู้เล่นชาวจีนและผู้เล่นท้องถิ่นกำลังให้ความสำคัญเพื่อแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก

  • ระบบนิเวศบริการการเงินดิจิทัลแข็งแกร่งขึ้น QR ครองอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ

ระบบการชำระเงินผ่าน QR มีใช้แล้วในทั้ง 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน และ 8 ประเทศเชื่อมต่อระบบชำระเงินด้วย QR Code ข้ามพรมแดน ขณะที่ธุรกิจปล่อยกู้ดิจิทัลใช้ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายมาประเมินความเสี่ยง สอดคล้องแพลตฟอร์มลงทุนดิจิทัลที่กำลังเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

  • เงินลงทุนพลิกฟื้นการเงินดิจิทัลครองส่วนแบ่ง

รายงานระบุว่าเงินลงทุนเอกชนเพิ่มขึ้น 15% ในรอบ 12 เดือนจาก 6.8 พันล้านดอลลาร์เป็น 7.7 พันล้านดอลลาร์ แต่มุ่งไปที่การลงทุนในระยะ late-stage ถึง 80% ในซีรีส์ C ถึง E+ จาก 70% ในปีก่อนหน้า สะท้อนว่านักลงทุนหันไปเน้นธุรกิจที่โมเดลที่เห็นผลแล้วมากกว่าเริ่มต้นใหม่ โดย ภาคการเงินดิจิทัล (DFS) ครองส่วนแบ่งเงินลงทุนสูงสุด 45–50% เพิ่มขึ้นจาก 30% ในปีที่แล้ว

ขณะเดียวกัน กระแส AI Startup Boom กำลังพุ่งแรง โดยมี 700 สตาร์ทอัพ AI ในภูมิภาค ซึ่ง30% ของเงินลงทุนเอกชนในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา มุ่งไปที่ AI จากการสำรวจธุรกิจเงินร่วมลงทุน(Venture Capital Firms) พบว่า VC ครึ่งหนึ่งมีอย่างน้อย 25% ของพอร์ตเป็นบริษัทที่มี AI เป็นแกนกลาง และตัวเลขนี้คาดว่าจะขยับขึ้นเป็น 71% ในปีหน้า

  • สัญญาณเชิงบวกของการถอนตัวจากธุรกิจกำลังปรากฏขึ้นทั่วโลก

ด้วยการเรียนรู้จากอดีต ทำให้ปัจจุบันมีบริษัทจำนวนมากขึ้นที่มุ่งเน้นไปที่การทำกำไรตั้งแต่เริ่มต้น สัญญาณเชิงบวกของการถอนตัวออกจากธุรกิจด้วยการเสนอขายหุ้นในตลาด(public market exits) กำลังปรากฏขึ้นทั่วโลกและในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากปริมาณการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPOs) ได้เพิ่มขึ้นในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (NASDAQ) ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) และกระดานซื้อขาย STAR ของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (SSE Star) รวมถึงตลาดอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทที่มีศักยภาพในการทำ IPO ที่แข็งแกร่งกว่า 150 แห่งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ แม้ว่าภูมิภาคนี้จะตามหลังตลาดโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ก็ตาม

  • การใช้ประโยชน์จากความสนใจด้าน AI ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้วยความสนใจของผู้บริโภคที่นำหน้าในระดับโลก ประชากรที่มีความเข้าใจด้านดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังนำเทคโนโลยี AI มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการสร้างตลาดขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ (untapped market) เพื่อคว้าโอกาสนี้ ธุรกิจต่าง ๆ จะต้องรับมือกับความท้าทายที่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคนี้ ซึ่งรวมถึงกฎระเบียบที่กระจัดกระจาย (fragmented regulations) แรงงานราคาถูก (low-cost labour) และการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสำหรับการตัดสินใจที่นอกเหนือไปจากความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน

  • AI กำหนดนิยามใหม่ของเส้นทางของผู้บริโภค ตั้งแต่การค้นหาจนถึงการค้นพบ

AI กำลังปรับเปลี่ยนเส้นทางสู่การซื้อ (path to purchase) และแทนที่การค้นหาแบบดั้งเดิมที่เป็นเชิงเส้นตรง (linear searches) ด้วยกระบวนการค้นพบที่ขับเคลื่อนด้วย AI และมีความเป็นพลวัต ผู้บริโภคกำลังใช้เครื่องมือต่าง ๆ มากขึ้น เช่น การค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI และใช้ข้อมูลหลายรูปแบบ (multimodal inputs) เพื่อตอบคำถามที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อนำทางผู้ใช้จากค้นหาเบื้องต้นไปจนถึงการซื้อในขั้นสุดท้าย

  • การเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพื่อการตัดสินใจที่มี AI ช่วย

การใช้ประโยชน์จากศักยภาพทางการค้าอย่างเต็มที่ของ AI นั้น ต้องมีการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แม้จะมีการนำ AI มาใช้อย่างแข็งขันเพื่อความสะดวกในชีวิตประจำวัน แต่ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับการมอบหมายการตัดสินใจที่มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของข้อมูล และความน่าเชื่อถือ เพื่อเพิ่มความมั่นใจของผู้ใช้ ธุรกิจต่าง ๆ จะต้องสร้างระบบ AI ที่น่าเชื่อถือ ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและการควบคุมเป็นอันดับแรก

  • การจัดการกับอุปสรรคด้านกฎระเบียบและการเงินของอาเซียน

การบูรณาการ AI เผชิญกับความท้าทายที่สำคัญจากสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่กระจัดกระจายทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและเพิ่มต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ยิ่งไปกว่านั้น ต้นทุนเริ่มต้น (upfront cost) ที่สูงของเทคโนโลยี AI สำหรับธุรกิจยังเป็นความท้าทายด้านผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่สำคัญในภูมิภาคที่มีลักษณะเด่นคือต้นทุนแรงงานค่อนข้างต่ำ ซึ่งอาจทำให้การนำมาใช้อย่างแพร่หลายช้าลงได้

  • มองไปข้างหน้า: ทศวรรษหน้ามีทั้งความหวังและความไม่แน่นอน

ทศวรรษข้างหน้าจะถูกกำหนดโดยความสมดุลระหว่างตัวเร่งที่ทรงพลังกับอุปสรรคสำคัญ การเติบโตจะถูกขับเคลื่อนโดยการเร่งตัวขึ้นของ AI การฟื้นตัวของตลาดทุน และความร่วมมือของอาเซียนที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม แรงผลักดันนี้เผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากความไม่แน่นอนระดับโลก ปัจจัยชี้ขาดก็คือ สถานการณ์ด้านกฎระเบียบ ซึ่งสามารถปลดล็อกหรือยับยั้งศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของภูมิภาคในระยะต่อไปนี้ได้

มาเลเซียเป็นผู้นำการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัล

ที่มาภาพ: สร้างโดย AI

ปัจจุบันมาเลเซียเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีอัตราการเติบโตของมูลค่าสินค้ารวม (GMV) ร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะบรรลุ GMV ที่ 39 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 161 พันล้านริงกิตในปีนี้ ตามรายงาน e-Conomy South-East Asia (SEA) ฉบับที่ 10 ปี 2025 ซึ่งจัดทำโดย Google, Temasek และ Bain & Co การเติบโตนี้ได้รับการสนับสนุนจากการยอมรับของผู้บริโภคที่ยั่งยืนและสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคง รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ ซึ่งในระดับภูมิภาค คาดการณ์ว่ามูลค่า GMV ของเศรษฐกิจดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะทะลุ 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปีนี้ โดยเติบโตขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสูงกว่าการคาดการณ์ครั้งแรกของภูมิภาค 1.5 เท่า

“ในฐานะเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก มีประชากรมากกว่า 680 ล้านคน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและศักยภาพในการสร้างเงินที่แข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับอุปสรรคระดับโลก เช่น โควิด-19 อัตราเงินเฟ้อ และแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน” 

ในขณะเดียวกันอแมนดา ชิน( Amanda Chin) หุ้นส่วนของ Bain & Co กล่าวว่า อีคอมเมิร์ซซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียยังคงขยายตัวในอัตราที่ดี และคาดว่าจะสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้

อแมนดากล่าวว่าภาคส่วนนี้เติบโตขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีก่อนใน GMV ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วเป็นอันดับสองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการสนับสนุนจากการรวมแพลตฟอร์มที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่ในภูมิภาคใช้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับการเพิ่มขึ้นของการพาณิชย์วิดีโอ ซึ่งเปลี่ยนความสนใจของผู้บริโภคให้กลายเป็นยอดขายโดยแทบไม่มีอุปสรรคเลย

“ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังมีบทบาทสำคัญในการที่ผู้ใช้ค้นคว้าและตัดสินใจ รวมถึงวิธีที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อแนะนำสินค้า ปัญญาประดิษฐ์กำลังเติบโตและมีความหลากหลายมากขึ้น และเราเห็นว่าปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและให้คำแนะนำที่น่าเชื่อถือมากขึ้น” อแมนดากล่าวในระหว่างการนำเสนอรายงาน e-Conomy SEA ปี 2025

ในส่วนของการท่องเที่ยวออนไลน์ Chin กล่าวว่าภาคส่วนนี้มีอัตรา GMV เติบโตร้อยละ 19 ซึ่งสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับแรงหนุนจากการเชื่อมต่อทางอากาศที่ดีขึ้น มาตรการเปิดเสรีวีซ่า และแคมเปญการท่องเที่ยวดิจิทัลขนาดใหญ่ที่กำลังได้รับความนิยมก่อนงาน Visit Malaysia 2026 

จำนวนผู้โดยสารทั้งหมดที่เดินทางมาถึงมาเลเซียได้กลับมาอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับก่อนเกิดโรคระบาด ในขณะที่ทั้งจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงจากต่างประเทศและการเดินทางออกนอกประเทศต่างก็ช่วยรักษาอำนาจกำหนดราคาให้แข็งแกร่งเอาไว้ได้

“เมื่อมองไปที่ผู้ประกอบการโรงแรมในตลาดที่มีความต้องการสูง เช่น สิงคโปร์และมาเลเซีย พวกเขาสามารถปรับราคาเฉลี่ยขึ้นได้มากกว่า 20% ส่งผลให้มีอัตรากำไรที่ดีขึ้น และมีส่วนสนับสนุนต่อมูลค่าโดยรวมของภาคส่วนนี้” อแมนดากล่าว

ขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 ซึ่งตรงกับแคมเปญ Visit Malaysia 2026 เรามีโครงการริเริ่มมากมายที่กำลังดำเนินการอยู่ รวมถึงการร่วมมือกับแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ เราตั้งเป้าไว้ที่จำนวนนักท่องเที่ยว 45 ล้านคน ดังนั้นเราจึงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อแนวโน้มการท่องเที่ยวออนไลน์” อแมนดากล่าว

สำหรับบริการทางการเงินดิจิทัล อแมนดากล่าวว่ากลุ่มบริการดังกล่าวยังคงมีการเติบโตสองหลักอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการชำระเงินดิจิทัลจะสูงถึง 213 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับปีก่อนในมูลค่าธุรกรรมรวมในปีนี้

อแมนดากล่าวว่าแรงผลักดันนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของมาเลเซียไปสู่การชำระเงินแบบไร้เงินสด โดยธนาคารกลางมาเลเซียรายงานว่ามีการใช้งานการชำระเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 ขณะเดียวกัน การยอมรับการชำระเงินข้ามพรมแดนก็ขยายตัวอย่างมากเช่นกัน โดยมาตรฐาน DuitNow QR สามารถใช้งานร่วมกันได้ในตลาดภูมิภาคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ วิเคราะห์ผลกระทบต่อไทยดังนี้

1. ผลกระทบเชิงท้าทายและการแข่งขัน (Challenges and Competition) การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของมาเลเซียเป็นสัญญาณเตือนที่ประเทศไทยควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะในด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจดิจิทัล

1.1 การแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี (FDI Competition)

การดึงดูดเม็ดเงิน: การเป็นผู้นำด้านการเติบโตย่อมทำให้มาเลเซียมีศักยภาพสูงในการดึงดูด การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลและสตาร์ทอัพ ซึ่งอาจทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเป็นฐานการลงทุนหลักในภูมิภาค

การพัฒนาบุคลากร: ความต้องการบุคลากรด้านเทคโนโลยีของมาเลเซียจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านค่าตอบแทนและการดึงดูด บุคลากรดิจิทัลที่มีความสามารถ (Digital Talent) จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศไทย

1.2 การสูญเสียส่วนแบ่งตลาดการท่องเที่ยว (Tourism Market Share)

การแข่งขันด้านออนไลน์ ทราเวล: การที่ตลาดการท่องเที่ยวออนไลน์ของมาเลเซียมีการเติบโตสูงสุดในภูมิภาค (19% GMV growth) และการผลักดันแคมเปญ Visit Malaysia 2026 พร้อมเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่สูงมาก อาจทำให้มาเลเซียแย่งส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยได้

การอำนวยความสะดวก: การปรับปรุงการเชื่อมต่อทางอากาศและการ ยกเว้นวีซ่า ของมาเลเซียเป็นกลยุทธ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยอาจต้องยกระดับมาตรการอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการท่องเที่ยวออนไลน์ของตนเองเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

1.3 การยกระดับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce Platform Advancement)

นวัตกรรมดิจิทัล: การที่มาเลเซียมีการเติบโตในอีคอมเมิร์ซสูง (21% y-o-y) และมีการใช้ AI ในการแนะนำสินค้าและ Video Commerce อย่างจริงจัง แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมที่ล้ำหน้า ซึ่งแพลตฟอร์มไทยและผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวตามเพื่อให้สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคที่มาเลเซียเป็นฐานสำคัญได้

2. โอกาสและความร่วมมือ (Opportunities and Collaboration) ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าของมาเลเซียก็เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศไทย

2.1 โอกาสในการค้าขายข้ามพรมแดน (Cross-Border E-Commerce)

ตลาดส่งออกดิจิทัล: เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลของมาเลเซียเติบโตอย่างรวดเร็ว ย่อมหมายถึงกำลังซื้อและความต้องการสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดมาเลเซียกลายเป็น ตลาดส่งออกดิจิทัล (Digital Export Market) ที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่ไทยมีความแข็งแกร่ง เช่น สินค้าฮาลาล อาหาร เครื่องสำอาง และสินค้าสุขภาพ

2.2 ความเชื่อมโยงด้านการเงินดิจิทัล (Digital Financial Connectivity)

การชำระเงินข้ามพรมแดน: การขยายมาตรฐาน DuitNow QR ของมาเลเซีย และการที่ไทยมีระบบ PromptPay QR ที่เชื่อมโยงกันอยู่แล้ว (Cross-Border QR Payment) จะช่วยเสริมให้ระบบนิเวศการชำระเงินดิจิทัลระหว่างสองประเทศมีความราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

2.3 การเรียนรู้และยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน (Learning and Infrastructure Uplift)

กรณีศึกษาการเติบโต: ไทยสามารถใช้มาเลเซียเป็นกรณีศึกษาเพื่อเรียนรู้ถึงปัจจัยความสำเร็จและนโยบายที่ขับเคลื่อนการเติบโตที่ 19% เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายและกลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเอง

เศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามแตะ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2568

ที่มาภาพ: https://en.vietnamplus.vn/video-shopping-set-to-become-next-major-trend-in-e-commerce-post311618.vnp

เศรษฐกิจดิจิทัลของเวียดนามยังคงมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าสินค้ารวม (GMV) คาดการณ์ว่าจะสูงถึง 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567

อีคอมเมิร์ซ ยังคงเป็นผู้นำในเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเพิ่มขึ้น 17% เป็น 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การขนส่งและอาหาร ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 20% เป็น 5 พันล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การเดินทางออนไลน์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 16% เป็น 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนสื่อออนไลน์ คาดว่าจะเติบโตร้อยละ 16 เป็น 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

รายงานระบุว่า เศรษฐกิจของเวียดนามมีความสามารถในการปรับตัวที่แข็งแกร่ง ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากภาคเอกชนที่มีพลวัตสูง ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลักคือ การเติบโตของการส่งออกที่แข็งแกร่ง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมากในภาคการผลิต และการขยายตัวของการค้าปลีกในประเทศด้วยตัวเลขสองหลัก

ธนาคารกลางเวียดนามได้ให้การสนับสนุนที่สำคัญในรูปแบบของนโยบายการเงินที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในมหภาค ความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างความแข็งขันของภาคเอกชนและการกำกับดูแลที่ให้การสนับสนุน ได้ช่วยให้ประเทศสามารถรับมือกับมรสุมทางเศรษฐกิจทั่วโลกได้สำเร็จ

เวียดนามได้ออกบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้อยู่อาศัยและธุรกิจทั้งหมด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาระการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแห่งชาติ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการสาธารณะออนไลน์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ธนาคารต่าง ๆ ได้เสร็จสิ้นการยืนยันบัญชีการชำระเงินดิจิทัลทั้งหมดอย่างครอบคลุม ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มที่ได้กำหนดมาตรฐานข้อมูลลูกค้าและลดการฉ้อโกงลงได้อย่างมาก การผ่านกฎหมายใหม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลยังให้สิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ให้แก่บริษัทเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็สร้างกรอบกฎหมายที่แข็งแกร่งสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการใช้ข้อมูล

การยอมรับตัวเลือกการชำระเงินแบบไร้เงินสดในหมู่ร้านค้า และการเติบโตของบัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานอยู่ถึง 30 ล้านบัญชี ได้ทำให้การชำระเงินแบบไร้เงินสดและ VietQR เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในในปี 2567 มุ่งสู่เป้าหมายการทำธุรกรรมไร้เงินสด 80% ในอีคอมเมิร์ซภายในปี 2573 ในปีนี้ การชำระเงินด้วย QR ในเวียดนามสามารถเชื่อมโยงได้อย่างสมบูรณ์กับประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งสร้างศักยภาพใหม่สำหรับการท่องเที่ยวและการไหลเวียนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่าง ๆ

รายงานยังระบุว่า ผู้ใช้ชาวเวียดนามติดอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้าน การมีส่วนร่วมและความไว้วางใจต่อ AI โดยเป็นผู้นำในการโต้ตอบรายวันและความเต็มใจที่จะแบ่งปันข้อมูลเพื่อประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัว ผู้ตอบแบบสอบถามชาวเวียดนามประมาณ 81% บอกว่าพวกเขาโต้ตอบกับเครื่องมือและคุณสมบัติ AI ทุกวัน ขณะที่เกือบ 60% กล่าวว่าพวกเขาพูดคุยและถามคำถามกับแชทบอท AI ขณะเดียวกัน ครึ่งหนึ่งของผู้ใช้กล่าวว่าพวกเขาคาดหวังให้ AI ตัดสินใจได้เร็วขึ้นและใช้ความพยายามทางจิตใจน้อยลง

ตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซของเวียดนามมีพื้นฐานที่ยั่งยืน เนื่องจากจำนวนผู้ขายและจำนวนธุรกรรมเติบโตไปพร้อมกัน ในปี 2568 เวียดนามมีผู้ขายและร้านค้าวิดีโอคอมเมิร์ซ 650,000 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่ปริมาณธุรกรรมคาดว่าจะสูงถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ผู้ขายวิดีโอคอมเมิร์ซ 10 อันดับแรกต่อหมวดหมู่มีส่วน 20% ของหมวดหมู่ทั้งหมด มูลค่าการสั่งซื้อโดยเฉลี่ยอยู่ที่ระหว่าง 5.50 ดอลลาร์ ถึง 7 ดอลลาร์ต่อคำสั่งซื้อ แฟชั่นและเครื่องประดับ เป็นผู้นำในด้าน GMV ของวิดีโอคอมเมิร์ซ ตามมาด้วยความงามและของใช้ส่วนตัว อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โทรศัพท์ และของใช้ในชีวิตประจำวัน

ธุรกิจของคนรุ่นใหม่เวียดนามตั้งป้ามีส่วนร่วม 15% ของ GDP ปี 2568-2573

ที่มาภาพ: https://en.baochinhphu.vn/young-businesses-to-contribute-15-of-viet-nams-gdp-during-2025-2030-111251127144944385.htm

ธุรกิจรุ่นใหม่ตั้งเป้าที่จะมีส่วนสนับสนุน GDP ของเวียดนามในสัดส่วน 15% และสร้างงาน 8 ล้านตำแหน่งในช่วงปี 2568-2573 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวได้ประกาศในการประชุมที่จัดโดยสมาคมผู้ประกอบการรุ่นใหม่เวียดนาม (Viet Nam Young Entrepreneurs Association) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงฮานอยเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน

ด้วยสมาชิกประมาณ 21,000 คนใน 34 จังหวัดและเมืองทั่วประเทศ สมาคมยังคงตอกย้ำสถานะในฐานะหนึ่งในองค์กรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

ในช่วงปี 2565-2568 สมาชิกของสมาคมสร้างรายได้ต่อปีมากกว่า 40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีส่วนร่วมมากกว่า 10% ของ GDP ของประเทศ และสร้างงานให้กับแรงงานมากกว่า 5 ล้านคน

ใน ช่วงปี 2568-2573 สมาคมตั้งเป้าที่จะขยายจำนวนสมาชิกเป็นระหว่าง 35,000 ถึง 50,000 คน และมีส่วนร่วมใน 15% ของ GDP ของประเทศ

ภายในงานนายกรัฐมนตรี ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ได้เรียกร้องให้ธุรกิจและผู้ประกอบการรุ่นใหม่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านสีเขียว และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) และเซมิคอนดักเตอร์ในการผลิต

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ธุรกิจรุ่นใหม่ควรได้รับการส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) เพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ของตลาดหลักต่าง ๆ

ผู้นำรัฐบาลยังกล่าวอีกว่า ชุมชนธุรกิจรุ่นใหม่จำเป็นต้องเป็นผู้บุกเบิกในการส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างวิสาหกิจเอกชน ธุรกิจครัวเรือน และวิสาหกิจของรัฐและวิสาหกิจลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนเพื่อร่วมกันสร้างห่วงโซ่คุณค่า (value chains) และคลัสเตอร์นวัตกรรม (innovation clusters) ซึ่งจะช่วยยกระดับแบรนด์ของเวียดนาม

แรงงานลาวในต่างประเทศส่งเงินกลับกว่า 366 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ที่มาภาพ: https://laotiantimes.com/2023/02/09/laos-south-korea-sign-agreement-on-financing-lao-workers-overseas/

แรงงานข้ามชาติชาวลาวได้ส่งเงินกลับประเทศโดยประมาณ 366 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ตามตัวเลขที่เผยแพร่โดยกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม

กระทรวงฯ รายงานว่า แรงงานลาวที่ไปทำงานต่างประเทศมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงห้าปีที่ผ่านมา โดยมีชาวลาว 350,567 คน ทำงานในต่างประเทศระหว่างปี 2564 ถึง 2568

ในจำนวนเงินที่ส่งกลับทั้งหมด 32.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถูกโอนผ่านระบบธนาคาร โดยเป็นเงิน 8.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ส่งผ่านธนาคารอินโดไชน่า และ 24.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ผ่านธนาคารการค้าต่างประเทศลาว

ข้อมูลล่าสุดนี้มีการนำเสนอในระหว่างการประชุมว่าด้วยการจ้างงานในต่างประเทศที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย ซึ่งจัดขึ้นที่วิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาแขวงคำม่วนในสัปดาห์นี้

การประชุมนี้มีนายสินนาสอน แสงจันทะวง กรรมการพรรคประจำแขวง และนางวันนี แก้ววงไซย รองอธิบดีกรมจัดหางาน ภายใต้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ร่วมเป็นประธาน

นางวันนีกล่าวว่า การจ้างงานในต่างประเทศยังคงเปิด โอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ให้แก่พลเมืองลาว ขณะที่เงินที่ส่งกลับประเทศยังคงเป็น แหล่งรายได้ที่สำคัญ สำหรับครอบครัวและการพัฒนาประเทศ

กระทรวงฯ จะยังคงร่วมมือกับประเทศคู่ค้าและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีช่องทางการทำงานในต่างประเทศที่ปลอดภัย ถูกกฎหมาย และก่อให้เกิดประโยชน์แก่แรงงานลาว

ประธานร่วมในการประชุมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการโยกย้ายแก่ผู้ที่ต้องการหางานในประเทศต่าง ๆ เช่น ประเทศไทย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อช่วยให้หลีกเลี่ยงการหลอกลวงการจัดหางานและช่องทางการอพยพที่ไม่ปลอดภัย

ผู้เข้าร่วมประชุมตั้งข้อสังเกตว่า การโยกย้ายของแรงงานเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่เกิดจากการแสวงหา ค่าแรงที่ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความยากจน สภาพอากาศที่รุนแรง ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ความไม่มั่นคงทางการเมือง และความขัดแย้ง ก็มีส่วนทำให้จำนวนแรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้นด้วย

แม้จะได้รับโอกาส แรงงานข้ามชาติจำนวนมากยังคงเผชิญกับ สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย การถูกเอาเปรียบ การละเมิดสิทธิ และ ความเสี่ยงจากการค้ามนุษย์

เพื่อจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ รัฐบาลได้ เสริมสร้างกฎหมายและข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องกับบริการการจ้างงานและการย้ายถิ่นฐานให้เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งยกระดับความร่วมมือกับประเทศไทย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

รัฐบาลยังได้เปิดศูนย์ข้อมูลและศูนย์จัดหางานเพิ่มขึ้นอีกด้วย ปัจจุบันมีสถานประกอบการบริการจัดหางาน 48 แห่ง  ศูนย์บริการระดับแขวง 18 แห่ง, จุดบริการจัดหางานระดับเมือง 41 แห่ง ศูนย์ข้อมูลแรงงานข้ามชาติ 6 แห่ง และศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ 1 แห่ง ดำเนินการอยู่ทั่วประเทศ

การประชุมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ PROMISE II (การลดความยากจนผ่านการย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย การพัฒนาทักษะ และการจ้างงาน) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss Agency for Development and Cooperation :SDC) ผ่านทาง องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organisation for Migration :IOM)

โครงการนี้ซึ่งดำเนินการตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2568 ส่งเสริม การย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย การป้องกันการค้ามนุษย์ และ การเคลื่อนย้ายแรงงานที่ดีขึ้น

อุตสาหกรรมทุเรียนเมียนมาเตรียมพร้อมส่งออกสู่สากล

ที่มาภาพ: https://english.news.cn/20251124/020973d3665e4f6d926a045de947c898/c.html

เมียนมากำลังเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ตลาดทุเรียนระดับโลก โดยมีแผนจะเริ่มส่งออกระหว่างปี 2569 ถึง 2570 จอ มิน (Kyaw Min) ประธานสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกทุเรียนเมียนมา กล่าวกับสำนักข่าว Xinhua เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568

จอ มินกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้การเตรียมการอยู่ รวมถึงกระบวนการลงทะเบียนกับสำนักงานบริหารศุลกากรทั่วไปของจีน (General Administration of Customs of China:GACC) และความพยายามในการผลิตทั้งทุเรียนสดและผลิตภัณฑ์ทุเรียนแปรรูปเพิ่มมูลค่า

สมาคมฯหวังที่จะเชิญชวนนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และนักธุรกิจต่างชาติเข้ามาสนับสนุนการแปรรูปทุเรียนเพิ่มมูลค่าในเมียนมา จอ มินกล่าว และว่า คาดว่าอุตสาหกรรมทุเรียนของเมียนมาจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะสร้างรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศผ่านการส่งออก

เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของเมียนมา มยินต์ เส่ง (Myint Sein) กรรมการของกลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกทุเรียนอิรวดี(Ayeyarwady Durian Producers and Exporters Cluster) ได้ทำการส่งเสริมทุเรียนของประเทศในงานอีเวนต์ระดับนานาชาติ เช่น งานมหกรรมจีน-อาเซียนเอ็กซ์โป (China-ASEAN Expo) และการประชุมสุดยอดทุเรียนแห่งเอเชีย (Asia Durian Summit)

มยินต์ เส่ง ย้ำว่างานอีเวนต์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้เมียนมาได้แสดงศักยภาพ พบปะผู้ประกอบการระหว่างประเทศ และสำรวจตลาดส่งออกใหม่ ๆ สำหรับทั้งทุเรียนและไม้ไผ่

“เรามีดินที่ดี แรงงาน และวัตถุดิบ” เขากล่าว “สิ่งที่เราต้องการตอนนี้คือ เทคโนโลยี เครื่องจักร การลงทุน และตลาดที่แข็งแกร่ง

“เกษตรกรส่วนใหญ่ของเราไม่ได้ร่ำรวยเพราะพวกเขายังไม่สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มได้ การส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสามารถยกระดับรายได้และการดำรงชีวิตของพวกเขาได้อย่างมีนัยสำคัญ” มยินต์ เส่งกล่าว

การปลูกทุเรียนกำลังขยายตัวในเมียนมา โดยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 60,000 เอเคอร์ทั่วประเทศ รวมถึงกว่า 4,000 เอเคอร์ในย่างกุ้ง พื้นที่ปลูกหลัก ได้แก่ รัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญ ภาคตะนาวศรี ภาคพะโค ภาคร่างกุ้ง และภาคอิรวดี นายมยินต์ เส่ง กล่าว

แม้ว่าเมียนมาจะมีที่ดินอุดมสมบูรณ์ แต่ประเทศยังไม่มีกำลังการผลิตและการแปรรูปขนาดใหญ่ การเสริมสร้างความร่วมมือและการยกระดับเทคโนโลยีสามารถช่วยให้เมียนมาบรรลุการเติบโตของการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ

“การพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนของเมียนมาจะช่วยยกระดับเกษตรกรในท้องถิ่นและมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” มยินต์ เส่งกล่าว