ThaiPublica > สู่อาเซียน > ASEAN Roundup เวียดนามเตรียมลุยโครงการรถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้

ASEAN Roundup เวียดนามเตรียมลุยโครงการรถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้

28 สิงหาคม 2022


ASEAN Roundup ประจำวันที่ 21-27 สิงหาคม 2565

  • เวียดนามเตรียมลุยรถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้
  • กัมพูชาจะออกพันธบัตรรัฐบาลครั้งแรกมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ก.ย.นี้
  • กัมพูชาระงับนำเข้าแป้งเด็กชั่วคราวหลังพบแร่ใยหิน
  • มาเลเซียเลื่อนบังคับกฎหมายจ้างงานฉบับแก้ไขเป็น 1 ม.ค.
  • เมียนมาเตรียมสร้างท่าเรือ-สนามบินนานาชาติในรัฐมอญ
  • รัฐบาลลาวให้คำมั่นแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ
  • เวียดนามเตรียมลุยโครงการรถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้

    ที่มาภาพ:https://www.triptipedia.com/tip/JaXD1tD/overnight-train-in-vietnam-our-experience-with-the-first-class-sleeper

    รัฐบาลเวียดนามกำลังพิจารณาที่จะสร้างรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งตามแนวยาวของประเทศ โดยใช้งบประมาณถึง 58,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    กระทรวงคมนาคมจะเสนอนโยบายการลงทุนสำหรับการก่อสร้างทางรถไฟสายด่วนเหนือ-ใต้ ระยะทาง 1,545 กม.ต่อคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ในเดือนกันยายนนี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติ

    กระทรวงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับโครงการนี้หลายครั้งตั้งแต่ปี 2548 และได้หารือกับกระทรวง องค์กรกลาง ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิทยาศาสตร์ต่างๆ เพื่อพัฒนาและทบทวนการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการ รวมทั้งได้ขอข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรจาก 20 เมืองและจังหวัดที่ทางรถไฟจะแล่นผ่าน

    รัฐบาลได้จัดตั้งสภาประเมินแห่งชาติในปี 2562 เพื่อประเมินรายงานการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการเนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ทางรถไฟรางคู่ขนาด 1.435 มิลลิเมตร จะมีความยาวประมาณ 1,545 กม. วิ่งผ่านเมืองและมณฑล 20 แห่ง รวมถึงนครฮานอย ดานัง และนครโฮจิมินห์ โดยจะเริ่มที่สถานี Ngoc Hoi ของเมือง ฮานอย และสิ้นสุดที่สถานี Thu Thiem ของเมืองโฮจิมินห์

    รถไฟไฟฟ้าสามารถทำความเร็วได้ถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    จากเงินลงทุนทั้งหมดจะจัดสรรเงิน 1.98 พันล้านดอลลาร์ไปใช้ในการปรับพื้นที่เพื่อเตรียมการก่อสร้าง ส่วนอีก 31.58 พันล้านดอลลาร์ใช้สำหรับการก่อสร้างและ 15 พันล้านดอลลาร์สำหรับอุปกรณ์และเครื่องมือ

    รถไฟไฟฟ้าสามารถทำความเร็วได้ถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    จากเงินลงทุนทั้งหมดจะจัดสรรเงิน 1.98 พันล้านดอลลาร์ไปใช้ในการปรับพื้นที่ ส่วนอีก 31.58 พันล้านดอลลาร์ใช้สำหรับการก่อสร้างและ 15 พันล้านดอลลาร์สำหรับอุปกรณ์

    โครงการจะแบ่งการดำเนินการในสองขั้นตอน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือฮานอย-วินห์ และญาจาง-นครโฮจิมินห์ จะถูกสร้างเป็นระยะแรก ด้วยเงินลงทุน 24,720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และแล้วเสร็จในปี 2575 ส่วนระยะที่ 2 คือ วินห์-ญาจาง ซึ่งใช้งบประมาณการลงทุนราว 33,990 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2593

    กระทรวงการวางแผนและการลงทุนกล่าวว่าโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนมหาศาลและเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงและระยะยาวต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยต้องมีการประเมินประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ

    เส้นทางรถไฟระยะทาง 1,545 กิโลเมตรที่จะเชื่อมต่อนครโฮจิมินห์มหานครทางตอนใต้ของประเทศกับเมืองหลวงฮานอยทางตอนเหนือ ซึ่งจะ เสริมเส้นทางรถไฟที่ยาวกว่า 1,729 กิโลเมตรเดิม ซึ่งเริ่มขึ้นในยุคการปกครองของฝรั่งเศส

    รถไฟสายใหม่นี้จะใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร ในขณะที่เส้นทางรถไฟที่มีอยู่เดิมจะใช้สำหรับการขนส่งสินค้าเท่านั้น

    ตามทฤษฎีแล้ว การยกระดับทางรถไฟเป็นการดำเนินการที่สมเหตุสมผลสำหรับเวียดนาม ด้วยลักษณะประเทศที่มีแนวยาวเหมาะกับโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ และการปรับปรุงความเร็วและประสิทธิภาพของ บริการรถไฟของเวียดนามในปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า “รถไฟด่วนสายรวมชาติ” (Reunification Express) ที่เชื่อมโยงโฮจิมินห์ซิตี้และฮานอย ตลอดจนส่วนขยายและทางรถไฟเชื่อมใหม่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย

    ด้วยเหตุนี้ รถไฟความเร็วสูงสายเหนือ-ใต้จึงอยู่ในวาระการพิจารณามาตั้งแต่ปี 2549 เป็นอย่างน้อย เมื่อญี่ปุ่นและเวียดนามลงนามในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาทางรถไฟ

    คำถามหลักคือว่าค่าใช้จ่ายมหาศาลนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ แผนรถไฟหัวกระสุนของเวียดนามจึงมีข้อถกเถียงในประเด็นการเงินมาโดยตลอด ในปี 2553 รัฐสภาเวียดนามปฏิเสธข้อเสนอรถไฟความเร็วสูงด้วยเหตุผลว่าไม่มีความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และมีชาวเวียดนามน้อยมากที่สามารถจ่ายค่าโดยสารสูงได้

    กัมพูชาออกพันธบัตรรัฐบาลครั้งแรกมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ก.ย.นี้

    Hong Sok Hour ซีอีโอ Cambodia Securities Exchange ที่มาภาพ:https://www.phnompenhpost.com/business/sovereign-bonds-be-issued-sept

    รัฐบาลกัมพูชาจะเริ่มออกพันธบัตรรัฐบาลอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในวงเงิน 300 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่เดือนกันยายนนี้

    “กระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง โดยธนาคารแห่งชาติกัมพูชา จะออกพันธบัตรรัฐบาลชุดแรกเป็นจำนวนเงิน 1.219 ล้านล้านเรียลหรือประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 เป็นต้นไป” แถลงการณ์ระบุ

    พันธบัตรรัฐบาลจะมีมูลค่าที่ตราไว้ 1 ล้านเรียล และจะจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน และแบ่งเป็นสามประเภท คือ อายุ 1 ปี อายุ 3 ปีและอายุ 5 ปีโดยจะออกทุก 4 สัปดาห์

    พันธบัตรรัฐบาลจะเป็นเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เหมาะสำหรับนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนประกันสังคมแห่งชาติ (NSSF) บริษัทประกันภัย และธนาคาร

    กระทรวงฯชี้ว่า นักลงทุนจะได้รับประโยชน์จากการลดภาษีหัก ณ ที่จ่าย 50% สำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับจากการถือและซื้อขายพันธบัตรในสกุลเงินท้องถิ่นและการยกเว้นภาษีกำไรจากการซื้อและการค้าหลักทรัพย์เป็นเวลา 3 ปี และพันธบัตรอายุ 1 ปีและ 5 ปีมูลค่ารวม 2 แสนล้านเรียลจะออกกลุ่มละ 2 ชุด ส่วนพันธบัตรอายุ 3 ปีมูลค่ารวม 800 แสนล้านเรียลออก 4 ชุด

    Hong Sok Hour ซีอีโอของ Cambodia Securities Exchange (CSX)กล่าวว่า ในช่วงการก่อตั้ง CSX นั้นมีเป้าหมายที่จะเริ่มด้วยพันธบัตรรัฐบาลเพราะออกง่ายและดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนรายจำนวนมาก แต่กรอบการกำกับดูแลต่างๆ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถออกตราสารได้ CSX จึงเริ่มต้นด้วยหุ้น

    Sok Hour กล่าวว่า ตราสารที่ออกในสกุลเงินท้องถิ่นยังคงเป็นที่ต้องการของนักลงทุนรายใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากเป็นโอกาสในการลงทุนสำหรับสถาบันต่างๆ เช่น บริษัทประกันภัย กองทุนบำเหน็จบำนาญ NSSF และธนาคาร ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนในพันธบัตรที่มีความมั่นคงสูงในอัตราดอกเบี้ยที่สมเหตุสมผล

    “สำหรับการออกพันธบัตรรัฐบาลครั้งแรกในเดือนหน้า เราคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุนที่ตลาดของเราไม่มีในช่วงที่ผ่านมา คือนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ” Sok Hour กล่าว

    กัมพูชาระงับนำเข้าแป้งเด็กชั่วคราวหลังพบแร่ใยหิน

    อธิบดีกรมคุ้มครองผู้บริโภค การแข่งขัน และการปราบปรามการทุจริต กระทรวงพาณิชย์ กัมพูชา ที่มาภาพ:https://www.khmertimeskh.com/501138215/asbestos-scare-halts-baby-powder-imports-distribution/

    กัมพูชา ระงับการนำเข้าและจำหน่ายแป้งเด็กแป้งทาตัว 12 ยี่ห้อชั่วคราวหลังจากตรวจพบแร่ใยหินในผลิตภัณฑ์เหล่านั้น อธิบดีกรมคุ้มครองผู้บริโภค การแข่งขัน และการปราบปรามการทุจริต (CCF) กล่าวเมื่อวันอังคาร(23 ส.ค.)

    ผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหินวางตลาดภายใต้แบรนด์ต่างๆ เช่น แป้งเด็กของจอห์นสัน แป้งเด็กจอห์นสันบลอสซั่ม เบบี้ พาวเดอร์ แป้งเด็ก ดีนี่(D-nee ) แป้งเด็ก ดีนี่ แป้งเด็กดีนี่นิวบอร์น เบบี้ พาวเดอร์ แป้งเด็กโคโดโม แป้งเย็นเภสัช และแป้งเบบี้ มายด์ เนเชอรัล เอ็น มายด์ ทั้งหมด ผลิตในประเทศไทย เช่นเดียวกับแป้งเด็ก Pureen และ Laffair Be Love ทั้งสองยี่ห้อนี้ผลิตในมาเลเซีย CCF ระบุในแถลงการณ์

    กรมคุ้มครองผู้บริโภคฯ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต้องไม่มีแร่ใยหินเพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ และเสริมว่าแป้งเด็กแป้งทาตัวทั้งหมดต้องปราศจากแร่ใยหิน

    กรมคุ้มครองผู้บริโภคฯยังสั่งให้ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายเรียกคืนผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจากตลาด และให้เวลา 2 สัปดาห์ในการนำตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่มีแร่ใยหินเหล่านั้นไปวินิจฉัยที่ห้องปฏิบัติการของบุคคลที่สามซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และจะมีการประกาศเพิ่มเติมเมื่อมีผลการวินิจฉัยโดยห้องปฏิบัติการภายนอก

    มาเลเซียเลื่อนบังคับกฎหมายจ้างงานฉบับแก้ไขเป็น 1 ม.ค.

    ที่มาภาพ: https://www.nst.com.my/news/nation/2022/08/821361/weekly-working-hours-reduced-48-45-starting-sept-1

    ดาโต๊ะ สรี เอ็ม ซาราวานัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรบุคคล เปิดเผยว่า การบังคับใช้พระราชบัญญัติการจ้างงานพระราชบัญญัติการจ้างงาน( Employment Act 1955)ฉบับแก้ไขได้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม เพื่อการช่วยเหลือผู้เล่นในอุตสาหกรรมซึ่งก่อนหน้านี้ได้เรียกร้องให้กระทรวงชะลอการดำเนินการจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว

    “หลังจากหารือกับคณะรัฐมนตรีในวันนี้ เราตกลงที่จะเลื่อนออกไปอีก 4 เดือน” ดาโต๊ะซาราวานัน กล่าวในการแถลงข่าว

    ดาโต๊ะซาราวานันกล่าวว่า กฎหมายฉบับแก้ไขจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม “ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง” เพื่อให้เวลาในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

    รัฐบาลได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่ากพระราชบัญญัติการจ้างงานฉบับแก้ไข ซึ่งจะมีผลให้ชั่วโมงการทำงานรายสัปดาห์ลดลงจาก 48 เป็น 45 ชั่วโมง จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน หลังจากที่มีการแก้ไข Employment Act 1955 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องสวัสดิภาพของคนงาน และสอดคล้องกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

    การแก้ไขกฎหมายยังช่วยให้พนักงานสามารถทำงานชั่วโมงที่ยืดหยุ่นได้ แลสามารถเลือกสถานที่ เวลา และจำนวนวันทำงานได้

    ดาโต๊ะซาราวานันกล่าวว่า ชั่วโมงการทำงานที่ลดลงควรนำไปใช้กับแรงงานข้ามชาติด้วย

    “เมื่อพูดถึงคนงาน เราไม่สามารถเลือกปฏิบัติระหว่างแรงงานท้องถิ่นหรือแรงงานต่างชาติได้ เรากำลังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะออกจาก tier 3 (จากรายงานการค้ามนุษย์ประจำปีของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ) และหลีกเลี่ยงการบังคับใช้แรงงาน”

    เมียนมาเตรียมสร้างท่าเรือ-สนามบินนานาชาติในรัฐมอญ

    ที่มาภาพ:https://npnewsmm.com/news/630351708f40a17b990e7ecb

    รัฐบาลของรัฐมอญระบุว่าพื้นที่กว่า 4,600 เอเคอร์จากเขตเมืองมูด่งที่ตั้งอยู่ในรัฐมอญ ถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารท่าเทียบเรือระหว่างประเทศและสนามบินแห่งใหม่

    ท่าเรือระหว่างประเทศจะถูกสร้างขึ้นระหว่างหมู่บ้าน Balout Nyaung Waing และหมู่บ้าน Welkali ในมูด่ง ขณะที่สนามบินจะถูกสร้างขึ้นใกล้กับหมู่บ้าน Kawparam ซึ่งตั้งอยู่ในมูด่ง

    “ตามคำแนะนำของประมุขแห่งรัฐ ท่าอากาศยานนานาชาติแห่งใหม่และท่าเทียบเรือ คาดว่าจะสร้างขึ้น ณ สถานที่ที่ไม่ไกลจากมะละแหม่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ลงพื้นที่ด้วยตนเอง และเห็นชอบกับพื้นที่ที่ได้รับเลือกให้สร้างสนามบินใกล้กับหมู่บ้านKawparam ในมูด่ง และเห็นชอบพื้นที่ที่ได้รับเลือกให้สร้างท่าเรือระหว่างประเทศ” ออง จี เต็ง โฆษกรัฐบาลรัฐมอญ กล่าว

    พื้นที่ทั้งหมด 4626.29 เอเคอร์ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ 3447.42 เอเคอร์สำหรับสนามบินนานาชาติและ 469.17 เอเคอร์สำหรับก่อสร้างท่าเรือ

    ทั้งสองโครงการน่าจะได้รับผลประโยชน์ในฐานะส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งพาดผ่านดินแดนของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ทางการวางแผนที่จะให้เงินชดเชย 72 พันล้านจั๊ตแก่ประชาชน เพื่อใช้พื้นที่สำหรับสร้างโครงการ

    ออง จี เต็งกล่าวว่า “การดำเนินโครงการสามารถเริ่มได้ก็ต่อเมื่อได้ประชาชนได้รับเงินค่าชดเชยสำหรับการเวนคืนที่ดินเท่านั้น ดังนั้นเราจึงขอให้หน่วยงานกลางจัดสรรงบประมาณชดเชยในงบประมาณที่แก้ไขแล้ว”

    กระทรวงคมนาคมและคมนาคมกำลังวางแผนที่จะจ่ายเงินชดเชยเพื่อเดินหน้าโครงการต่อไป

    รัฐบาลลาวให้คำมั่นแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ

    นางทิพพากอน จันทะวงสา โฆษกรัฐบาลสปป.ลาว ที่มาภาพ: https://www.vientianetimes.org.la/freeContent/FreeConten2022_Govt165.php

    รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆตั้งแต่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจมหภาค การปรับปรุงบรรยากาศการลงทุน การชำระหนี้ และการรับมือกับภัยธรรมชาติ

    คำสั่งดังกล่าวออกในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำเดือน ซึ่งสิ้นสุดลงในวันพฤหัสบดี(25 ส.ค.) โดยมีนายกรัฐมนตรีพันคำ วิพาวัน เป็นประธาน ที่ประชุมแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลจัดหาเชื้อเพลิงให้เพียงพอทั่วประเทศ และเพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราให้ดีขึ้น

    หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในการควบคุมราคาสินค้าที่จำหน่ายในตลาดและการชำระหนี้สาธารณะของประเทศในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะหนี้ของรัฐวิสาหกิจ” นางทิพพากอน จันทะวงสา โฆษกรัฐบาลกล่าวในการแถลงข่าว และย้ำว่า ต้องหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ใหม่ เนื่องจากรัฐบาลได้ให้คำมั่นที่จะไม่ยอมให้ประเทศผิดนัดชำระหนี้

    รัฐบาลเน้นว่าจะไม่ใช้เงินทุนของรัฐในโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยจะเน้นไปที่โครงการสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลดความยากจน

    รัฐบาลยังให้คำมั่นที่จะปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนเพื่อส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนให้มากขึ้น และจะดูแลให้การลงทุนจากต่างประเทศที่ได้รับการอนุมัติแล้วมีความคืบหน้าต่อเนื่อง

    คณะรัฐมนตรีเห็นพ้องต้องกันว่า สิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าสกุลเงินต่างประเทศไหลเข้าสู่ลาวมากขึ้นและต้องตรวจสอบโครงการลงทุนเพื่อให้แน่ใจว่าจะดำเนินการตามแผนที่วางไว้

    ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบควรร่วมมือกับ บริษัท การรถไฟลาว-จีน จำกัด เพื่อปรับปรุงบริการรถไฟโดยเฉพาะการขายตั๋วและบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถไฟ

    หน่วยงานของรัฐยังได้รับคำสั่งให้จัดการกับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งล่าสุดทั่วประเทศ โครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากน้ำท่วมรวมถึงถนนและสะพานจะต้องได้รับการซ่อมแซมเพื่อให้สามารถขนส่งสินค้าและผู้คนได้ นอกจากนี้ จะต้องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในเวียงจันทน์ จากท่อระบายน้ำอุดตัน

    ที่ประชุมได้รับรองเอกสารสำคัญหลายฉบับ ฉบับแรกเกี่ยวข้องกับแผน 5 ปี (2564-2568) ในการตราและการแก้ไขกฎหมาย ในขณะที่แผนที่สองเกี่ยวข้องกับแผนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (2565-2569) ระหว่างรัฐบาลลาวกับธนาคารโลก

    ฉบับที่สามเกี่ยวข้องกับกิจกรรมสัมปทาน และอีกฉบับเกี่ยวข้องกับความคืบหน้าในการดำเนินการตามโครงการที่ให้ความสำคัญที่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา โครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับการดำเนินการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการเงินของลาวในปัจจุบัน

    เอกสารฉบับสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อต่อต้านการฟอกเงินและการจัดหาเงินทุนเพื่อการก่อการร้าย

    รัฐบาลเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจำกัดความฟุ่มเฟือยและส่งเสริมการประหยัด โดยการลดการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยเฉพาะยานพาหนะของรัฐ การประชุม การดูงานในต่างประเทศ การต้อนรับคณะผู้แทนต่างประเทศที่เยือนลาว และการใช้ไฟฟ้าและน้ำ