ASEAN Roundup ติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 19-25 ตุลาคม 2568

  • ติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ
  • เวียดนามวางยุทธศาสตร์บริการโลจิสติกส์ สู่ศูนย์กลางการขนส่งการกระจายสินค้าระดับโลก
  • เวียดนามตั้งเป้า GDP ปี 2569 โต 10%
  • ไทยลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์
  • ลาวและหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ถกแผนเติบโตช่วงเปลี่ยนผ่านหลังพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด
  • 4 ใน 5 องค์กรในสิงคโปร์ใช้ AI ในด้านความปลอดภัยไซเบอร์

ติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ

ที่มาภาพ:เพจ ASEAN

วันที่ 26 ตุลาคม 2568 สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเตได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) รายที่ 11 อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ในการเดินทางสู่เอกราชและการบูรณาการระดับภูมิภาคและระดับโลกของประเทศ

หลังจากการเตรียมการและความร่วมมืออย่างแน่วแน่กับประเทศสมาชิกอาเซียนมาหลายปี การเข้าร่วมของติมอร์-เลสเตเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของประเทศในการสร้างสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และความสามัคคีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายกรัฐมนตรีเคย์ ราลา ซานานา กุสเมา กล่าวว่า “การเข้าร่วมเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์-เลสเตสะท้อนให้เห็นถึงการบรรลุวิสัยทัศน์อันยาวนานของประเทศในการยืนหยัดเคียงข้างประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ในฐานะหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันในการสร้างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แข็งแกร่งขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วงเวลานี้สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทและการทำงานอย่างหนักร่วมกันของรัฐบาล ประชาชน และพันธมิตรอาเซียนของเรา”

นายกรัฐมนตรีกุสเมา กล่าวอีกว่า “ในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่สุด ติมอร์-เลสเตหวังว่าจะมีส่วนสนับสนุนเป้าหมายและความปรารถนาร่วมกันของประชาคมอาเซียน ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคม และความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมทั่วทั้งภูมิภาค”

รัฐบาลติมอร์-เลสเตขอแสดงความขอบคุณอย่างสูงต่อรัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน สำนักเลขาธิการอาเซียน และประเทศภาคีอื่นๆ สำหรับคำแนะนำและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก

ติมอร์-เลสเตขอแสดงความขอบคุณอย่างสูงต่อมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนปี 2568 สำหรับความเป็นผู้นำ คำแนะนำ และความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการอำนวยความสะดวกให้ติมอร์-เลสเตเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสมาชิกอย่างราบรื่น

รัฐบาลยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการธำรงไว้ซึ่งหลักการของกฎบัตรอาเซียน และการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในเสาหลักประชาคมอาเซียนทั้งสาม ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม

เหตุการณ์สำคัญนี้ถือเป็นบทใหม่ในการมีส่วนร่วมของติมอร์-เลสเตกับภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างความร่วมมือ เสถียรภาพ และการเติบโตอย่างยั่งยืนทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เวียดนามวางยุทธศาสตร์บริการโลจิสติกส์ สู่ศูนย์กลางขนส่ง-กระจายสินค้าระดับโลก

ท่าเรือดานัง ที่มาภาพ:https://vinpearl.com/en/vietnam-seaports

รัฐบาลเวียดนามได้อนุมัติยุทธศาสตร์การพัฒนาบริการโลจิสติกส์สำหรับปี พ.ศ. 2568-2578 โดยมีวิสัยทัศน์ถึงปี พ.ศ. 2593

ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ รัฐบาลตั้งเป้าที่จะสร้างภาคโลจิสติกส์ที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ และมีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมความสามารถในการแข่งขันที่แข็งแกร่ง โดยใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบของเวียดนามในห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก

โดยคาดว่ามูลค่าเพิ่มของบริการโลจิสติกส์จะคิดเป็น 5-7% ของ GDP ของประเทศ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 12-15%

ยุทธศาสตร์นี้ยังมุ่งที่จะเพิ่มอัตราการจ้างบริการโลจิสติกส์ภายนอก (Outsourcing) ให้เป็น 70-80% พร้อมกับลดต้นทุนโลจิสติกส์ลง 12-15%ของ GDP

เวียดนามตั้งเป้าที่จะติดอันดับ 40 ประเทศและเขตการปกครองชั้นนำในดัชนีประสิทธิภาพโลจิสติกส์ (LPI) ของธนาคารโลก คาดว่าภายในปี 2568 องค์กรโลจิสติกส์ 80%จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล

ภาคส่วนนี้จะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดและปล่อยมลพิษต่ำ ภายในปี 2578 แรงงานด้านโลจิสติกส์ 70% จะได้รับการฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ โดย 30%มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี และจะมีการจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์ระดับโลก 5 แห่งเพื่อเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและระดับโลก

ภายในปี 2593 คาดว่าบริการโลจิสติกส์จะมีสัดส่วน 7-9% ของ GDP โดยเติบโต 10-12% ต่อปี โดยมีอัตราการจ้างบริการภายนอก (outsource) สูงถึง 80-90% และต้นทุนโลจิสติกส์ลดลงเหลือ 10-12%ของ GDP เวียดนามยังตั้งเป้าที่จะติดอันดับ 30 อันดับแรกของโลกใน LPI โดยผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ทั้งหมดจะเปลี่ยนผ่านไปการใช้สู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

เพื่อบรรลุเป้าหมายข้างต้น ยุทธศาสตร์นี้ได้กำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อปรับปรุงกรอบกฎหมายและสถาบัน เสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ดึงดูดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างการบูรณาการระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการบริหารจัดการภาครัฐและการบังคับใช้กฎหมายในภาคโลจิสติกส์ที่ดีขึ้น ให้สอดคล้องกับกลไกตลาดและแนวปฏิบัติระดับโลก

รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่ทันสมัยและสอดประสานกัน ซึ่งรวมถึงระบบขนส่ง การค้า และระบบดิจิทัล เพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิดการปกป้องสิ่งแวดล้อม การป้องกันภัยพิบัติ และความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ

ยุทธศาสตร์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงข้ามภาคส่วน ภูมิภาค และระหว่างประเทศ พัฒนาตลาดโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ และส่งเสริมบริการโลจิสติกส์คุณภาพสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

รวมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของนวัตกรรม การวิจัย และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ทั้งในด้านการผลิต การค้า และการจัดจำหน่ายทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

ขณะเดียวกัน เวียดนามจะพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านโลจิสติกส์คุณภาพสูง ห่วงโซ่อุปทานที่ทันสมัย ​​และบริการโลจิสติกส์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งและกระจายสินค้าระดับโลก

เวียดนามตั้งเป้า GDP ปี 2569 โต 10%

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มินห์ จิ๋งห์ ของเวียดนาม ที่มาภาพ:https://news.tuoitre.vn/vietnam-targets-10-gdp-growth-in-2026-aims-to-raise-per-capita-income-to-5500-103251020154448856.htm

เวียดนามตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่อย่างน้อย 10% ในปี 2569 โดยรายได้ประชากรต่อหัว( per capita income)เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,400-5,500 เหรียญสหรัฐฯ และเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 4.5% จากการรายงานต่อสมัชชาแห่งชาติของนายกรัฐมนตรีฝ่าม มินห์ จิ๋งห์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568

ในการประชุมสมัยที่ 10 ของสมัชชาแห่งชาติ นายกรัฐมนตรีจิ๋งห์นำเสนอผลการประเมินแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประจำปี 2564-2568 และเป้าหมายสำหรับปี 2569

ขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามเพิ่มขึ้นจาก 346 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563 เป็นประมาณ 510 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2568 ส่งผลให้อันดับประเทศขยับขึ้น 5 อันดับไปติดอันดับที่ 32 ของโลก

รายได้ประชากรต่อหัวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,000 เหรียญสหรัฐฯภายในสิ้นปีนี้ หรือ 1.4-เท่าจากปี 2563

นายกรัฐมนตรีจิ๋งห์กล่าวว่า เวียดนามฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจากการระบาดของโควิด-19 และรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ โดยที่เงินยังต่ำกว่า 4% และยังคงมีความสมดุลหลักของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ยังชี้ว่าประเทศยังบรรลุเป้าหมาย 22 จาก 26 เป้าหมายการพัฒนาของประเทศและมีบางเป้าหมายประสบความสำเร็จเกินคาดในรอบ 5 ปี

ประเด็นสำคัญหลักในปี 2569 ครอบคลุมการเร่งเปลี่ยนไปสู่อุตสากรรม การยกระดับผลิตภาพ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การบริหารหนี้สาธารณะ ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายของคณะกรรมการกรมการเมือง(Politburo) ในภาคส่วนสำคัญๆ อย่างเด็ดขาด รัฐบาลจะมุ่งเน้นการปรับปรุงกรอบสถาบัน การปรับปรุงกลไกของรัฐ และการจัดการโครงการที่หยุดชะงักมายาวนาน

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งการขนส่ง พลังงาน และระบบดิจิทัล

รัฐบาลมีแผนที่จะฝึกวิศวกรจำนวน 100,000 คนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์(AI) และภาคส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ขณะเดียวกันจะพัฒนาที่อยู่อาศัยในระดับราคาที่หาซื้อได้จำนวน 110,000 ยูนิต ตลอดจนจะยกระดับความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายกรัฐมนตรีจิ๋งห์ กล่าวว่า รัฐบาลไปลดตำแหน่งงานด้านการจัดการลง 145,00 ตำแหน่งและปรับลดงบประมาณการใช้จ่ายตามปกติลง 39 ล้านล้านเหรียญด่อง(1.48 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ต่อปี

นอกจากนี้ยังได้เงินประมาณ 13.6 ล้านล้านด่อง(516.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และ 520,000 เหรียญสหรัฐในทรัพย์สิน ได้มาจากทรัพย์สินในคดีทุจริตคอร์รัปชัน ที่มีการยึดทรัพย์รวม 438 ล้านล้านด่อง(16.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

แม้มีการคืบหน้าในการพัฒนา นายกรัฐมนตรีจิ๋งห์กล่าวว่ายังคงมีความท้าทาย ทั้งความผันผวนจองตลาดการเงิน การปฏิรูปที่คืบหน้าช้าในระดับท้องถิ่น และความกังวลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

“เราเข้าสู่ระยะใหม่ เราต้องเปลี่ยนความเสี่ยงเป็นโอกาสและพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล และสังคมดิจิทิล” นายกรัฐมนตรีจิ๋งห์กล่าว

ไทยลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ วันที่ 25 ตุลาคม 2568 ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่มาภาพ:เพจ กระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 คณะผู้แทนไทยเข้าร่วมพิธีลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention against Cybercrime) และการประชุมระดับสูง ร่วมจัดโดยสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) กับรัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ณ National Convention Center กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

เพจ กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมกำหนดการ ซึ่งนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย และได้ร่วมลงนามอนุสัญญาฯ รวมถึงกล่าวถ้อยแถลงแสดงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นวาระสำคัญของชาติ และแสดงความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับทุกประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งส่งผลกระทบทั่วโลก โดยมีประเทศร่วมลงนาม 68 ประเทศ และสหภาพยุโรป ประเทศในอาเซียนที่ร่วมลงนาม ได้แก่ ไทย บรูไนฯ กัมพูชา สปป.ลาว มาเลเซียและฟิลิปปินส์

อนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์เป็นตราสารระหว่างประเทศฉบับแรกในกรอบสหประชาชาติซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ และมีสาระสำคัญครอบคลุมอาชญากรรมไซเบอร์ การล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก และการเผยแพร่ภาพส่วนบุคคลทางออนไลน์โดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งเป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐเฉพาะกิจเพื่อจัดทำอนุสัญญาระหว่างประเทศอย่างครอบคลุมว่าด้วยการต่อต้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อวัตถุประสงค์ทางอาชญากรรม

ลาวและหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ถกแผนเติบโตช่วงเปลี่ยนผ่านหลังพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

นายสุลิวัต สุวันนะชุมคำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (ขวา) และนายบาโกดีร์ บูร์คานอฟ ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศลาว ที่มาภาพ:https://www.vientianetimes.org.la/sub-new/Previous_205_y25/freefreenews/freecontent_205_Laos_y25.php

เจ้าหน้าที่รัฐบาล หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา และผู้แทนจากภาคส่วนสำคัญๆ ได้รวมตัวกันที่เวียงจันทน์ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการเปลี่ยนผ่านของลาว หลังจากที่คาดว่าจะพ้นสถานะจากประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ( Least Developed Country :LDC) ในปี 2569

การหารือเบื้องต้นระดับสูงก่อนการประชุมโต๊ะกลมระดับสูงครั้งที่ 14 จัดขึ้นโดยรัฐบาลผ่านกระทรวงการคลังร่วมกับทีมประเทศสหประชาชาติในลาว

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมโต๊ะกลมระดับสูง ครั้งที่ 14 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 โดยการหารือครั้งนี้มีนายสุลิวัต สุวันนะชุมคำ( Soulivath Souvannachoumkham) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการเงิน แห่งสปป.ลาว เป็นประธาน และนายบาโกดีร์ บูร์คานอฟ (Bakhodir Burkhanov) ผู้ประสานงานสหประชาชาติ ประจำประเทศลาว กล่าวเปิดการประชุม

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากกระทรวง องค์กรระหว่างประเทศ ภาคีเพื่อการพัฒนาทวิภาคีและพหุภาคี ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าร่วม

คณะผู้แทนได้หารือถึงขั้นตอนต่อไปในการพัฒนาประเทศลาว ยุทธศาสตร์ในการกำหนดทิศทางของประเทศหลังจากลาวพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) และมีข้อเสนอแนะสำหรับการร่างและดำเนินการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10  รวมถึงการเตรียมการสำหรับปฏิญญาเวียงจันทน์ฉบับที่ 3 

นายสุลิวัตกล่าวว่า การประชุมโต๊ะกลมระดับสูง ครั้งที่ 14 เป็นเวทีสำคัญในการหารือเกี่ยวกับการระดมความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (Official Development Assistance:ODA) เพื่อให้มั่นใจว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างและพัฒนาไปสู่การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุดอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

นายบาโกดีร์กล่าวว่า การพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุดของลาวมีกำหนดในเดือนพฤศจิกายน 2569 การวิเคราะห์เบื้องต้นบ่งชี้ถึงอาจจะเกิดความสูญเสียทางการค้า โดยเฉพาะในตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่าจะลดลงมากถึง 66.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“การพ้นสถานะของประเทศกำลังพัฒนาน้อยที่สุด ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการพัฒนา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบริบทการพัฒนาใหม่ การเปลี่ยนผ่านนี้จะนำไปสู่การยุติการสนับสนุนระหว่างประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งรวมถึงสิทธิพิเศษทางการค้าและการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนา”

“ดังนั้น การหารือในครั้งจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเราในร่วมกันกำหนดและผลักดันนโยบายที่เป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชน เสริมสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนา และปกป้องผลประโยชน์ที่ได้มาอย่างยากลำบาก พร้อมกับบรรเทาความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก”

4 ใน 5 องค์กรในสิงคโปร์ใช้ AI ในด้านความปลอดภัยไซเบอร์

ที่มาภาพ:https://www.frontier-enterprise.com/4-in-5-singapore-enterprises-already-using-ai-in-cybersecurity/

จากการศึกษาของ IDC พบว่าเกือบ 56% ขององค์กรทั่วสิงคโปร์ระบุว่าพบภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในปีที่ผ่านมา

ในจำนวนนี้ 52% รายงานว่าปริมาณภัยคุกคามเพิ่มขึ้น 2 เท่า และ 42% รายงานว่าปริมาณภัยคุกคามเพิ่มขึ้น 3 เท่า การโจมตีเหล่านี้ตรวจจับได้ยากกว่า และมักใช้ประโยชน์จากจุดบอดในด้านการมองเห็น การกำกับดูแล และกระบวนการภายใน

AI กำลังเปลี่ยนแปลงทั้งสองด้านของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สำหรับผู้ป้องกัน AI มอบศักยภาพในการตรวจจับแบบอัตโนมัติ เร่งการตอบสนอง และขยายข้อมูลภัยคุกคามด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ขณะเดียวกันผู้โจมตีกำลังใช้ประโยชน์จากความสามารถของ AI เพื่อโจมตีอย่างลับๆ รวดเร็วขึ้น และปรับตัวได้มากขึ้น

IDC ได้ทำการสำรวจผู้นำด้านไอทีและความปลอดภัยจำนวน 550 คนใน 11 ตลาดเอเชียแปซิฟิก ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2568 ผู้ตอบแบบสอบถามอยู่ในออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ฮ่องกง และนิวซีแลนด์ โดย 88% ขององค์กรเหล่านี้มีพนักงานมากกว่า 250 คน และมีส่วนร่วมโดยตรงในการตัดสินใจด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

องค์กรมากกว่า 4 ใน 5 แห่งทั่วสิงคโปร์ได้ใช้ AI ในสภาพแวดล้อมด้านความปลอดภัยอยู่แล้ว และกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจากการตรวจจับที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไปสู่การใช้งานขั้นสูง เช่น การตอบสนองอัตโนมัติ การสร้างแบบจำลองภัยคุกคามเชิงคาดการณ์ การตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI การวิเคราะห์ภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการวิเคราะห์พฤติกรรม การใช้งาน 5 รูปแบบแรกนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการที่การตรวจจับกลายเป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่การตอบสนอง การคาดการณ์ และการประสานงานเป็นเรื่องสำคัญลำดับถัดไป

ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมุ่งไปที่งานที่ไม่ต้องลงรายละเอียดมาก เช่น การใช้คู่มือ การอัปเดตกฎและนโยบาย การตรวจจับทางวิศวกรรมสังคม การเขียนกฎการตรวจจับ และการสืบสวนแบบมีคำแนะนำ อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือในการดำเนินการแบบอัตโนมัติยังคงมีอยู่อย่างจำกัด การใช้งาน เช่น การแก้ไขอัตโนมัติและการแก้ไขแบบมีคำแนะนำยังไม่แพร่หลาย ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ายังอยู่ในช่วง “ผู้ประสานงานร่วม” ของการนำระบบ AI มาใช้

การเปลี่ยนผ่านไปสู่การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ให้ความสำคัญกับ AI เป็นหลัก กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสร้างทีมงาน ในสิงคโปร์ 5 ตำแหน่งที่มีความต้องการสูงสุดในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลด้านความปลอดภัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคาม วิศวกรความปลอดภัยด้าน AI นักวิจัยความปลอดภัยด้าน AI และผู้เชี่ยวชาญด้านการตอบสนองต่อเหตุการณ์เฉพาะด้าน AI

องค์กรต่างๆ ไม่ได้เพียงแค่ปรับใช้เครื่องมือ AI อีกต่อไป แต่กำลังสร้างทีมรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยคำนึงถึงความสามารถของ AI สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มในวงกว้างที่การพัฒนาบุคลากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อให้สอดคล้องกับอัตราการนำเทคโนโลยีมาใช้

งบประมาณด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเกือบ 86% ขององค์กรรายงานว่ามีการเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในระดับเล็กน้อย โดย 68% รายงานว่าเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 5% และมีเพียง 18% เท่านั้นที่เพิ่มระหว่าง 5-10% ชี้ให้เห็นว่าแม้งบประมาณจะเพิ่มขึ้น แต่การใช้จ่ายยังคงมุ่งเน้นไปที่การครอบคลุมต้นทุนการดำเนินงานและบุคลากรที่เพิ่มขึ้น

องค์กรต่างๆ ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับวิธีการและสถานที่ที่จะมีการปรับใช้งบประมาณที่เพิ่มขึ้นจำกัดเหล่านี้อย่างรอบคอบ 5 ด้านการลงทุนหลักในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า ได้แก่ การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มุ่งเน้นปกป้องตัวตนดิจิทัล( identity security) การรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่าย(network security) แนวทางความปลอดภัยเครือข่ายที่ทำงานร่วมกัน(SASE/Zero Trust) ความสามารถในการเตรียมตัว และตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์( cyber resilience) และแพลตฟอร์มที่ใช้ในการจัดการความปลอดภัยของแอปพลิเคชันบนคลาวด์(cloud-native application protection) ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์จากการใช้จ่ายที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก ไปสู่การให้ความสำคัญที่ตรงเป้าหมายและเน้นความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงภูมิทัศน์ของภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป

ไซมอน พิฟฟ์ รองประธานฝ่ายวิจัยของ IDC ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ผลการวิจัยนี้ส่งสัญญาณถึงยุคใหม่ของการดำเนินงานด้านความปลอดภัยที่ชาญฉลาด รวดเร็ว และปรับตัวเข้ากับภูมิทัศน์ของความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปได้มากขึ้น “AI กำลังปรับเปลี่ยนวิธีการแยกแยะ จัดลำดับความสำคัญ และดำเนินการกับภัยคุกคามโดยพื้นฐาน และวิวัฒนาการนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กันในกลยุทธ์และบุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์”