
ธปท. และ สศช. ร่วมขับเคลื่อนและผลักดันโครงการ Reinvent Thailand – A Platform for Policy Co-Creation and Execution พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งศักยภาพมาอย่างยาวนาน โดยขาดการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การเติบโตลดลง ความสามารถในการแข่งขันถดถอย และภาคธุรกิจและครัวเรือนสะสมความเปราะบางเพิ่มขึ้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องทำอย่างจริงจัง เร่งด่วน และต่อเนื่อง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงได้ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ขับเคลื่อนและผลักดันโครงการ Reinvent Thailand พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย ที่เป็นความร่วมมือภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาครัฐ ให้นำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน
โครงการ Reinvent Thailand เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ กลั่นกรอง ขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง รวมถึงการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (result-oriented) โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูลที่แม่นยำ (data-driven policy) และการสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง โดยยึดหลัก “ทำดี ได้ดี” ที่ก่อให้เกิดการปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน โดยภาคเอกชนจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ขณะที่ภาครัฐจะสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเร่งปรับตัว อันจะทำให้ทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการแบบ end-to-end ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยพลิกฟื้นความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย
ในระยะแรก โครงการ Reinvent Thailand จะนำไปสู่การปฏิบัติจริงผ่าน pilot projects ในประเด็นสำคัญ โดยจะหารือกับองค์กรพันธมิตรและเปิดรับความคิดเห็นในวงกว้าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและจะต่อยอดไปสู่ด้านอื่น ๆ ต่อไป ทั้งนี้ โครงการ Reinvent Thailand ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของนโยบาย เพื่อช่วยเป็นแนวทางให้กับทุกรัฐบาลในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ เพิ่มทักษะ สร้างการจ้างงาน เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคนได้อย่างแท้จริง
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า “Reinvent Thailand ไม่ใช่เพียงการกำหนดนโยบาย หรือเป็นการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่เป็นการสร้างพื้นที่ให้ภาคเอกชนและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ กลั่นกรอง และมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการ (joint commitment) โดยภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะเป็น “เข็มทิศ” ที่ช่วยกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว”
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. กล่าวเพิ่มเติมว่า “การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลานานจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่สามารถแก้ไขด้วยมาตรการระยะสั้นหรือโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น โครงการ Reinvent Thailand ถือเป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและขับเคลื่อนร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างพลวัตใหม่ให้เศรษฐกิจไทยสามารถแข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน”
ร่างพิมพ์เขียวการทำงานร่วมกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรก บริบทของเศรษฐกิจไทย:ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ ส่วนที่สอง กรอบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน และส่วนที่สาม เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนหากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน
ในส่วนแรก ได้ให้ภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบันที่ โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความอ่อนแอจากภายใน อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปรับลดลงต่อเนื่องเช่นเดียวกับการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวต่ำมาต่อเนื่องโดยปรับลดลงจาก 6%ในช่วงปี 2542-2551 มาขยายตัวประมาณ 2% หลังวิกฤตโควิด-19รวมถึงความสามารถในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ของไทยที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยในช่วงปี 2561-2567 ไทยมีสัดส่วน net FDIต่อ global FDI ที่ 0.6% เทียบเวียดนามและอินโดนีเซียที่ 1.2%และ 1.6%ตามลำดับ นอกจากนี้ FDI ไทยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ ทำห้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศจำกัด
เศรษฐกิจเผชิญความไม่สมดุลและการกระจุกตัวเพิ่มขึ้น บริษัทขนาดใหญ่เพียง 1% ของบริษัททั้งหมดมีบทบาทขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2567 มากกว่าครึ่ง และบริษัทขนาดใหญ่สุด 5% แรกครองส่วนแบ่งรายได้ราว 85%ของภาคธุรกิจทั้งหมด3 ความเหลื่อมล้ำในระดับครัวเรือนยังรุนแรง แม้ดัชนีความเหลื่อมล้ำของรายได้ครัวเรือนไทย (Gini Index) ลดลงจาก 36 ในปี 2558 เป็น 34.3 ในปี 2565แต่สูงกว่าค่ากลางโลกที่ 33.6รวมทั้งความเหลื่อมล้ำของไทยยังสูงอยู่ที่อันดับ 27 จาก 61 ประเทศ โดยครัวเรือนไทยกลุ่มรายได้สูงสุด (Quintile 5) ครอบครองรายได้48% ของประเทศ ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำสุดมีเพียง 6% หรือมีช่องว่างระหว่างครัวเรือนกลุ่มรายได้สูงสุดและกลุ่มรายได้ต่ำสุดถึง 8 เท่า

ภาระหนี้สินตอกย้ำความเปราะบาง คนไทยกว่า 25 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรไทยมีหนี้ในระบบ มูลค่าหนี้เฉลี่ยต่อคนสูงถึง 540,000 บาท โดยประมาณ 38% เป็นหนี้เพื่อการบริโภคที่มีภาระผ่อนชาระสูงและไม่ก่อรายได้ กลุ่มรายได้น้อยมีภาระหนี้ต่อรายได้ (DebtService Ratio: DSR) สูงถึง 73% เทียบกับ 24% ในกลุ่มรายได้สูง7 จำนวนบัญชีที่กำลังมีปัญหาหนี้เรื้อรังและกลายเป็นหนี้เรื้อรังแล้วมีมากกว่า 1.8 ล้านบัญชีคิดเป็นยอดภาระหนี้ถึง 7.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ครัวเรือนและ SMEs มีปัญหาหนี้นอกระบบ ส่วนหนึ่งเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบและมีความจำเป็นใช้จ่ายเร่งด่วน สถานการณ์นี้จำกัดศักยภาพของครัวเรือนและ SMEs ไทยในการปรับตัวหรือลงทุนเพื่ออนาคตและเสี่ยงกับการติดกับดักรายได้ต่ำถาวร

เมื่อมองไปข้างหน้า ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ ‘ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ’ เศรษฐกิจไทยที่มีอาการ ‘โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ’ มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นตอโดยประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างหลักในมิติของภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคการเงิน มีดังนี้
ภาคธุรกิจ ขาดพลวัตและนวัตกรรม ธุรกิจรายใหม่เกิดขึ้นน้อยลง บริษัทอายุน้อย (อายุน้อยกว่า 5 ปี) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการขยายตัวของรายได้ภาคธุรกิจโดยรวมมีส่วนแบ่งตลาดลดลง SMEs เผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทั้งจากสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานและอานาจต่อรองของธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น การถูกลอกเลียนแบบสินค้า การถูกยืดเครดิตเทอมเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และการผูกขาดในตลาดจากการควบรวมกิจการ นอกจากนี้ ต้นทุนการทำธุรกิจยังสูงจากกฎระเบียบและคอร์รัปชัน ขณะที่ระบบนิเวศในการสนับสนุนผู้ประกอบการกระจัดกระจาย มีหน่วยงานหลักเกี่ยวข้องถึง 15 หน่วยงานแต่ละหน่วยงานมี KPIs ของตนเอง การเข้าถึงเงินทุนยังเป็นข้อจำกัดสำคัญในการเริ่มต้นธุรกิจและเติบใหญ่ของธุรกิจขนาดเล็ก เทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนาไม่ทันประเทศคู่แข่ง

ภาคประชาชน คุณภาพแรงงานไทยไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ แม้การลงทุนด้านการศึกษาประมาณ 8 แสนล้านบาทต่อปี (5% ของ GDP ใกล้เคียงกับ OECD) แต่คุณภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง คะแนน PISA (มาตรฐานวัดคุณภาพการศึกษาสากล) ลดลงต่อเนื่องจนอยู่ระดับต่ำสุดในทุกวิชาในช่วงกว่าสองทศวรรษและต่ำกว่าเพื่อนบ้าน คะแนน ONET (มาตรฐานวัดคุณภาพการศึกษาของไทย) ลดลง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังสูง นักเรียนในกรุงเทพฯทำคะแนนสูงกว่าจังหวัดอื่นในทุกวิชา ขณะที่การพัฒนาทักษะตลอดชีวิตยังไม่เข้มแข็ง แรงงานไม่สามารถ upskill หรือ reskill ทักษะใหม่ อีกทั้ง ‘สมองไหล’ ทำให้คนเก่งและคนรุ่นใหม่เลือกที่จะย้ายไปต่างประเทศ ขณะที่ระบบดึงดูด talent จากต่างประเทศยังไม่มีกำลังพอ
ภาครัฐ การเมืองมีความไม่แน่นอนสูง ระบบราชการปรับตัวช้า เป็นคอขวดสำคัญต่อการสร้างบรรยากาศการลงทุน (investment climate) ที่มีพลัง ประสิทธิภาพภาครัฐทั้งในด้านกรอบการบริหารและกฎหมายธุรกิจในระยะหลังมีอันดับแย่ลงต่อเนื่อง กฎระเบียบมีจำนวนมากซ้ำซ้อน และล้าสมัย และคอร์รัปชันฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจไทย นโยบายเศรษฐกิจส่วนใหญ่เน้นการอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไขและหวังผลระยะสั้น เช่น มาตรการเงินโอน และการดูแลราคาสินค้า โดยคิดเป็น 1 ใน ของงบประมาณด้านเศรษฐกิจในปี 2567 ซึ่งนอกจากจะสร้างความเคยชินแล้วยังบิดเบือนแรงจูงใจในการพัฒนาศักยภาพ นอกจากนี้ การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ ทำให้นโยบายอุตสาหกรรมและการค้าขาดทิศทางที่ชัดเจน

ภาคการเงิน ไม่สนับสนุนการสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ อีกทั้งมีส่วนที่พึ่งพาหนี้นอกระบบซึ่งดอกเบี้ยสูง จึงเป็นข้อจำกัดต่อการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนใหม่ ขณะที่การปล่อยกู้ของธนาคารส่วนใหญ่พึ่งพาหลักประกัน การปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs และผู้ประกอบการขนาดเล็กมีต้นทุนสูงทั้งจากการตรวจสอบข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์และต้นทุนความเสี่ยงที่สูงกว่าลูกค้ารายใหญ่โดยเปรียบเทียบ จึงทำให้ SMEs ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เต็มที่ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในการปิดช่องว่างของระบบการเงิน ด้านระบบนิเวศของตลาดทุนสำหรับการลงทุนเสี่ยง เช่น venture capital และ crowdfunding ยังไม่พัฒนาเพียงพอ ไม่เอื้อต่อการสร้างธุรกิจใหม่และนวัตกรรม
โดยสรุป ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสี่มิติต่างเชื่อมโยงกันจนกลายเป็นโซ่ตรวนฉุดรั้งศักยภาพของประเทศ หากไม่ร่วมกันปรับโครงสร้างเหล่านี้อย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะติดอยู่ในภาวะ ‘โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ’ ที่ยืดเยื้อ ดังนั้น การยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วนจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อสร้างพลวัตใหม่และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกลับสู่เส้นทางการเติบโตที่ยั่งยืน
ส่วนที่ 2 กรอบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ได้ระบุว่า มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ไม่เพียงส่งผลกระทบระยะสั้นแต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว และเป็นเสมือนแว่นขยายที่ทำให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น ในขณะเดียวกันช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วนในการร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ ปัญหาที่มีอยู่นั้นหากไม่เร่งแก้ไข จะยิ่งสะสมและแก้ได้ยากขึ้นความสามารถในการรองรับแรงกระแทกของเศรษฐกิจไทยจะยิ่งลดลง ทั้งนี้ การตอบโจทย์ระ ยะยาวและแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยมาตรการที่สนับสนุนการปรับตัวของทุกภาคส่วนและกลไกขจัดอุปสรรคที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจ
การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยไม่อาจล่าช้าได้อีกต่อไป ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังซึ่งจำเป็นต้องเริ่มดำเนินการโดยเร่งด่วนและผลักดันอย่างต่อเนื่อง
กระบวนการทำงานที่สร้างผลสัมฤทธิ์: A Template for Change มีขั้นตอนหลักดังนี้
1.การระบุอุปสรรคและความท้าทาย และเสนอแนวทางแก้ไข ปัญหาร่วมกัน โดยตั้งต้นจากเป้าหมายการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและการจ้างงาน จากมุมมองของภาคธุรกิจ
ควรสร้างเวทีที่ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคเอกชนสามารถหยิบยกปัญหา เสนอแนวทางแก้ไข และกำหนดเป้าหมายร่วมกับภาครัฐได้ (crowd-sourced solution platform) โดยภาคเอกชนและภาครัฐต้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาแนวทางแก้ไขผ่านการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบต่อเนื่องเพื่อให้มองปัญหาอย่างรอบด้าน และร่วมมือกันผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินการของแต่ละภาคส่วนไปพร้อม ๆ กัน เพื่อปลดล็อกในแต่ละข้อต่อแบบ end-to-end
2.การขับเคลื่อนต้องมีเจ้าภาพในแต่ละเรื่องที่ชัดเจน อาศัยแรงผลักดันจากระดับบริหารสูงสุด และทุกฝ่ายต้องมี commitment ร่วมกันเพื่อให้การดำเนินการตามแผนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ
ในระดับประเทศควรกำหนดดัชนีชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน เหมาะสมกับปัญหาและสถานการณ์เศรษฐกิจ และเผยแพร่เป็นการทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้การติดตามวัดผลทำได้ต่อเนื่องอีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเตือนให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจนเกิดผลในระยะยาว เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจที่ “โตขึ้นอย่างยั่งยืน แข่งขันได้และเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ”
ฟันเฟืองสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
ศักยภาพเศรษฐกิจไทยปรับลดลงจากการเผชิญความท้าทายหลายด้านและปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยที่สะสมต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหาควรเรียงลำดับความสำคัญ โดยเน้นที่จุดที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์สูง (bang for the buck) คุ้มค่าในการดำเนินการภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ และเป็นจุดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เป็นรูปธรรม และสามารถสร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างได้
หนึ่งในกลไกที่จะสร้างพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยและยั่งยืน คือ วิธีแก้ปัญหาที่ผูกกับแรงจูงใจโดยเชื่อมการปรับตัวของแต่ละภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างวงจรของการเปลี่ยนแปลงที่เสริมซึ่งกันและกัน (virtuous cycle through incentives interlinking key stakeholders) แทนวิธีการแก้ปัญหาผ่านนโยบายสนับสนุนแบบให้เปล่าที่ส่งผลเพียงระยะสั้นหรือการแก้ปัญหาในลักษณะ “ต่างคน ต่างทำ”
โดยวิธีการแก้ปัญหาที่เสนอต้องเกิดจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน แต่ละภาคส่วนควรมีทั้งส่วนที่ต้องทำและส่วนที่ได้รับตามแนวทาง “ทำดี ได้ดี” ผ่านการกำหนดสิทธิประโยชน์ให้กับแต่ละภาคส่วนที่ผูกกับพฤติกรรมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง เช่น การกำหนดแต้มความประพฤติที่สามารถแปลงเป็นแต้มต่อได้ในการดำเนินธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน
ส่วนที่ 3 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนหากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน
แม้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศปรับลดลงประเทศไทยยังมีพื้นฐานศักยภาพเศรษฐกิจที่ดีในหลายจุด อาทิ ทำเลที่ตั้งประเทศที่เอื้อต่อการคมนาคมและการค้า ทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่อภาคการเกษตร การผลิตอาหาร และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถเป็นรากฐานของหลายอุตสาหกรรมและต่อยอดให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน หากทุกภาคส่วนของสังคมร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานและให้ความสำคัญกับแผนการปฏิบัติจริง(execution) ที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันและมี commitmentร่วมกัน จะทำให้แผนการและเป้าหมายที่ตั้งไว้สามารถทำได้จริงและช่วย
ยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย
เมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเงินตลอดจนศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนมีความแข็งแกร่งขึ้น ความต้องการลงทุนระยะยาวจากบริษัทในประเทศและต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นต่อยอดให้เศรษฐกิจในภาพรวมเติบโตได้อย่างยั่งยืน ผลลัพธ์ของการยกระดับศักยภาพธุรกิจไทยไม่เพียงช่วยผู้ประกอบการ แต่เชื่อมโยงไปถึงรายได้ต่อหัวของประชากรที่จะเพิ่มขึ้นจากทั้งการประกอบกิจการและผ่านการจ้างงาน ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศในที่สุด
“ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” ชี้ เศรษฐกิจไทยเผชิญ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ขาดโมเมนตัม-หลักนิติธรรมตกต่ำ
SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวตามการท่องเที่ยว-แรงกระตุ้นการคลัง ปัญหาเชิงโครงสร้างยังกดดัน
