ธนาคารโลกเสนอ 5 ยุทธศาสตร์แก่เวียดนามสู่อนาคตประเทศรายได้สูงในปี 2045

รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ

เมื่อปี 2024 ธนาคารโลกได้เสนอรายงานชื่อ Vietnam 2045 Trading Up in a Changing World: A Pathways to a High-Income Future ที่เสนอให้เวียดนามใช้ 5 ยุทธศาสตร์ ที่จะเอาประโยชน์จากการบูรณาการในขั้นตอนต่อไปของการค้าโลกและภูมิภาค เพื่อบรรลุเป้าหมายการมีเศรษฐกิจรายได้สูงในปี 2045 โดยให้อานิสงส์ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

ปัจจุบัน การเติบโตของเวียดนามประสบความสำเร็จจากโมเดลเศรษฐกิจ ที่ส่วนใหญ่อาศัยอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น การส่งออกที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ โมเดลการเติบโตแบบเดิม ไม่มากพอที่จะขับเคลื่อนเวียดนามสู่ประเทศรายได้สูง ประสบการณ์จากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และจีน บ่งชี้ว่า เวียดนามจำเป็นต้องยกระดับห่วงโซ่คุณค่า (value chain) เปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตและภาคบริการที่มูลค่าสูงขึ้น ด้วยการปรับปรุงด้านเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และนวัตกรรม

โลกแตกต่างจากสมัย “เสือเศรษฐกิจเอเชีย”

แต่เวียดนามเผชิญกับปัญหาท้าทาย ที่แตกต่างจากสมัย “เสือเศรษฐกิจเอเชีย” ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว เวียดนามต้องบริหารจัดการการเปลี่ยนไปผ่านสู่ชาติรายได้สูง ท่ามกลางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกระทบต่อการค้าโลก กระแสการลงทุน และทำให้เกิดทั้งโอกาสและความเสี่ยง

ที่ผ่านมา เวียดนามได้ประโยชน์จากการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานโลก แต่เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกแตกแยกเป็นส่วนๆ ทำให้เกิดอนาคตที่ไม่แน่นอน คำถามมีอยู่ว่า เมื่อระบบการค้าโลกเปลี่ยนไป เวียดนามจะแล่นเรือรัฐนาวาอย่างไร ตลาดไหนที่ให้โอกาสการเติบโตมากที่สุด และที่สำคัญ เวียดนามจะดำเนินการอย่างไร ในการยกระดับการบูรณาการกับ “ห่วงโซ่คุณค่าโลก” เพื่อการเติบโตในอนาคต และเพื่อการสร้างงาน รายงานของธนาคารโลกจะช่วยตอบคำถามนี้ให้กับเวียดนาม

ที่มาภาพ : supplychaindrive.com

40 ปีของดอกผลได้จากการพัฒนา

รายงานธนาคารโลกกล่าวว่า 30 ปีที่ผ่านมา เวียดนามเป็นตัวอย่างความสำเร็จทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่บูรณาการกับ “ห้วงโซ่คุณค่าโลก” (GVC) ในเวลาไม่ถึง 40 ปี รายได้ต่อคนเพิ่ม 6.8 เท่าจาก 600 ดอลลาร์ในปี 1986 เป็น 4,717 ดอลลาร์ในปี 2024 เทียบกับไทยในช่วงเวลาเดียวกัน จาก 842 ดอลลาร์เป็น 7,345 ดอลลาร์ เพิ่ม 7.7 เท่า

การลงทุนจากต่างประเทศและการค้าโลก คือปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเวียดนาม จากการผลิตมูลค่าต่ำไปสู่มูลค่าสูง เศรษฐกิจเติบโตสูง และมาตรฐานความเป็นอยู่ประชาชนเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ความสามารถในการดึงการลงทุนต่างประเทศได้มาก ทำให้เวียดนามเปลี่ยนตัวเองเป็นยักษ์ใหญ่การส่งออก ที่มูลค่าส่งออกเท่ากับ 4% ของ GDP ในปี 1988 เพิ่มเป็นเกือบ 100% ในปี 2023 และยังได้ประโยชน์จากการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานโลก ทุกวันนี้ เวียดนามเป็นผู้ส่งออกสมาร์ทโฟนใหญ่อันดับ 2 ของโลก

การส่งออกที่เพิ่มขึ้น ยังช่วยให้เวียดนามประสบความสำเร็จ จากการกระจายผลิตภัณฑ์การส่งออกให้หลากหลาย จากสินค้าโภคภัณฑ์จนไปสู่ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน ปี 1995 สินค้าเกษตรมีสัดส่วน 41% การส่งออกทั้งหมด เป็นกาแฟถึง 14% กระจายเป็นสินค้าใช้แรงงานเข้มข้น เช่นสิ่งทอและรองเท้า สัดส่วน 28% ของการส่งในปี 2010 แล้วมาเน้นหนักการประกอบการผลิตขั้นตอนสุดท้ายสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีสัดส่วน 38% ของการส่งออกทั้งหมดในปี 2022 ทุกวันนี้ 50% การส่งออกเป็นพวกอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ต่างๆ เช่นกล้องถ่ายรูป

รายงานธนาคารโลกกล่าวว่า เศรษฐกิจเกี่ยวข้องการส่งออกของเวียดนาม จ้างงานหลายล้านคน ปี 1989 งานเกี่ยวข้องการส่งออก มีสัดส่วน 15% ของการจ้างงานทั้งหมด มีประมาณ 5 ล้านคน ปี 1995 เพิ่มเป็น 23% มีจำนวน 8 ล้านคน ปี 2001 สัดส่วนเพิ่มเป็น 43% ของการจ้างงานทั้งหมด และปี 2020 งานเกี่ยวข้องการส่งออกมีจำนวน 28.6 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 54% ของการจ้างงานทั้งหมด 

กราฟของธนาคารโลกชี้ว่า ช่วงปี 1995-2020 การส่งออกเทียบสัดส่วนการจ้างงานทั้งหมดของเวียดนาม เพิ่มมากขึ้นถึง 30% เทียบกับไทยในช่วงเวลาเดียวกัน การส่งออกมีสัดส่วนการจ้างงานทั้งหมด อยู่ในสภาพคงที่ ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย คือประมาณ 40% การจ้างงานทั้งหมด

ที่มาภาพ : goglobal.moit.gov.vn

ขีดข้อจำกัด “โมเดลการส่งออก” ปัจจุบัน

รายงานธนาคารโลกกล่าวว่า เวียดนามประสบความสำเร็จอย่างมาก จากการนำเอาการบูรณาการกับเศรษฐกิจโลก มาขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ก็มีขีดข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากโมเดลการพัฒนาที่อาศัยแรงงานที่มีมากและมีค่าแรงถูก

แม้จะเปลี่ยนผ่านรวดเร็วสู่การประกอบการผลิตสินค้าไฮเทค แต่การเติบโตการส่งออกมาจากปริมาณมากกว่าจากคุณภาพ การเป็นแหล่งประกอบสินค้าไฮเทคขั้นสุดท้าย ทำให้เวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก เมื่อเทียบกับการพัฒนาของเกาหลีใต้ แค่นี้ไม่พอที่จะทำให้แรงงานมีผลิตภาพ และมีการสร้างมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น

ความเชี่ยวชาญในเรื่องอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ทัศนะต่ำ แรงงานเข้มข้น และมูลค่าเพิ่มน้อย เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่การส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น ค่าแรงถูกทำให้เกิดความได้เปรียบ ในขั้นตอนการใช้แรงงานเข้มข้นของห้วงโซ่คุณค่าโลก ทำให้สามารถดึงการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ก็ทำให้ธุรกรรมเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ที่การประกอบการผลิตในช่วงขั้นตอนสุดท้าย ที่อาศัยแรงงานราคาถูก

แต่การเน้นหนักในจุดดังกล่าว ก็ไปสร้างแรงกดดันที่ลดผลตอบแทนจากการมีการศึกษาที่สูงขึ้น ไม่ไปส่งเสริมการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งทำให้เกิดสภาพโครงสร้าง “เศรษฐกิจคู่ขนาน” (dual economy) คือการส่งออกที่มาจากลงทุนจากต่างประเทศ โดยเศรษฐกิจในประเทศมีส่วนร่วมน้อยในการส่งออกนั้น ภาคการลงทุนต่างประเทศ จึงไม่ใช่ตัวกระตุ้นให้เกิดการเติบโตที่ครอบคลุมเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างกว้างขวาง

โอกาสและความเสี่ยงจากการค้าโลก

ความตึงเคลียดด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ ทำการค้าโลกชะลอตัวลง และห่วงโซ่อุปทานแยกตัวเป็นฝ่ายๆ โดยเฉพาะสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ เวียดนามที่มีความสัมพันธ์กับเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในสหรัฐฯ จีน และเอเชียตะวันออก จึงเกิดความเสี่ยงจากพัฒนาการเหล่านี้ ประเทศเศรษฐกิจสำคัญหันมาใช้ “นโยบายอุตสาหกรรม” เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีสีเขียว โดยให้ความสำคัญแก่ห่วงโซ่อุปทาน ที่ย้ายกลับมาผลิตในประเทศ

การเปลี่ยนแปลงของทิวทัศน์การค้าโลกสร้างโอกาสแก่เวียดนาม เช่นการย้ายห่วงโซ่คุณค่าออกจากจีน เรียกว่ายุทธศาสตร์ “จีนบวกหนึ่ง” เวียดนามกลายเป็น “ประเทศตัวเชื่อม” (connector country) ที่สามารถดึงการลงทุนจากสหรัฐฯและจีน เมื่อสหรัฐฯจำกัดการนำเข้าจากจีน ทำให้เวียดนามสามารถส่งออกไปสหรัฐฯเพื่อชดเชยจีน เวลาเดียวกัน เวียดนามก็เสี่ยงที่การส่งออกไปสหรัฐฯ แต่ต้องพึ่งพาซับพลายเออร์จากจีน

ขณะเดียวกัน อุปสงค์ของโลกกำลังเคลื่อนย้ายมาเอเชีย การเติบโตของรายได้และคนชั้นกลางในเอเชีย สร้างโอกาสแก่เวียดนาม องค์การ OECD คาดการณ์ว่า ปี 2060 จีนกับอินเดียจะมีสัดส่วนในเศรษฐกิจโลกเกือบ 50% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 1 ใน 3 ในอีก 20 ปี เศรษฐกิจอาเซียนจะเพิ่มเป็น 2 เท่าจากปัจจุบันอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์

Tim Cook ไปเยี่ยมโรงงาน Apple ในเวียดนาม ที่มาภาพ : Vietnam Insider

เส้นทางสู่เวียดนาม 2045

รายงานธนาคารโลกกล่าวว่า การที่เวียดนามจะเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2045 เป็นเป้าหมายต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ต้องทำให้รายได้ต่อคนเพิ่ม 3 เท่าตัวภายใน 20 ปี จากปัจจุบันที่ 4,717 ดอลลาร์ เศรษฐกิจต้องเติบโตอย่างต่อเนื่องปีละ 6% หากไม่มีแรงหนุนจากการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และการเติบโตของการลงทุน เวียดนามจะพลาดเป้าหมายนี้ เพราะในภาวะปกติ ศักยภาพการเติบโตในอนาคตของเวียดนาม คาดการณ์ว่าจะลดลงมาที่ปีละ 5%

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ธนาคารโลกเสนอนโยบาย 5 ด้าน ในการเปลี่ยนผ่านจากการผลิตมูลค่าต่ำ การประกอบการผลิตขั้นพื้นฐาน ไปสู่การมีส่วนร่วมการผลิตอย่างยั่งยืนใน “ห่วงโซ่คุณค่าโลก” นโยบายนี้จะทำให้เวียดนามได้ประโยชน์จากโอกาสการส่งออกที่เกิดขึ้น และยกระดับการบูรณาการกับการค้าและการลงทุกโลก นโยบาย 5 ด้านประกอบด้วย

  •  จากการลดภาษีสู่บูรณาการการค้าภูมิภาคให้ลึกมากขึ้น เวียดนามมีข้อตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมถึง 90% ของ GDP โลก ก้าวต่อไปคือทำให้ข้อตกลงการค้าเสรีนี้ นำไปสู่ลดการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี ทำให้บูรณาการเศรษฐกิจภูมิภาคลึกมากขึ้น เพื่อมาแทนที่หากระบบการค้าแบบพหุภาคีประสบปัญหา
  • จาก “เศรษฐกิจคู่ขนาน” สู่ห่วงโซ่คุณค่าภายในประเทศ การบูรณาการการค้าโลกของเวียดนาม มาจากบริษัทต่างชาติ ในอนาคตจะต้องเน้นให้เกิดการเชื่อมโยง ระหว่างบริษัทส่งออกกับภาคส่วนเศรษฐกิจในประเทศ
  • จากการประกอบการผลิตใช้แรงงานสู่การผลิตมูลค่าสูง ที่ผ่านมาโมเดลการส่งออกเน้นที่การประกอบการผลิตขั้นตอนสุดท้าย ต่อไปจะต้องยึดกุมขั้นตอนการผลิตมูลค่าสูงขึ้น รวมทั้งในภาคบริการ เพราะห้วงโซ่คุณค่าจะมีองค์ประกอบของ “ภาคบริการด้านความรู้”
  • จากการศึกษาพื้นฐานสู่แรงงานมีทักษะสูง ความสำเร็จที่ผ่านมาในห่วงโซ่อุปทานโลก มาจากแรงงานค่าแรงถูก ที่มีทักษะพื้นฐาน อนาคตของเวียดนามขึ้นกับการมีแรงงานทักษะสูงที่มากพอ อุตสาหกรรมเทคโนลยีจะใช้แรงงานมีทักษะเข้มข้นมากขึ้น
  • จากการผลิตใช้คาร์บอนสูงสู่การส่งออกคาร์บอนต่ำ การผลิตของเวียดนามอาศัยพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน การหันไปใช้พลังงานสะอาดคาร์บอนต่ำ จะทำให้การส่งออกของเวียดนามยังแข่งขันได้ในตลาดโลก ที่กำลังเปลี่ยนสู่สินค้าคาร์บอนต่ำอย่างรวดเร็ว

รายงานสรุปว่า ความสำเร็จของเวียดนามไม่ใช่เรื่องความบังเอิญ แต่มาจากการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกับทรัพยากรมนุษย์ การปฏิรูปอย่างต่อเนื่องจะช่วยรักษาการเติบโต ดึงการลงทุนภาคเอกชน และช่วยเวียดนามไปสู่อนาคตรายได้สูงปี 2045

เอสารประกอบ

Vietnam 2045 Trading Up In A Changing World: Pathways to a High-Income Future, The World Bank 2024.