รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ 
การที่จีนก้าวเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจนั้น จากตัวอย่างในอดีตที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า จีนมีพันธะความรับผิดชอบ ที่เกิดขึ้นจากฐานะดังกล่าว การพุ่งขึ้นมาของจีนบังคับประเทศต่างๆให้ประเมินว่า จีนเหมาะสมหรือไม่ ที่จะก้าวขึ้นเป็น “ชาติฐานะนำ” (hegemon) และเป็นชาติที่มีพันธะในการสร้างสาธารณประโยชน์แก่ชุมชนโลก
แต่ในอีกด้านหนึ่ง จุดแข็งของจีนอาจเป็นจุดอ่อน ชาติกำลังพัฒนาหวาดกลัวว่า การพุ่งขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจของจีน ทำให้ไม่มีพื้นที่ว่างเหลืออยู่ ที่ประเทศตัวเองจะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรม แตกต่างจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และชาติเอเชียตะวันออก ที่ในอดีต ให้กาสรช่วยเหลือและสนับสนุน การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศยากจน ที่รวมทั้งจีนด้วย แต่จีนกำลังเดินบนเส้นทางที่ตรงกันข้าม
บันไดพัฒนาที่ถูกดึงตามขึ้นไปด้วย
บทความนิตยสาร Foreign Affair เรื่อง China Is Pulling Up the Ladder Behind It กล่าวว่า จีนเองไม่เพียงแต่กำลังปีนบันไดทางเทคโนโลยี แต่ยังเอาดึงบันไดปีนที่อยู่ข้างหลัง ตามติดตัวไปด้วย จีนมีฐานะนำในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น รถยนต์ EV แผงพลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ และโดรน แต่ก็ไม่ได้ทิ้งอุตสาหกรรมการผลิตเก่าที่ใช้แรงงานมาก ที่ประเทศมั่งคั่งและรายได้ปานกลาง เคยใช้เป็นยุทธศาสตร์ทำให้หลุดพ้นความยากจน สิ่งที่เกิดตามมาก็คือ จีนพยายามเอาชนะในสิ่งที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์บอกว่า ไม่มีประเทศไหนทำได้ คือการที่ประเทศหนึ่งสามารถสร้าง และรักษาความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ในการผลิตแทบทุกอย่าง
ผลของยุทธศาสตร์จีนสะท้อนออกมาที่ ความไม่สมดุลทางการค้าของโลก ขยายกว้างมากขึ้น IMF เตือนว่า การได้เปรียบดุลการค้ากับภายนอก จะส่งผลด้านลบกระจายแก่ประเทศคู่ค้า ยุคการได้เปรียบดุลการค้าครั้งใหญ่ของจีน เกิดขึ้นใน 10 ปีแรกของศตวรรษที่ 21 ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “การสั่นสะเทือนของจีน” (China Shock) ครั้งที่ 1 ที่การส่งออกไปสหรัฐฯพุ่งขึ้น จนทำให้อุตสาหกรรมการผลิตสหรัฐฯตกต่ำ เป็นผลให้การเมืองทุกฝ่ายของสหรัฐฯเห็นพ้องกัน ในเรื่องการต่อต้านการค้าเสรีและจีน
แต่การสั่นสะเทือน “ครั้งใหม่” จากจีน แตกต่างจากครั้งที่แล้ว เพราะไม่ได้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เนื่องจากอุปสรรคจากภาษีทรัมป์ และการปกป้องของสหรัฐฯด้วยเหตุผลความมั่นคงประเทศ แต่การส่งออกของจีนครั้งนี้กระทบต่อยุโรป โดยเฉพาะเยอรมัน ที่มีโมเดลอุตสาหกรรม อยู่บนพื้นฐานของเครื่องยนต์สันดาป และระบบนิเวศการผลิตแบบวิศวกรรม ความรุ่งเรืองของจีนด้านรถยนต์ EV และเทคโนโลยีสีเขียว สร้างการท้าทายเชิงพาณิชย์แก่ความอยู่รอดของอุตสาหกรรมต่างๆในยุโรป
บทความของ Foreign Affair กล่าวว่า การไปเน้นเรื่องการส่งออกของจีน ที่มีผลกระทบต่อสหรัฐฯและยุโรป เป็นการปิดบังปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ เหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากการสั่นสะเทือนครั้งใหม่ของจีน ไม่ใช่คนงานในโรงงานรถยนต์สหรัฐฯหรือเยอรมัน แต่คือคนที่จะเป็นแรงงานอุตสาหกรรมในอนาคตของเอธิโอเปีย บังคลาเทศ หรือกัมพูชา การสูญเสียโอกาสไม่ได้วัดจากการปิดโรงงาน แต่เป็นโรงงานที่ไม่มีโอกาสสร้างขึ้นมา ตลาดส่งออกที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ความสามารถหรือทักษะที่ไม่ได้สั่งสม และเส้นทางการพัฒนาที่ไม่ได้เปิดขึ้นมา สิ่งเหล่านี้คือความเสียหายจากสิ่งที่อาจเรียกว่า “แรงกดดันจากจีน” (China Squeeze)
ชาติล้าหลังยังมีโอกาสปีนบันไดพัฒนาหรือไม่
บทความ Foreign Affair มองว่า แรงกดดันของจีนทำให้เกิดปัญหาส่วนได้ส่วนเสียมหาศาล ประเด็นไม่ใช่แค่เรื่องมูลค่าการส่งออกหลายพันล้านดอลลาร์ ที่หายไป แต่เป็นเรื่องที่ว่า ประเทศยากจนหรือประเทศกำลังพัฒนา ยังมีโอกาสหรือไม่ ที่จะเข้าถึงเส้นทางการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่โลกเราเรียนรู้ว่า เป็นหนทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แทบทุกประเทศหลุดพ้นความยากจน และก้าวไปสู่ความรุ่งเรือง โดยอาศัยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมการผลิต เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ของเด็กเล่น เฟอร์นิเจอร์ การประกอบสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และภาคเศรษฐกิจ ที่สามารถดูดซับแรงงานไร้ฝีมือจำนวนมาก ในขณะที่ประเทศนั้นอยู่ในช่วงการสร้างบริษัทประกอบการ ระบบโลจิสติกส์ องค์ความรู้การผลิต และความสามารถของรัฐ
จีนเองได้ประโยชน์อย่างมากจากระบบการค้าโลกที่เปิดกว้าง ทำให้สามารถยกระดับชีวิตประชาชนหลายร้อยล้านคน ให้พ้นจากความยากจน ผ่านยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมการผลิตเพื่อตลาดโลก แต่การก้าวขึ้นมารุ่งเรืองของจีน อาจเป็นการปิดกั้นเส้นทางพัฒนาแบบเดียวกันนี้ สำหรับประเทศที่ยากจนกว่าจีน
ความได้เปรียบดุลการค้าของจีน ส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณที่ประเทศยากจน มีโอกาสมากที่สุด การได้เปรียบดุลการค้าอุตสาหกรรมการผลิตของจีนมีมูลค่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ประมาณ 700 พันล้านดอลลาร์ถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นภาคส่วนการผลิตใช้แรงงานเข้มข้น เช่นเสื้อผ้า รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ประเทศมีรายต่ำและปานกลาง แข่งขันโดยตรงกับจีน
ส่วนแบ่งตลาดของจีนเรื่องการส่งออกของโลกในสินค้าใช้แรงงานเข้มข้น เริ่มต้นที่ทศวรรษ 1990 เมื่อถึงปี 2014 จีนมีส่วนแบ่งสูงสุด 60% ของการส่งออกของโลก แล้วก็เริ่มลดลง แต่การมองที่ตัวเลขรวมอาจไม่ตรงกับสภาพเป็นจริง เพราะเสื้อเชิร์ตหมายถึงตัวเสื้อ ผ้า ใยผ้า การบรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และการออกแบบ นักเศรษฐศาสตร์เรียกมูลค่ารวมในตัวสินค้าส่งออกว่า การส่งออกมูลค่าเพิ่ม (value-added export) เมื่อวัดจากสิ่งนี้สัดส่วนการส่งออกสินค้าใช้แรงงานเข้มข้นของจีน ไม่ได้ลดลงเลย
นักเศรษฐศาสตร์มีวิธีวิเคราะห์ 2 วิธี เพื่อดูว่า จีนครองตลาดการส่งออกอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น มากเกินไปหรือไม่ คือ
- สัดส่วนตลาดโลกการส่งออกใช้แรงงานทักษะต่ำของจีน สอดคล้องกับสัดส่วนของโลกด้านแรงงานทักษะต่ำของจีนหรือไม่ ปรากฏว่า ในปี 2023 สัดส่วนตลาดโลกของการส่งออกจีนอยู่ที่ 64% แต่สัดส่วนแรงงานของจีนลดลง 3% แสดงว่าการส่งออกของจีนมากเกินสัดส่วน ส่วนที่เกินคิดเฉพาะการส่งออกเสื้อผ้า เครื่องหนัง และรองเท้า มีเป็นมูลค่าถึง 110 พันล้านดอลลาร์ พื้นที่การผลิตส่วนเกินนี้ สามารถสร้างงานหลายสิบล้านคนในประเทศกำลังพัฒนา
- การเปรียบกับพัฒนาการในอดีต เมื่อครั้งที่ประเทศร่ำรวยแล้ว ยังมีระดับรายได้ต่อคนเท่ากับจีนในปัจจุบัน ปรากฏว่า ประเทศพัฒนาแล้วโอนการผลิตใช้แรงงานทักษะต่ำ เช่น เสื้อผ้า สิ่งทอ เครื่องหนัง และรองเท้า ไปให้ประเทศอื่น
บทความ Foreign Affair กล่าวว่า สาเหตุจากจีนอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียว ทำให้ชาติกำลังพัฒนาพลาดโอกาส ปัญหาภายในของชาติกำลังพัฒนาเองก็สำคัญ แต่การมีฐานะนำในตลาดของจีน ก็ทำให้หนทางของชาติอื่นแคบลง หากฐานะนำของจีนมาจากความสามารถด้านผลิตภาพ เช่น ขนาดปริมาณการผลิต โลจิสติกส์ ระบบอัตโนมัติ คุณภาพการจัดการ และการแข่งขันภายในที่รุนแรง ชาติกำลังพัฒนาก็ต้องหาทางปรับปรุงความสามารถทางการแข่งขันของตัวเอง
แต่หากฐานะนำการส่งออกสินค้าใช้แรงงานเข้มข้นของจีน มาจากการอุดหนุนทางการเงินของรัฐที่ให้กับอุตสาหกรรม มาตรการกดดอกเบี้ยให้ต่ำ และการควบคุมค่าเงิน สิ่งนี้คือการบิดเบือนระบบการค้าโลก
จีนยังสามารถรักษาฐานะนำการส่งออกสินค่าใช้แรงงานเข้มข้น แม้ค่าแรงในจีนจะสูงขึ้น ข้อมูลจากองค์การ UNIDO ระบุว่า ค่าแรงโรงงานประกอบการผลิตของจีนสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ค่าแรงเฉลี่ยของจีนตกปีละ 10,000 ดอลลาร์ หรือเดือนละ 833 ดอลลาร์ จำนวน 5 เท่าของค่าแรงในบังคลาเทศ แต่การส่งออกของจีนยังเข้มแข็ง แม้ความได้เปรียบด้านค่าแรงจะหมดไปแล้ว
การรับมือแรงกดดันจากจีน
บทความ Foreign Affair เสนอว่า ในการเผชิญแรงกดดันจากจีน ชาติกำลังพัฒนาจะต้องมองหาความช่วยเหลือจากประเทศคู่ค้าอื่น กลุ่ม EU และญี่ปุ่นสามารถเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีมากขึ้น กับประเทศกำลังพัฒนา เพื่อได้รับเงื่อนไขผ่อนปรนการเข้าถึงตลาดมากขึ้น มาชดเชยความได้เปรียบของจีน
แต่นอกเหนือจากเรื่องการค้า จีนสามารถส่งเสริมผู้ประกอบการของจีน ออกไปตั้งโรงงานการผลิตในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีศักยภาพ การตั้งโรงงานในต่างประเทศ จะมีบทบาทช่วยเสริม “โครงการหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ที่เน้นในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน วัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์
มาตรการเหล่านี้อาจมีผลด้านลบต่อการส่งออกสินค้าใช้แรงงานสูงของจีน แต่จะเป็นผลดีต่อจีนด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป หากจีนต้องการมีบทบาทการเป็นผู้นำโลก จีนต้องเข้าใจว่า ความเป็นผู้นำไม่ใช่ผ่านการมีฐานะนำ แต่อยู่ที่การส่งเสริมให้ประเทศอื่น มีโอกาสเติบโตและเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาด้วย
เอกสารประกอบ
China Is Pulling Up the Ladder Behind It, June 18, 2026, foreignaffair.com



