
“อนุทิน” แถลงนโยบายแก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้านต่อรัฐสภา ชู “คนละครึ่ง” เรือธงกระตุ้นเศรษฐกิจ – เร่งแก่ปัญหาหนี้สินครัวเรือน-เติมสภาคล่องให้ SMEs เล็งขอประชามติยกเลิก MOU 43-44 ยกเลิกแจกเงินดิจิทัล-คาสิโน ย้ำ ครม.ชุดนี้เป็นอิสระ – ไม่มีใครบงการ ยันยุบสภาฯ 31 ม.ค.ปี’69 แน่นอน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า ตามหลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรียึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เวลา 09.35 น. ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา
1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ
3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้เข้าสู่การบริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ ควบคู่กับการต้องวางรากฐานของประเทศการขับเคลื่อนการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน การสร้างความมั่นคง ด้วยระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด และงบประมาณที่รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นผู้จัดทำ ทั้งยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย นอกจากนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ 5 ด้าน ดังนี้
- นโยบายด้านเศรษฐกิจ
1. สร้างรายได้ ลดรายจ่าย ให้กับพี่น้องประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน
2. แก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่อง บนพื้นฐานความเสี่ยงที่เป็นธรรม ระหว่างสถาบันการเงินและผู้กู้
3. เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนรายย่อย
4. ฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นการสร้างความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว การปราบปรามการฉ้อโกงและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว การจัดทำมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568
5. เร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า โดยจัดตั้งทีมไทยแลนด์ ดูแลและสนับสนุนผู้ประกอบการ และสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและเอื้อต่อการแข่งขันในปัจจุบันและอนาคต
“รัฐบาลนี้แม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและไม่ได้จัดทำงบประมาณเอง แต่จะเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งภัยเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาว โดยนโยบายเร่งด่วน ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง เพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชน แก้หนี้สินรายบุคคลไม่เกิน 1 แสนบาท และเพิ่มสภาพคล่องเอสเอ็มอีรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ตลอดจนฟื้นความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว และเร่งเปิดตลาดใหม่เพื่อต้านผลกระทบสงครามการค้า” นายอนุทิน กล่าวว่า
- นโยบายด้านความมั่นคง
6. เร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ และจะดำเนินนโยบายต่างประเทศในเชิงรุกที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นใจ และสถานะของไทยในเวทีระหว่างประเทศ
7. เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
“ด้านความมั่นคง นายกฯ ย้ำจุดยืนดับไฟพิพาทไทย–กัมพูชา ด้วยแนวทางสันติ แต่จะปกป้องอธิปไตยตามเส้นเขตแดนสากล และหากจำเป็นจะจัดทำประชามติให้ประชาชนร่วมตัดสินใจอนาคต MOU 43–44 พร้อมทั้งประกาศชัดว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่สนับสนุนกาสิโน หรือ ธุรกิจพนันทุกชนิด”
- นโยบายด้านสังคม
8. ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง
9. รักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด
10. ขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง
11. พิทักษ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น
- นโยบายด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
12. เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัย และพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เยียวยาและฟื้นฟูให้ประชาชนผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วน
13. ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด
- นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย
14. เร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย
15. เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ
รัฐบาลจะดำเนินการให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ โดยจะผลักดันการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะบริหารราชการแผ่นดิน และขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการริเริ่มวางรากฐานประเทศเพื่อนำพาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้งและสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินนโยบายการคลัง ให้น่าเชื่อถือ มีวินัย โปร่งใส มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยรวม ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง และการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณ และเงินนอกงบประมาณ และจะใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณ ให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว
นายกรัฐมนตรี จะดำเนินการทุกวิถีทางในการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลให้สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศ พร้อมกับการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อความอยู่ดีมีสุขของพี่น้องประชาชนชาวไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
จากนั้นในเวลา 11.00 น.นายอนุทิน ตอบคำถามถึงการทำงานของรัฐบาลที่ว่า “ทำได้ไหม ทำเป็นหรือเปล่า ทำดีหรือเปล่า” ยืนยันคำแถลงนโยบายรัฐบาล เป็นสิ่งที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วว่า “ทำได้เร็ว และต้องทำได้เลย” นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีที่ได้คัดสรรมา ล้วนแต่เป็นผู้มีประสบการณ์ในวิชาชีพทุกๆ ด้านที่มี แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน ก็ได้ทำการตรวจสอบประวัติการทำงาน ประวัติศึกษา ยืนได้ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน
นายกรัฐมนตรี ยังยืนยันว่า ใช้เวลากว่า 10 ปีจนมาตำแหน่งนี้ ก็ต้องถือโอกาสนี้ทำดีที่สุด ให้เป็นเกียรติประวัติ เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่ รัฐบาลจะได้แสดงผลงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีทุกคนแล้วว่า ไม่มีความกังวลใดๆ ไม่มีพรรค โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวให้ความเชื่อมั่นว่า ทุกคนในรัฐบาลคัดเลือกด้วยตัวเอง นอกจากคุณความดีที่แต่ละคนมี ความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน และผลงาน ความรู้ ประสบการณ์ รัฐบาลนี้เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ
“คณะรัฐมนตรีทุกคนจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อให้เป็นเกียรติประวัติ และเกิดประโยชน์แก่บ้านเมือง ทั้งนี้ รัฐบาลชุดนี้จะไม่มีการแบ่งพรรค แบ่งพวก แต่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน” นายกรัฐมนตรี กล่าว
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ทุกนโยบายและการดำเนินการจะต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและระเบียบที่ถูกต้อง โดยรัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาตรวจสอบได้อย่างตรงไปตรงมา สำหรับแนวทางการทำงานทางการเมืองของรัฐบาลนั้น รัฐบาลจะทำงานร่วมกับสมาชิกรัฐสภาทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน พร้อมยืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาลชุดนี้ทำงานโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การบงการจากใคร นอกจากนั้น ลักษณะของรัฐบาลปัจจุบัน นับว่าเป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาและความเสียหายของประเทศ โดยมีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะยุบสภาตามข้อตกลง (MOA) เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน ประเด็นนี้ นายอนุทิน ได้กล่าวพาดพิงถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โดยขออนุญาตให้นับวันที่ 1 ตุลาคม 2568 จะเป็นวันแรกของการทำงานรัฐบาลชุดนี้ และให้นับไปอีก 4 เดือน นั่นคือ วันที่ 31 มกราคม 2569 จะยุบสภาฯแน่นอน
“จากนี้ไปรัฐบาลนี้จะวางรากฐาน วางแนวทางแบบอย่างที่ดีในการที่จะเป็นรัฐบาลที่จะทำให้อนาคตของ ประชาธิปไตยมีความสดใส คิดเองและหารือกับ ครม. และรัฐสภา เพื่อทำประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า “รัฐบาลชุดนี้ได้ยกเลิกการจัดตั้งคาสิโน และเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีการพนัน รวมถึงยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัล โดยมีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ใช้การพนันเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และจะไม่ปล่อยให้ประชาชนถูกมอมเมาด้วยอบายมุข ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันกับแนวทางดังกล่าว อีกทั้ง รัฐบาลชุดนี้มุ่งผลักดันนโยบายที่เป็นทางออกของประเทศ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
ในตอนท้าย นายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาล และ ครม. ทุกคนที่ต้องทำงานอย่างหนัก จะผลักดันทุกนโยบายให้เป็นทางออกของประเทศ “ผู้ชนะจะเห็นทางออกในทุกปัญหา”



