จิตเกษม พรประพันธ์ และปริญดา สุลีสถิร*
เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจและธุรกิจระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับภาคเอกชน หรือที่รู้จักกันในชื่อ Business Liaison Program (BLP) โดยได้ลงพื้นที่ภาคตะวันออก ไปพบกับผู้ประกอบการในพื้นที่จริง ฟังเสียงจากภาคธุรกิจโดยตรง เพื่อให้ ธปท. เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และนำข้อมูล insight ที่ได้ไปประกอบการวิเคราะห์และติดตามเศรษฐกิจให้ลึก รอบด้าน และทันสถานการณ์มากขึ้น
สิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการและคนในพื้นที่ในครั้งนี้ คือแม้การลงทุนในภาคตะวันออกจะดูคึกคัก แต่ผู้ประกอบการกลับมองว่า ไทยได้ประโยชน์จากคลื่นการลงทุนของจีนในปัจจุบันน้อยลงเมื่อเทียบกับการลงทุนจากญี่ปุ่นในอดีต เมื่อกลับมาจากการลงพื้นที่ ผู้เขียนจึงได้นำข้อมูลการลงทุนมาวิเคราะห์ดู ก็พบข้อสังเกตหลายประการที่น่าสนใจ เลยอยากนำมาแชร์ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน
โครงสร้างเงินลงทุนต่างชาติในไทยเปลี่ยน จากเดิมที่ญี่ปุ่นครองแชมป์มานาน ตามด้วยสิงคโปร์และสหรัฐอเมริกา แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนกลายเป็นผู้นำการลงทุนโดยตรงในไทย (รูปที่ 1) โดยพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่องคือภาคตะวันออก
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง FDI ในไทยเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งฝั่งญี่ปุ่น ได้เริ่มลดบทบาท FDI ในไทยลง โดยหันไปให้ความสำคัญกับเวียดนามมากขึ้น (รูปที่ 2) ตามภาวะเศรษฐกิจเวียดนาม ที่ขยายตัวต่อเนื่อง มีแรงงานจำนวนมาก และค่าแรงต่ำกว่าไทย ทำให้เวียดนามกลายเป็นจุดหมายใหม่ ของการลงทุน
ขณะเดียวกัน จีนเองก็เร่งขยายการลงทุนในต่างประเทศ ผ่านการผลักดันยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) ที่มุ่งเน้นการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแอฟริกา โดยมีเป้าหมายทั้งด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ แรงกดดันจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จีนจึงหันมาขยายการลงทุนในหลายประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นฐานการผลิตในการส่งออก
เมื่อพิจารณาเชิงลึกถึงพฤติกรรมการลงทุนของโดยตรงของต่างชาติจะพบว่า แม้ทั้งญี่ปุ่นและจีนต่างเลือกลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออกจากความพร้อม และพัฒนาการของโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาโดยต่อเนื่อง แต่อุตสาหกรรมที่ทั้งสองประเทศสนใจเข้ามาลงทุนกลับมีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนจากญี่ปุ่นอยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรการผลิตภายในประเทศไทยเป็นหลัก ทั้งแรงงาน เครื่องจักร เทคโนโลยีการผลิต การลงทุนเหล่านี้ไม่เพียงช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง (ตารางที่ 1)
ตัวอย่างที่สะท้อนบทบาทของการลงทุนจากญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน คือ อุตสาหกรรมรถยนต์สันดาป ซึ่งไทยถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก โดยมีโครงสร้างการผลิตครบวงจร อุตสาหกรรมนี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้สูงถึง 70–80% สะท้อนถึงความสามารถในการพึ่งพาและสร้างมูลค่าภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในกระบวนการผลิต มีผู้ประกอบการไทยเกือบ 2,000 ราย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่มีบทบาทในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนในกลุ่ม Tier 2 และ Tier 3 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับบริษัทข้ามชาติ ขณะเดียวกัน บริษัทชั้นนำจากญี่ปุ่นได้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตและศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีในไทย ส่งผลให้เกิดการจ้างงานกว่า 700,000 คน ในพื้นที่ ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค (รูปที่ 3)
นักลงทุนญี่ปุ่นยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เช่น hard disk drive ทำให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ ไทยมีการผลิตทั้งห่วงโซ่อุปทาน มีการจ้างงานราว 8 หมื่นราย
อีกจุดเด่นของญี่ปุ่น คือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ผ่านการพัฒนากระบวนการผลิตและบุคลากร อย่างเป็นระบบผ่านศูนย์ R&D และโครงการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน เช่น โตโยต้านำแนวคิด “ไคเซ็น” และ “TPS” ถ่ายทอดให้ผู้ผลิตไทยเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดของเสีย และสร้างมาตรฐานการผลิตที่ยั่งยืน
สำหรับจีนเข้ามาลงทุนในไทยในช่วงที่เทรนด์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเทคโนโลยีและดิจิทัล ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยจีนเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้ทุนเข้มข้น (capital-intensive) และเน้นใช้ supply chain จากประเทศจีนเป็นหลัก ทั้งการนำเข้าวัตถุดิบและแรงงาน ส่งผลให้การเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยยังมีจำกัด อุตสาหกรรมที่จีนลงทุนสูงสุดในไทย ได้แก่ ยางและพลาสติก ตามมาด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมเหล็ก และโซลาร์เซลล์ ซึ่งทั้งหมดติดอันดับในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดจากจีน (ตารางที่ 2)
แม้การลงทุนจากจีนจะถูกมองว่าเป็นโอกาสในการดึงเม็ดเงินและเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะในแง่ของการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่น การลงทุนจำนวนมากยังคงใช้วัตถุดิบและแรงงานจากจีนเป็นหลัก ขณะที่การถ่ายทอดเทคโนโลยียังไม่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ยังไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานได้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่จีนให้ความสำคัญและลงทุนสูงในไทย แต่ด้วยลักษณะการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ (automation) และหุ่นยนต์เป็นหลัก ประกอบกับมีการนำเข้าวัตถุดิบของแบตเตอรี่ที่เป็นมูลค่าเพิ่มที่ใหญ่ที่สุดของ EV (คิดเป็นมูลค่า 30-40% ของมูลค่ารถยนต์ EV) ในขณะที่ส่วนประกอบอื่นๆ มีแนวโน้มนำเข้าจากจีนมากกว่า มูลค่าเพิ่มภายในประเทศที่ไทยจะได้รับจากรถยนต์ EV จึงต่ำกว่ารถสันดาปมาก
อุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในกลุ่มที่นักลงทุนจีนสนใจ หลังอุปสงค์ในจีนลดลงและรัฐบาลจีนจำกัด การใช้เตาหลอมแบบอินดักชัน (IF) ด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม ไทยจึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของการลงทุน เนื่องจากมีอุปสงค์สูงเป็นอันดับสองในอาเซียนรองจากเวียดนาม และไทยยังไม่ห้ามใช้เตา IF ทั้งนี้ การเข้ามาของทุนจีนในอุตสาหกรรมเหล็กกลับสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้ และต้องทยอยปิดกิจการลงข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมเหล็กต้องปิดกิจการไปแล้วกว่า 75 ราย
อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจีน โดยใช้ไทยเป็นฐาน การผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ โดยสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่าจีนใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อหลบเลี่ยงภาษีส่งออกไปสหรัฐฯ ล่าสุดเมื่อ 21 เมษายน 2568 สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (Anti-Dumping & Countervailing Duties หรือ AD/CVD) ต่อไทย (อัตราภาษีสูงถึง 375-900%) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกโซลาร์เซลล์ไปสหรัฐฯ อย่างรุนแรง สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความจำเป็น ที่ภาครัฐต้องคัดกรองและตรวจสอบโรงงานที่เข้ามาลงทุนในไทย ให้เป็นไปตามระเบียบการส่งเสริมการลงทุน พร้อมติดตามโครงการที่อาจถูกใช้เป็นฐานการผลิตทางอ้อม เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยตกเป็นเป้าของมาตรการกีดกันทางการค้าในอนาคต
เมื่อเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงด้านการลงทุนกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในภาคตะวันออก จะพบสัญญาณที่สะท้อนผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยได้รับการลงทุนจากญี่ปุ่นอย่างเข้มข้นก่อนช่วงก่อนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ตัวเลขการเปิดโรงงานใหม่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเคยอยู่ที่ระดับกว่า 800 แห่งต่อปี ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่คึกคัก การจ้างงานเพิ่มขึ้น และการจับจ่ายใช้สอยขยายตัวตาม
หากพิจารณาจากการเติบโตของ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนในพื้นที่ จะพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว VAT เติบโตเฉลี่ยราว 10% ต่อปี สะท้อนถึงการหมุนเวียนของรายได้ในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงสร้างการลงทุนเปลี่ยนไป โดยมีการลงทุนจากจีนเข้ามาแทนที่ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ตัวเลขการเปิดโรงงานใหม่ในภาคตะวันออกกลับลดลงเหลือเพียง 500 แห่งต่อปี
ขณะที่การลงทุนจากจีนมีมูลค่าเพิ่มในการผลิตสินค้าต่ำ โดยการลงทุนด้านการก่อสร้างโรงงานส่วนใหญ่นักลงทุนจีน ซื้อที่ดิน แต่นำวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างมาจากจีนก่อสร้างน็อกดาวน์ โดยใช้ผู้รับเหมาจีนที่มีประสิทธิภาพเข้ามาดำเนินการ แทนการใช้ผู้รับเหมาไทยที่ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า การผลิตใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแบบแขนหุ่นยนต์ประกอบสินค้าและออโตเมชันในไลน์ผลิตแทบไม่มีการจ้างแรงงานไทย ร้านอาหารและร้านโชห่วยที่เป็นสินค้าจีนก็ค้าขายกันเองในหมู่คนจีน SME ซัพพลายเออร์ไทย แรงงานไทย และร้านค้าไทยรอบโรงงานต่างก็ไม่ได้รับประโยชน์หรืออาจได้บ้างแต่ก็น้อยมาก ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เริ่มหดตัว เมื่อมาเชื่อมโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่รับการลงทุนจำนวนมากในช่วงหลัง จะเห็นว่า “ปากท้อง” ของคนในพื้นที่ไม่ได้สดใสตามเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ 5 แนวทางหลัก ได้แก่
(1) สนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
(2) งดส่งเสริมกิจการที่มีภาวะ Oversupply เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก และกิจการที่มีความเสี่ยงต่อมาตรการทางการค้าจากสหรัฐฯ เช่น โซลาร์เซลล์
(3) ควบคุมกระบวนการผลิตอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ และส่งเสริมให้เกิดการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ
(4) กำหนดสัดส่วนแรงงานไทยไม่น้อยกว่า 70% พร้อมกำหนดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำสำหรับแรงงานต่างชาติระหว่าง 50,000-150,000 บาทต่อเดือน
(5) ส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า มาตรการเหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้มากขึ้น โดยผู้ประกอบการและแรงงานไทยจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการลงทุนระลอกใหม่จากต่างชาติระลอกนี้ ทั้งนี้ ควรมีการติดตามและประเมินผลสิทธิประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุก 3 ปี เพื่อประกอบการพิจารณาต่ออายุอย่างมีประสิทธิภาพ
หมายเหตุ : “บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด”





