ASEAN Roundup มาเลเซียตกลงลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ กว่า 98% รายการ

ASEAN Roundup ประจำวันที่ 27 กรกฎาคม-2 สิงหาคม 2568

  • มาเลเซียตกลงลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ กว่า 98% รายการ
  • ฟิลิปปินส์เดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ
  • มาเลเซียยกเลิกแผนเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย
  • มาเลเซียเปิดแผนพัฒนา มุ่งสู่ผู้นำเทคโนโลยี-ผู้ผลิตสินค้าและบริการระดับโลก
  • อินโดนีเซียเลิกเก็บภาษี VAT คริปโตแต่เก็บภาษีเงินได้
  • เวียดนามเตรียมเปิดศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศสิ้นปี 2568
  • เศรษฐกิจเวียดนามครึ่งแรกของปีเติบโต 7.52% สูงสุดในรอบทศวรรษ

มาเลเซียตกลงลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ กว่า 98% รายการ

มาเลเซียตกลงที่จะลดภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ 98.4% รายการอันเป็นผลมาจากการเจรจาเพื่อลดภาษี จากการเปิดเผยของเต็งกู ดาโต๊ะ สรี ซาฟรูล อับดุล อาซิส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม

สหรัฐอเมริกาได้ลดอัตราภาษีนำเข้าจากมาเลเซียลงเหลือ 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เรื่องการแก้ไขอัตราภาษีศุลกากรแบบที่เก็บระหว่างกัน(reciprocal tariff) เพิ่มเติม 

ภายใต้อัตราภาษีที่ปรับใหม่ ภาษีนำเข้าที่จะเรียกเก็บจากมาเลเซียลดลงจาก 25% อัตราภาษีเดิมที่กำหนดไว้

สำหรับข้อเสนอของมาเลเซียต่อสหรัฐฯ ซาฟรูลได้ระบุว่ามาเลเซียเสนอการลดหรือยกเลิกภาษีสินค้า 11,260 รายการ จากทั้งหมด 11,444 รายการ

“เราได้ยื่นข้อเสนอที่ครอบคลุม 98% ของรายการภาษีทั้งหมด ซึ่งมีหลายรายการภาษี” ซาฟรูลกล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อวันศุกร์ (1 สิงหาคม 2568)

ในบรรดาสินค้า 11,260 รายการที่มาเลเซียตกลงที่จะลดภาษีนั้น ภาษีสินค้า 6,911 รายการ หรือ 61% ได้รับการยกเลิกแล้ว

ซาฟรูลชี้ว่า รายการภาษีศุลกากรที่มีอยู่ของมาเลเซียซึ่งไม่มีภาษี 0% อยู่ที่ 6,567 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยสินค้าอุตสาหกรรม โดยสรุปแล้ว มาเลเซียได้ยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับรายการภาษีศุลกากรเพิ่มเติมอีก 344 รายการ

ซาฟรูลย้ำว่าสหรัฐฯ ได้ขอให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีสินค้าเกษตร 191 รายการ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 1,347 รายการ

โฆษกกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวยังคงเป็นตัวบ่งชี้และจะมีการสรุปในแถลงการณ์ร่วม

อีกด้านหนึ่ง ซาฟรูลชี้ว่าสหรัฐฯ เปิดกว้างที่จะยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าเกษตรหรือสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้น หรือสินค้าที่ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศสหรัฐฯ เช่น โกโก้ ยางพารา และน้ำมันปาล์ม

รายการภาษีศุลกากรใหม่ทั้งหมดจะเผยแพร่ในภายหลัง

ซาฟรูลกล่าวว่าจะมีการออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างกระทรวงฯและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงภาษีศุลกากร

ขณะเดียวกัน ซาฟรูล ชี้แจงว่าสหรัฐฯ ยังคงยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเซมิคอนดักเตอร์และยาของมาเลเซีย

ภาษีศุลกากรเฉพาะภาคส่วนภายใต้มาตรา 232 แห่ง US Trade Expansion Act กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นธรรม โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม ซึ่งระหว่างนั้น เป็นที่เข้าใจกันว่าภาษีศุลกากรเฉพาะภาคส่วนจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป

สหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของมาเลเซียนับตั้งแต่ปี 2558 ตามข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศแห่งมาเลเซีย (Malaysia External Trade Development Corporation)

ในปีที่ผ่านมา การค้ารวมเพิ่มขึ้นเกือบ 30% เป็น 324,910 ล้านริงกิต เมื่อเทียบกับปี 2566

การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาก็เพิ่มขึ้น 23.2% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 198,650 ล้านริงกิต ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (รวมถึงไมโครชิป โทรทัศน์ โทรศัพท์ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ แผงวงจร และสวิตช์บอร์ด) เครื่องจักร อุปกรณ์ และส่วนประกอบ รวมถึงผลิตภัณฑ์ยาง

การนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 42.1% เป็น 126,260 ล้านริงกิตในปีที่ผ่านมา

การนำเข้าที่สำคัญสามรายการในปี 2567 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์(E&E) เครื่องจักร อุปกรณ์ และส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี

ดาโต๊ะ สรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวว่า การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของมาเลเซียจะยังคงได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากร “เซมิคอนดักเตอร์ ไม่รวมอยู่ในภาษีศุลกากรนี้ เป็นศูนย์ เราสามารถส่งออกได้”

อันวาร์กล่าวว่าอัตราภาษีนำเข้า 25% ก่อนหน้านี้เป็นข้อกังวลที่สำคัญ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

“เราเป็นศูนย์กลางของเซมิคอนดักเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“การส่งออกของเราไปยังสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียวคิดเป็น 60% ของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ากว่า 200,000 ล้านริงกิตต่อปีเฉพาะการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์เพียงอย่างเดียว” อันวาร์กล่าวเมื่อวันเสาร์ (2 สิงหาคม)

ฟิลิปปินส์เดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

คริสตินา โรเก้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มาภาพ:https://mb.com.ph/2025/07/25/dti-philippines-eyes-further-us-tariff-cut-no-more-concessions

ฟิลิปปินส์จะยังคงร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาและให้การสนับสนุนผู้ส่งออกต่อไป หลังจากที่การเริ่มเก็บภาษีศุลกากรใหม่นี้ถูกเลื่อนออกไปเป็นวันที่ 7 สิงหาคม จากเดิมวันที่ 1 สิงหาคม

“ในส่วนของรัฐบาลฟิลิปปินส์ เราจะยังคงเจรจากับสหรัฐอเมริกาต่อไป และหวังว่าเราจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้โดยเร็วที่สุด” คริสตินา โรเก้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568

สำหรับสินค้าส่งออกจากฟิลิปปินส์ ภาษีศุลกากรใหม่อยู่ที่ 19% ต่ำกว่า 20%ที่ประกาศเมื่อเดือนที่แล้ว แต่สูงกว่า 17%ที่ประกาศในเดือนเมษายน

ปัจจุบัน สินค้าฟิลิปปินส์ที่เข้าสู่สหรัฐอเมริกาถูกเรียกเก็บภาษี 10% เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศระงับการเก็บภาษีศุลกากรไว้ก่อน ขณะที่การเจรจากับคู่ค้ากำลังดำเนินอยู่

โรเก้กล่าวว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ

“เราจะขยายเครือข่ายการค้าของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบโอกาสทางธุรกิจที่มากขึ้น และยกระดับการเข้าถึงตลาดสำหรับผู้ส่งออกของเรา” โรเก้กล่าว

โรเก้กล่าวกับผู้สื่อข่าวนอกรอบการร่วมงาน National Retail Conference and Expo ว่า รัฐบาลยังพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้ส่งออกในการแสวงหาตลาดอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“ในตลาดท้องถิ่น พวกเขาจะสามารถคว้าโอกาสได้อย่างแน่นอน” โรเก้กล่าว พร้อมเสริมว่าผู้ส่งออกได้ปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวดของสหรัฐฯ และตลาดอื่นๆ ที่ให้บริการอยู่แล้ว

โรเก้กล่าวว่า กรมการค้าและอุตสาหกรรม (DTI) ยังคงผลักดันให้เกิดข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายตลาดสำหรับธุรกิจฟิลิปปินส์

อธิบดี DTI กล่าวว่า ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ(Comprehensive Economic Partnership Agreement)กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เสร็จสิ้นแล้ว และเหลือเพียงการลงนาม

นอกจากนี้ DTI ตั้งเป้าที่จะเสร็จสิ้นการเจรจา FTA กับชิลีภายในปีนี้ และกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการทำข้อตกลงการค้ากับอิสราเอล

“เราต้องคิดด้วยว่าสหรัฐฯ ไม่ใช่ตลาดเดียวในโลก ทั่วโลกคือตลาด” โรเก้กล่าว

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังชี้แจงว่าภาษีนำเข้าสินค้าฟิลิปปินส์ 19%ที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บนั้นไม่ได้ครอบคลุมสินค้าทุกประเภท เนื่องจากการจัดเก็บภาษีนี้จำกัดเฉพาะสินค้าบางรายการเท่านั้น

โดมินิ เวลาสเกซ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่าภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ไม่ได้ครอบคลุมสินค้าทุกประเภท โดยเสริมว่าอัตราภาษีโดยเฉลี่ยนั้นต่ำกว่ามาก

“ดังนั้นเมื่อคำนวณอัตราภาษีเฉลี่ย คิดว่าปัจจุบันอยู่ที่ 6.3% หรือประมาณนั้น ซึ่งเป็นอัตราภาษีเฉลี่ย ดังนั้นมันขึ้นอยู่กับข้อยกเว้น เราไม่ทราบรายละเอียดของประเทศอื่นๆ” เวลาสเกซกล่าวกับผู้สื่อข่าว

นอกจากนี้เป็นการยากที่จะมุ่งเน้นไปที่อัตราภาษี 19%เพียงอย่างเดียว เนื่องจากสินค้าส่งออกหลักบางรายการ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยังคงได้รับการยกเว้น

เนื่องจากการยกเว้นเหล่านี้ อัตราภาษีศุลกากรที่มีผลบังคับใช้กับสินค้าส่งออกทั้งหมดของฟิลิปปินส์อาจลดลงอย่างมาก แต่การวิเคราะห์อย่างเต็มรูปแบบจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อมีรายละเอียดครบถ้วน

“สินค้าเกษตร สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือต้องหลีกเลี่ยง เพราะเรากำลังแข่งขันกับสินค้าเหล่านี้อยู่แล้ว ถั่วเหลืองและข้าวสาลีมีจำกัดมาก และยา เราก็ต้องการมันเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อเช่นกัน” เวลาสเกซอธิบายเกี่ยวกับภาษีศุลกากรที่เป็นศูนย์สำหรับสินค้าที่คัดเลือกจากสหรัฐฯ

เวลาสเกซกล่าวว่า ผลกระทบของภาษีศุลกากรต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของประเทศนั้น “จำกัดมาก” เนื่องจากฟิลิปปินส์ส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน

ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ เป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศในเดือนพฤษภาคม คิดเป็นมูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์หรือ 15.3%ของการส่งออกทั้งหมด

 มาเลเซียยกเลิกแผนเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย

กระทรวงการคลังมาเลเซีย ที่มาภาพ:https://www.mof.gov.my/portal/en/news/press-citations/govt-expected-to-collect-rm700-mln-a-year-from-high-value-goods-tax

มาเลเซียได้ยกเลิกแผนการจัดเก็บภาษีสินค้ามูลค่าสูง ( High-Value Goods Tax:HVGT) อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากที่ข้อเสนอได้ประกาศครั้งแรกเมื่อกว่าสองปีมาแล้ว

ในคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรต่อรัฐสภาเมื่อวันอังคาร กระทรวงการคลัง (MOF) ยืนยันว่ารัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะไม่ดำเนินการจัดเก็บภาษีสินค้ามูลค่าสูง (HVGT) หรือที่เดิมเรียกว่าภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของภาษีมูลค่าเพิ่ม (HVGT) ได้ถูกรวมเข้าไว้ในระบบภาษีขายที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งปัจจุบันสินค้าหรูและสินค้าฟุ่มเฟือยจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 5% หรือ 10%” กระทรวงการคลังกล่าว

กระทรวงการคลังได้ตอบคำถามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดาโต๊ะ ชัมชุลกาฮาร์ โมห์ด เดลี (BN-Jempol) ซึ่งได้สอบถามเกี่ยวกับการคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติจากการปฏิรูปการคลังของรัฐบาล การปฏิรูปเหล่านี้ประกอบด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม (HVGT) ภาษีสินค้าดิจิทัล ภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ ภาษีสินค้ามูลค่าต่ำ และการขยายภาษีการขายและบริการ

แผนการจัดเก็บภาษี HVGT ประกาศครั้งแรกในร่างงบประมาณ 2566 ฉบับแก้ไข ซึ่งนายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ สรี อันวาร์ อิบราฮิม นำเสนอในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งคาดการณ์ว่าตามแผนจะเก็บในอัตราภาษี 5% ถึง 10% และคาดว่าจะสร้างรายได้ต่อปี 700 ล้านริงกิตให้แก่ประเทศ

เดิมทีรัฐบาลตั้งเป้าที่จะนำไปใช้ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 อย่างไรก็ตาม แผนเผชิญกับความล่าช้าเนื่องจากถูกกดดันจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอัญมณี ซึ่งเตือนว่าเกณฑ์ที่ต่ำอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรม

แม้จะมีการระงับโครงการ HVGT แต่กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญผ่านมาตรการภาษีใหม่ๆ และมาตรการภาษีที่ขยายขอบเขตมากขึ้น

ภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์( capital gains tax) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 800 ล้านริงกิตต่อปี โดยพิจารณาจากปริมาณและมูลค่าปัจจุบันของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ขอบเขตที่กว้างขึ้นของ ภาษีการขายและบริการ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 คาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มอีก 5 พันล้านริงกิตในปี 2568 โดยตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้น 2 เท่าเป็น 10 พันล้านริงกิตภายในปี 2569

สำหรับการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำ( LVGT) ซึ่งเริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 กระทรวงฯ รายงานว่าในปี 2567 รัฐบาลมีรายได้ประมาณ 500 ล้านริงกิต

แม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่ได้จัดเก็บภาษีสินค้าดิจิทัลแยกต่างหาก แต่กระทรวงการคลังระบุว่ารัฐบาลได้จัดเก็บภาษีบริการสำหรับบริการดิจิทัลมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 โดยภาษีนี้จัดเก็บจากผู้ให้บริการต่างประเทศที่ให้บริการออนไลน์ สร้างรายได้ 1.6 พันล้านริงกิตในปี 2567

มาเลเซียเปิดแผนพัฒนา มุ่งผู้นำเทคโนโลยี-ผู้ผลิตสินค้าและบริการระดับโลก

ที่มาภาพ:https://www.dailyexpress.com.my/news/263618/rm611-billion-to-transform-economy/

นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ สรี อันวาร์ อิบราฮิม เปิดเผยแผนพัฒนามาเลเซียฉบับที่ 13 ซึ่งเป็นแผนพัฒนาแห่งชาติระยะเวลา 5 ปี ครอบคลุมการลงทุน 611 พันล้านริงกิต ตั้งแต่ปี 2569 ถึง 2573 โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนามาเลเซียให้เป็นประเทศที่มีความครอบคลุม ยั่งยืน และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น

แผนพัฒนามาเลเซียฉบับที่ 13 ตั้งอยู่บนพื้นฐาน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมการขยับสถานะทางสังคม การเร่งปฏิรูประบบบริการสาธารณะ และการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2565 รัฐบาลชุดมาเลเซียทันสมัย(Malaysia Madani) มาดานีได้กำหนดทิศทางนโยบายใหม่ของประเทศอย่างกล้าหาญและเด็ดขาด

“โดยความชัดเจนแสดงให้เห็นผ่านการจัดตั้งกรอบเศรษฐกิจทันสมัย ซึ่งยึดหลักความยั่งยืน ความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และการปกครองด้วยความซื่อตรง” อันวาร์กล่าวในแถลงที่ยาวเกือบ 90 นาที ในหัวข้อ “Melakar Semula Pembangunan” (การออกแบบการพัฒนาใหม่) ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568

แผนนี้ยึดโยงจากเสาหลักสามประการ ได้แก่ การก่อตั้งประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยและมีศักดิ์ศรี การพัฒนาระบบสังคมทันสมัยที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ในงบประมาณ 611,000 ล้านริงกิตที่จัดสรรไว้ภายใต้แผนพัฒนาฉบับที่ 13 นั้น 430,000 ล้านริงกิตจะมาจากงบประมาณเพื่อการพัฒนาของรัฐบาล อีก 120,000 ล้านริงกิตมาจากบริษัทที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลและบริษัทลงทุนที่เชื่อมโยงกับรัฐบาล และ 61,000 ล้านริงกิต จากการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPPs)

งบประมาณของรัฐบาลมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 227,000 ล้านริงกิต จะจัดสรรให้กับภาคเศรษฐกิจ ขณะที่ 133,000 ล้านริงกิตจะถูกจัดสรรให้กับภาคสังคม ซึ่งรวมถึง 67,000 ล้านริงกิตสำหรับการศึกษา จำนวน 40,000 ล้านริงกิตสำหรับการดูแลสุขภาพ จำนวน 51,000 ล้านริงกิตสำหรับความมั่นคง และ 17,000 ล้านริงกิตสำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน

“ด้วยความสำเร็จของแผนนี้ ภายในปี 2030 เราจะไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้และสามารถผลิตสินค้ามูลค่าสูงได้เท่านั้น แต่เราจะยังมีผู้คนที่มีจิตใจกว้างขวาง อยู่ร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกันและกัน และมีอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่ง นี่คือความฝันของมาเลเซียทันสมัย” อันวาร์กล่าว

อันวาร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย กล่าวว่า แผนพัฒนาฉบับ13 จะต้องเป็นวาระแห่งชาติร่วมกัน โดยเรียกร้องให้ทั้งระดับบุคคล ชุมชน ภาคเอกชน และสถาบันของรัฐทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ร่วมกันของมาเลเซียที่ยุติธรรมและเป็นหนึ่งเดียว 611 พันล้านริงกิตมาเลเซียเพื่อเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ

แผนพัฒนายังครอบคลุมการปฏิรูปภาคสาธารณะที่สำคัญ มาตรการความยั่งยืนทางการคลัง และการผลักดันอย่างแข็งขันเพื่อไปสู่การเป็นดิจิทัล โดยเฉพาะในด้าน AI ในขณะที่แผนริเริ่ม GovTech จะเปิดตัว MyDigital ID ซึ่งเป็นระบบระบุตัวตนดิจิทัลที่ปลอดภัยซึ่งมุ่งหวังที่จะทำให้การเข้าถึงบริการสาธารณะออนไลน์ง่ายขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะให้บริการของรัฐบาลกลาง 95% จะต้องออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2030

เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลนี้ อันวาร์กล่าวว่าโครงสร้างพื้นฐานจะได้รับการยกระดับเพื่อรองรับการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI และดึงดูดการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในดาต้า เซ็นเตอร์

“เพื่อขยายการประยุกต์ใช้ AI ในภาคส่วนต่างๆ รัฐบาลตั้งเป้าให้เครือข่าย 5G ครอบคลุมถึง 98% ในพื้นที่ที่มีประชากรและพื้นที่อุตสาหกรรม รวมถึงพื้นที่ชนบท ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่จะสร้างผู้ประกอบการดิจิทัลอย่างน้อย 5,000 รายภายในปี 2573” อันวาร์กล่าว

แผน 5 ปีนี้ยังคาดการณ์การสร้างงานใหม่ 700,000 ตำแหน่งในภาคการผลิต และ 500,000 ตำแหน่งในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลตั้งเป้าว่าผู้สำเร็จการศึกษา 70% จะได้งานทำที่ตรงกับคุณสมบัติภายในปี 2030

ในการจัดการกับค่าครองชีพ อันวาร์ได้ประกาศความต่อเนื่องของโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น Sumbangan Tunai Rahmah (STR) และ Sumbangan Asas Rahmah (SARA) ในขณะที่โครงการ Payung Rahmah จะส่งเสริมความแข็งแกร่งด้วยโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น Rahmah Sale, Rahmah Menu, Rahmah Cafe และ Rahmah Food Basket

ในด้านการศึกษา จะมีการจัดสรรงบประมาณ 67,000 ล้านริงกิตสำหรับการสร้างโรงเรียนใหม่ การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทรุดโทรม และการขยายโครงสร้างพื้นฐานในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ

ระบบขนส่งสาธารณะจะได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่งรวมถึงรถโดยสารใหม่ 1,200 คัน รถตู้ DRT 300 คัน และรถไฟโดยสารใหม่ 217 ขบวน

“การปรับปรุงเส้นทางเดิมและการสร้างถนนใหม่จะยังคงดำเนินต่อไป โครงการสำคัญๆ ได้แก่ ทางด่วนใหม่ที่กำลังก่อสร้างในคาบสมุทรมลายูตอนกลางปาหัง-กลันตัน ทางหลวงบอร์เนียวในรัฐซาบาห์ ทางหลวงทรานส์บอร์เนียวในรัฐซาราวัก รวมถึงการก่อสร้างและปรับปรุงถนนชนบทระยะทาง 2,800 กิโลเมตร” อันวาร์กล่าว

อันวาร์กล่าวว่าซาบาห์และซาราวักจะเป็นศูนย์กลางพลังงานที่ยั่งยืนระดับชาติ โดยมีโครงการสำคัญๆ เช่น ศูนย์กลางไฮโดรเจนซาราวัก( Sarawak Hydrogen Hub) และSabah Energy Supply Guarantee การรับประกันการจัดหาพลังงานซาราวัก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค

ในรัฐชายฝั่งตะวันออก ได้แก่ กลันตัน ปาหัง และตรังกานู การพัฒนาจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างศูนย์กลางการผลิตอาหารแห่งชาติที่มีการแข่งขันและบูรณาการ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าอาหาร จะมีการส่งเสริมการเกษตรขนาดใหญ่ในรัฐเหล่านี้ รวมถึงในรัฐซาบาห์และซาราวัก

“ทัศนคติของประชาชนเราต้องเปลี่ยน การเกษตรต้องไม่ใช่แค่การยังชีพอีกต่อไป แต่ควรเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่สร้างผลกำไร” อันวาร์กล่าว พร้อมเสริมว่าคาดว่าผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มจากอาหารจะสูงถึง 58,000 ล้านริงกิตภายในปี 2573

เพื่อให้ชาวมาเลเซียจะมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้น รัฐบาลกลาง รัฐบาลของรัฐ และผู้พัฒนาเอกชนจะสร้างหน่วยที่อยู่อาศัยราคาประหยัดจำนวนหนึ่งล้านหน่วยระหว่างปี 2569 ถึง 2578

อันวาร์กล่าวว่าภาคส่วนการดูแลสุขภาพจะได้รับงบประมาณ 4 หมื่นล้านริงกิต เพื่อปรับปรุงการเข้าถึงและลดค่าใช้จ่ายส่วนตัว ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้รวมถึงการยกระดับโรงพยาบาลและคลินิก การส่งเสริมการใช้ยาสามัญ และการขยายการบันทึกข้อมูลสุขภาพดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

รัฐบาลยังตั้งเป้าที่จะลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติจาก 15% เหลือ 10% ภายในปี 2573 ผ่านการบังคับใช้กลไกการจัดค่าธรรมเนียมแบบหลายชั้น(Multi-Tiered Levy Mechanism)ที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และส่งเสริมการใช้ระบบอัตโนมัติและการจ้างงานในท้องถิ่น” อันวาร์กล่าว

เพื่อยกระดับชนพื้นเมืองกลุ่มน้อยในประเทศมาเลเซีย(Orang Asli) อันวาร์ประกาศว่าจะมีการทบทวนพระราชบัญญัติชนพื้นเมืองอะบอริจิน 2497 หรือ Aboriginal Peoples Act 1954 (พระราชบัญญัติ 134) เพื่อปรับปรุงการถือครองที่ดิน การศึกษา และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม

ภายใต้แผนพัฒนามาเลเซียฉบับที่ 13 การเติบโตของ GDP ลงเหลือ 4.5 ถึง 5.5% ต่อปีสำหรับปี 2569 ถึง 2573 ต่ำกว่าเป้าหมาย 5-6% ต่อปีในแผนพัฒนาเศรษฐกิจมาเลเซียฉบับที่ 12 สำหรับปี 2564-2568 เล็กน้อย ระหว่างปี 2564-2567 มาเลเซียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 5.2%

รัฐบาลยังกำหนดเป้าหมายรายได้มวลรวมประชาชาติ (GNI) ต่อปีไว้ที่ 77,000 ริงกิตต่อหัว และเป้าหมายรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อเดือนที่ 12,000 ริงกิตภายในปี 2573 ข้อมูลขอสำนักงานสถิติมาเลเซียระบุว่า ณ ปี 2567 รัฐบาลระบุว่ารายได้ประชาชาติ (GNI) อยู่ที่ประมาณ 54,800 ริงกิต ขณะที่รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 8,500 ริงกิต 

อันวาร์กล่าวว่าภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกถูกปรับเปลี่ยนไปจากโลกที่ผันผวนมากขึ้นเรื่อยๆ และเผชิญกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ รวมถึงสงครามภาษีของสหรัฐอเมริกา

“เราต้องระมัดระวังราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงผลกระทบต่อโอกาสการจ้างงานและความมั่นคงทางอาหารอันเนื่องมาจากวิกฤตครั้งนี้” อันวาร์กล่าว

“นี่คือความจริงอันยากลำบากที่เราต้องยอมรับในโลกปัจจุบัน ต้องมีการดำเนินการอย่างกล้าหาญเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศยังคงแข็งแกร่ง และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนจะไม่อยูในความเสี่ยง” อันวาร์กล่าว

อันวาร์กล่าวว่า มาเลเซียมุ่งที่จะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง จึงจำเป็นต้องเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่า และต้องส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม

“มาเลเซียจำต้องเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้บริโภคไปสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและผู้ผลิตสินค้าและบริการ ‘Made by Malaysia’ ระดับโลกอย่างรวดเร็ว” อันวาร์กล่าว

รัฐบาลกลางยังตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 ว่าการขาดดุลงบประมาณจะลดลงเหลือต่ำกว่า 3% ของ GDP ในขณะที่ระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาลจะไม่เกิน 60% ของ GDP

ในปี 2567 การขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 4.1% ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP ของมาเลเซียอยู่ที่ 64.6%

อินโดนีเซียเลิกเก็บภาษี VAT คริปโตแต่เก็บภาษีเงินได้

ศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ที่มาภาพ:https://en.tempo.co/read/2034999/indonesias-new-crypto-tax-rules-key-points-you-need-to-know

ศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซีย ได้ออกข้อกำหนดภาษีล่าสุดสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล ตามที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 50 ปี 2568 กฎระเบียบดังกล่าวครอบคลุมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และภาษีเงินได้ (PIT) สำหรับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล

“กฎกระทรวงฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568” มาตรา 28 ของระเบียบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 50 ปี 2568 ระบุไว้อย่างชัดเจน

มาตรา 2 ของกฎกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 50 ปี 2025 กำหนดให้การส่งมอบสินทรัพย์คริปโตเป็นหลักทรัพย์ หมายความว่าสินทรัพย์คริปโตไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การปรับโครงสร้างใหม่นี้มุ่งเป้าไปที่เศรษฐกิจคริปโตขนาดใหญ่ของอินโดนีเซีย เนื่องจากการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วทั้งประเทศ

อินโดนีเซียมีเงินไหลเข้าจากสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่า 157.1 พันล้านดอลลาร์ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2566 ถึงมิถุนายน 2567 ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียกลางและเอเชียใต้และโอเชียเนีย (Central & Southern Asia and Oceania:CSAO) ตามรายงานประจำปี 2024 ของ Chainalysis

กรอบภาษีใหม่จะยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับผู้ซื้อคริปโต ซึ่งก่อนหน้านี้จะอยู่ระหว่าง 0.11-0.22% และเพิ่มภาษีการขุดจาก 1.1% สองเท่าเป็น 2.2%

การขุดเหรียญคริปโตจะไม่ได้รับสิทธิจ่ายภาษีเงินได้พิเศษ 0.1% ภายในปี 2569 และจะต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม ภาษีมูลค่าเพิ่มมีผลบังคับใช้กับบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมคริปโต โดยภาษีมูลค่าเพิ่มจะถูกเรียกเก็บจากบริการที่ให้บริการโดยผู้จัดการซื้อขายที่อำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมคริปโตผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มยังถูกเรียกเก็บจากบริการตรวจสอบธุรกรรมที่ให้บริการโดยผู้ขุดสินทรัพย์คริปโตอีกด้วย

บริการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลครอบคลุมกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงบริการสำหรับการซื้อและขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยใช้ fiat currency(เงินตรา) และการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลหนึ่งเป็นอีกสินทรัพย์หนึ่ง (swaps)

มาตรา 3 ของกฎกระทรวงการคลังระบุเพิ่มเติมว่าบริการเหล่านี้รวมถึงกิจกรรมกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) เช่น การฝาก การถอน การโอนสินทรัพย์ดิจิทัลไปยังบัญชีอื่น และการจัดหาหรือการจัดการสื่อบันทึกสินทรัพย์ดิจิทัล

ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นไป จะเรียกเก็บภาษีการขายคริปโตผ่านตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 1% เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 0.2% ในปัจจุบัน ขณะที่ธุรกรรมบนแพลตฟอร์มในประเทศจะเผชิญกับการเพิ่มขึ้นจาก 0.1% เป็น 0.21%

เวียดนามเตรียมเปิดศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศสิ้นปี 2568

เขตเมืองใหม่ทูเทียม ในไซ่ง่อนที่มาภาพ :https://vir.com.vn/ho-chi-minh-city-international-financial-centre-to-be-built-in-thu-thiem-new-urban-area-124301.html

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการติดตามและกำกับดูแลศูนย์การเงินระหว่างประเทศ (IFC) ของเวียดนาม ได้ลงนามในมติเมื่อวันศุกร์ (1 สิงหาคม 2568) อนุมัติแผนปฏิบัติการจัดตั้ง IFC ในนครโฮจิมินห์และ เมืองดานัง ภายในสิ้นปี 2568

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ได้มีการลงนามในมติฉบับที่ 1646/QĐ-TTg เกี่ยวกับการจัดตั้งคณะกรรมการติดตามและกำกับดูแลศูนย์การเงินระหว่างประเทศ IFC ในเวียดนาม โดยมีนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งประธาน ตามมติของสมัชชาแห่งชาติที่ 222/2025/QH15 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2568 เกี่ยวกับการพัฒนา IFC

IFC จะช่วยสร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการระดมทุนระยะกลางและระยะยาว และสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ตามแผนดังกล่าว รัฐบาลจะพัฒนากรอบกฎหมายสำหรับ IFC เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ความสอดคล้อง และสิทธิประโยชน์จูงใจที่แข็งแกร่งในการดึงดูดเงินทุนระหว่างประเทศ เทคโนโลยี ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพสูง และรูปแบบการบริหารจัดการขั้นสูง พร้อมกับรักษาความมั่นคงทางการเงินและการคลัง

โครงสร้างพื้นฐานและบริการที่จำเป็น ซึ่งรวมถึงการขนส่ง โทรคมนาคม และโลจิสติกส์ จะได้รับการพัฒนาเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ IFC โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น แผนนี้มุ่งเป้าไปที่การพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินขั้นสูง ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนคาร์บอนและสินค้าโภคภัณฑ์ ฟินเทค และธนาคารดิจิทัล โดยจะสรุปการพัฒนาบริการสนับสนุนมาตรฐานสากล เช่น การสนับสนุนทางกฎหมาย การตรวจสอบบัญชี และโซลูชันไอที ภายในสิ้นปีนี้

แผนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินขั้นสูง ครอบคลุมตลาดคาร์บอนและสินค้าโภคภัณฑ์ ฟินเทค และธนาคารดิจิทัล โดยกำหนดแนวทางการพัฒนาบริการสนับสนุนมาตรฐานสากล เช่น การสนับสนุนทางกฎหมาย การตรวจสอบบัญชี และโซลูชันไอที ภายในสิ้นปีนี้

ด้วยเหตุนี้ นครโฮจิมินห์จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตไซ่ง่อน เบ๊นถั่ญ และทูเทียม ซึ่งมีพื้นที่รวม 793 เฮกตาร์ ที่กำหนดไว้สำหรับ IFC พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านซอฟต์แวร์ เช่น การติดตั้ง 5G และโครงสร้างพื้นฐานเมืองอัจฉริยะ

ดานังจะจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานของ IFC ในเขตที่กำหนด ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น เซิร์ฟเวอร์คลาวด์ ระบบเฝ้าระวัง ศูนย์ควบคุมอัจฉริยะ สินทรัพย์ดิจิทัล และผลิตภัณฑ์ NFT บนบล็อกเชน

รวมทั้งจะให้ความสำคัญกับการนำร่องการดำเนินโครงการทดลองเชิงกฎระเบียบ (regulatory sandbox)สำหรับนวัตกรรมฟินเทค การยกระดับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ การเสนอสิทธิประโยชน์จูงใจในการลงทุนสำหรับบริการทางการเงินที่มีมูลค่าสูง และการพัฒนากลุ่มบุคลากรที่มีความสามารถสำหรับ IFC

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ กล่าวในการประชุมเกี่ยวกับการดำเนินการตามมติของสมัชชาแห่งชาติเรื่องการจัดตั้ง IFC ในเวียดนามซึ่งจัดขึ้นในนครโฮจิมินห์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมว่า ความสำเร็จของศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศจะนำมาซึ่งผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์และครอบคลุม วางรากฐานให้เวียดนามบรรลุเป้าหมายการพัฒนา

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ย้ำว่าการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จของ IFC จะช่วยขยายการเชื่อมโยงระหว่างเวียดนามและตลาดการเงินโลก ซึ่งจะดึงดูดสถาบันการเงินและเงินทุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ IFC ยังจะพัฒนาระบบนิเวศบริการทางการเงินและการธนาคารที่ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล พร้อมทั้งบรรลุความก้าวหน้าเชิงคุณภาพที่สำคัญในการพัฒนาตลาดการเงินของเวียดนาม และมั่นใจว่าการดำเนินงานมีความโปร่งใส เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

IFC คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างบทบาท ชื่อเสียง และอิทธิพลของเวียดนามบนเวทีระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศสามารถมีส่วนร่วมอย่างลึกยิ่งขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก ห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่การผลิต ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีความเป็นอิสระ ยืดหยุ่น และยั่งยืน มีส่วนสนับสนุนในการคุ้มครองความมั่นคงทางการเงินของชาติ และรักษาเสถียรภาพทางการเมือง ความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในสังคม ให้เกิดสภาพแวดล้อมที่มั่นคงสำหรับการพัฒนา ซึ่งนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและความสุขที่มากขึ้นแก่ประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การพัฒนา IFC ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในด้านสถาบัน นโยบาย และการระดมทรัพยากร

เวียดนามไม่ได้พัฒนา IFC เพียงเพื่อดึงดูดนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำในเชิงรุกในการนำรูปแบบทางการเงินใหม่ๆ และสร้างพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรมเกิดใหม่ เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน เครดิตคาร์บอน และธนาคารดิจิทัล

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างหลักประกันแนวทางที่กลมกลืนและสมดุลระหว่างการเปิดเสรีทางการเงินและความมั่นคงทางการเงินที่ยั่งยืน และยืนยันถึงพันธสัญญาว่าภายในปี 2578 ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศทางการเงิน ของเวียดนามจะติดอยู่ใน 75 อันดับแรกของศูนย์กลางการเงินชั้นนำของโลก และ 25 ศูนย์กลางการเงินชั้นนำของเอเชียแปซิฟิก

เศรษฐกิจเวียดนามครึ่งแรกของปีเติบโต 7.52% สูงสุดในรอบทศวรรษ

ที่มาภาพ: https://vietnam.travel/places-to-go/southern-vietnam/ho-chi-minh-city

เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ด้วยอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบทศวรรษที่ 7.52% สูงกว่าการคาดการณ์ทั่วโลก และตอกย้ำสถานะของประเทศในฐานะประเทศที่มีผลงานโดดเด่นท่ามกลางสภาพการณ์โลกที่ผันผวน

ผลลัพธ์อันโดดเด่นนี้ทำให้นักพยากรณ์นานาชาติปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจขึ้น โดยสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 เป็น 7% ส่งผลให้เวียดนามเป็นผู้นำที่มีศักยภาพในการเติบโตในภูมิภาค ธนาคารยูโอบีของสิงคโปร์ได้ปรับเพิ่มประมาณการจาก 6% เป็น 6.9% โดยชี้ไปที่การฟื้นตัวอย่างชัดเจนของภาคการผลิตและการค้า

แต่ก็มีหลายสถาบัน เช่น ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ที่ยังคงระมัดระวัง แต่ชี้ว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคของเวียดนามมีความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นในการรับมือกับแรงกดดันจากทั่วโลก รายงานของ ADB ประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ระบุว่าการค้าและการลงทุนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ โดยการลงทุนภาครัฐที่เร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญ

การส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญที่สดใส โดยมีมูลค่าการซื้อขายแตะ 219 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงหกเดือนแรก เพิ่มขึ้นกว่า 14% เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล หนุนทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ และรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน นักลงทุนต่างชาติยังคงมีมุมมองเชิงบวก โดยได้รับแรงหนุนจากความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ ความสามารถในการผลิตที่คล่องตัว และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีขึ้นของเวียดนาม

ผลสำรวจกลางปี 2568 โดยหอการค้าอเมริกันในเวียดนาม (AmCham) แสดงให้เห็นว่า 61% ของบริษัทต่างๆ ยังคงรักษาหรือเพิ่มการจ้างงาน ขณะที่ 52% รายงานว่ารายได้เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะผู้ผลิต ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และบริษัทเทคโนโลยี ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงคำสั่งซื้อจากทั่วโลกไปยังเวียดนาม

แวดวงธุรกิจในยุโรปต่างแสดงความเห็นในเชิงบวกเช่นเดียวกัน โดยผู้ตอบแบบสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ของหอการค้าแห่งยุโรป (EuroCham) เกือบสามในสี่รายแนะนำเวียดนามให้เป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ แม้ว่าความตึงเครียดด้านการค้าโลกจะยังคงคุกรุ่นอยู่ก็ตาม

องค์กรระหว่างประเทศเรียกร้องให้เวียดนามรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและผลักดันการปฏิรูปสถาบันเพื่อรักษาแรงส่งการฟื้นตัว อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 4% ติดต่อกัน 11 เดือน ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของนโยบายการเงิน การลงทุนภาครัฐที่รวดเร็วขึ้น ระบบราชการที่คล่องตัวขึ้น และความโปร่งใสทางธุรกิจที่มากขึ้น ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตในระยะยาว

เมื่อแยกตามภาคส่วน ภาคการผลิตเทคโนโลยี โลจิสติกส์ และบริการส่งออกมีการเติบโตก้าวหน้า ขณะที่ภาคบริการวิชาชีพ การศึกษา และอสังหาริมทรัพย์ยังคงตามหลัง ซึ่งส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและการปรับตัว

โดยรวมแล้ว เวียดนามอยู่ในสถานะที่ดีที่จะเป็นผู้นำการเติบโตของอาเซียน+3 ในปีนี้ หากรัฐบาลและภาคธุรกิจยังคงให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน