
ทั้งนี้ หน่วยงานสาธารณสุข และที่ปรึกษาทางการแพทย์ของทำเนียบขาว ประกอบด้วย ดร.โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ดร.เจเนต วูดคอก รักษาการประธานสำนักงานอาหารและยา(FDA) ดร.แอนโทนี เฟาซี ที่ปรึกษาทางการแพทย์ของทำเนียบขาว และหน่วยงานสาธารณสุขอื่น ได้ออกแถลงการณ์ร่วม
ข้อมูลของ CDC ระบุว่า แม้วัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพและเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการป้องกันการเกิดอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไปประสิทธิภาพลดลง
ในช่วงแรกการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันมีเป้าหมายไปที่ผู้ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาก่อน ในส่วนของผู้ที่ได้รับวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันอาจต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นเช่นกัน แต่กำลังรอข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งจะได้ทราบในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้
โดยผู้ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาควรได้รับวัคซีนกระตุ้นหลังจากฉีดเข็มที่ 2 มาแล้ว 8 เดือน ซึ่งจะเริ่มฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ บ้านพักคนชรา และผู้สูงอายุเป็นลำดับแรก
การตัดสินใจฉีดวัคซีนกระตุ้นนี้เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตาและการติดเชื้อในผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วเพิ่มมากขึ้น
โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “แม้ว่าวัคซีนของเราจะช่วยป้องกันการเข้าโรงพยาบาล แต่เราได้เห็นหลักฐานแล้วว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเวลาผ่านไปและเมื่อเผชิญกับไวรัสสายพันธุ์เดลตา”
โดยอัลเบิร์ต เบอร์ลา ซีอีโอของไฟเซอร์เผยว่า ประสิทธิผลของวัคซีนไฟเซอร์ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งลดลงเหลือประมาณ 84% หลังจากได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ประมาณ 4-6 เดือน ในส่วนของโมเดอร์นากล่าวว่าวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพ 93% ในช่วง 6 เดือนหลังจากฉัดเข็มที่ 2 แต่คาดว่าจะลดลงอีกและต้องใช้วัคซีนกระตุ้น
รวมถึงยังมีการศึกษาชิ้นหนึ่งในนิวยอร์กตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคมถึง 25 กรกฎาคม พบว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อลดลงจากประมาณ 92% เป็น 80% และการศึกษาของ Mayo Clinic ที่แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของวัคซีนของไฟเซอร์ลดลงจากประมาณ 76% เป็น 42% ในขณะที่โมเดอร์นาลดลงจาก 86% เป็น 76%
นอกจากนี้ CDC ยังพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาลดลงโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
จากผลการศึกษาพบว่าวัคซีนทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ผู้ที่อาศัยในบ้านพักคนชราติดเชื้อถึง 75% ในฤดูหนาวที่แล้วและต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่ลดลงเหลือ 53% ในวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา
โดยจะมีการหารือเกี่ยวกับเรื่องของความปลอดภัยและประสิทธิผลของวัคซีนเข็มที่ 3 รวมถึงจะมีการใช้วัคซีนยี่ห้ออื่นเป็นวัคซีนกระตุ้นหรือไม่ ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้
ในขณะเดียวกัน เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกได้ขอให้ประเทศที่ร่ำรวยหยุดการฉีดวัคซีนกระตุ้นอย่างน้อยจนถึงสิ้นเดือนกันยายน เพื่อให้ประเทศที่ยากจนมีโอกาสฉีดวัคซีนเข็มแรกให้กับประชากรของพวกเขา ซึ่งคำขอนี้เป็นส่วนหนึ่งในแผนของ WHO ที่จะฉีดวัคซีน 40% ของทั่วโลกภายในเดือนธันวาคม
และมีผู้สนับสนุนด้านสุขภาพบางรายกล่าวว่าสหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญกับการส่งวัคซีนไปยังประเทศที่กำลังขาดแคลน แทนที่จะให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนกระตุ้นให้ชาวอเมริกัน
ซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ตอบกลับถึงการวิพากษ์วิจารณ์นี้ในวันพุธที่ผ่านมาว่า “ผมไม่เห็นด้วย” ไบเดนกล่าว “เราสามารถดูแลอเมริกาและช่วยโลกได้ในเวลาเดียวกันได้”
Biden administration to begin rolling out booster shots the week of Sept. 20