ThaiPublica > ข่าวประชาสัมพันธ์ > IRPC รับกระแสโลกเปลี่ยน รุกสร้างนวัตกรรมวัสดุและพลังงานแห่งอนาคต

IRPC รับกระแสโลกเปลี่ยน รุกสร้างนวัตกรรมวัสดุและพลังงานแห่งอนาคต

20 พฤษภาคม 2021


ข่าวประชาสัมพันธ์

นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

IRPC พร้อมรับกระแสโลกเปลี่ยน สร้างนวัตกรรมวัสดุและพลังงานแห่งอนาคต สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนรับเทรนด์โลก วางเป้าเพิ่มสัดส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) สูงถึง 30% ภายในปี 2567 รุกผลิตวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพ และส่วนประกอบยานยนต์ไฟฟ้า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่

นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC กล่าวว่า แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงกระแสโลก ซึ่งถือเป็น Global Megatrends ที่จะมาเปลี่ยนแปลงสังคมและความเป็นอยู่ของประชาคมโลก โดยเฉพาะหลังเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างมาก ซึ่งเทรนด์ที่คนทั่วโลกต่างกำลังให้ความสนใจ คงหนีไม่พ้นเรื่องของสุขภาพ การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและพลังงานสะอาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด

แผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ IRPC ในปีนี้จะเน้นการสร้างและพัฒนานวัตกรรมวัสดุและพลังงานแห่งอนาคต เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคทุกรูปแบบในอนาคต ด้วยการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะขับเคลื่อนให้ IRPC เติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ IRPC วางเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (specialty) สูงถึง 30% ภายในปี 2567 ด้วยกลยุทธ์ในการใกล้ชิดเข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น (Human centric) มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ โดยเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตสูง เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการจับมือกับพันธมิตร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจ

“IRPC ได้ตระหนักถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก จึงได้ร่วมทุนกับ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด (บริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100%) จัดตั้ง บริษัท อินโนโพลีเมด จำกัด ขับเคลื่อนธุรกิจการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ ที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญ และเล็งเห็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษไปสู่ Smart Material ที่ตอบสนองผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และจะช่วยเพิ่มความมั่นคงและแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ ตามนโยบาย Thailand 4.0 สู่การเป็น Medical Hub”

สำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไม่ถักไม่ทอ (Non-woven Fabric) ที่ขึ้นรูปด้วยวิธี Melt Blown มีลักษณะเส้นใยขนาดเล็ก และละเอียดในระดับนาโนเมตรถึงไมโครเมตร มีคุณสมบัติในการกรองที่มีประสิทธิภาพสูง ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีนชนิดพิเศษ (PP melt blown grade) ที่ IRPC ได้วิจัยและพัฒนาเป็นบริษัทแรกของประเทศไทย คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ไตรมาส 4 ปี 2564

นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม เพื่อสร้างผลิตภัณท์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมทางการแพทย์ให้ครอบคลุมและหลากหลายมากขึ้น เช่น ถุงอาหาร ถุงเลือด และถุงล้างไตสำหรับผู้ป่วย ที่ผลิตจากเม็ด PP และผลิตภัณท์ NBL หรือ Nitrile Butadiene Latex ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตถุงมือแพทย์ ร่วมกับองค์กร ทั้งเอกชน และภาครัฐ สอดรับกับเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ ที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็ว

สำหรับเทรนด์ที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพแวดล้อมและการใช้พลังงานสะอาด ส่งผลให้อุตสาหกรรมรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (EV) เติบโตอย่างมาก ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ภายใต้แผนการลงทุน EEC และ Roadmap การใช้รถยนต์ EV ในประเทศไทยปี 2578 และถือเป็นกลไกที่จะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมรถยนต์ EV อยู่ในทิศทางที่เติบโตมากขึ้น

IRPC อยู่ในระหว่างการวิจัยและพัฒนาวัสดุที่เป็นส่วนประกอบของแบตเตอรี่ที่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนารถยนต์ EV เช่น Battery Separator และ Li-Ion Electrode นอกจากนั้น บริษัทฯ ได้ร่วมทุนกับบริษัท เจแปน โพลิโพรพิลีน คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ JPP ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 50 ของบริษัท ไมเท็กซ์ โพลิเมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Mytex Polymers (Thailand) Co. Ltd) รุกตลาดเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษพีพีคอมพาวด์ (Polypropylene Compound: PP Compound) ให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งขณะนี้เริ่มดำเนินการผลิตและอยู่ในระหว่างการทดสอบผลิตภัณฑ์ เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ EV เป็นปัจจัยบวกสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เพราะมีทิศทางความต้องการใช้พลาสติกเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตของรถยนต์ EV ในสัดส่วนต่อคันที่เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50