ThaiPublica > สู่อาเซียน > ASEAN Roundup ฟิลิปปินส์ห้ามคนบินท่องเที่ยวต่างประเทศชั่วคราว

ASEAN Roundup ฟิลิปปินส์ห้ามคนบินท่องเที่ยวต่างประเทศชั่วคราว

25 กรกฎาคม 2020


ASEAN Roundup ประจำวันที่ 19-24 กรกฎาคม 2563

  • ฟิลิปปินส์ห้ามคนบินท่องเที่ยวต่างประเทศชั่วคราว
  • สิงคโปร์จับมือ Nasdaq หนุน Dual Listings สหรัฐฯ
  • สิงคโปร์ใช้กฎหมายล้มละลาย ปรับโครงสร้างและเลิกกิจการฉบับใหม่
  • ประชากรเวียดนามเพิ่มจำนวนเร็วกว่าที่คาด 10 ปี
  • เวียดนาม-นิวซีแลนด์ ตกลงใช้อิเล็กทรอนิกส์รับรองสินค้าเกษตร
  • ฟิลิปปินส์ห้ามคนบินท่องเที่ยวต่างประเทศชั่วคราว

    ที่มาภาพ: https://news.abs-cbn.com/news/02/02/20/ph-imposes-travel-ban-on-china-as-new-coronavirus-infections-rise-globally

    แฮร์รี โรเก โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เปิดเผยในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2563 ว่า รัฐบาลได้ระงับการเดินทางออกนอกประเทศเพื่อการท่องเที่ยวของประชาชนชั่วคราว ยกเว้นผู้ที่มีตั๋วเครื่องบินวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ได้จองล่วงหน้าไว้และมีการยืนยันแล้ว

    สาเหตุที่ต้องมีการเปลี่ยนคำสั่งมาระงับการเดินทาง เนื่องจากมีบริษัทประกันภัยเพียงรายเดียวที่ตกลงรับประกันให้กับประชาชน ซึ่งต้องมีการทำประกันตามที่คณะทำงานเฉพาะกิจด้านโรคติดเชื้อ (Inter-Agency Task Force on Emerging Infectious Diseases: IATF-EID) กำหนด

    IATF-EID กำหนดให้ประชาชนจะต้องทำประกันที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่พักหากต้องถูกกักตัวในต่างประเทศ รวมทั้งต้องมีประกันสุขภาพหากต้องเข้ารับการรักษาโรคโควิด-19 ในต่างประเทศ

    “ข่าวร้ายก็คือ มีบริษัทประกันเพียงรายเดียวในฟิลิปปินส์ที่รับทำประกันการเดินทางและประกันสุขภาพ ดังนั้น IATF จึงระงับการเดินทางออกนอกประเทศที่ไม่ถือว่าเป็นการเดินทางที่จำเป็น”

    ก่อนหน้านี้ในวันที่ 7 กรกฎาคม รัฐบาลได้ยกเลิกคำสั่งการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว หากสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้

    รัฐบาลยังอนุญาตให้เดินทางได้หากเป็นการเดินทางที่จำเป็น โดยตามคำสั่งของ IATF การเดินทางที่จำเป็นนั้นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังนี้

  • ประกาศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องในการเดินทาง รวมถึงความเสี่ยงของความล่าช้าในการเดินทางกลับ จะแสดงให้เห็นในเคาน์เตอร์เช็คอินของสายการบิน
  • การเดินทางกลับ ต้องปฏิบัติตามแนวทางเดียวกับการนำชาวฟิลิปปินส์กลับจากต่างประเทศ ที่กำหนดโดยคณะทำงานเฉพาะกิจ ที่ครอบคลุมการกักกัน ตามสถานที่ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล จนกว่าจะมีทดสอบโควิด-19 เป็นลบ

    การเดินทางที่จำเป็นหมายถึงการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อธุรกิจและการทำงานการแพทย์ฉุกเฉินและเหตุผลด้านมนุษยธรรมอื่นๆ

    ชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานในต่างประเทศ นักเรียนที่เรียนในต่างประเทศ หรือเป็นผู้เข้าร่วมในโครงการแลกเปลี่ยน ผู้อยู่อาศัยถาวรในเขตอำนาจศาลต่างประเทศ และชาวต่างชาติ ก็สามารถได้รับอนุญาตให้ออกนอกประเทศได้เช่นกัน

    สิงคโปร์จับมือ Nasdaq หนุน Dual Listings สหรัฐฯ

    ที่มาภาพ: https://www.straitstimes.com/business/companies-markets/sgx-and-nasdaq-extend-partnership-to-help-firms-access-capital

    ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาด Nasdaq ได้ขยายความเป็นพันธมิตรให้ครอบคลุมการสนับสนุนบริษัทให้เข้าถึงแหล่งทุนของแต่ละฝ่ายได้ ด้วยการวางกรอบที่คล่องตัวมากขึ้นสำหรับผู้ออกหลักทรัพย์ที่ต้องการจดทะเบียนแบบ secondary listing ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์

    ตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองแห่งได้กระชับความร่วมมือในจังหวะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนตึงเครียดมากขึ้น จีนแผ่นดินใหญ่เองได้ออกกฎหมายความมั่นคงทำให้มีอำนาจควบคุมฮ่องกงแบบเบ็ดเสร็จ ขณะที่การแข่งขันในฐานะศูนย์กลางการเงินระหว่างฮ่องกงและสิงคโปร์รุนแรงมากขึ้น

    ภายใต้กรอบความร่วมมือใหม่จะอนุญาตให้ใช้เอกสารที่จำเป็นสำหรับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ อิงตามข้อมูลที่ได้ให้ไว้เมื่อจดทะเบียนในสหรัฐฯ และการยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ และ/หรือ Nasdaq พร้อมกับการเปิดเผยเพิ่มเติมตามกฎของสิงคโปร์

    การทำข้อตกลงจดทะเบียนแบบ dual-listing กับ Nasdaq “จะเสริมโปรไฟล์ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ว่าเป็นตลาดหลักทรัพย์สำคัญต่อการจดทะเบียน (เข้าตลาด) ของธรกิจเทคโนโลยีในเอเชีย” มาร์กาเร็ต หยาง นักวิเคราะห์จากเดลีเอ็กซ์ให้ความเห็นและกล่าวอีกว่า งานนี้มีความสำคัญต่อสิงคโปร์ ซึ่งประสบกับการถอนตัวออกจากตลาดและไม่มีการเสนอขายหุ้น IPO จากธุรกิจเทคโนโลยีเลยในปีที่แล้ว

    ความร่วมมือจะช่วยให้ในการติดตามและประเมินผลของผู้ออกตราสารและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการส่งต่อคดีไปยังเจ้าหน้าที่ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปรับตัวลดลงในเดือนพฤษภาคมหลังจาก MSCI ประกาศว่าจะโยกการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์สำหรับตราสารอนุพันธ์บางตัวจากสิงคโปร์ไปยังฮ่องกง

    ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า จะเปิดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตัวใหม่ที่อ้างอิงหุ้นรายตัว (single-stock-futires) ที่จดทะเบียนในสิงคโปร์และต้องการได้รับหุ้นที่เหลือ 80%

    นอกจากนี้ความร่วมมือนี้ยังเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งยกเลิกสถานะพิเศษของฮ่องกง และลงนามคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ทางการจีนที่รับผิดชอบในการจัดการกับการประท้วงในฮ่องกง ในเดือนพฤษภาคมวุฒิสภาสหรัฐฯ อนุมัติร่างกฎหมายที่มีผลห้ามบริษัทจีนไม่ให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    นีร์กุนัน ตีฤเชลวัม จากเทลลิมอร์ให้ความเห็นว่า ความร่วมมือเป็นผลบวกต่อสิงคโปร์ เป็นโอกาสของตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ที่จะกลับมาอีกครั้งหลังจากเจอการถอนหุ้นออกจากตลาด และอาจจะเป็นแม่เหล็กถึงการจดทะเบียนของบริษัทชั้นนำ เพราะสถานการณ์ของฮ่องกงไม่ชัดเจน

    สิงคโปร์ใช้กฎหมายล้มละลาย ปรับโครงสร้างและเลิกกิจการฉบับใหม่

    กระทรวงยุติธรรม (Ministry of Law) สิงคโปร์เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย การปรับโครงสร้างและการเลิกกิจการ พร้อมกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 48 ฉบับ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 นี้

    กฎหมายฉบับนี้จัดเป็นประมวลกฎหมายที่รวมกฎหมายล้มละลายบุคคลและธุรกิจ กับกฎหมายการปรับโครงสร้างหนี้ให้เป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน นอกจากนี้ยังปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่เป็นสากล

    สำหรับการล้มละลายของบุคคล ข้อที่เปลี่ยนแปลงไปชัดเจน คือ การเพิ่มเพดานหนี้สูงสุดสำหรับแผนการชำระคืนหนี้เป็น 150,000 ดอลลาร์สิงคโปร์จาก 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

    บทบัญญัติส่วนใหญ่ยังคงตามพระราชบัญญัติล้มละลายที่ถูกยกเลิก หลังจากการแก้ไขครั้งสำคัญในปี 2558 สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ของ บริษัท และการล้มละลาย พระราชบัญญัตินี้ได้เพิ่มเงื่อนไข รวมถึงการจำกัดสิทธิตามสัญญาบางอย่างที่เกิดขึ้น เมื่อเริ่มดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้

    กฎหมายฉบับนี้ได้ขยายขอบเขตของสาเหตุของการดำเนินการ ที่อาจได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบุคคลที่สาม โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการดำเนินการของผู้มีตำแหน่งในสำนักงาน ซึ่งอาจไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากขาดเงินทุน และกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดขั้นตอนแบบย่อเพื่อยุบกิจการที่มีสินทรัพย์ไม่เพียงพอที่จะจ่ายเพื่อการชำระกิจการ

    นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งระบบการออกใบอนุญาตและกฎระเบียบใหม่สำหรับผู้ปฏิบัติงานการล้มละลาย ซึ่งรวมถึงชุดข้อกำหนดสำหรับการอนุญาตและการต่ออายุใบอนุญาตผู้ปฏิบัติงานการล้มละลาย ตลอดจนมาตรฐานทั่วไปและมาตรฐานขั้นต่ำของจรรยาบรรณวิชาชีพ

    กฎหมายนี้จัดทำขึ้นจากการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธุรกิจ พ.ศ. 2560 ซึ่งปรับปรุงกรอบการฟื้นฟูและการปรับโครงสร้างธุรกิจ

    กระทรวงยุติธรรม กำลังพิจารณามาตรการชั่วคราวเพิ่มเติม นอกเหนือจากกระบวนการในกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือบริษัทขนาดเล็กและขนาดย่อม ซึ่งอาจต้องการการสนับสนุนในการปรับโครงสร้างหนี้ หรือยกเลิกธุรกิจเนื่องจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19

    ประชากรเวียดนามเพิ่มจำนวนเร็วกว่าที่คาด 10 ปี

    ที่มาภาพ: https://e.vnexpress.net/news/news/vietnam-population-might-peak-10-years-earlier-than-un-forecast-lancet-study-4132248.html

    จำนวนประชากรของเวียดนามอาจแตะระดับสูงสุดเร็วกว่าที่สหประชาชาติประมาณการไว้ถึง 10 ปี จากการศึกษาของ Lancet โดยคาดว่าจะมีจำนวน 107.25 ล้านคนในปี 2587

    ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ใน The Lancet วารสารทางการแพทย์ ประมาณการฉากทัศน์ประชากรในช่วง 2561-2643 ใน 195 ประเทศและเขตปกครอง โดยประเมินจากข้อมูลภาระโรคในระดับโลก (Global Burden of Disease Study: GBD) ในปี 2560 และจากการศึกษาเชิงสังเกตด้านระบาดวิทยาที่อธิบายการตายและการเจ็บป่วยจากโรคที่สำคัญ การบาดเจ็บและปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับโลกระดับชาติและระดับภูมิภาค

    เวียดนามจะมีจำนวนประชากรสูงสุดเร็วเป็นอันดับที่ 5 ใน 13 ประเทศและเขตปกครองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามหลังไทยที่มีจำนวน 71.67 ล้านคนในปี 2571 มอริเชียส 1.3 ล้านคน ศรีลังกา 22.34 ล้านคน ในปี 2574 และเซเชลส์ ในปี 2585

    ทั้งนี้คาดว่า ภูมิภาคนี้จะมีจำนวนประชากรสูงสุด 786.84 ล้านคนในปี 2595

    ในปีที่แล้วสหประชาชาติประมาณการว่า เวียดนามจะมีจำนวนประชากรสูงสุด 109.795 ล้านคนในปี 2597

    ผลการศึกษาของ The Lancet ระบุว่า ภายในปี 2643 จำนวนประชากรเวียดนามจะหดลงมาที่ 72.85 ล้านคน หรือลดลง 24.2% จาก 96.14 ล้านคนในปี 2560 และติดอันดับ 4 ของประเทศที่ประชากรลดลงสูงสุด ตามหลังศรีลังกาที่ลดลง 51.6% จาก 21.6 ล้านคนเป็น 10.45 ล้านคน ประเทศไทยลดลง 50.9% จาก 70.63 ล้านคนเป็น 34.66 ล้านคน และมอริเชียส 43.3% จาก 1.27 ล้านคนเป็น 0.72 ล้านคน

    มีเพียง 4 ประเทศในภูมิภาคนี้ คือ มาเลเซีย มัลดีฟส์ ฟิลิปปินส์ และติมอร์เลสเต ที่ประชากรจะเพิ่มขึ้นในปี 2643

    สหประชาชาติประเมินว่าเวียดนามจะมีจำนวนประชากร 97.437 ล้านคนในปี 2643

    นอกจากนี้ผลการศึกษาของ The Lancet พบว่า ประชากรโลกจะสูงสุดที่ 9.732 พันล้านคนในปี 2607 ก่อนที่จะลดลงมาที่ 8.785 ล้านคนในปี 2643 ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ต่ำลงและประชากรสูงวัย

    จาก 195 ประเทศและเขตปกครองที่ทำการศึกษานั้น มี 183 ประเทศและเขตปกครองจะมีประชากรลดลงต่ำกว่าระดับที่การเกิดมาทดแทนการตายเพื่อรักษาจำนวนประชากรภายในปี 2643

    “การคาดการณ์เหล่านี้ถือว่าเป็นข่าวดีเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม โดยมีแรงกดดันน้อยลงในระบบการผลิตอาหารและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำลง รวมถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับส่วนหนึ่งพื้นที่ทางใต้ของทะเลทรายสะฮารา,” คริสโตเฟอร์ เมอร์เรย์ ผู้อำนวยการสถาบันประเมินและชี้วัดสุขภาพ (Institute for Health Metrics and Evaluation) แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน และหัวหน้าทีมที่ทำการศึกษาและเขียนรายงานชิ้นนี้

    “อย่างไรก็ตาม ประเทศส่วนใหญ่นอกแอฟริกาจะเห็นการหดตัวของแรงงาน และพีระมิดกลับด้านของประชากร ซึ่งจะมีผลกระทบเชิงลบอย่างมากต่อเศรษฐกิจ”

    เวียดนามถึงจุดเปลี่ยนในปี 2558 เมื่อเริ่มเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุดในโลก กระทรวงแรงงาน ผู้ด้อยโอกาสและกิจกรรมสังคม (Ministry of Labor, Invalids and Social Affairs) ระบุในรายงานปี 2559

    หลายพื้นที่มีอัตราการเกิดลดลงต่ำกว่าอัตราการเกิดของทารกในครรภ์ที่เหมาะสม คือผู้หญิงหนึ่งคนให้กำเนิดเด็กสองคน ตัวอย่าง ในโฮจิมินห์ซิตีอัตรการเกิดอยู่ที่ 1.36 โดยเฉลี่ย ส่วนในเมืองอื่นๆ ทางตอนใต้ เช่น ด่งท้าป 1.34, เหิ่วซาง 1.53 และบ่าเสียะ-หวุงเต่า 1.37.

    อัตราการเกิดของประชากรที่ต่ำจะส่งผลให้ประชากรสูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะมีผลต่อสวัสดิการสังคม เช่น ประกันบำนาญ ประกันสุขภาพ และประกันสังคม

    รัฐบาลกระตุ้นให้ประชาชนแต่งงานก่อนอายุ 30 ปีและมีบุตรเร็ว โดยผู้หญิงมีลูกคนที่สองก่อนอายุ 35 ปี

    เวียดนาม-นิวซีแลนด์ตกลงใช้อิเล็กทรอนิกส์รับรองสินค้าเกษตร

    ที่มาภาพ: https://vietnamnews.vn/economy/769959/viet-nam-and-new-zealand-to-use-electronic-clearance-for-agricultural-products.html

    เวียดนาม-นิวซีแลนด์ได้ลงนามในข้อตกลงที่จะใช้ การรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสินค้าเกษตรที่ผ่านพิธีการศุลกากร

    ภายใต้ข้อตกลงนี้กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท (Ministry of Agriculture and Rural Development: MARD) กระทรวงการคลัง (MoF) ของเวียดนาม และกระทรวงและอุตสาหกรรมหลักของนิวซีแลนด์จะอำนวยความสะดวกในการผ่านพิธีการศุลกากร สำหรับสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมง ด้วยการใช้การรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Cert) ซึ่งเป็นการจัดการผ่านออนไลน์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เห็นชอบร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐ

    เลอ โกว๊ก แซวน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท กล่าวว่า ห่วงโซ่อุปทานการค้าโลกมีความซับซ้อนมากขึ้น อันเป็นผลจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 รวมถึงเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต สิ่งสำคัญคือการสร้าง ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลที่รวดเร็วปลอดภัยและเชื่อถือได้ผ่านโซลูชันออนไลน์

    เลอ โกว๊ก แซวน กล่าวว่า หลายประเทศได้ใช้โซลูชันออนไลน์เข้ามาแทนที่ระบบกระดาษ เพราะการแลกเปลี่ยนข้อมูลการรับรองอิเล็กทรอนิกส์โดยตรงทำให้กระบวนการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ ประมง และอาหาร ง่ายขึ้น รวมทั้งทำให้พิธีการศุลกากรเร็วขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มความน่าเชื่อถือและโปรงใส

    ในขณะเดียวกัน e-Cert จะช่วยลดความเป็นไปได้ของการฉ้อโกงในการซื้อขาย การจัดตั้งระบบ e-Cert ระหว่างทั้งสองประเทศจะทำให้เกิดสภาวะที่เอื้ออำนวยมากขึ้นสำหรับธุรกิจนำเข้าส่งออกและเจ้าหน้าที่ศุลกากร

    e-Cert เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เวียดนามร่วมในระบบการค้าโลกมากขึ้นและเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับเวียดนามในการเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพอื่นๆ

    หวู่ ทิ มาย รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังกล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็นความคิดริเริ่มที่ก้าวหน้า เนื่องจากมีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ ส่งเสริมการเติบโตและสร้างความมั่นใจในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และปกป้องชุมชนผ่านการนำผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงมาสู่ผู้บริโภค

    เวนดี แมททิวส์ เอกอัตราชฑูตนิวซีแลนด์ประจำเวียดนาม กล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะช่วยให้การค้าระหว่างสองประเทศเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และถูกลง นิวซีแลนด์เป็นประเทศชั้นนำของโลกในด้านการรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ ประสบความสำเร็จในการจัดตั้งระบบการรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์กับคู่ค้าจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศอาเซียน”

    กลไกการแลกเปลี่ยนความปลอดภัยของ e-Cert จะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียข้อมูล การปลอมแปลงและการกระทำผิด

    นิวซีแลนด์และเวียดนามฉลองครบรอบ 45 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ ณ สิ้นปี 2561 นิวซีแลนด์มีโครงการลงทุนในเวียดนาม 28 โครงการมีทุนจดทะเบียนรวมประมาณ 101.94 ล้านดอลลาร์ และเวียดนามมีโครงการร่วมลงทุน 6 โครงการในนิวซีแลนด์ด้วยทุนจดทะเบียน 25.62 ล้านดอลลาร์ ในด้านการแปรรูปและการผลิต โรงแรม อาหาร และอุตสาหกรรมการเกษตร