ThaiPublica > เกาะกระแส > ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ > ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ : “ลอบยิงรถ ‘บิ๊กโจ๊ก’ และ “เกาะติดสถานการณ์อิหร่าน-สหรัฐฯ หลัง “ทรัมป์” แถลง ชี้อิหร่านท่าทีอ่อนลง”

ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ : “ลอบยิงรถ ‘บิ๊กโจ๊ก’ และ “เกาะติดสถานการณ์อิหร่าน-สหรัฐฯ หลัง “ทรัมป์” แถลง ชี้อิหร่านท่าทีอ่อนลง”

11 มกราคม 2020


ประเด็นฮอตรอบสัปดาห์ประจำวันที่ 4-10 ม.ค. 2563

  • ลอบยิงรถ “บิ๊กโจ๊ก” เจ้าตัวคาด เกี่ยวข้อง 2 โครงการใหญ่ขัดใจผู้มีอำนาจ
  • ศาลปกครองสูงสุด สั่งคืนสิทธิ “ซีพี” ประมูลสนามบินอู่ตะเภา
  • หญิงหน่อยยัน ไม่ได้ลาออก-ไม่ทิ้ง พท.
  • กรมควบคุมมลพิษเผย 10 ม.ค. ฝุ่นกระทบสุขภาพแทบทุกพื้นที่ กทม.
  • เกาะติดสถานการณ์อิหร่าน-สหรัฐฯ หลัง “ทรัมป์” แถลง ชี้อิหร่านท่าทีอ่อนลง
  • ลอบยิงรถ “บิ๊กโจ๊ก” เจ้าตัวคาด เกี่ยวข้อง 2 โครงการใหญ่ขัดใจผู้มีอำนาจ

    พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ หักพาล (ภาพสมัยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง)
    ที่มาภาพ: เว็บไซต์คสยามรัฐ (http://bit.ly/2EbMHI2)

    เวลาประมาณ 21.00 น.วันที่ 6 ม.ค. 2563 เกิดเหตุคนร้ายสองคนขี่จักรยานยนต์ยิงใส่รถยนต์คันหนึ่งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลบางรัก (สน.บางรัก) โดยยิงเข้าที่บริเวณประตูหน้าและหลังฝั่งผู้โดยสารเป็นจำนวน 8 นัด (ประตูหน้า 1 นัด ประตูหลัง 7 นัด) ทั้งนี้ รถยนต์คันดังกล่าวเป็นของ พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตผู้บัญชาการ สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช. สตม.) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แต่ขณะที่เกิดเหตุนั้น พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ จอดรถทิ้งไว้และไม่มีผู้ใดอยู่ในรถ จึงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

    ที่มาภาพ: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (http://bit.ly/2T99oEF)

    ต่อมา วันที่ 8 ม.ค. 2563 พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ ได้เข้าให้ปากคำกับ พล.ต.อ. วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. และ พ.ต.อ. ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.บางรัก เพื่อหาสาเหตุและกลุ่มคนร้าย โดยหลังเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนนานกว่า 3 ชั่วโมง พล.ต.ท. สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ให้ข้อมูลหลายส่วน ทั้งเรื่องโครงการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างเครื่องพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลไบโอแมทริกซ์ที่ตนเซ็นยกเลิกคำสั่งสมัยเป็น ผบช.สตม. เชื่อว่าสาเหตุการยิงรถนั้นเกิดจากเรื่องดังกล่าว พร้อมนำเอกสารรายงานแจ้งปัญหาการใช้งานไบโอแมทริกซ์ มีผู้หวังดีส่งมาให้ยืนยันว่าระบบนี้ไม่ได้ดีจริง แต่ที่จับคนร้ายได้หลายๆ คดีเป็นเพราะฝีมือตำรวจ ส่วนเรื่องรถสายตรวจอัจฉริยะยี่ห้อ BMW ที่ สตม.จัดซื้อจัดจ้างในราคากว่า 900 ล้านบาท แต่กลับใช้เป็นรถนำขบวนเท่านั้น ทั้งที่หน่วยงานอื่นใช้รถที่ราคาถูกกว่า โครงการดังกล่าวมีค่าซ่อมบำรุงที่ค่อนข้างสูง มองว่าเป็นการนำภาษีประชาชนมาใช้โดยไม่เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนคดีการยิงรถของตน ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดตามคนร้ายที่ขี่รถจักรยานยนต์มาก่อเหตุ รวมถึงให้ข้อมูลเรื่องรถเบนซ์สีดำต้องสงสัยที่ขับมาวนในบริเวณร้านนวดแผนโบราณก่อนเกิดเหตุ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นใคร และใช้ปืนชนิดใด

    ในวันเดียวกัน ได้มีการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนาระหว่างชายสองคนที่คาดว่าเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจ โดยมีเนื้อหาไปในทางที่เข้าใจว่ามีการสั่งการไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีนี้มากเกินไป ทั้งยังมีการกล่าวถึงชื่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงหลายนายอยู่ในคลิป

    วันที่ 9 ม.ค. 2563 พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงคลิปเสียงดังกล่าวว่า เป็นบทสนทนาระหว่าง “ท่าน ผบ.ตร. (พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา) และ พล.ต.อ. วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. จริง” ซึ่งเป็นการกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ระดับเจ้าหน้าที่ตำรวจตามปกติ ในการทำงานให้เป็นพี่เลี้ยง ทำการกำกับ ดูแล ให้การสนับสนุน และปล่อยให้หน่วยที่รับผิดชอบได้ดำเนินการตามหน้างานตามปกติไป

    ศาลปกครองสูงสุด สั่งคืนสิทธิ “ซีพี” ประมูลสนามบินอู่ตะเภา

    ศาลปกครองสูงสุด พิพากษากลับศาลชั้นต้น – สั่งคืนสิทธิ “ซีพี” ร่วมประมูลสนามบินอู่ตะเภา

    เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 เวลา 10.00 น. ศาลปกครองสูงสุด นัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ.381/ 2562 หมายเลขแดงที่ อ. 1/2563 ระหว่าง บริษัท ธนโฮลดิ้ง จำกัด กับพวกรวม 5 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (ผู้ถูกฟ้องคดี) กรณีที่คณะกรรมการคัดเลือกฯ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้มีมติจากการประชุม ครั้งที่ 10/2562 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 ไม่รับซองข้อเสนอฉบับจริงและสำเนากล่องที่ 6 (ข้อเสนอทางเทคนิคและแผนธุรกิจ) และซองข้อเสนอกล่องที่ 9 (ข้อเสนอด้านราคา) ของผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 ราย ที่นำมายื่นข้อเสนอในโครงการดังกล่าวภายหลังเวลา 15.00 น. ซึ่งเป็นเวลาปิดรับซองแล้ว

    โดยในวันนี้ศาลปกครองสูงสุด “พิพากษากลับ คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น โดยให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (ผู้ถูกฟ้องคดี) เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2563 ที่ปฏิเสธไม่รับไม่รับข้อเสนอ ซองที่ 2 ซึ่งเป็นข้อเสนอด้านเทคนิคและแผนธุรกิจ กล่องที่ 6 และชองที่ 3 ข้อเสนอตันราคา กล่องที่ 9 ของผู้ฟ้องคดี และให้คำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้สิ้นผลนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา”

    อนึ่ง ก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลาง (ศาลชั้นต้น) ได้มีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” คดีดังกล่าวไปแล้ว เนื่องจากศาลเห็นว่าเอกสารซองข้อเสนอดังกล่าวมาถึงยังสถานที่รับซองภายหลังเวลา 15.00 น. ซึ่งเป็นกำหนดเวลาปิดการรับซองแล้ว ดังนั้น คณะกรรมการคัดเลือกฯ จึงปฏิเสธไม่รับกล่องซองข้อเสนอดังกล่าวไว้พิจารณาในขั้นตอนต่อไป โดยไม่สามารถพิจารณายกเว้นให้แก่กลุ่มกิจการค้าร่วมฯ เป็นกรณีพิเศษได้ ไม่เช่นนั้น อาจถือเป็นการเลือกปฏิบัติต่อเอกชนรายใดรายหนึ่ง และทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

    ต่อมา ผู้ฟ้องคดีทั้งห้า หรือ “กลุ่มกิจการค้าร่วม บริษัท ธนโฮลดิ้ง จำกัด” ประกอบด้วย บริษัท ธนโฮลดิ้ง จำกัด หรือ “ซีพี”, บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม จอยน์ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท โอเรียนท์ ซัคเซส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มายื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดว่า หากให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้ายื่นซองข้อเสนอให้ครบถ้วน ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับรัฐมากกว่าการยึดถือเวลาเพียง 9 นาที ซึ่งอาจมีบุคคลใดเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องของผู้ฟ้องคดีอยู่บ้าง แต่การเปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดียื่นซองข้อเสนอ เพื่อแข่งขันกับผู้ยื่นข้อเสนออีก 2 รายอย่างครบถ้วนและเป็นธรรมนั้น จะเป็นการเปิดกว้างให้คณะกรรมการนโยบายฯ ได้ใช้ดุลพินิจ ตัดสินใจในการคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมลงทุน ซึ่งไม่ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่ผู้ฟ้องคดีนำเอกสารจำนวน 2 กล่อง คือกล่องที่ 6 และกล่องที่ 9 มา ณ จุดลงทะเบียนยื่นข้อเสนอเมื่อเวลา 15.09 น. มาเป็นเหตุในการมีมติไม่รับข้อเสนอซองที่ 2 และซองที่ 3 จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อหลักพอสมควรแก่เหตุ ขัดต่อหลักความได้สัดส่วน และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

    ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาคดีอู่ตะเภา L

    หญิงหน่อยยัน ไม่ได้ลาออก-ไม่ทิ้ง พท.

    เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2563 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวภายในงานเลี้ยงปีใหม่ ส.ส. และทีมงานพรรคเพื่อไทย ซึ่งจัดขึ้นที่บ้านพักย่านลาดปลาเค้า ว่า ต้องขอบคุณ และเป็นความซาบซึ้งใจที่พวกเรามีความรัก ความสามัคคี มีความทุ่มเทให้พรรค เพราะเรารักพรรคมาก เรารู้ว่าเราสู้กับอำนาจรัฐ และอำนาจเงินจำนวนมากมาตั้งแต่ต้น แต่การเลือกตั้งซ่อมขอนแก่นครั้งนี้ ทุกคนทำเพราะรักพรรคอย่างแท้จริง ทุกจังหวัด ทุกภาคไปช่วยกันย่างเต็มที่ เรารักกันมากๆ ตนจึงอยากให้เรามีความรัก ความสามัคคีกันมากๆ เช่นนี้ แม้เราจะแพ้อำนาจเงิน แต่เราชนะหัวใจประชาชนอย่างแน่นอน

    ที่มาภาพ : เฟซบุ๊กคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

    คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า ขอบคุณที่เป็นห่วงเป็นใยตน ช่วง 2-3 วันมานี้มีคนโทรมาเยอะมาก ต้องบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตนได้พยายามทำอย่างเต็มที่ เมื่อได้รับมอบหมายให้เข้ามาทำหน้าที่ในพรรค ตนก็เป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งที่ทุ่มเททำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ในการนำพาพรรคเราที่ต้องต่อสู้กับอำนาจรัฐ ตนเข้าใจดีว่าการเมืองมีความเห็นต่าง และแตกแยกกัน แต่ไม่อยากให้ความชอบหรือไม่ชอบตน มาเป็นสิ่งที่ทำลายพรรค เวลาเป็นข่าวออกมาทีหนึ่ง คนเสียหายก็คือพรรค และเสียกำลังใจทุกคน

    “อยากบอกพี่ๆ ทุกคนว่า ไม่ต้องห่วงหน่อยเลย ให้หน่อยทำงานหน่อยก็ทำ แต่ถ้าไม่ให้หน่อยทำงาน หน่อยก็พร้อมเป็นผู้สนับสนุนพี่ๆ ยังไงก็ไม่ทิ้ง ยังไงก็ต้องช่วยทุกคน ดังนั้นหน่อยไม่อยากให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรค แม้อาจจะมีบางคนที่มีเรื่องอำนาจ หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ถือเป็นความผิดของหน่อยก็แล้วกัน หน่อยรับความผิดตรงนี้ที่ทำให้บางคนเขาไม่ชอบ แต่ไม่อยากให้พรรคต้องเสีย” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการพูดคุยกับผู้สื่อข่าวช่วงหนึ่งนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ยืนยันด้วยว่าไม่ได้มีการยื่นใบลาออกแต่อย่างใด

    คพ.เผย 10 ม.ค. ฝุ่นกระทบสุขภาพแทบทุกพื้นที่ กทม.

    ที่มาภาพ: เฟซบุ๊กแฟนเพจกรมควบคุมมลพิษ (http://bit.ly/2NdI4Bm)

    กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานข้อมูลคุณภาพอากาศ ประจำวันที่ 10 มกราคม 2563 เวลา 12.00 น. ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจกรมควบคุมมลพิษ ดังนี้

    ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกรมควบคุมมลพิษร่วมกับกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 สถานี ตรวจวัดค่าได้ 49 – 113 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม) โดยปริมาณฝุ่นละอองในภาพรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลายพื้นที่เมื่อเทียบกับช่วงเช้าของวันนี้ โดยพบพื้นที่มีปริมาณฝุ่นละอองเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 39 พื้นที่ (พื้นที่สีส้ม) และมีผลกระทบต่อสุขภาพ 10 พื้นที่ (พื้นที่สีแดง) ประชาชนควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น และติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ คพ. ยังคงรายงานสถานการณ์และแจ้งประสานข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการควบคุม กำกับ ดูแล ภารกิจตามมาตรการ “ภายใต้แผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ” อย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละอองให้กลับสู่ปกติ

    เกาะติดสถานการณ์อิหร่าน-สหรัฐฯ หลัง “ทรัมป์” แถลง ชี้อิหร่านท่าทีอ่อนลง

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงที่ทำเนียบขาว ที่มาภาพ: https://www.bbc.com/news/world-us-canada-51039520

    สำนักข่าวอัลจาซีร่า รายงานสรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 9 มกราคม 2563 กรณีความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

    ประธานนาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงหลังจากช่วงเช้าวันที่ 8 มกราคม 2563 กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (Revolutionary Guards Corps) ได้ปฏิบัติการโจมตี ฐานทัพอากาศอัล-อัสซาดในจังหวัดอันบาร์ และที่ฐานทัพอากาศ อิร์บิล ในอิรัก ซึ่งกองกำลังทหารสหรัฐฯ และกองกำลังพันธมิตรใช้เป็นที่ประจำการ

    ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้บ่งชี้ว่าสหรัฐฯ จะใช้กำลังทหารตอบโต้อิหร่าน หลังจากที่อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพอากาศอิรัก ซึ่งเป็นสัญญานว่า วิกฤติครั้งใหญ่ที่มีชนวนจากการปฏิบัติทางอากาศโจมตีสังหารนายพลกาเซม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ (Quds Force) ที่ทรงอิทธิพลและได้รับการเคารพอย่างมากของอิหร่าน นั้นผ่อนคลายลง

    ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าไม่มีทหารสหรัฐฯ บาดเจ็บ และมีความเสียหายน้อยมากจากการยิงขีปนาวุธกว่า 24 ลูกของอิหร่าน

    อียูขออิหร่านยึดข้อตกลงจำกัดนิวเคลียร์

    นายชาร์ลส์ มิเชล ประธานคณะมนตรียุโรป เปิดเผยว่าได้ พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายฮัสซัน รูฮานี ประธานาธิบดีของอิหร่านและเร่งขอให้อิหร่านยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงจำกัดนิวเคลียร์ที่ได้ทำไว้ในปี 2015 หลังจากที่อิหร่านประกาศยุติไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงซึ่งรู้จักกันในชื่อ แผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วม หรือ Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ก่อนหน้านี้

    นายมิเชลทวีตข้อความว่า “ได้คุยโทรศัพท์กับนายฮัสซัน รูฮานี ประธานาธิบดีของอิหร่านเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด JCPOA ยังคงมีความสำคัญต่อความมีเสถียรภาพของโลก ผมได้ขอให้อิหร่านอย่าทำอะไรที่ตรงข้าม”

    ที่มาภาพ: https://twitter.com/charlesmichel?lang=en

    โปปขอให้สหรัฐฯ กับอิหร่านเจรจา ข่มใจ

    สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ขอให้สหรัฐฯ กับอิหร่านหลีกเลี่ยงการทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและหันมาเจรจาและข่มใจตันเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายมากขึ้นในตะวันออกกลาง นับเป็นการให้ความเห็นโดยตรงต่อวิกฤติขณะนี้เป็นครั้งแรกในการกล่าวสุนทรพจน์ประจำปี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ State of the World ต่อเอกอัคราชทูตได้ที่รับการแต่งตั้งประจำกรุงวอชิงตัน

    “ความยุ่งยากกรณีนี้เป็นสัญญานที่มาจากทั้งภูมิภาค หลังจากความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่มากขึ้น” สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสกล่าวกับนักการทูต 180 ราย และกล่าวอีกด้วยว่า “ความตึงเครียดนี้เสี่ยงต่อการค่อยๆ ลดทอนกระบวนการสร้างใหม่ในอิรัก และเป็นต้นตอของความขัดแย้งที่ขยายวงมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการเลี่ยง”

    ญี่ปุ่นหนุนสหรัฐฯ กรณีอิหร่าน แต่ขอให้ยั้งๆ ไว้

    สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ญี่ปุ่นยืนหยัดอยู่ข้างสหรัฐฯ ในการตอบโต้ต่อการยิงขีปนาวุธของอิหร่านโจมตีฐานทัพอากาศในอิรักซึ่งกองกำลังสหรัฐฯ ประจำการอยู่ นายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า “ญี่ปุ่นได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยับยั้งชั่งใจ ดังนั้นจุดยืนของญี่ปุ่นคือสนับสนุนการระงับการตอบโต้โดยสหรัฐฯ ” สำนักข่าวเกียวโดรายงาน

    กองกำลังพิทักษ์การปฏิรูปอิหร่านเตือนยังมีอีกหนักกว่าเดิม

    ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิรูปอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps — IRGC) กล่าวว่า อิหร่านจะแก้แค้นหนักกว่าเดิมในเร็วๆ นี้ จากการรายงานของสำนักข่าวทาสนิม (Tasnim) โดยอ้างผู้บัญชาการอาวุโส อับดุลเลาะห์ อรากี ซึ่งให้ความเห็นหลังประธานาธิบดีทรัมป์แถลงว่า อิหร่านมีท่าทีที่อ่อนลง จากที่ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพอากาศในอิรัก

    สำนักทาสนิมรายงานด้วยว่าผู้ช่วยหัวหน้ากองกำลัง IRGC นายอาลี ฟาดาวี ระบุว่า การยิงขีปนาวุธของอิหร่านไปยังเป้าหมายซึ่งมีกองกำลังสหรัฐฯ อยู่นั้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังของกองทัพอิหร่าน และกองกำลังสหรัฐฯ ไม่สามารถทำอะไรได้

    ทูตอิหร่านประจำยูเอ็น ยัน อิหร่านไม่ต้องการสงคราม

    นายมาจิด ทัคห์ ราวานชี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ เปิดเผยกับสำนักข่าวอัลจาซีราว่า การดำเนินการใดๆ ของอิหร่านในระยะต่อไปขึ้นอยู่ว่าสหรัฐฯ จะทำอะไร แต่เรียกร้องให้มีการถอนกองกำลังสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค

    “อิหร่านไม่ต้องการทำสงคราม อิหร่านไม่ต้องการทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นในภูมิภาค การเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคไม่เป็นผลดีต่อใครเลย ดังนั้นอิหร่านต้องการให้มีความสงบสุขเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน และสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภูมิภาคนี้สงบสุขได้คือการถอนกองกำลัง กองกำลังสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค”

    นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติกล่าวว่า สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องขอความร่วมมือนั้นเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ และปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ เพราะสหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน จากการรายงานของสำนักข่าว IRNA ของรัฐ

    นายราวานชีกล่าวว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเริ่มสร้างความตึงเครียดรอบแล้วรอบเล่าและเกลียดชังอิหร่านด้วยการสังหารนายพลกาเซม ซึ่งการให้ความเห็นของนายราวาชีถือเป็นปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการครั้งแรกของอิหร่านต่อการแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์

    พิธีรำลึกถึงนายพลกาเซมครบรอบ 3 วัน

    อิหร่านได้จัดพิธีรำลึกถึงนายพลกาเซม สุไลมานี ที่กรุงเตหะราน ใกล้กับสถานที่พำนักของอนาตุลเลาะห์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด

    ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานจากกรุงเตหะรานว่า อิหร่านยังอยู่ในช่วงการทำพิธีทางศาสนาและเป็นพิธีที่จัดขึ้นตามประเพณีที่จะจัดขึ้นครบรอบ 3 วัน ครบรอบ 7 วันและครบรอบ 40 วันหลังจากมีผู้เสียชีวิต

    ผู้ที่เข้าร่วมพิธีนี้ได้แก่ ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ โมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ ผู้นำกองกำลัง IRGC และตัวแทนจากกลุ่มเฮซบอลเลาะห์จากเลบานอน รวมทั้งฝ่ายการเมือง

    สหรัฐฯ แจ้งยูเอ็นหากจำเป็นก็จะทำ

    สหรัฐฯ ได้แจ้งสหประชาติว่า ได้เตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติการเพิ่มเติมหากจำเป็นในตะวันออกกลางเพื่อคุ้มครองบุคลากรของสหรัฐฯ และผลประโยชน์ของภูมิภาค

    ในจดหมายถึงคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เอกอัครราชทูตสหรัฐเคลลี คราฟต์ ระบุว่า การสังหารนายพลกาเซม สุไลมานี ในกรุงแบกแดด เป็นสิ่งที่พิจารณาว่าทำได้ ภายใต้มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ

    มาตรการ 51 กำหนดไว้ว่า ประเทศใดก็ตามต้องรายงานคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติในทันที ในกรณที่มีมาตรการตามสิทธิเพื่อปกป้องตัวเอง ซึ่งสหรัฐฯ ได้ใช้มาตรา 51 ปฏิบัติการในซีเรียต่อต้านกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงหรือ ไอเอสในปี 2014

    วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ หัวเสียหลังทรัมป์ไม่ให้ข้อมูล

    นายไมก์ ลี วุฒิสมาชิกซึ่งสังกัดพรรครีพับลิกันเช่นเดียวกันประธานาธิบดีทรัมป์ ตั้งคำถามถึงฝ่ายบริหารกรณีรายงานสรุปการปฏิบัติการสังหารนายพลกาเซม สุไลมานี พร้อมกับระบุว่าเป็นการสรุปรายงานที่แย่ที่สุด

    ในการแถลงข่าวนายลีกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า น่าหงุดหงิดมากที่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลที่ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจสั่งให้มีการปฏิบัติสังหารนายพลกาเซม

    ขณะที่นายแรนด์ พอล วุฒสมาชิกพรรครีพับลิกันอีกราย กล่าวว่า ไม่ได้ข้อมูลอะไรเลยจากการรายงานสรุป นอกเหนือจากรายงานข่าวที่ได้อ่าน และแนวโน้มที่จะใช้วิธีทางการทูตลดลงเพราะการสั่งการของประธานาธิบดีทรัมป์

    นายคริส เมอร์ฟี วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า ไม่มีหลักฐานใดที่ทำให้เห็นว่ามีการขู่หรือคุกคาม โดยเฉพาะจากนายพลกาเซม สุไลมานี จนทำให้สหรัฐฯ ต้องปฏิบัติการ

    “พวกเราค่อนข้างช็อกเพราะขาดหลักฐาน และโดยที่ไม่มีหลักฐานหรือข้อมูล ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจที่จะปฏิบัติการทางทหารโดยที่ไม่แจ้งต่อสภาคองเกรสก่อน”

    อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกซึ่งส่วนใหญ่มาจากพรรครีพับลิกันต่างปกป้องการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์

    ที่มาภาพ: https://www.aljazeera.com/news/2020/01/iran-tensions-soleimani-killing-latest-updates-200109052154824.html

    สภาผู้แทนเตรียมโหวตจำกัดอำนาจประธานาธิบดีใช้กองกำลัง

    สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เตรียมที่จะลงมติในวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม ตามเวลาท้องถิ่น เรื่องการจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการใช้กำลังทางทหารตอบโต้อิหร่านโดยไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา

    เอลิสซา สลอตกิน สมาชิกสภาผู้แทนพรรคเดโมแครตจากมิชิแกน อดีตนักวิเคราtห์ซีไอเอและเจ้าหน้าที่อาวุโส กระทรวงกลาโหม เป็นผู้สนับสนุนญัตติที่กำหนดให้ประธานาธิบดียกเลิกการใช้กองกำลังของประเทศในการปฏิบัติการในอิหร่านหรือตอบโต้อิหร่าน เว้นเสียแต่ว่าสภาได้ประกาศสงครามหรือให้ความเห็นชอบกฎหมายที่ให้อำนาจเฉพาะในการใช้กองกำลัง และต้องใช้ในกรณีที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อป้องกันการโจมตีที่พุ่งเป้ามาที่สหรัฐฯ

    ออสเตรเลียไม่ถอนทหารออกจากอิรัก

    กองกำลังและบุคลากรของออสเตรเลียจะยังคงประจำการที่อิรักเพื่อปฏิบัติภารกิจต่อไป นายสก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าว เพราะความตึงเครียดได้ผ่อนคลายลง จากกรณีที่อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ในอิรัก และเรือรบออสเตรเลียจะยังคงแล่นไปช่องแคบเฮอร์มุซตามแผนเพื่อคุ้มครองการเดินในบริเวณนั้น