ผู้ว่าแบงก์ชาติชี้เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดเงินทุน แต่ ‘Misallocation’ เผยธนบัตร 1,000 บาท 2 รุ่นหาย 1.4 แสนล้าน ‘ แนะ Resilience ฟื้นจีดีพี

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวบรรยายพิเศษ ในงานเสวนา “The INTANIA Forum: SURVIVING UNDER THE NEW WORLD ORDER ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่” จัดโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า โลกเศรษฐกิจเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Comparative Advantage ยุคที่ประเทศต่างๆ แบ่งแยกกันทำงาน ใครผลิตอะไรต้นทุนถูกก็ผลิตอันนั้น จนมาถึงโลกาภิวัตน์ การค้าเสรี แต่วันนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว

“วันนี้เราอยู่ในโลกที่ไม่ใช่โลกแห่งความร่วมมือ เป็นโลกแห่งการแข่งขัน มีแนวความคิดที่สู้กันในทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่เรียกว่า Geopolitics แล้วก็ลามมาถึง Geoeconomics ใช้เงื่อนไข ใช้ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น ภาษี เข้ามาห้ำหั่นกัน เป็นการแย่งชิงอำนาจระหว่างประเทศ การกีดกันทางการค้า เกิด Fragmentation แยกออกเป็นส่วนๆ กลุ่มๆ ไม่มีอำนาจเดียวเหมือนสหรัฐสมัยก่อนแล้ว เป็น Multipolar World สหรัฐก็ใหญ่ จีนก็ใหญ่ Middle Power Country ก็รวมกลุ่มกัน ก็ใหญ่เหมือนกัน ต่างคนต่างใหญ่สู้กัน มันเป็นโลกใหม่” นายวิทัยกล่าว

ประกอบกับโลกนี้มีความไม่แน่นอน จึงมีอีกคำหนึ่งที่เรียกว่า Shock-prone World เป็นยุคที่ Global Shock เกิดขึ้นถี่และบ่อยมาก และมีแนวโน้มเช่นนั้น ทั้งโควิด สงครามยูเครน สงครามการค้า และสงครามตะวันออกกลาง นี่คือสิ่งเกิดขึ้น แล้วเราจะอยู่อย่างไร

นายวิทัยกล่าวต่อว่าแนวทางต้อง ‘Resilience’ คือ 1.Resilience ที่สามารถ Absorb Shock ได้ เมื่อเกิดช็อกขึ้น 2.Resilience ในการปรับตัว และ3.Resilience ในการ Transform เพื่อการอยู่ได้ในระยะยาว นี่คือ Resilience ซึ่งไม่ใช่เรื่องของยืดหยุ่นอย่างเดียว ต้อง Resilience ทำให้เราอยู่กับช็อกได้ แล้วก้าวไป ปรับตัวได้ ไปกับมันได้ พร้อมยกตัวอย่าง วิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ผ่านมา ไทยปรับตัวได้ดีมาก ภาคเอกชนปรับตัวได้ น้ำมันราคาสูงขึ้น สินค้าบางอย่างขาดตลาด แต่สามารถ Absorb Shock ได้ เราปรับตัว ไปใช้พลังงานทางเลือก ไปใช้วัตถุดิบอื่น แล้วเราก็กำลังจะ Transform ประเทศ เรื่องการใช้ Energy นี่คือ Resilience

​พร้อมย้ำว่า แต่ Resilience มันไม่ได้กดปุ่มแล้วมันจะเกิดขึ้น Resilience ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำมาตรการระยะสั้น Resilience เป็นเรื่องของสิ่งที่เราต้องทำในมาตรการระยะยาว

“มาตรการระยะสั้น เป็นการบรรเทาผลกระทบ การทำเรื่องยาวๆ  จะทำให้เกิดความแข็งแรง จะเกิดการ Reform ขึ้น เพราะฉะนั้นจะ Resilience ได้ เราต้องแข็งแรง และจะแข็งแรงได้ เราต้อง Reform ต้องปฏิรูปเศรษฐกิจ”

นายวิทัย กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหา Resource Misallocation หรือปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินทุน เรามีเงินทุนมากมายแต่เราขาดการจัดสรรที่มีประสิทธิภาพ

“ถ้าจัดสรรมีประสิทธิภาพดี Productivity ผลผลิตเรา พูดง่ายๆ GDP เราจะโตขึ้น แล้ว GDP ที่เต็มศักยภาพ ที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบใช้คำว่า Potential GDP ก็จะสูงขึ้นด้วย เศรษฐกิจเราจะโตมากกว่า 3% 4% ได้ แต่ต้องจัดการเรื่อง Allocation ของ Resource”

พร้อมกล่าวว่า ‘วันนี้ Allocation ของ Resource ขอเน้นใน 2 เรื่อง 1.การจัดสรรเงินทุนไปสู่หน่วยธุรกิจ ปัญหาตอนนี้คือ เงินทุน ไม่ถูกไหลไปสู่หน่วยธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ 2. ทุนเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ คอร์รัปชันที่เกิดขึ้นเป็นต่อเนื่องและฝังรากลึกอยู่ในประเทศไทย และทำให้ทรัพยากรส่วนหนึ่ง ถูกดูดหายไป ไม่ถูกจัดสรรไปในหน่วยธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ สนับสนุนให้เกิดการผลิตที่มีประสิทธิภาพ’

นายวิทัยกล่าวว่า ‘ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินทุน ทุกวันธปท. ดูดเงินกลับ อาทิ ผ่านธุรกรรม RP (Repurchase Agreement Market),การออกพันธบัตรของแบงก์ชาติ, การทำ Swap ประมาณ 5 ถึง 6 ล้านล้านบาท ทุกวัน นี่คือเงินทุนเรามีมากมาย แต่ไม่ถูกจัดสรรไปถึงหน่วยธุรกิจ เราอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่เป็น Bank-based Economy ใช้สถาบันการเงินเป็นตัวกลาง ขณะที่สหรัฐอเมริกาใช้ระบบตลาดทุน Capital-based Economy และทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ  GDP โตต่ำลงมาเรื่อยๆ  จาก 7% 5% 3.7% ตอนนี้เฉลี่ยประมาณ 2.4% นี่คือปัญหา’

โดยข้อมูลในระบบสะท้อนความผิดปกติชัดเจน เงินทุนกว่า 75% ถูกจัดสรรไปยังธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่อง 15 ไตรมาส แม้แต่ SME ที่มีประสิทธิภาพสูง 30% แรก ยังเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงได้ถึง 63%

นายวิทัย กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนการเงินยิ่งซ้ำเติมการแข่งขัน SME ที่มีประสิทธิภาพต้องจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ย 7.8% ขณะที่รายใหญ่จ่ายดอกเบี้ยประมาณ 3.9% ทำให้ธุรกิจเล็กที่ควรถูกผลักดันให้โต กลับถูกจำกัดด้วยต้นทุนและการเข้าถึงเงินทุน

นอกจากนี้จากข้อมูลเปรียบเทียบ SME 2 กลุ่ม กลุ่มที่ก่อตั้งก่อนปี 2012 กับ SME ที่ตั้งหลังปี 2012 เพื่อเปรียบรายได้ในช่วง 10 ปี ขยายแค่ไหน พบว่า SME ตั้งก่อนปี 2012 จากเคยมีรายได้ 100 บาท 10 ปี มีรายได้เพิ่มเป็น 175 แต่ SME สมัยใหม่ตั้งหลังปี 2012 รายได้จาก 100 บาท 10 ปีโตขึ้น 127 สรุปว่า ส่วนหนึ่งมาจากขีดความสามารถการแข่งขัน แต่อีกส่วนหนึ่งเพราะมีปัญหาจากการ misallocation of resources of capital นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ทางออกหนึ่งคือการสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Bureau) รวมข้อมูลเครดิตกับข้อมูล alternative data เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ และ Statement เพื่อให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงได้แม่นขึ้น ช่วยคนและธุรกิจที่มีวินัยแต่ไม่มีหลักประกัน เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นในต้นทุนที่เหมาะสม ดังนั้นการมี Data Bureau เป็นการบรรเทาปัญหาเรื่อง inclusion และแก้ปัญหาคอรัปชันได้ด้วย

นายวิทัย กล่าวว่า อีกปัญหาใหญ่การจัดสรรทรัพยากรที่มีปัญหาที่หลุดหายออกไปจากระบบ เนื่องจากทุนเทา จากเศรษฐกิจนอกระบบ จากคอรัรัปชัน เป็นเรื่องที่ทรัพยากรส่วนใหญ่ที่หายไปไม่เข้าหมุนระบบ รวมทั้งงบประมาณของภาครัฐก็ดี เอกชนก็ดี ถูกแบ่งทอนไปจ่ายเปอร์เซ็นต์ ไปจ่ายอะไรที่ไม่ควรทำ ทำให้ทรัพยากรไม่ถูกส่งไปในจุดที่สามารถทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ อันนี้คือปัญหา

​’เหตุนี้เอง แบงก์ชาติจึงเข้ามาแก้ปัญหาเรื่อง ทุนเทา เรื่องการใช้เงินสดในธุรกรรมที่ไม่ถูกกฎหมาย ไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่เป็นอันดับ 24 ของโลก แต่อันนี้ไม่ใช่บอกว่าเป็นเทาหมด อันนี้คือเศรษฐกิจนอกระบบ แปลว่ารวมถึงพ่อค้าแม่ค้าอะไรที่ไม่เข้าระบบด้วย ทำให้เราเก็บภาษีไม่ได้ อันนี้เป็นวิถีของไทยด้วยส่วนหนึ่ง ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ไม่ใช่พึ่งเป็นปริมาณการใช้ธนบัตร 1000 บาทสูงขึ้น 28% ธนบัตร 100 บาท ธนบัตร 500 บาท สูงขึ้น 117% ขณะที่เลือกตั้ง อบต. ก็สูงขึ้น 300% แปลว่ามันมีการใช้เงินสดเพิ่มขึ้นเยอะ’

พร้อมย้ำว่า ‘แบงก์ชาติเป็นคนพิมพ์ธนบัตร พิมพ์เสร็จก็ส่งไปให้แบงก์พาณิชย์ แบงก์พาณิชย์ส่งไปให้สาขา แล้วก็กระจายถึงมือประชาชน สมัยก่อนเบิก 100 ล้าน แค่โทรแป๊บเดียว พรุ่งนี้มารับ 100 ล้าน 50 ล้าน เพราะเวลาทำเรื่องเทาๆ ใช้เงินสด ไม่โอน เพราะมีปปง. สตง. ตำรวจ เขาตามทัน จึงใช้เงินสด ผมนึกไม่ออกว่า ธุรกรรมอะไรที่ต้องหิ้วเงินสด 10 ล้าน 20 ล้าน 30 ล้าน ไปจ่าย เพราะมันโอนได้ เราก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าท่านจะเบิกเงินเกิน 5 ล้าน ช่วยมาบอกเหตุผลหน่อย เช่น ถ้าเป็นธุรกิจเกษตร มีลูกไร่ ต้องเอาเงินไปจ่ายค่าเกี่ยว ทำธุรกิจอะไรที่ใช้เงินสด แต่ถ้าไม่ใช่ เราขอให้ธนาคาร ช่วยแนะนำลูกค้าใช้การโอนเงินแทน ธุรกรรมจะได้อยู่ในระบบ”

ธปท. จึงเริ่มปิดช่องโหว่หลายด้าน ทั้งกำหนดให้การเบิกเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต่อเดือนต้องแจ้งเหตุผล ธุรกรรมที่ใช้เงินสดมากกว่า 5 ล้านขึ้นไป เราเบิกเงินสดกันเดือนละ 80,000 ถึง 90,000 ล้านบาท

​พร้อมเล่าต่อว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งคือ มีธนบัตรใบละพัน ที่อายุ 20 ถึง 30 ปี 2 รุ่น หายไปจากระบบ 140,000 ล้าน ถ้ายังใช้กันจริงๆ มันจะเก่ามากจนกระทั่งสภาพมันไม่มีเลย แบงก์ชาติเคยคิดถึงเรื่องการจะรีไทร์ธนบัตร 2 รุ่นนี้ แต่ก็ติดข้อจำกัดทางกฎหมาย ก็อาจจะมีปัญหาที่ทำยากเหมือนกัน แต่เป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า เงินหายออกไปจากระบบ 140,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ได้จับตาธุรกรรมทองคำผ่านแอปที่กระทบค่าเงินบาท มาตรการกำกับทองคำเริ่มเห็นผล หลังให้ผู้เทรดทองเกิน 50 ล้านบาทต่อแพลตฟอร์มต้องรายงาน และถอนทองคำแท่งเกิน 2 กิโลกรัมต้องแจ้งข้อมูล ทำให้ปริมาณถอนทองน่าสงสัยลดจากเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน เหลือ 2,500-3,000 ล้านบาท

ในของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง USDT พบธุรกรรมน่าสงสัยถึง 40% เป็นการโอนเงินหนีระบบหรือส่งออกนอกประเทศ มูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาทใน 5 เดือน ขณะที่บัญชีม้าและเงินพนันออนไลน์ถูกสั่งปิดแล้วกว่า 2,500 บัญชี

นายวิทัยกล่าวย้ำว่าการปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากร ทั้งการส่งเงินทุนไปถึง SME ที่มีประสิทธิภาพ และการลดทุนเทาออกจากระบบ ถ้าทำได้จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับจีดีพีศักยภาพ ทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรง ประเทศจะ Resilience ขึ้น รับ Shock ที่เกิดขึ้น เราก็จะสามารถ ปรับตัวได้ รับมือได้ แล้วก็เดินไปต่อได้

‘ช่วยกันลงมือทำ ถ้าเราลงมือทำ ช่วยกันทำ ช่วยกันปฏิรูป สิ่งดีๆ มันจะเกิดขึ้น อาจจะใช้เวลาสักหน่อย เราต้องอดทน แล้วก็ปฏิรูปมัน’ นายวิทัยกล่าว