รายงาน ปรีดี บุญซื่อ
เมื่อเกิดสงครามอิหร่านขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 นักวิเคราะห์ด้านการท่องเที่ยวเคยคาดการณ์มาแล้วว่า สงครามอิหร่านทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเส้นทางการบินของโลก ที่จะเป็นผลเสียหายต่อการท่องเที่ยวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน ทำให้ศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง เช่นดูไบ อาบูดาบี และโดฮา ต้องปิดตัวลง เท่ากับการปิดเส้นทางบินที่ได้รับความนิยมมากจากนักเดินทางในยุโรป ที่จะเดินทางพักผ่อนมาชายหาดทะเล หรือโบราณสถานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกไม่นาน ไทย กัมพูชา และอินโดนีเซีย จะได้เห็นนักท่องเที่ยวมีจำนวนลดลง
ผลกระทบไหลรินลงสู่เศรษฐกิจ
ในบทความของ Fortune ชื่อ How the Iran war cuts off Southeast Asia’s tourism industry นักวิเคราะห์การบินคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า เนื่องจากไม่มีเที่ยวบินตรง จากยุโรปมาปลายทางที่กัมพูชาหรืออินโดนีเซีย ประเทศเหล่านี้ที่เศรษฐกิจพึ่งพาอย่างมากกับการท่องเที่ยว จะได้รับผลกระทบหนัก เพราะเป็นผลกระทบที่ไหลรินลงสู่เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวมีสัดส่วนต่อ GDP ของไทยที่ 12% ของกัมพูชาที่ 9.4% และของอินโดนีเซียที่ 5%
การยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินตะวันกลางเช่น Emirates, Qatar และ Etihad ยังมีผลกระทบต่อสายการบินในภูมิภาคนี้ เช่น Malaysia Airlines บินไปยุโรปแค่ 2 เมืองใหญ่ คือลอนดอนกับปารีส จึงอาศัยเที่ยวบินของ Qatar ที่ช่วยขนนักท่องเที่ยวจากยุโรป สหรัฐฯ และในตะวันออกกลาง มาต่อเครื่องของ Malaysia Airlines ที่โดฮา
นักท่องเที่ยวหลักจากยุโรปหายไป
ส่วนรายงานของ New York Times เรื่อง Aia’s Tourist Hot Spots Are Missing a Staple กล่าวว่า ค่าโดยสารเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น และการหยุดชะงักของศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมาก ไม่มาเยือนปลายทางการท่องเที่ยวในไทย กัมพูชา และอินโดนีเซีย
แม้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย กัมพูชา และอินโดฯ จะมีความยืดหยุ่นและการฟื้นตัว โดยอาศัยการท่องเที่ยวจากภายในภูมิภาค แต่บางเมืองที่เป็นปลายทางการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจากยุโรป จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นักท่องเที่ยวยุโรปจำนวนมากยกเลิกการเดินทางมาภูมิภาคนี้ โดยหันไปเดินทางท่องเที่ยวในประเทศใกล้เคียงแทน
สำหรับกัมพูชา สามเดือนแรกของปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงไป 45% เทียบกับเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว คนขับรถตุ๊กตุ๊กคนหนึ่งบอกกับ New York Times ว่า ตามปกติมีรายได้จากการพานักท่องเที่ยวไปนครวัด มีรายได้วันหนึ่ง 20 ดอลลาร์ ทุกวันนี้รายได้เหลือไม่ถึง 5 ดอลลาร์
ธุรกิจร้านค้าในสนามบินเสียมเรียบก็ลดเวลาทำงานลง กุ๊กภัตตราคารในสนามบินถูกลดเวลาทำงาน จากเดือนหนึ่งมีกะการทำงาน 30 วันเหลือ 20 วัน รายได้ลดลงจากเดือนละ 2560 ดอลลาร์ เหลือ 150 ดอลลาร์ ไกด์นำเที่ยวคนหนึ่ง ที่พานักท่องเที่ยวพูดภาษาสเปนไปนครวัด ทำงานมานานกว่า 30 ปีบอกว่า มีรายได้ลดลง 35% เทียบก่อนเกิดสงครามอิหร่าน
ส่วนในไทย การท่องเที่ยวของพังงา ได้รับผลกระทบแบบเดียวกัน นับจากเกิดสงคราม การจองห้องพักลดลง 50% ท่าเรือสุระกุล พังงา ที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้เดินทางไปชมเกาะเขาพิงกัน หรือเกาะเจมส์ บอนด์ ผลกระทบทางเศรษฐกิจสามารถมองเห็นชัดเจน
รถมินิบัสและเรือหางยาว ที่วันหนึ่งเคยมีลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวจำนวนหลายพันคน ต้องจอดทิ้งไว้เฉยๆ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางเรือคนหนึ่ง ที่ทำธุรกิจมา 30 ปี บอกว่า เมื่อนักท่องเที่ยวยุโรปหายไป คนท้องถิ่นต้องตัดรายจ่ายไม่จำเป็นออกไป ตัวเขาเองจากที่เคยมีรายได้เดือนหนึ่ง 900 ดอลลาร์ ลดมาเหลือ 300 ดอลลาร์
ส่วนในเกาะบาหลีของอินโดฯ แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ฟื้นตัวได้ดีกว่า โดยเศรษฐกิจได้รับผลกระทบไม่มากจากสงคราม เนื่องจากการไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวจากจีนและออสเตรเลีย ผู้ว่าการเกาะบาหลีกล่าวว่า สงครามอิหร่านทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากยุโรปลดลง เพราะต้องอาศัยการเดินทางต่อเที่ยวบิน ที่สนามบินในตะวันออกกลาง
แต่เจ้าหน้าที่ของเกาะบาหลีได้เร่งรณรงค์ เพื่อหานักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ โดยการส่งคณะทำงานด้านการขายการท่องเที่ยวไปยังออสเตรเลีย จีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ รัฐบาลอินโดนีเซียเองได้ยกเว้นการเก็บภาษีบัตรโดยสารเส้นทางบินในประเทศ เพื่อส่งเสริมคนอินโดฯให้ท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น
สิ่งสำคัญคือความปลอดภัย
เมื่อเดือนมีนาคม 2026 The World Travel & Tourism Council (WTTC) ได้คาดการณ์ว่า ความขัดแย้งที่ขยายตัวกับอิหร่าน จะทำให้ภาคธุรกิจการเดินทางและการท่องเที่ยว ในตะวันออกกลาง สูญเสียรายได้จากนักเดินทางระหว่างประเทศ อย่างน้อย 600 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เพราะการหยุดชะงักของการเดินทางโดยเครื่องบิน ปัญหาความเชื่อมั่นของนักเดินทาง และปัญหาการเชื่อมต่อการเดินทางด้วยเครื่องบิน
ตะวันออกกลางมีส่วนแบ่งตลาดนักเดินทางระหว่างประเทศ 5% ของโลก และ 14% ของจำนวนผู้โดยสารที่ต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศ เมื่อเกิดการหยุดชะงักของเครือข่ายเส้นทางบิน จะส่งผลกระทบต่อความต้องการการเดินทางของทั่วโลก รวมทั้งกระทบต่อธุรกิจสนามบิน เที่ยวบิน โรงแรม รถเช่า และเรือเดินสมุทร
ศูนย์กลางการบินที่ดูไบ อาบูดาบี และโดฮา ตามปกติจะมีผู้โดยสารมาใช้บริการรวมกันวันหนึ่ง 526,000 คน เมื่อความขัดแย้งขยายตัว ทำให้สนามบินต้องปิดการดำเนินงาน จึงส่งผลกระทบต่อการเดินทางโดยการต่อเครื่องบิน ทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก
แต่การท่องเที่ยวก็เป็นภาคเศรษฐกิจที่สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว ทั้งนี้เพราะการท่องเที่ยวและการเดินทางเป็นภาคเศรษฐกิจ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของอุปสงค์ทางเศรษฐกิจโลก ที่ผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นไปแล้ว คือเป็นภาคบริการที่ผู้บริโภคทั้งยินดีใช้บริการ และสามารถซื้อบริการ
สำหรับแหล่งท่องเที่ยว ที่ผู้บริโภคยินดีมาใช้บริการนั้น จะต้องสร้างแรงดึงดูดที่ทำให้นักท่องเที่ยว รู้สึกได้เรื่องความปลอดภัย มองเห็นความสะดวกในการเชื่อมโยงด้านการเดินทาง และรู้สึกคาดหมายได้ในสิ่งที่เป็นภาวะปกติ
เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศอ่าวเปอร์เซียพิสูจน์ในสิ่งนี้ ดูไบ อาบูดาบี และโดฮา สร้างแรงดึงดูดแก่นักเดินทาง จากสิ่งที่เป็นความหรูหรา นวัตกรรม การจัดงานใหญ่ระดับโลก และประสิทธิภาพของสนามบิน แต่ความได้เปรียบแบบนี้ ยังต้องอาศัยการมีเส้นทางบินที่นักเดินทางไว้วางใจ และนักเดินทางรับรู้เรื่องความปลอดภัย เมื่อสิ่งนี้หายไป ไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อจุดปลายทางการเดินทางเท่านั้น แต่ยังทำให้เส้นทางบินของนักเดินทางเปลี่ยนไปด้วย
ภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ทำให้การท่องเที่ยวโลกล่มสะลาย แต่ทำให้นักท่องเที่ยวตื่นตัวในเรื่องสิ่งที่เป็นความเสี่ยง ต้องการให้การท่องเที่ยวเป็นประสบการณ์ที่ราบรื่น มีความสะดวกในการเดินทางมาเยือน และมีการบรรยากาศความเป็นปกติธรรมดา
เอกสารประกอบ
How the Iran war cuts off Southeast Asia’s tourism industry, March 13, 2026, fortune.com
Asia’s Tourist Hot Spots Are Missing a Staple: Europeans July 28, 2026, nytimes.com



