ThaiPublica > สู่อาเซียน > ASEAN Roundup เวียดนามซื้อไฟฟ้าจากลาว 1.5 พันกิโลวัตต์ต่อปี เมียนมามีเด็กเกิดใหม่ 1,200 คนทุกวัน

ASEAN Roundup เวียดนามซื้อไฟฟ้าจากลาว 1.5 พันกิโลวัตต์ต่อปี เมียนมามีเด็กเกิดใหม่ 1,200 คนทุกวัน

12 มกราคม 2020


ASEAN Roundup ประจำวันที่ 5-11 มกราคม 2563

  • เวียดนามซื้อไฟฟ้าจากลาว 1.5 พันเมกะวัตต์ต่อปี
  • อินโดนีเซียเงินไหลเข้า 224 ล้านล้านรูเปียะห์ปี 2019
  • ลาวยกเลิกการขอใบอนุญาตนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์
  • เมียนมาเปิดสนามบินที่รัฐชินรับการท่องเที่ยว
  • เมียนมามีประชากรเพิ่มขึ้น 1,200 ทุกวัน
  • สิงคโปร์ใช้ QR Code ในระบบศาล
  • เวียดนามซื้อไฟฟ้าจากลาว 1.5 พันกิโลวัตต์ต่อปี

    ที่มาภาพ: http://annx.asianews.network/content/phongsubthavy-group-and-vietnam%E2%80%99s-evn-sign-electricity-purchase-agreements-111625

    การไฟฟ้าของเวียดนามได้ลงนามใน สัญญาซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มพงทรัพย์ทวีของลาวและกลุ่มเจริญ เซกง รวมกัน 1.5 พันล้านกิโลวัตต์ต่อปีเป็นเวลา 2 ปี โดยตั้งแต่ปี 2021จะซื้อจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 2 แห่งของกลุ่มพงทรัพย์ทวีปีละกว่า 596 ล้านกิโลวัตต์ตั้งแต่ปี 2021 และซื้อจากโรงไฟฟ้า 2 แห่งของกลุ่มเจริญ เซกง 263 ล้านกิโลวัตต์ต่อปีและจะซื้อจากอีกกลุ่มเจียลุนเพิ่มอีก 632 กิโลวัตต์ตั้งแต่ปี 2022

    การทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากลาวได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลเวียดนามเพื่อบรรเทาปัญหาไฟไม่พอใช้ที่คาดว่าจะส่งผลต่อประเทศตั้งแต่ปีนี้

    กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าประเมินว่า เวียดนามจะมีไฟฟ้าไม่พอใช้ราว 3.7 พันล้านกิโลวัตต์ในปี 2021 และราว 10 พันล้านกิโลวัตตฺในปีต่อไป ขณะที่ปี 2023 จะเป็นปีที่มีปัญหาไฟไม่พอใจมากที่สุดราว 15 พันล้านกิโลวัตต์ แต่หลังจากนี้การขาดแคลนไฟฟ้าจะค่อยๆลดลง โดยคาดว่าจะขาดแคลนไฟฟ้าราว 7 พันล้านกิโลวัตต์และ 3.5 พันล้านกิโลวัตต์ในปี 2024

    นอกจากนีี้ประเทศสามารถประหยัดไฟได้ไม่เกิน 5-8% เท่านั้น ดังนั้นจึงต้องซื้อจากลาวและจีน อย่างไรก็ตามการซื้อจากประเทศเพื่่อนบ้านเป็นการแก้ปัญหาเบื้องต้น ระยะยาวจำเป็นที่จะต้องเร่งโครงการผลิตไฟฟ้าขขนาดใหญ๋

    อินโดนีเซียเงินไหลเข้า 224 ล้านล้านรูเปียะห์ปี 2019

    นายเพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการ ธนาคารกลางอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ในปี 2019 มีเงินไหลเข้าประเทศจำนวนทั้งสิ้น 224.2 ล้านล้านรูเปียะห์ แต่ก็ยังมีเสถียรภาพ แม้ทั้งปีเศรษฐกิจโลกมีความปั่นป่วน

    นายวาร์จิโยกล่าวว่า สถานการณ์ภายนอกไม่มีผลกระทบต่อการลงทุนที่ข้ามาในอินโดนีเซีย เมื่อประเมินจากปริมาณเงินทุนที่ไหลเข้า

    “ถือว่าพระเจ้าช่วย เราใกล้เคียงกับปี 2019 ด้วยสถานการณ์ความสงบจากภายนอก ทำให้เงินไหลมีจำนวน 224.2 ล้านล้านรูเปียะห์”

    เงินที่ไหลเข้ามาได้เข้าไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหลักทรัพย์ของรัฐบาล ตลาดหุ้น ตราสารหนี้ของเอกชน รวมทั้ง certificate ของธนาคารกลาง

    นอกจากนี้เงินสำรองระหว่างประเทศได้เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลที่เปิดเผยจากธนาคารกลาง มีจำนวน 127 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสัญญาน บ่งชี้ว่าดุลการชำระเงินดีขึ้นในไตรมาสสุดท้ายปี 2019

    นายวาร์จิโย กล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมาเงินรูเปียะห์มีเสถียรภาพแข็งค่าขึ้น 2.8% และปิดที่ 13,880 รูเปียะห์ต่อดอลลาร์ ส่วน การทำ CDS ต่ำมากเพียง 60.6% นับว่าต่ำมากและต่ำสุดในรอบ 5 ปี

    สำนักงานสถิติระบุว่า อัตราเงินเฟ้อปี 2019 เพิ่มขึ้น 2.72% ขณะที่รัฐบาลพยายามที่รักษาเสถียรภาพราคา โดยเฉพาะสินค้าราคาควบคุม

    กัมพูชาดึง FDI ต่างชาติกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์

    ในปี 2019 กัมพูชาดึงเงินลงทุนโดยตรงของต่างชาติ (Foreign Direct Investment:FDI) 3.588 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 11.7% โดยในรายงานสรุปภาพรวมเศรษฐกิจและการธนาคารปี 2019 และแนวโน้มปี 2020

    จากเงิน FDI ทั้งหมด มีจำนวน 2.385 พันล้านดอลลาร์ไหลเข้าภาคการเงิน ส่วนนอกภาคการเงินมีเงินไหลเข้า 1.203 พันล้านดอลลาร์

    นายเมย กัลยัน ที่ปรึกษาอาวุโสสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ กล่าวว่า กัมพูชามีเงิน FDI เข้าต่อเนื่องจากสภาพแวดล้อมมีความมั่นคงและกฎหมายการลงทุน นักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าจะมีผลตอบแทนจากการลงทุนในกัมพูชา

    นายกัลยัน FDI มีความสำคัญต่อกัมพูชาในการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะได้สร้างงานและเสริมศักยภาพการส่งออก แต่เตือนไม่ให้รับการลงทุนจากประเทศมดประเทศหนึ่งมากเกินไป

    เงินลงทุน FDI มาจากจีนสูงสุดในสัดส่วน 43% เกาหลีใต้สูงเป็นอันดับสอง 11% เวียดนาม 7% ญี่ปุ่นและสิงคโปร์เท่ากัน 6% และประเทศ อื่นๆรวมกัน 27%

    รองประธานหอการค้ากัมพูชานายลิม เฮง ให้ความเห็นว่า การที่ FDI เข้ามามากเป็นเพราะกฎหมายลงทุนที่ทำให้กัมพูชาเป็นเป้าหมายการลงทุนที่ดึงความสนใจนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น นอกจากนี้ยังจะมีเงิน FDI เข้ามาอีกจากการเจรจาการค้าเสรีกับจีน

    นายกสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน นายจเรก โสกนิม กล่าวว่า เงินที่ไหลเข้าจากจีนได้กระตุ้นภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และคาดว่า ปี 2020 เงิน FDI จะยังสูงขึ้นอีก

    รายงานสรุปภาพรวมเศรษฐกิจและการธนาคารปี 2019 และแนวโน้มปี 2020 ชี้ว่าเศรษฐกิจปี 2019 ขยายตัว 7.1% เงินเฟ้อ 1.9% และคาดว่าในปี 2020 เศรษฐกิจจะเติบโต 7% ส่วนเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 2.3% และประเมินว่า FDI ปี 2020 จะมีจำนวน 3.951 พันล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 10%

    ลาวยกเลิกการขอใบอนุญาตนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์

    กระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ประกาศยกเลิกข้อกำหนด สำหรับธุรกิจที่จะต้องขอใบอนุญาตเพื่อนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์สำหรับโรงงานประกอบและผลิตรถยนต์

    การประกาศครั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และประสานงานเพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจในลาว รวมทั้งคำสั่งของกระทรวงเองที่ส่งเสริมการส่งออก การนำเข้า การเคลื่อนย้ายสินค้าในประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจ การค้าและการลงทุน

    ที่ผ่านมาภาคธุรกิจต้องดำเนินการหลายขั้นตอนเพื่อขอรับใบอนุญาตนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ แต่จากคำสั่งนี้ต่อไปไม่ต้องขออนุญาตนำเข้าอีก อย่างไรก็ตามบริษัทที่มีโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์ยังคงต้องจัดทำแผนงานประจำปี เพื่อส่งให้กรมอุตสาหกรมและหัตถกรรมก่อนวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปีเช่นเดิม และแผนงานต้องได้รับอนุมัติก่อนถึงจะนำเข้าชิ้นส่วนรถได้

    เมียนมาเปิดสนามบินที่รัฐชินรับท่องเที่ยว

    ที่มาภาพ: https://ccnchannel.net/2017/09/15/chin-ramkulh-falam-airport-cu/

    รัฐชินในเมียนมาจะเปิดสนามบินเซอบุง ซึ่งเป็นสนามบินแห่งแรกในเดือนพฤษภาคมนี้เพื่อรองรับการท่องเที่ยวและการเดินทาง ซึ่งจะเชื่อมโยงรัฐชินซึ่งเป็นรัฐที่พัฒนาน้อยที่สุดกับรัฐอื่นๆอีก 7 รัฐ ที่แต่ละรัฐต่างมีสนามบินอย่างน้อย 1 แห่ง

    สนามบินเซอบุงมีมูลค่าก่อสร้าง 37 พันล้านจ๊าด เริ่มก่อสร้างปี 2015 เดิมคาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2022 แต่ได้มีการสั่งการให้เร่งก่อสร้างจากนางอ่อง ซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและอู วิน มินท์ ประธานาธิบดีในเดือนมกราคมปีก่อน

    สนามบินเซอบุงตั้งอยู่บนสันเขาที่ระดับความสูง 1830 เมตรในเขตฟะลัม ทางตอนเหนือของรัฐ มีรันเวย์ยาว 1830 เมตรและความกว้าง 30 เมตรที่รองรับเครื่องบินรุ่น ATR-72 ได้

    ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาทำให้การเดินทางไปรัฐชินค่อนข้างลำบาก และทำให้เป็นรัฐที่มีการพัฒนาต่ำสุดในเมียนมา เพราะขาดโครงสร้างพื้นฐาน แต่การเปิดสนามบิน รัฐบาลคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจรัฐชินมากขึ้น ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยว เช่น ทะเลสาปรูปหัวใจ หรือทะเลสาปริห์ และอุทยานแห่งชาตินัต มา ตอง

    นอกจากนี้จะเป็นการดึงนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในรัฐชินมากขึ้น ตามเป้าหมายที่จะสนับสนุนการขยายตัวของรัฐชิน ในปีก่อนรัฐชินได้จัดงานสัมมนาการค้าและการลงทุนในกรุงย่างกุ้งเพื่อให้ข้อมูลและดึงความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติให้ลงทถนในพื้นที่ที่ยังไม่มีการลงทุนในรัฐชิน ทั้งในภาคเกษตร พลังงานไฟฟ้า โรงแรมและการท่องเที่ยว รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน

    การเดินทางที่ยากลำบากทำให้มีโรงแรมท่องถิ่นจำนวนน้อยและไม่มีการลงทุนของต่างชาติ รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐชินมีแผนที่จะสร้างสนามบินเพิ่มเติม ที่เขตติดดิม ตันซอง ฟะลัม ฮักคา

    เมียนมามีเด็กเกิดใหม่ 1,200 คนทุกวัน


    ประชากรเมียนมาเพิ่มขึ้น 1,200 คนทุกวัน หรือ 0.89% ทุกนาที ส่งผลให้มีประชากรรวม 54.45 ล้านคน จากการเปิดเผยของกระทรวงแรงงาน ตรวจคนเข้าเมืองและประชากร

    เริ่มต้นปี 2020 เมียนมามีประชากรเพิ่มขึ้น 450,000 คนจากต้นปี 2019 ซึ่งก่อนหน้านี้ในปี 2017 กระทรวงฯคาดว่าเมียนมาจะมีประชากรจำนวน 65 ล้าคนในปี 2050 ขณะที่งานวิจัยคาดว่าประชากรในกรุงย่างกุ้งจะมีจำนวน 10.5 ล้านคนและในมัณฑะเลย์มีจำนวน 7.2 ล้านคนในปี 2031

    การสำรวจสำมะโนประชากรปี 2014 พบว่า ประชากรมีจำนวน 51.48 ล้านคน โดยที่ 89.8% นับถือศาสนาพุทธ ขณะที่ 6.3% นับถือศาสนาคริสต์ 2.3% เป็นมุสลิม 0.5% เป็นฮินดู 0.8% นับถือผี 0.2% นับถือศาสนาอื่น และ 0.1% ไม่มีศาสนา

    อู เมียว ออง ปลัดกระทรวงแรงงานฯกล่าวว่า อย่างน้อย 7% ของประชากรจำนวน 22 ล้านคนซึ่งอยู่ในวัยทำงาน ไม่มีงานทำ

    เมียนมามีการเก็บข้อมูลแรงงาน 2 ครั้งต่อปี นับตั้งแต่ปี 2016 และในปี 2019 ได้เริ่มใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาเก็บข้อมูลจากการสอบถามบุคคล ในปี 2020 นี้จะมีการเก็บข้อมูลแรงงาน 2 ครั้ง ครั้งแรกช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ครั้งที่สองเดือนกันยายน-พฤศจิกายน

    ดอว์ ซันดาร์ เอ ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงาน กล่าวว่า คาดว่าจะมีการจัดเก็บข้อมูลแรงงานแบบสมบูรณ์ภายในปี 2021 ซึ่งมีทั้งจำนวนแรงงาน แรงงานเด็ก แรงงานที่มีการศึกษา รวมทั้งแรงงานข้ามชาติ

    สิงคโปร์ใช้ QR Code ในระบบศาล

    ศาลสิงคโปร์ได้นำ มาตรฐาน QR Code มาใช้เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นคู่กรณีที่ติดต่อศาลได้รับความสะดวก ประหยัดทั้งเงินและเวลาในการนำส่งเอกสารให้กับสถาบันกาารเงินและหน่วยงานของรัฐ

    ก่อนหน้านี้คู่กรณีต้องเดินทางไปติดต่อศาลหลายรอบ รวมทั้งต้องรอคอยคำสั่งเป็นเวลาหลายวันกว่าจะได้ชำระเงินต่อหนึ่งใบเสร็จ แต่การนำระบบ QR Code มาใช้เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2020 ศาลมีคำสั่งให้คดีแพ่งที่นำเข้าการพิจารณาของศาลแห่งรัฐ(State Court) และศาลสูง(High Courts) จะต้องมาพร้อมกับการเข้าถึงข้อมูลเพื่อดึงจากสำเนาจริงจากเว็บไซต์ที่ปลอดภัยของรัฐบาล

    การใช้ QR Code หรือใส่หมายเลขอ้างอิง ธนาคารและหน่วยงานต่างๆสามารถยืนยันสำเนาคำสั่งด้วยการดึงข้อมูลโดยตรงจากระบบ แทนที่จะขอให้ประชาชนซึ่งเป็นคู่กรณี ต้องจัดเตรียมมาเองด้วยการพิม์ลงกระดาษ

    หัวหน้าผู้พิพากษา นายซุนดาเรศ เมนอน กล่าวว่า การบริการด้วยระบบนี้ ไม่มีค่าใช้จ่าย และเป็นการริเริ่มของศาลในการเพิ่มประสิทธิภาพ
    รวมทั้งได้มีพัฒนาแอปปพลิเคชั่นให้ทนายความขอรับบัตรคิวทางไกลเพื่อเข้ารับฟังการไต่สวนคดีได้

    นอกจากนี้ยังพิจารณาที่จะนำระบบการถอดข้อความเสียง และพิมพ์เป็นข้อความอัตโนมัติแบบเรียลไทม์มาใช้ เพื่อให้ได้ข้อความที่ถูกต้องและใช้เงินน้อย

    นายเมนอนกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเพียงก้าวแรกในการพัฒนาระบบเพื่อให้ตอบสนองความต้องการความยุติธรรมของสังคมให้ดีขึ้น

    นายเมนอนกล่าวว่า “เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้เพื่อลดความไร้ประสิทธิภาพ ความล่าช้า ค่าใช้จ่ายและความไม่สามารถเข้าถึงได้ภายในกระบวนการศาลที่มีอยู่”